เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 54

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 54

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 54


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 54 ใบอนุญาตตั้งกองกำลัง

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำท้าของโอเบอริน ลินด์ก็ตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล ตั้งแต่ได้ครอบครองทักษะดาบของอัศวินผู้ถูกเนรเทศ เขาก็ยังไม่เคยมีโอกาสวัดฝีมือกับยอดฝีมือผู้ใด และในฐานะนักดาบอันดับหนึ่งแห่งเจ็ดอาณาจักร หรืออาจจะทั้งในโลกแห่งน้ำแข็งและไฟ โอเบอรินนับเป็นคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมยิ่งนัก

ลินด์ผูกม้าของตนไว้กับหลักไม้ใกล้ ๆ จากนั้นส่งสัญญาณให้กลอรี่ถอยห่างไป ก่อนจะเดินเข้าไปหาโอเบอรินอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างทางเขาก็ชักดาบใหญ่สองเล่มที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมา

ซึ่งทันทีที่ลินด์ชักดาบท่าทีผ่อนคลายในตัวโอเบอรินเองก็หายไปสิ้น ดวงตาเขาคมกริบ ร่างกายลดต่ำเข้าสู่ท่วงท่าพร้อมรบ มือที่จับหอกขยับปรับกระชับ น้ำหนักเท้าเคลื่อนไปมาเป็นวงรอบตัวลินด์ พลางมองหาช่องโหว่ในท่วงท่าการตั้งรับของเขา

ในขณะเดียวกันทางด้านของไนมีเรียที่เพิ่งออกจากโรงเหล้าก็พลันรู้สึกเอะใจบางอย่างจึงเดินไปยังริมหมู่บ้าน ก่อนจะเห็นภาพของลินด์และโอเบอรินกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในลานโล่ง นางจึงหยุดยืนดูด้วยสีหน้าตึงเครียด

แม้จะเคยได้ยินเพลงนักล่าหมีและรู้จักชื่อเสียงของลินด์ในฐานะนักรบผู้เก่งกาจ แต่ไนมีเรียก็ยังไม่เชื่อว่าเขาจะสามารถเอาชนะโอเบอรินได้ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนนางเคยประมือกับโอเบอรินมากับตัวเอง แม้นางจะเคยเอาชนะผู้ท้าชิงนับสิบคนอย่างง่ายดาย แต่ต่อหน้าโอเบอรินการโจมตีของนางกลับถูกปัดป้องราวกับเป็นการฝึกของเด็กไร้ประสบการณ์ สุดท้ายนางก็หมดแรงโดยแทบไม่สามารถแตะต้องเขาได้เลย ซึ่งภาพความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายนั้นยังตราตรึงในใจ ขณะนางเฝ้าดูชายสองคนเผชิญหน้ากัน

ในขณะที่การประจันหน้าระหว่างลินด์กับโอเบอรินยังดำเนินไปโดยไม่มีใครลงมือ โอเบอรินยังคงหมุนวนอยู่รอบตัวลินด์ ปรับท่วงท่าไปมาเพื่อจับจังหวะบุก ทว่าทุกครั้งที่พบช่องว่าง เขากลับสัมผัสได้ถึงอันตรายร้ายแรงราวกับว่าทุกช่องโหว่นั้นล้วนเป็นกับดักที่รอสะท้อนกลับอย่างรุนแรง

โอเบอรินรู้ดีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปจิตใจของเขาจะเริ่มหวั่นไหว และเมื่อถึงจุดนั้นโอกาสก็จะหลุดลอยไป เขาจึงตัดสินใจลงมือก่อน เขาใช้หอกพุ่งเข้าหาลินด์อย่างรวดเร็วโดยใช้ความได้เปรียบของระยะหวังเปิดเกมบุก แต่ทันทีที่โอเบอรินเคลื่อนไหว ลินด์ก็โต้ตอบราวกับคาดไว้ล่วงหน้า เขาเบี่ยงตัวเฉียงหลบพ้นปลายหอกอย่างฉิวเฉียด พร้อมกับแทงดาบใหญ่ในมือขวาออกไปในท่าทางคล้ายกับการแทงหอก โดยเป้าหมายคือกลางอกของโอเบอริน

