- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 50
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 50
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 50
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 50 ตั้งกฎ
ลินด์ควบม้าเข้าไปในค่ายชั่วคราวที่พวกสมาชิกหนีตายของกลุ่มพี่น้องรองเท้าเลือดสร้างขึ้นลวก ๆ ภายในนั้นทหารหน่วยลาดตระเวนม้าหน่วยที่หนึ่งกำลังเก็บกวาดหลังศึกอย่างขะมักเขม้น หน้าที่อันโหดร้ายของพวกเขาคือการขนศพออกไป และเมื่อรวมทั้งผู้บาดเจ็บแล้ว พวกเขาก็ฆ่าศัตรูไปได้ทั้งหมด 117 คน
ถึงแม้ผลลัพธ์จะเด็ดขาด แต่ลินด์กลับไม่พอใจกับผลงานของหน่วยลาดตระเวนหน่วยนี้เลย หน้าที่ของพวกเขาควรจะง่ายดายมาก หลังจากที่กลอรี่ลอบเข้าค่ายและสังหารยามเฝ้ายามทั้งหมดแล้ว เหล่าทหารม้าแค่ต้องแทรกตัวเข้าไปกำจัดพวกโจรที่หลับอยู่ให้เรียบร้อย ทว่าแทนที่จะทำได้เงียบเชียบ พวกเขากลับทำพลาดส่งเสียงจนบางส่วนของโจรตื่นขึ้นมาและสามารถจับอาวุธขึ้นต่อสู้ได้
แม้โจรเหล่านั้นจะเตรียมตัวไม่พร้อม และสุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อทหารม้าเกราะหนักของลินด์อย่างรวดเร็ว แต่ผลที่ตามมาก็ไม่อาจยอมรับได้ มีทหารม้าหลายคนบาดเจ็บ และหนึ่งในนั้นถึงกับเสียมือไปหนึ่งข้าง การสูญเสียเช่นนี้ถือว่าสิ้นเปลืองและไม่จำเป็นอย่างยิ่ง
ลินด์ประเมินผลงานของหน่วยลาดตระเวนหน่วยที่หนึ่งอย่างตรงไปตรงมาแต่ไม่โหดร้ายเกินไป พวกเขาพอใช้ได้ แต่ยังห่างไกลจากคำว่า ‘ยอดเยี่ยม’ พวกเขาต้องผ่านการฝึกฝนอีกมากเพื่อปรับพฤติกรรมการรบ และยกระดับความสามารถให้ถึงมาตรฐานที่ลินด์คาดหวัง
ตามคำกล่าวที่ว่า ‘มองป่าทั้งป่าผ่านกระบอกไม้ไผ่ ย่อมเห็นได้เพียงต้นเดียว’ ข้อบกพร่องของหน่วยนี้เป็นเพียงสัญญาณเตือนว่า การฝึกหน่วยลาดตระเวนม้าหน่วยที่สองและหน่วยองครักษ์เองก็คงจะต้องใช้แรงและเวลาไม่ต่างกัน
เดิมทีลินด์วางแผนจะนำทหารเข้าสู้กับกลุ่มโจรเล็ก ๆ หลังจากข้ามแม่น้ำแมนเดอร์มาทางตะวันออก ทว่าผลงานอันน่าผิดหวังนี้ทำให้เขาต้องทบทวนใหม่ จนกว่าหน่วยลาดตระเวนจะปรับตัวเข้ากับรูปแบบการรบใหม่ได้ การฝึกจะต้องมาก่อน ส่วนการสู้รบให้ถือเป็นรอง
ในห้วงความคิดนั้นลินด์ก็เดินมาถึงอาคารหลักของค่าย อาคารหลังนี้ต่างจากกระท่อมอื่น ๆ ที่เบี้ยวบูดและสร้างอย่างลวก ๆ เพราะดูแข็งแรงกว่า ชวนให้คิดว่าคงเคยเป็นด่านตรวจของยามหรือสถานที่ใช้งานอื่นมาก่อน
เมื่อเข้าไปสิ่งแรกที่เตะตาเขาคือกองเหรียญกองหนึ่ง พื้นผิวของมันเต็มไปด้วยรอยบุ๋มและคราบเลือด บ่งบอกว่าเพิ่งผ่านการต่อสู้อย่างหนัก ก่อนที่ไบรน์ผู้กำลังนับเงินอยู่จะเงยหน้าขึ้นมาเมื่อเห็นลินด์ และรีบเดินเข้ามารายงาน
ไบรน์อธิบายว่าหัวหน้าของกลุ่มพี่น้องรองเท้าเลือดกำลังนอนหลับอยู่บนกองเหรียญนี้พอดี และตอนที่ทหารม้าเข้ามาเสียงดังพวกเขาก็ทำเหรียญบางส่วนพังทลายลงและปลุกเขาตื่นขึ้น ทำให้แผนลอบสังหารไม่สำเร็จอย่างสมบูรณ์
ลินด์กวาดตามองกองเหรียญที่เปล่งประกายสวยงาม แต่เมื่อดูให้ดีแล้วก็พบว่าค่าที่แท้จริงของมันไม่ได้มากอย่างที่เห็น ชั้นบนสุดมีเหรียญทองไม่ถึงร้อยเหรียญ ส่วนชั้นกลางส่วนใหญ่เป็นเหรียญเงิน ซึ่งหลายเหรียญดำคล้ำและสึกหรอแล้ว ชั้นล่างสุดมีแต่เหรียญเบี้ยจำนวนนับไม่ถ้วน เมื่อประเมินคร่าว ๆ ก็น่าจะมีมูลค่ารวมกันเพียงเล็กน้อยเกินร้อยเหรียญทองเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นลินด์ก็รู้ว่าทัศนคติของเขาอาจบิดเบือนไปบ้าง เพราะเงินรางวัลจากงานประลองซึ่งมีถึงสองหมื่นเหรียญทอง ทำให้เขาเริ่มชินชาและไม่รู้สึกตื่นเต้นกับกองเงินจำนวนนี้อีกแล้ว แต่ในความเป็นจริงร้อยเหรียญทองก็ถือว่าเป็นจำนวนมากพอจะเลี้ยงดูผู้คนหลายร้อยชีวิตไปได้หลายปี ไม่ว่าจะเป็นกองโจรหรือกองทัพของลอร์ดใหญ่ก็ตาม
