- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 52
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 52
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 52
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 52 ไนมีเรีย ฟุตลีย์
ซากปรักหักพังของเมืองทัมเบิลตันเก่าดูเงียบสงบเป็นอย่างมากเมื่อมองจากระยะไกล ทว่าเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางหินพังทลายเหล่านี้จะเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่าทำไมฝ่ายเขียวและฝ่ายดำจึงเคยทำสงครามกันอย่างดุเดือด ณ ที่แห่งนี้ จากความหายนะที่ถูกสร้างขึ้นจากศึกการระบำของมังกร
ม้าศึกของลินด์สายพันธุ์ชั้นเยี่ยมจากไฮการ์เดนปฏิเสธที่จะเดินหน้าเข้าไปในเขตเมือง มันรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงบางสิ่งอันตรายที่ยังคงสิงสถิตอยู่ในซากปรักหักพัง ขณะที่กลอรี่กลับมีปฏิกิริยาตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันกระสับกระส่ายและกระโดดโลดเต้นด้วยพลังงานล้นเหลือ ลินด์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากผูกม้าไว้กับต้นไม้ใกล้ชานเมือง แล้วเริ่มเดินขึ้นไปยังซากปราสาทบนเนินเขา
ทันทีที่เขาเข้าสู่ถนนร้างกลางเมือง กลอรี่ก็เริ่มดูดกลืนพลังงานตกค้างจากวิญญาณพยาบาทที่ล่องลอยไปมาในพื้นที่อย่างกระตือรือร้น โดยพลังงานที่กลอรี่ดูดกลืนไม่หมดจะไหลเข้าสู่ร่างของลินด์โดยตรง โชคดีที่เขาเคยผ่านกระบวนการนี้มาก่อนจึงรับมือได้ดีขึ้น แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม
หลังจากนั้นลินด์ก็เร่งฝีเท้าจนมาถึงซากปรักหักพังของปราสาท และเห็นแสงไฟริบหรี่เล็ดลอดออกมาจากภายใน
“ใครกัน?!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากภายในด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของลินด์
‘ผู้หญิง?’ ลินด์ชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงของสตรีในสถานที่ร้างเปลี่ยวและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ในยามค่ำคืนเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง เขาดึงฮูดลงมาปิดใบหน้าซีดของตนให้แน่นขึ้นก่อนตอบกลับ “ข้าเป็นเพียงนักเดินทางคนหนึ่งที่แวะมาชมซากปรักหักพังจากศึกการระบำของมังกร”
หญิงสาวนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเปี่ยมอำนาจ ราวกับเป็นเจ้าของสถานที่ “เข้ามาสิ! ที่นี่ก็แค่ซากปรักหักพัง ไม่มีอะไรน่าดูนักหรอก”
ลินด์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้กลอรี่รออยู่ด้านนอก แล้วจึงเดินลุยผ่านซากซุ้มประตูเข้าไปเพียงลำพัง ซึ่งทันทีที่เข้าไปสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขากลับไม่ใช่ตัวอาคารพังทลาย แต่คือร่างของหญิงสาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น
“ตัวสูง . . . แข็งแรง . . .” ลินด์พึมพำอย่างตะลึง
นางสูงตระหง่านกว่าลินด์เสียอีก และอาจสูงเกินสองเมตร หรือบางทีอาจใกล้เคียงสองเมตรครึ่ง ทำให้แม้เขาจะสูงกว่าใครหลายคน แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองเล็กลงเมื่อยืนต่อหน้านาง แถมรูปร่างและความสูงของนางก็บ่งบอกถึงสายเลือดของยักษ์ ซึ่งในโลกแห่งน้ำแข็งและไฟไม่ใช่เพียงแค่ตำนานเล่าขาน
