เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 52

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 52

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 52


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 52 ไนมีเรีย ฟุตลีย์

ซากปรักหักพังของเมืองทัมเบิลตันเก่าดูเงียบสงบเป็นอย่างมากเมื่อมองจากระยะไกล ทว่าเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางหินพังทลายเหล่านี้จะเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่าทำไมฝ่ายเขียวและฝ่ายดำจึงเคยทำสงครามกันอย่างดุเดือด ณ ที่แห่งนี้ จากความหายนะที่ถูกสร้างขึ้นจากศึกการระบำของมังกร

ม้าศึกของลินด์สายพันธุ์ชั้นเยี่ยมจากไฮการ์เดนปฏิเสธที่จะเดินหน้าเข้าไปในเขตเมือง มันรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงบางสิ่งอันตรายที่ยังคงสิงสถิตอยู่ในซากปรักหักพัง ขณะที่กลอรี่กลับมีปฏิกิริยาตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันกระสับกระส่ายและกระโดดโลดเต้นด้วยพลังงานล้นเหลือ ลินด์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากผูกม้าไว้กับต้นไม้ใกล้ชานเมือง แล้วเริ่มเดินขึ้นไปยังซากปราสาทบนเนินเขา

ทันทีที่เขาเข้าสู่ถนนร้างกลางเมือง กลอรี่ก็เริ่มดูดกลืนพลังงานตกค้างจากวิญญาณพยาบาทที่ล่องลอยไปมาในพื้นที่อย่างกระตือรือร้น โดยพลังงานที่กลอรี่ดูดกลืนไม่หมดจะไหลเข้าสู่ร่างของลินด์โดยตรง โชคดีที่เขาเคยผ่านกระบวนการนี้มาก่อนจึงรับมือได้ดีขึ้น แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม

หลังจากนั้นลินด์ก็เร่งฝีเท้าจนมาถึงซากปรักหักพังของปราสาท และเห็นแสงไฟริบหรี่เล็ดลอดออกมาจากภายใน

“ใครกัน?!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากภายในด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของลินด์

‘ผู้หญิง?’ ลินด์ชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงของสตรีในสถานที่ร้างเปลี่ยวและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ในยามค่ำคืนเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง เขาดึงฮูดลงมาปิดใบหน้าซีดของตนให้แน่นขึ้นก่อนตอบกลับ “ข้าเป็นเพียงนักเดินทางคนหนึ่งที่แวะมาชมซากปรักหักพังจากศึกการระบำของมังกร”

หญิงสาวนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเปี่ยมอำนาจ ราวกับเป็นเจ้าของสถานที่ “เข้ามาสิ! ที่นี่ก็แค่ซากปรักหักพัง ไม่มีอะไรน่าดูนักหรอก”

ลินด์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้กลอรี่รออยู่ด้านนอก แล้วจึงเดินลุยผ่านซากซุ้มประตูเข้าไปเพียงลำพัง ซึ่งทันทีที่เข้าไปสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขากลับไม่ใช่ตัวอาคารพังทลาย แต่คือร่างของหญิงสาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น

“ตัวสูง . . . แข็งแรง . . .” ลินด์พึมพำอย่างตะลึง

นางสูงตระหง่านกว่าลินด์เสียอีก และอาจสูงเกินสองเมตร หรือบางทีอาจใกล้เคียงสองเมตรครึ่ง ทำให้แม้เขาจะสูงกว่าใครหลายคน แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองเล็กลงเมื่อยืนต่อหน้านาง แถมรูปร่างและความสูงของนางก็บ่งบอกถึงสายเลือดของยักษ์ ซึ่งในโลกแห่งน้ำแข็งและไฟไม่ใช่เพียงแค่ตำนานเล่าขาน

และภายใต้แสงไฟริบหรี่ลินด์ก็มองเห็นใบหน้าของนางชัดเจน นางไม่ใช่หญิงงามตามขนบทั่วไป แต่กลับมีพลังบางอย่างที่ดึงดูดสายตา ผมสีทองกรอบหน้ารูปไข่ ดวงตาเฉียบคมเปล่งประกาย ฉีกแนวด้วยจมูกคดจากรอยกระดูกหักเก่าเพิ่มเสน่ห์แบบหยาบกระด้าง กระฝุ่นบางเบาประดับสองแก้ม ลดทอนความแข็งกร้าวของใบหน้า และขับเน้นความแข็งแกร่งในคราวเดียวกัน

โดยสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลินด์รู้สึกคุ้นเคยคือรูปร่างและหน้าตาของนาง และนึกออกในไม่ช้าว่าหญิงตรงหน้านั้นคล้ายคลึงกับนักรบหญิงชาวนอร์ดจากแอนิเมชันโปรโมตเกม ‘ดิ เอลเดอร์ สโครลส์ ออนไลน์’ ที่เขาเคยเล่นในชีวิตก่อน ต่างกันเพียงชุดเสื้อผ้า นางสวมเพียงชุดชาวบ้านเรียบง่าย แทนที่จะเป็นเกราะหนักและขวานรบ และแม้จะไม่มีอาวุธประดับกาย แต่นางกลับเปี่ยมไปด้วยออร่าของนักรบผู้ไม่หวั่นเกรงสิ่งใด และการที่นางสามารถยืนอยู่ในซากปรักหักพังที่เป็นที่สิงสถิตด้วยวิญญาณพยาบาทเช่นนี้โดยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ก็บ่งบอกได้ชัดว่านางเป็นคนเช่นใด

ในขณะที่ลินด์พินิจพิจารณาหญิงผู้น่าเกรงขามตรงหน้า นางเองก็กำลังจ้องมองเขาอย่างสำรวจไม่แพ้กัน โดยสิ่งที่สะดุดตานางไม่ใช่ผ้าคลุมและฮูดของเขา หรือแม้แต่ชุดเกราะหนังและรองเท้าบู๊ตที่ดูไม่เหมาะกับนักเดินทางธรรมดา ทว่าสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกแปลกใจที่สุดคือดาบทั้งสี่เล่มที่เขาพกติดตัว สองเล่มพาดอยู่ที่หลัง อีกสองเล่มเหน็บอยู่ที่เอว

เพราะด้วยสายตาของนักรบผู้ช่ำชองนางสามารถจำแนกดาบเหล่านั้นได้ทันที ดาบหลังเป็นดาบสั้นครึ่งใบ ส่วนดาบที่เอวเป็นดาบอัศวินเต็มใบ ซึ่งสิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจที่สุดคือการที่เขาดูเหมือนจะใช้ดาบทั้งสองเล่มนี้ในคราวเดียวกัน ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่นางที่มีแรงมากพอจะจับดาบอัศวินขนาดเต็มด้วยมือเดียวยังรู้ว่าการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นคำว่า ‘บ้า!’ คือคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อมองเขา และ ‘หรือไม่ก็โง่!’ ที่ตามมาติด ๆ

“เจ้าไม่ใช่นักเดินทางธรรมดาแน่” หญิงสาวกล่าว พลางคว้าขวานที่วางอยู่ข้างกาย และใช้สายตาเฉียบคมจับจ้องไปยังลินด์

“และเจ้าเองก็ไม่ใช่ชาวนา” ลินด์ตอบกลับอย่างสงบด้วยเสียงสุภาพแต่มั่นคง และเขาก็เริ่มมั่นใจในตัวตนของนางมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงก้มศีรษะเล็กน้อย “เลดี้ไนมีเรีย ฟุตลีย์”

หญิงสาวไม่แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อยเมื่อเขารู้จักนาง ความสูงอันยากจะละสายตาและออร่าที่เปล่งประกายจากตัวนาง บ่งชี้ชัดเจนว่านางคือใครสำหรับผู้ที่เคยได้ยินชื่อเสียง

“เจ้าเป็นใคร?” ไนมีเรียถามด้วยเสียงหนักแน่น

“ข้า ลินด์ แห่งไวท์โฮลด์ฟาสต์” ลินด์ตอบทันที ก่อนจะกล่าวเสริม “แต่บัดนี้เรียกข้าว่า ลินด์ ทาร์รัน แล้วกัน”

แววตาของไนมีเรียเปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายจะนึกอะไรบางอย่างออก “ลินด์ แห่งไวท์โฮลด์ฟาสต์? นักล่าหมีใช่หรือไม่?”

ดูเหมือนบทเพลงของพรานหมีจะแพร่หลายมาถึงดินแดนห่างไกลนี้เช่นกัน

“ใช่แล้ว” ลินด์ตอบ พลางโค้งศีรษะอีกครั้ง

มือของไนมีเรียกระชับด้ามขวานแน่นขึ้น น้ำเสียงของนางแฝงความระแวดระวัง “เจ้ามาที่นี่เพื่อลอบสังหารข้าหรือไม่?”

คำถามนั้นทำให้ลินด์ประหลาดใจ และกะพริบตาอย่างงุนงง “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น?”