ระยะของดาบใหญ่ในมือของลินด์บวกกับความยาวแขนทำให้ระยะโจมตีของเขาไม่ด้อยไปกว่าหอกเลยแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้โอเบอรินตกใจอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เคยเห็นผู้ใดใช้ดาบใหญ่ด้วยมือเดียวได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ เขาจึงรีบกลิ้งตัวหลบออกด้านข้างหลีกเลี่ยงคมดาบได้หวุดหวิด

แม้จะดูเก้งก้าง แต่การกลิ้งตัวนั้นเปิดโอกาสให้โอเบอรินถอยหอกกลับและแทงสวนเข้ามาอีกครั้ง เป้าหมายคือขาของลินด์ ทว่าลินด์กลับตอบสนองอย่างเหลือเชื่อ เขากระโจนขึ้นกลางอากาศ พลิกตัวกลางเวหา ก่อนจะฟาดดาบใหญ่ทั้งสองลงมาเป็นวงโค้งขณะร่วงลงสู่พื้น

แรงถาโถมของการโจมตีนี้ทำให้โอเบอรินไม่มีทางหลบได้ทัน เขาจึงยกหอกขึ้นสองมือเพื่อรับแรงกระแทก แม้หอกจะไม่หัก แต่ก็ถูกแรงมหาศาลบิดงอ พร้อมกับแรงสั่นสะท้านแล่นลงไปตามแขนจนชา ทำให้เข่าขวาทรุดลงกับพื้น และลินด์ก็ตวัดดาบไขว้คมจ่ออยู่ที่ลำคอของเขา ซึ่งลินด์ไม่รั้งปลายดาบไว้นานนัก และก้าวถอยหลังเก็บดาบเข้าฝักด้วยท่าทางสงบเงียบรอให้อีกฝ่ายตั้งสติ

แม้โอเบอรินจะยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อมาก่อน การประลองกับลินด์ครั้งนี้ทำให้เขาเข้าใจว่า แม้เพลงดาบของลินด์จะดูเรียบง่าย ทว่าพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วนั้นกลับเกินกว่าคนธรรมดาจะรับมือได้ แถมสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายใช้ท่าอะไร เขาก็ยังไม่มีหนทางรับมือได้อยู่ดี

“ใครเป็นคนสอนเพลงดาบให้เจ้า?” โอเบอรินเอ่ยถาม พลางโยนหอกที่บิดงอทิ้ง

“เทพนักรบ” ลินด์ตอบพร้อมทำสัญลักษณ์ของเทพเจ้าทั้งเจ็ด

โอเบอรินเลิกคิ้ว ราวกับไม่แน่ใจว่าจะหัวเราะหรือเงียบดี สุดท้ายเขาก็ไม่พูดอะไรอีกและหันหลังเดินจากไป

ลินด์มองตามอีกฝ่ายจากไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ การประลองครั้งนี้ทำให้เขามั่นใจว่าถ้าหากโอเบอรินคือตัวแทนของยอดนักดาบ เขาก็ไม่มีเหตุผลใดต้องเกรงกลัวคู่ต่อสู้อีกต่อไป และสิ่งที่น่าเป็นห่วงมีเพียงยาพิษและเล่ห์เพทุบายเท่านั้น

หลังจากขึ้นหลังม้าลินด์ก็บังคับบังเหียนเตรียมเดินทางกลับ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เขาก็เห็นไนมีเรียยืนอยู่บนเนินเตี้ยมองมาทางเขา เขาจึงโน้มตัวโค้งเล็กน้อยให้ ก่อนจะควบม้ามุ่งหน้าสู่ป่าเบื้องหน้า

ไนมีเรียยังคงยืนนิ่งอยู่บนเนิน ราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตนเองว่าโอเบอรินจะแพ้ และแพ้อย่างราบคาบ ทำให้นางรู้สึกคล้ายกับอยู่ในความฝันไม่มีผิด