และภายใต้แสงไฟริบหรี่ลินด์ก็มองเห็นใบหน้าของนางชัดเจน นางไม่ใช่หญิงงามตามขนบทั่วไป แต่กลับมีพลังบางอย่างที่ดึงดูดสายตา ผมสีทองกรอบหน้ารูปไข่ ดวงตาเฉียบคมเปล่งประกาย ฉีกแนวด้วยจมูกคดจากรอยกระดูกหักเก่าเพิ่มเสน่ห์แบบหยาบกระด้าง กระฝุ่นบางเบาประดับสองแก้ม ลดทอนความแข็งกร้าวของใบหน้า และขับเน้นความแข็งแกร่งในคราวเดียวกัน
โดยสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลินด์รู้สึกคุ้นเคยคือรูปร่างและหน้าตาของนาง และนึกออกในไม่ช้าว่าหญิงตรงหน้านั้นคล้ายคลึงกับนักรบหญิงชาวนอร์ดจากแอนิเมชันโปรโมตเกม ‘ดิ เอลเดอร์ สโครลส์ ออนไลน์’ ที่เขาเคยเล่นในชีวิตก่อน ต่างกันเพียงชุดเสื้อผ้า นางสวมเพียงชุดชาวบ้านเรียบง่าย แทนที่จะเป็นเกราะหนักและขวานรบ และแม้จะไม่มีอาวุธประดับกาย แต่นางกลับเปี่ยมไปด้วยออร่าของนักรบผู้ไม่หวั่นเกรงสิ่งใด และการที่นางสามารถยืนอยู่ในซากปรักหักพังที่เป็นที่สิงสถิตด้วยวิญญาณพยาบาทเช่นนี้โดยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ก็บ่งบอกได้ชัดว่านางเป็นคนเช่นใด
ในขณะที่ลินด์พินิจพิจารณาหญิงผู้น่าเกรงขามตรงหน้า นางเองก็กำลังจ้องมองเขาอย่างสำรวจไม่แพ้กัน โดยสิ่งที่สะดุดตานางไม่ใช่ผ้าคลุมและฮูดของเขา หรือแม้แต่ชุดเกราะหนังและรองเท้าบู๊ตที่ดูไม่เหมาะกับนักเดินทางธรรมดา ทว่าสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกแปลกใจที่สุดคือดาบทั้งสี่เล่มที่เขาพกติดตัว สองเล่มพาดอยู่ที่หลัง อีกสองเล่มเหน็บอยู่ที่เอว
เพราะด้วยสายตาของนักรบผู้ช่ำชองนางสามารถจำแนกดาบเหล่านั้นได้ทันที ดาบหลังเป็นดาบสั้นครึ่งใบ ส่วนดาบที่เอวเป็นดาบอัศวินเต็มใบ ซึ่งสิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจที่สุดคือการที่เขาดูเหมือนจะใช้ดาบทั้งสองเล่มนี้ในคราวเดียวกัน ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่นางที่มีแรงมากพอจะจับดาบอัศวินขนาดเต็มด้วยมือเดียวยังรู้ว่าการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นคำว่า ‘บ้า!’ คือคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อมองเขา และ ‘หรือไม่ก็โง่!’ ที่ตามมาติด ๆ
“เจ้าไม่ใช่นักเดินทางธรรมดาแน่” หญิงสาวกล่าว พลางคว้าขวานที่วางอยู่ข้างกาย และใช้สายตาเฉียบคมจับจ้องไปยังลินด์
“และเจ้าเองก็ไม่ใช่ชาวนา” ลินด์ตอบกลับอย่างสงบด้วยเสียงสุภาพแต่มั่นคง และเขาก็เริ่มมั่นใจในตัวตนของนางมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงก้มศีรษะเล็กน้อย “เลดี้ไนมีเรีย ฟุตลีย์”
หญิงสาวไม่แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อยเมื่อเขารู้จักนาง ความสูงอันยากจะละสายตาและออร่าที่เปล่งประกายจากตัวนาง บ่งชี้ชัดเจนว่านางคือใครสำหรับผู้ที่เคยได้ยินชื่อเสียง
“เจ้าเป็นใคร?” ไนมีเรียถามด้วยเสียงหนักแน่น
“ข้า ลินด์ แห่งไวท์โฮลด์ฟาสต์” ลินด์ตอบทันที ก่อนจะกล่าวเสริม “แต่บัดนี้เรียกข้าว่า ลินด์ ทาร์รัน แล้วกัน”
แววตาของไนมีเรียเปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายจะนึกอะไรบางอย่างออก “ลินด์ แห่งไวท์โฮลด์ฟาสต์? นักล่าหมีใช่หรือไม่?”
ดูเหมือนบทเพลงของพรานหมีจะแพร่หลายมาถึงดินแดนห่างไกลนี้เช่นกัน
“ใช่แล้ว” ลินด์ตอบ พลางโค้งศีรษะอีกครั้ง
มือของไนมีเรียกระชับด้ามขวานแน่นขึ้น น้ำเสียงของนางแฝงความระแวดระวัง “เจ้ามาที่นี่เพื่อลอบสังหารข้าหรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้ลินด์ประหลาดใจ และกะพริบตาอย่างงุนงง “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น?”