ไนมีเรียมองลินด์นิ่ง ๆ ก่อนจะคลายท่าทางลงเล็กน้อย และยิ้มบาง ๆ พลางกล่าวว่า “บางทีอาจเพราะข้าถูกลือว่าเป็นบุตรนอกสมรสของเจ้าชายลูวินผู้จงรักภักดีต่อทาร์แกเรียนและตายในศึก หรือบางทีเพราะข้าครอบครองตำแหน่งที่ผู้อื่นปรารถนาเลยโดนริษยา”

ลินด์หัวเราะเบา ๆ “ข่าวลือเรื่องที่เจ้าเป็นบุตรของเจ้าชายลูวินนั้นก็แค่ข่าวลือ และต่อให้เป็นจริงกษัตริย์โรเบิร์ตก็ไม่น่าจะใส่ใจ เขายังรับบาริสตันผู้กล้าหาญเข้าร่วมคิงการ์ด แล้วจะรังเกียจเจ้าเพราะเรื่องนี้ได้อย่างไร? แต่เรื่องความอิจฉา . . . อันนั้นพอฟังขึ้น”

ไนมีเรียหรี่ตาลง “เจ้ารู้มากกว่าที่แสดงออกสินะ”

“นิดหน่อยเท่านั้น” ลินด์ตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

ไนมีเรียมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ข้าเคยได้ยินบทเพลงของนักล่าหมีมาก่อน ซึ่งเจ้าไม่เหมือนในบทเพลงเลย”

“คนย่อมเปลี่ยนแปลง” ลินด์ตอบอย่างเรียบง่าย “บทเพลงที่เจ้าได้ยินคงเป็นฉบับเก่า ตอนนี้ข้าเป็นอัศวินแล้ว”

“อัศวิน?” ไนมีเรียเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ นางรู้ดีว่าผู้เกิดในสามัญไม่ใช่ว่าจะได้รับตำแหน่งอัศวินได้ง่าย ๆ ทำให้ความสนใจของนางเพิ่มขึ้นทันที “เจ้ากลายเป็นอัศวินได้อย่างไร?”

ลินด์ผายมือไปยังก้อนหินใกล้ ๆ และนั่งลง บ่งบอกว่าเรื่องราวต่อจากนี้ยาวนัก ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นเล่าเรื่องตั้งแต่โจเอล ฟลาวเวอร์สแนะนำเขาให้วอร์ทิเมอร์ เครน จนได้กลายเป็นอัศวินร่วมเดินทาง จากนั้นก็มุ่งสู่คิงส์แลนดิ้งร่วมกับคณะของไทเรลล์ เข้าแข่งขันในงานประลอง และเรื่องราวต่อจากนั้นอีกมากมาย

ไนมีเรียนั่งฟังอย่างตั้งใจ พร้อมกับแววตาคมกริบของนางที่ไม่ละจากเขาแม้แต่วินาทีเดียว

“เจ้าซัดกษัตริย์จนหมอบ แล้วพระองค์ก็ทำพิธีแต่งตั้งอัศวินเจ้า แถมชวนเข้าร่วมคิงการ์ด?” สีหน้าของไนมีเรียเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

ลินด์หัวเราะเบา ๆ “ฝ่าบาทโรเบิร์ตอาจไม่ใช่กษัตริย์ผู้ดีนัก แต่ท่านเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยม”

ใบหน้าของไนมีเรียแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอยู่ชั่วครู่ แต่เลือกจะไม่พูดออกมา และเปลี่ยนหัวข้อทันที “แล้วเจ้ามาที่หมู่บ้านกันดารของข้าทำไม? อย่าบอกนะว่าแค่มาชมซากปรักหักพัง”

ลินด์ถอนใจเบา ๆ และเล่าความจริงออกมา เพราะมันไม่มีประโยชน์จะปิดบังอะไร “ข้ามาในนามลอร์ดแห่งตระกูลไทเรลล์เพื่อปราบโจรในพื้นที่ และทัมเบิลตัน เพราะทำเลที่ตั้งเหมาะสมเหมาะจะใช้เป็นฐานบัญชาการ”

“เจ้ามาปราบโจร? เจ้าพากองทัพมาด้วย?” ไนมีเรียถามด้วยน้ำเสียงเริ่มเคร่งเครียด

“หน่วยลาดตระเวนม้าของข้าซ่อนอยู่ในป่าทึบใกล้ ๆ” ลินด์ยอมรับตรง ๆ “มีทหารม้าพร้อมรบสองร้อยนาย กับทีมสนับสนุนอีกหลายสิบคน”

คิ้วของไนมีเรียขมวดแน่นยิ่งขึ้น “เจ้าจะให้พวกเขามาประจำการที่นี่ . . . กับข้า?”