“ท่านหญิง มีข่าวจากทางโน้นครับ” ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ปลุกนางจากภวังค์ ก่อนที่นางจะหันไปมองชายชราในชุดเหมือนเมสเตอร์ แต่ไม่มีสร้อยคอที่ใบหน้าของเขาตอนนี้เคร่งเครียดเป็นอย่างมาก “ดูเหมือนพวกมันเริ่มหมดความอดทนแล้ว และเริ่มขู่จะบุกเลย ข้าสงสัยว่าบางทีพวกมันอาจไม่รอให้พวกโจรมาถึงก่อนก็ได้ และอาจใช้ข้ออ้างโจมตีล่วงหน้าเลยก็ได้”

“ไม่ ท่านเมสเตอร์อีฟ” ไนมีเรียตอบอย่างจริงจัง “พวกโจรกำลังจะมา ตอนนี้มันอยู่ใกล้มากแล้ว แจกอาวุธให้ชาวบ้านเถอะ อย่างน้อยพวกเขาควรมีสิทธิ์ป้องกันตัวเอง”

“ครับ ท่านหญิง” เมสเตอร์ถอนหายใจ แต่ก็พยักหน้า ก่อนจะหันหลังเตรียมตัวเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน ท่านเมสเตอร์” ไนมีเรียเรียกเขาไว้ และเมื่อเขาหันกลับมานางก็กล่าวต่อว่า “จัดทำเอกสารอนุญาตให้ลินด์ นักล่าหมีแห่งตระกูลไทเรลล์ ใช้ซากปราสาทเก่าเป็นฐานบัญชาการในการปราบโจร ระยะเวลาอนุญาตคือสี่ปี”

“ตระกูลไทเรลล์?” เมสเตอร์อีฟชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะโค้งตัวเงียบ ๆ แล้วเดินจากไป

วันรุ่งขึ้นขณะไนมีเรียลงนามในเอกสารอนุญาต กองลาดตระเวนของลินด์ก็กลับมาพร้อมข่าวสำคัญ พวกเขารายงานตำแหน่งและการเคลื่อนไหวของพันธมิตรโจร ตอนนี้พวกโจรอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของทัมเบิลตันราว 15 ไมล์ เคลื่อนทัพอย่างช้า ๆ และไม่พยายามปกปิดตัวเอง คาดว่าจะถึงภายในหนึ่งวัน

แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือข่าวต่อมา กองลาดตระเวนพบกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตามหลังพวกโจรมา เป็นกองกำลังประมาณ 300 คน แต่งกายด้วยชุดเกราะหนังและถือหอกยาวเคลื่อนที่อย่างมีระเบียบแบบทหาร ทว่าไม่มีตราหรือสัญลักษณ์ใดระบุว่าเป็นคนของใคร

แม้จะไม่มีสัญลักษณ์บ่งชี้ ลินด์ก็สามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาต้องเป็นคนของลอร์ดผู้มีอำนาจบางคนที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ และจากความสนใจที่พวกนั้นมีต่อทัมเบิลตัน เขาก็พอจะรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง

“มิทท์ เจ้านำกองลาดตระเวนหน่วยที่สองกับทีมส่งเสบียงไปตั้งค่ายที่ซากเมืองเก่า” ลินด์กล่าวพร้อมส่งเอกสารอนุญาตให้มิทท์ จากนั้นจึงหันไปถามหัวหน้าช่างของทีมส่งเสบียงว่า “ลูกธนูเตรียมถึงไหนแล้ว?”

“ลูกธนูพร้อมสำหรับทุกคนแล้วขอรับ นายท่าน สี่ตะกร้าต่อคน แต่มีแค่สามตะกร้าที่หัวลูกธนูเป็นเหล็ก อีกตะกร้าใช้หัวหินขอรับ”

“แล้วธนูสั้นล่ะ?”