ไนมีเรียมองลินด์นิ่ง ๆ ก่อนจะคลายท่าทางลงเล็กน้อย และยิ้มบาง ๆ พลางกล่าวว่า “บางทีอาจเพราะข้าถูกลือว่าเป็นบุตรนอกสมรสของเจ้าชายลูวินผู้จงรักภักดีต่อทาร์แกเรียนและตายในศึก หรือบางทีเพราะข้าครอบครองตำแหน่งที่ผู้อื่นปรารถนาเลยโดนริษยา”
ลินด์หัวเราะเบา ๆ “ข่าวลือเรื่องที่เจ้าเป็นบุตรของเจ้าชายลูวินนั้นก็แค่ข่าวลือ และต่อให้เป็นจริงกษัตริย์โรเบิร์ตก็ไม่น่าจะใส่ใจ เขายังรับบาริสตันผู้กล้าหาญเข้าร่วมคิงการ์ด แล้วจะรังเกียจเจ้าเพราะเรื่องนี้ได้อย่างไร? แต่เรื่องความอิจฉา . . . อันนั้นพอฟังขึ้น”
ไนมีเรียหรี่ตาลง “เจ้ารู้มากกว่าที่แสดงออกสินะ”
“นิดหน่อยเท่านั้น” ลินด์ตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
ไนมีเรียมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ข้าเคยได้ยินบทเพลงของนักล่าหมีมาก่อน ซึ่งเจ้าไม่เหมือนในบทเพลงเลย”
“คนย่อมเปลี่ยนแปลง” ลินด์ตอบอย่างเรียบง่าย “บทเพลงที่เจ้าได้ยินคงเป็นฉบับเก่า ตอนนี้ข้าเป็นอัศวินแล้ว”
“อัศวิน?” ไนมีเรียเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ นางรู้ดีว่าผู้เกิดในสามัญไม่ใช่ว่าจะได้รับตำแหน่งอัศวินได้ง่าย ๆ ทำให้ความสนใจของนางเพิ่มขึ้นทันที “เจ้ากลายเป็นอัศวินได้อย่างไร?”
ลินด์ผายมือไปยังก้อนหินใกล้ ๆ และนั่งลง บ่งบอกว่าเรื่องราวต่อจากนี้ยาวนัก ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นเล่าเรื่องตั้งแต่โจเอล ฟลาวเวอร์สแนะนำเขาให้วอร์ทิเมอร์ เครน จนได้กลายเป็นอัศวินร่วมเดินทาง จากนั้นก็มุ่งสู่คิงส์แลนดิ้งร่วมกับคณะของไทเรลล์ เข้าแข่งขันในงานประลอง และเรื่องราวต่อจากนั้นอีกมากมาย
ไนมีเรียนั่งฟังอย่างตั้งใจ พร้อมกับแววตาคมกริบของนางที่ไม่ละจากเขาแม้แต่วินาทีเดียว
“เจ้าซัดกษัตริย์จนหมอบ แล้วพระองค์ก็ทำพิธีแต่งตั้งอัศวินเจ้า แถมชวนเข้าร่วมคิงการ์ด?” สีหน้าของไนมีเรียเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
ลินด์หัวเราะเบา ๆ “ฝ่าบาทโรเบิร์ตอาจไม่ใช่กษัตริย์ผู้ดีนัก แต่ท่านเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยม”
ใบหน้าของไนมีเรียแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอยู่ชั่วครู่ แต่เลือกจะไม่พูดออกมา และเปลี่ยนหัวข้อทันที “แล้วเจ้ามาที่หมู่บ้านกันดารของข้าทำไม? อย่าบอกนะว่าแค่มาชมซากปรักหักพัง”
ลินด์ถอนใจเบา ๆ และเล่าความจริงออกมา เพราะมันไม่มีประโยชน์จะปิดบังอะไร “ข้ามาในนามลอร์ดแห่งตระกูลไทเรลล์เพื่อปราบโจรในพื้นที่ และทัมเบิลตัน เพราะทำเลที่ตั้งเหมาะสมเหมาะจะใช้เป็นฐานบัญชาการ”
“เจ้ามาปราบโจร? เจ้าพากองทัพมาด้วย?” ไนมีเรียถามด้วยน้ำเสียงเริ่มเคร่งเครียด
“หน่วยลาดตระเวนม้าของข้าซ่อนอยู่ในป่าทึบใกล้ ๆ” ลินด์ยอมรับตรง ๆ “มีทหารม้าพร้อมรบสองร้อยนาย กับทีมสนับสนุนอีกหลายสิบคน”
คิ้วของไนมีเรียขมวดแน่นยิ่งขึ้น “เจ้าจะให้พวกเขามาประจำการที่นี่ . . . กับข้า?”