“นั่นคือความตั้งใจเดิม แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมของเจ้าด้วย” ลินด์ตอบอย่างนุ่มนวล และเมื่อเห็นว่านางยังลังเล เขาจึงกล่าวเสริมต่อว่า “แต่ก่อนจะพูดเรื่องนั้น ข้าเกรงว่ายังมีอีกเรื่องที่ควรจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน”

“หมายความว่าอย่างไร?” น้ำเสียงของไนมีเรียเข้มขึ้น มือจับขวานแน่นอีกครั้ง

ลินด์ยังคงใจเย็น “ระหว่างทางมาที่นี่ ข้าได้สังหารกลุ่มโจรชื่อพี่น้องรองเท้าเลือด ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะรู้จัก?”

“พี่น้องรองเท้าเลือด?” ไนมีเรียเบิกตาเล็กน้อย “พวกนั้นไม่ใช่โจรที่เคยป้วนเปี้ยนอยู่แถวโกลด์โรดหรอกหรือ?”

“ใช่” ลินด์พยักหน้า “แต่ลอร์ดไทวินส่งทัพไปไล่ต้อนพวกเขา พวกที่เหลือเลยหนีข้ามแม่น้ำแมนเดอร์มายังดินแดนที่อยู่ใต้การปกครองของเจ้า”

ใบหน้าของไนมีเรียเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยังคงสงบนิ่ง “ถ้าเช่นนั้น ข้าควรขอบคุณเจ้าสินะ”

น้ำเสียงของนางเรียบเฉย แต่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แม้ไนมีเรียจะควบคุมหมู่บ้านทัมเบิลตันอยู่ในปัจจุบัน แต่ตามนิตินัยแล้วดินแดนในอำนาจของนางแผ่กว้างออกไปทั้งสองฟากแม่น้ำแมนเดอร์ ไล่ไปจนถึงแนวโรสโรดและโกลด์โรด

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ความวุ่นวายจากศึกการระบำของมังกร ตระกูลฟุตลีย์ก็สูญเสียการควบคุมดินแดนเหล่านั้นไปโดยสิ้นเชิง ทำให้สำหรับไนมีเรียดินแดนเหล่านั้นก็ไม่ต่างจากภาระที่ถูกทอดทิ้ง และนางไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นพิเศษกับการที่ลินด์ไปจัดการกับพวกโจรที่นั่น

“แต่ประเด็นหลักไม่ใช่เรื่องนั้น” ลินด์แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย “ข้าได้ข่าวเพิ่มเติมมา ดูเหมือนว่ากลุ่มโจรร่วมสิบสามกลุ่มได้รวมตัวกันภายใต้การนำของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘พี่น้องแมงป่อง’ โดยเป้าหมายของพวกมันคือทัมเบิลตัน”

“ปล้นทัมเบิลตัน?” ไนมีเรียเลิกคิ้ว สีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “พวกมันบ้าหรือไง? ที่นี่ไม่มีอะไรให้ปล้นเลยนอกจากข้าวสารไม่กี่กระสอบ”

ไม่นานอาการตกใจของไนมีเรียก็แปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย เพราะนางรู้ดีถึงความยากจนของทัมเบิลตัน เช่นเดียวกับที่พวกโจรในละแวกนี้ที่รู้ดี ดังนั้นมันจึงไม่มีใครเสียเวลาและทรัพยากรเพื่อปล้นสถานที่ที่ไร้ทรัพย์สินใด ๆ เช่นนี้ พี่น้องแมงป่องซึ่งเคยเคลื่อนไหวในแถบนี้ก็น่าจะรู้ดีเช่นกัน ดังนั้นการตัดสินใจของพวกมันดูไร้เหตุผลสิ้นดี

“กลุ่มโจรทั้งสิบสามกลุ่มที่ภราดาแมงป่องรวบรวมมาล้วนเป็นเศษซากของพวกโจรจากโกลด์โรด ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายหลักของปฏิบัติการกวาดล้างโดยลอร์ดไทวิน” ลินด์กล่าวต่อ

ไนมีเรียซึ่งมีสติปัญญาเฉียบแหลมสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ลินด์ต้องการสื่อได้ทันที “เจ้าหมายความว่า ลอร์ดไทวินต้องการใช้พวกโจรเหล่านี้ . . .”