“คนละสองคันได้ขอรับ”

“ขนทั้งหมดไปด้วย” ลินด์สั่ง จากนั้นหันไปหาไบรน์ รอล และคนอื่น ๆ แล้วพูดต่อว่า “ไปบอกพวกนั้นได้เลยว่าเราจะออกล่าแล้ว”

ตามคำสั่งของลินด์ ทุกคนยกเว้นกองลาดตระเวนหน่วยที่สองต่างติดอาวุธให้พร้อมที่สุด แต่ละคนพกธนูสั้นสองคัน ธนูยาวหนึ่งคัน ลูกธนูเต็มสี่ตะกร้า พร้อมกับมีดสั้นและค้อนเหล็กติดเอว ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อทุบทะลุเกราะ

เดิมทีลินด์ตั้งใจจะติดอาวุธด้วยมีดโค้งหรือดาบหนักขนาดกลาง แต่ทั้งสองอย่างต้องใช้เวลาหลอมและฝึกใช้นาน และหากไม่มีทักษะมากพอก็ยากจะทะลุเกราะของศัตรูได้ สุดท้ายเขาจึงเลือกค้อนเหล็กแทน เพราะใช้ง่ายฝึกไม่นาน ใครก็สามารถทุบได้ และแม้ศัตรูจะสวมเกราะก็ยังรับแรงกระแทกไม่ไหว โดยเฉพาะเมื่อโจมตีจากหลังม้า

เมื่อติดอาวุธกันพร้อมแล้ว ลินด์ก็นำทหารม้ากว่าร้อยนายออกจากค่ายป่าอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปยังแนวร่วมของกลุ่มโจร แน่นอนว่าลินด์ไม่ได้พยายามปกปิดการเคลื่อนพลของกองทหารม้าเลยแม้แต่น้อย ผลก็คือทุกคนที่อยู่ในและรอบ ๆ ทัมเบิลตันต่างมองเห็นความเคลื่อนไหวของเขาอย่างชัดเจน ทำให้ผู้คนที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาต่างรู้สึกตกตะลึง เมื่อพบว่ามีกองทหารม้าติดอาวุธครบมืออยู่ใกล้พวกเขาเพียงเท่านี้ ซึ่งความตกใจนั้นสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว

ในขณะเดียวกันภายในทัมเบิลตัน ความสับสนก็เริ่มแพร่กระจาย ไนมีเรียและผู้ติดตามของนางต่างสงสัยว่าทำไมลินด์จึงออกเดินทางเร็วเช่นนี้ ทั้งที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้ตั้งฐานที่มั่น อย่างไรก็ตามแม้ลินด์จะนำทหารม้าออกไปจากพื้นที่ แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจผิดว่าเขาละทิ้งทัมเบิลตัน เพราะมีมิทท์ตาแผลเป็นและพวกของเขาอยู่เบื้องหลังทำหน้าที่สร้างฐานที่มั่นในซากเมืองเก่า ซึ่งชัดเจนว่าลินด์ตั้งใจจะยึดที่นี่เป็นฐานปฏิบัติการ

และแม้ลินด์จะเป็นกำลังภายนอก แต่ไนมีเรียก็ไม่คิดจะฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเขา นางสั่งระดมชาวบ้านอย่างรวดเร็วจัดตั้งกองกำลังขึ้นจำนวน 200 คน อาวุธยุทโธปกรณ์แม้จะเป็นของตกค้างจากสมัย ‘ศึกการระบำของมังกร’ แต่ก็ยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม เป็นหลักฐานถึงการดูแลรักษาอย่างดีรุ่นต่อรุ่นของลอร์ดแห่งตระกูลฟุตลีย์ ทำให้คุณภาพของอาวุธและเกราะไม่ด้อยไปกว่าตระกูลขุนนางใหญ่ใด ๆ

นอกจากนี้กำลังพล 200 นายนี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงชาวนาธรรมดา จากการเคลื่อนไหวและความเป็นระเบียบของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าไนมีเรียได้ฝึกฝนคนเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมรับมือศึกมานานพอสมควร

ในเวลาเดียวกันอีกฟากของหุบเขา กลุ่มผู้คนลึกลับก็ส่งคนมาเจรจากับไนมีเรียอีกครั้งโดยเสนอเงื่อนไขเดิม หากนางยอมรับพวกเขาในฐานะประชาชน พวกเขาจะต่อสู้เพื่อนาง ทว่าไนมีเรียยังคงแน่วแน่ไม่สนใจพวกเขาเลย ราวกับว่าไม่มีตัวตนอยู่

. . .