“นั่นคือความตั้งใจเดิม แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมของเจ้าด้วย” ลินด์ตอบอย่างนุ่มนวล และเมื่อเห็นว่านางยังลังเล เขาจึงกล่าวเสริมต่อว่า “แต่ก่อนจะพูดเรื่องนั้น ข้าเกรงว่ายังมีอีกเรื่องที่ควรจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน”
“หมายความว่าอย่างไร?” น้ำเสียงของไนมีเรียเข้มขึ้น มือจับขวานแน่นอีกครั้ง
ลินด์ยังคงใจเย็น “ระหว่างทางมาที่นี่ ข้าได้สังหารกลุ่มโจรชื่อพี่น้องรองเท้าเลือด ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะรู้จัก?”
“พี่น้องรองเท้าเลือด?” ไนมีเรียเบิกตาเล็กน้อย “พวกนั้นไม่ใช่โจรที่เคยป้วนเปี้ยนอยู่แถวโกลด์โรดหรอกหรือ?”
“ใช่” ลินด์พยักหน้า “แต่ลอร์ดไทวินส่งทัพไปไล่ต้อนพวกเขา พวกที่เหลือเลยหนีข้ามแม่น้ำแมนเดอร์มายังดินแดนที่อยู่ใต้การปกครองของเจ้า”
ใบหน้าของไนมีเรียเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยังคงสงบนิ่ง “ถ้าเช่นนั้น ข้าควรขอบคุณเจ้าสินะ”
น้ำเสียงของนางเรียบเฉย แต่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แม้ไนมีเรียจะควบคุมหมู่บ้านทัมเบิลตันอยู่ในปัจจุบัน แต่ตามนิตินัยแล้วดินแดนในอำนาจของนางแผ่กว้างออกไปทั้งสองฟากแม่น้ำแมนเดอร์ ไล่ไปจนถึงแนวโรสโรดและโกลด์โรด
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ความวุ่นวายจากศึกการระบำของมังกร ตระกูลฟุตลีย์ก็สูญเสียการควบคุมดินแดนเหล่านั้นไปโดยสิ้นเชิง ทำให้สำหรับไนมีเรียดินแดนเหล่านั้นก็ไม่ต่างจากภาระที่ถูกทอดทิ้ง และนางไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นพิเศษกับการที่ลินด์ไปจัดการกับพวกโจรที่นั่น
“แต่ประเด็นหลักไม่ใช่เรื่องนั้น” ลินด์แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย “ข้าได้ข่าวเพิ่มเติมมา ดูเหมือนว่ากลุ่มโจรร่วมสิบสามกลุ่มได้รวมตัวกันภายใต้การนำของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘พี่น้องแมงป่อง’ โดยเป้าหมายของพวกมันคือทัมเบิลตัน”
“ปล้นทัมเบิลตัน?” ไนมีเรียเลิกคิ้ว สีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “พวกมันบ้าหรือไง? ที่นี่ไม่มีอะไรให้ปล้นเลยนอกจากข้าวสารไม่กี่กระสอบ”
ไม่นานอาการตกใจของไนมีเรียก็แปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย เพราะนางรู้ดีถึงความยากจนของทัมเบิลตัน เช่นเดียวกับที่พวกโจรในละแวกนี้ที่รู้ดี ดังนั้นมันจึงไม่มีใครเสียเวลาและทรัพยากรเพื่อปล้นสถานที่ที่ไร้ทรัพย์สินใด ๆ เช่นนี้ พี่น้องแมงป่องซึ่งเคยเคลื่อนไหวในแถบนี้ก็น่าจะรู้ดีเช่นกัน ดังนั้นการตัดสินใจของพวกมันดูไร้เหตุผลสิ้นดี
“กลุ่มโจรทั้งสิบสามกลุ่มที่ภราดาแมงป่องรวบรวมมาล้วนเป็นเศษซากของพวกโจรจากโกลด์โรด ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายหลักของปฏิบัติการกวาดล้างโดยลอร์ดไทวิน” ลินด์กล่าวต่อ
ไนมีเรียซึ่งมีสติปัญญาเฉียบแหลมสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ลินด์ต้องการสื่อได้ทันที “เจ้าหมายความว่า ลอร์ดไทวินต้องการใช้พวกโจรเหล่านี้ . . .”