นางหยุดพูดกลางคันทิ้งประโยคค้างไว้ในลำคอ เพราะบางความจริงก็ไม่ควรถูกกล่าวออกมาดัง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวข้องกับความเหี้ยมโหดอันเป็นที่เลื่องลือของไทวิน แลนนิสเตอร์

หลังความเงียบอันครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ไนมีเรียยกขวานขึ้นพาดไหล่พร้อมผายมือเรียกลินด์ “ตามข้ามา”

ลินด์ลุกขึ้นโดยไม่ปริปาก และเดินตามนางออกจากซากปรักหักพังของปราสาท ทั้งสองเดินไปในความเงียบ โดยมีเพียงเสียงฝีเท้าบนพื้นขรุขระเป็นเสียงเดียวที่แทรกความเงียบในยามค่ำคืนอันเย็นยะเยือก

ทันใดนั้นไนมีเรียก็หยุดเดินกระทันหัน พร้อมยกขวานขึ้นตั้งรับ ดวงตาจับจ้องไปยังเงาร่างหนึ่งที่เคลื่อนไหวใกล้กำแพงที่พังทลาย “ระวัง ตรงนั้น . . .”

“ไม่ต้องห่วงท่านหญิง นั่นคือคู่หูของข้าเอง” ลินด์กล่าวอย่างสุภาพพร้อมก้าวไปข้างหน้าเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ทันใดนั้นจากเงามืด กลอรี่ แมวเงาก็ก้าวออกมาอย่างไร้สุ้มเสียง มันเดินเข้ามาใกล้ลินด์และคลอเคลียเขาอย่างสนิทสนม ก่อนจะหันไปจ้องไนมีเรียด้วยสายตาใคร่รู้ ทำให้ลินด์ที่เห็นเช่นนั้นก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่กลอรีไม่แสดงอาการก้าวร้าวกับใครนอกจากเขา แม้แต่รอล ผู้คอยให้อาหารมันทุกวันยังไม่รอดพ้นจากเขี้ยวเล็บของมัน แต่ไนมีเรียกลับไม่ถูกมันขู่เลยแม้แต่นิดเดียว

“นี่มัน . . . แมวเงาหรือ?” ไนมีเรียถาม ดวงตาฉายแววประหลาดใจที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนัก

“ใช่แล้ว” ลินด์พยักหน้า

“เจ้าเป็นสกินเชนเจอร์หรือ?” นางถามต่อด้วยความสนใจอย่างจริงจัง

“เปล่า” ลินด์ส่ายหน้าอย่างสุภาพ ซึ่งไนมีเรียดูออกว่าเขาไม่อยากตอบคำถามส่วนตัวมากนักก็ไม่เซ้าซี้ต่อ และเดินต่อไป โดยมีลินด์เดินตามไปติด ๆ

ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงใจกลางทัมเบิลตันใน แม้จะเรียกว่าเป็น ‘เมือง’ แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆ ทว่าแม้ในสถานที่แร้นแค้นเช่นนี้ก็ยังมีโรงเหล้าอยู่ และเสียงผู้คนที่ลอดออกมาจากภายในก็บ่งบอกชัดเจนว่ามันกำลังคึกคัก

ไนมีเรียเดินนำไปยังทางเข้าโรงเหล้า ก่อนจะผายมือให้ลินด์ผูกม้าไว้ที่รั้วหน้าประตู แล้วจึงเดินนำเข้าไปโดยไม่พูดอะไร ส่วนลินด์ก็เดินตามเข้าไปเงียบ ๆ

ซึ่งภายในโรงเหล้าคึกคักก็จริง แต่ไม่ใช่อย่างที่ลินด์คาดไว้เลยสักนิด ลูกค้าไม่ได้เป็นชาวไร่ชาวนาท้องถิ่น แต่เป็นนักรบดอร์นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสวมชุดเกราะและติดอาวุธเต็มอัตราศึก สัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์อันเป็นเอกลักษณ์ และอาวุธของพวกเขาก็ทำให้ลินด์จดจำได้ทันที เพราะเขาเคยเห็นหน้าบางคนมาก่อนในงานประลอง พวกเขาก็คือทหารจากดอร์นที่เดินทางมาเป็นตัวแทนของตระกูลมาร์เทล

ในหมู่นักรบเหล่านั้นมีบุคคลหนึ่งโดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ชายผมดำสั้น หน้าคม ดวงตาเย็นชาเหมือนอสรพิษที่กำลังขดตัวเตรียมจู่โจม ออร่าของเขาเยือกเย็นและอันตรายเกินคำบรรยาย แม้ใบหน้าจะคล้ายกับไนมีเรีย แต่กลิ่นอายของเขาช่างแตกต่างโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่พลังแห่งการปกครอง แต่เป็นพิษร้ายแห่งการสังหาร

‘อสรพิษแดง’

ทันใดนั้นชื่อนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของลินด์ทันที

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 52

คัดลอกลิงก์แล้ว