ช่วงเที่ยงวัน ห่างจากทัมเบิลตันออกไปไม่กี่สิบไมล์ มีกองกำลังขนาด 300 นายเคลื่อนทัพอย่างสม่ำเสมออยู่บริเวณเชิงเขาเล็ก ๆ พวกเขาใช้เส้นทางเก่าที่ผู้คนเคยเดินผ่าน จนกลายเป็นรอยทาง

ยกเว้นไม่กี่คนที่อยู่บนหลังม้า คนส่วนใหญ่ในกองทัพเป็นทหารราบ และความเป็นระเบียบของพวกเขาก็ปรากฏชัด พวกเขาต่างก้มหน้าก้มตาเดินโดยไม่มีเสียงพูดคุยหรือท่าทีวอกแวก

ในหมู่พวกเขา เบิร์ต ฟอลเวลล์ กำลังขยับสายคาดดาบที่ใส่แล้วไม่กระชับนักอย่างหงุดหงิด เขาเป็นบุตรชายคนรองของลอร์ดลิส แห่งตระกูลฟอลเวลล์ ซึ่งเดิมทีเขาเริ่มต้นการเดินทางด้วยการขี่ม้า แต่โชคร้ายก็มาเยือน ก่อนหน้านี้ขณะข้ามเขาลูกหนึ่ง ม้าของเขาเกิดตกใจและดีดตัวเขาตกจากหลัง แล้ววิ่งพุ่งลงหน้าผาทำเอาเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่กระโดดหลบออกมาได้ทัน

เบิร์ตไม่ใช่คนที่เพื่อนร่วมทัพชอบนัก เขาจึงไม่ได้รับความเห็นใจจากใครเลย และไม่มีใครยอมแบ่งม้าให้ เขาจึงต้องเดินเท้าไปกับทหารราบ ทำให้ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนเขาต้องถอดเกราะหนักทั้งหมดออก เหลือเพียงเกราะหนังเบาของทหารธรรมดา ก่อนที่ผู้ติดตามและทหารใจดีบางคนจะช่วยกันขนสัมภาระแทนเพื่อให้เขาเดินต่อได้

เซอร์ทอร์เรน เลฟฟอร์ด ผู้นำกองกำลังที่ผ่านศึกมานาน สังเกตเห็นความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของลูกน้อง และในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ของตระกูลฟอลเวลล์ ทอร์เรนเองก็รู้สึกสงสารเบิร์ต ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเหมือนห่วงใยทั้งกองทัพสั่งให้หยุดพักเพื่อให้ทหารได้กินข้าวและฟื้นแรง

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเบิร์ตก็โล่งใจอย่างมาก และพึมพำคำสวดขอบคุณต่อเทพเจ้าทั้งเจ็ด ก่อนจะล้มตัวนอนราบลงกับพื้น พร้อมกับสั่งให้ผู้ติดตามกางร่มบังแดดและโบกพัดให้ ขณะเขานอนพักในหญ้า

ไม่นานความเหนื่อยล้าก็กลืนกินเขาอย่างรวดเร็ว และเขาก็หลับลึกโดยไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด ก่อนจะตื่นตระหนกเมื่อได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวก และในอีกไม่กี่อึดใจต่อมาบางสิ่งที่หนักหน่วงก็ฟาดใส่เขา

เมื่อเขาลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าผู้ติดตามที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และลูกศรหัวเหล็กที่ปักอยู่กลางลูกตา . . .

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 54

คัดลอกลิงก์แล้ว