นางหยุดพูดกลางคันทิ้งประโยคค้างไว้ในลำคอ เพราะบางความจริงก็ไม่ควรถูกกล่าวออกมาดัง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวข้องกับความเหี้ยมโหดอันเป็นที่เลื่องลือของไทวิน แลนนิสเตอร์
หลังความเงียบอันครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ไนมีเรียยกขวานขึ้นพาดไหล่พร้อมผายมือเรียกลินด์ “ตามข้ามา”
ลินด์ลุกขึ้นโดยไม่ปริปาก และเดินตามนางออกจากซากปรักหักพังของปราสาท ทั้งสองเดินไปในความเงียบ โดยมีเพียงเสียงฝีเท้าบนพื้นขรุขระเป็นเสียงเดียวที่แทรกความเงียบในยามค่ำคืนอันเย็นยะเยือก
ทันใดนั้นไนมีเรียก็หยุดเดินกระทันหัน พร้อมยกขวานขึ้นตั้งรับ ดวงตาจับจ้องไปยังเงาร่างหนึ่งที่เคลื่อนไหวใกล้กำแพงที่พังทลาย “ระวัง ตรงนั้น . . .”
“ไม่ต้องห่วงท่านหญิง นั่นคือคู่หูของข้าเอง” ลินด์กล่าวอย่างสุภาพพร้อมก้าวไปข้างหน้าเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
ทันใดนั้นจากเงามืด กลอรี่ แมวเงาก็ก้าวออกมาอย่างไร้สุ้มเสียง มันเดินเข้ามาใกล้ลินด์และคลอเคลียเขาอย่างสนิทสนม ก่อนจะหันไปจ้องไนมีเรียด้วยสายตาใคร่รู้ ทำให้ลินด์ที่เห็นเช่นนั้นก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่กลอรีไม่แสดงอาการก้าวร้าวกับใครนอกจากเขา แม้แต่รอล ผู้คอยให้อาหารมันทุกวันยังไม่รอดพ้นจากเขี้ยวเล็บของมัน แต่ไนมีเรียกลับไม่ถูกมันขู่เลยแม้แต่นิดเดียว
“นี่มัน . . . แมวเงาหรือ?” ไนมีเรียถาม ดวงตาฉายแววประหลาดใจที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนัก
“ใช่แล้ว” ลินด์พยักหน้า
“เจ้าเป็นสกินเชนเจอร์หรือ?” นางถามต่อด้วยความสนใจอย่างจริงจัง
“เปล่า” ลินด์ส่ายหน้าอย่างสุภาพ ซึ่งไนมีเรียดูออกว่าเขาไม่อยากตอบคำถามส่วนตัวมากนักก็ไม่เซ้าซี้ต่อ และเดินต่อไป โดยมีลินด์เดินตามไปติด ๆ
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงใจกลางทัมเบิลตันใน แม้จะเรียกว่าเป็น ‘เมือง’ แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆ ทว่าแม้ในสถานที่แร้นแค้นเช่นนี้ก็ยังมีโรงเหล้าอยู่ และเสียงผู้คนที่ลอดออกมาจากภายในก็บ่งบอกชัดเจนว่ามันกำลังคึกคัก
ไนมีเรียเดินนำไปยังทางเข้าโรงเหล้า ก่อนจะผายมือให้ลินด์ผูกม้าไว้ที่รั้วหน้าประตู แล้วจึงเดินนำเข้าไปโดยไม่พูดอะไร ส่วนลินด์ก็เดินตามเข้าไปเงียบ ๆ
ซึ่งภายในโรงเหล้าคึกคักก็จริง แต่ไม่ใช่อย่างที่ลินด์คาดไว้เลยสักนิด ลูกค้าไม่ได้เป็นชาวไร่ชาวนาท้องถิ่น แต่เป็นนักรบดอร์นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสวมชุดเกราะและติดอาวุธเต็มอัตราศึก สัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์อันเป็นเอกลักษณ์ และอาวุธของพวกเขาก็ทำให้ลินด์จดจำได้ทันที เพราะเขาเคยเห็นหน้าบางคนมาก่อนในงานประลอง พวกเขาก็คือทหารจากดอร์นที่เดินทางมาเป็นตัวแทนของตระกูลมาร์เทล
ในหมู่นักรบเหล่านั้นมีบุคคลหนึ่งโดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ชายผมดำสั้น หน้าคม ดวงตาเย็นชาเหมือนอสรพิษที่กำลังขดตัวเตรียมจู่โจม ออร่าของเขาเยือกเย็นและอันตรายเกินคำบรรยาย แม้ใบหน้าจะคล้ายกับไนมีเรีย แต่กลิ่นอายของเขาช่างแตกต่างโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่พลังแห่งการปกครอง แต่เป็นพิษร้ายแห่งการสังหาร
‘อสรพิษแดง’
ทันใดนั้นชื่อนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของลินด์ทันที