“คราวนี้ทุกคนที่เข้าร่วมศึกจะได้รับรางวัลคนละห้าเหรียญเงิน ใครที่ฆ่าศัตรูหรือบาดเจ็บจะได้เพิ่มอีกห้าเหรียญ ส่วนคนที่เสียมือไปให้เขายี่สิบเหรียญเงิน” ลินด์สั่ง “แล้วก็ไปถามเขาด้วยว่า เขายังอยากจะรับใช้ข้าอยู่ไหม ถ้าเขายอมพอแผลหายดีให้ช่างตีเหล็กทำมือเทียมให้ แล้วให้เขามาเป็นองครักษ์ส่วนตัวของข้า”
“รับทราบ ท่านลอร์ด” ไบรน์รับคำ
“ตอนรบเมื่อครู่ มีใครลักขโมยของหรือไม่?” ลินด์ถามต่อ
ไบรน์อึกอักไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้า “มีครับ แทบจะทุกคนเลย”
ลินด์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วให้ผู้ที่ขโมยของเอาทุกอย่างที่ขโมยไปมาคืน จากนั้นลงโทษโบยสิบทีกลางลานให้ทุกคนได้เห็น และให้หน่วยลาดตระเวนหน่วยที่สองเป็นผู้ดำเนินการ”
“ท่านลอร์ด เรื่องนี้ . . .” ไบรน์ลังเล เหมือนจะขอร้องอะไรบางอย่าง
ลินด์หันไปมองเขาด้วยสายตาคมกริบ “นี่คือคำสั่ง”
“ข้าจะปฏิบัติตามคำสั่ง ท่านลอร์ด” ไบรน์ก้มศีรษะรับคำ
หลังจากนั้นไบรน์ก็เป็นคนประกาศเรื่องรางวัลเป็นคนแรก ทำให้เสียงโห่ร้องดีใจดังกึกก้องทั่วค่าย สำหรับทหารชั้นล่างแล้วเกียรติยศใดก็ไม่สู้เงินรางวัล แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าการลงโทษจะตามมาในไม่ช้า และความสุขนั้นจะอยู่ได้อีกไม่นาน
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา หน่วยองครักษ์ หน่วยม้าที่สอง และทีมลอจิสติกส์ก็มาถึงค่าย แม้ค่ายนี้จะสร้างลวก ๆ หลังคารั่วและทรุดโทรม แต่ก็ยังดีกว่าต้องตากฝนข้างนอก ทุกคนจึงเปล่งเสียงดีใจอีกระลอกเมื่อเข้ามาถึง
เมื่อคนมากขึ้นการจัดระเบียบค่ายก็รุดหน้าอย่างรวดเร็ว ขยะถูกกวาดทิ้ง ศพถูกปลดอาวุธและกองไว้นอกค่ายเพื่อให้สัตว์ป่าจัดการ ทีมลอจิสติกส์ซ่อมแซมหลังคารั่ว ตรวจสอบทรัพย์สินที่ยึดมา และเตรียมอาหารร้อน ส่วนหน่วยองครักษ์รับหน้าที่รักษาความปลอดภัย
และด้วยคำสั่งของลินด์ก่อนหน้านี้ ทุกคนจึงถูกเรียกรวมกันที่ลานกลางค่าย ทำให้บางคนเริ่มสังเกตว่าทหารหน่วยที่หนึ่งส่วนใหญ่ยืนอยู่กลางลานโดยไม่มีอาวุธ บางคนก้มหน้า บางคนหน้าซีดเผือด ตอนนี้ความหยิ่งผยองหลังชัยชนะและเงินรางวัลได้หายไปจนหมดสิ้น
ลินด์ก้าวออกมาจากอาคารหลักยกมือขอความเงียบ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าหลายคนเคยชินกับการรบแล้วปล้นของ คิดว่าใครได้อะไรมาก็เป็นของคนนั้น เรื่องแบบนี้มีมานานแล้ว และไม่มีใครเถียง แต่ข้าจะพูดให้ชัด ข้าไม่ชอบธรรมเนียมนี้ สำหรับข้าเวลารบเจ้าต้องมีหน้าที่ฆ่าศัตรู ส่วนรางวัลจะตามมาทีหลังโดยขึ้นอยู่กับผลงาน เพราะงั้นอย่าแตะของที่ไม่ใช่ของเจ้า นี่คือกฎของข้า และคนของข้าต้องปฏิบัติตาม”
เขาหยุดพักครู่หนึ่งหันไปมองฝูงชนเพื่อจับสีหน้า แล้วหันไปทางหน่วยที่หนึ่ง “พวกเจ้าเอาของที่ขโมยไปคืนหมดหรือยัง?”
ทหารหน่วยแรกมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วนไม่รู้จะตอบอย่างไร ทำให้เมื่อเห็นเช่นนั้นไบรน์ก็ก้าวออกมาตอบแทน “พวกเราส่งคืนหมดแล้ว ท่านลอร์ด”
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งตะโกนออกมาจากฝูงชน “ในเมื่อของพวกนั้นเราได้มาจากการรบ ทำไมจะไม่ใช่ของเรา?!”
เสียงนั้นมาจากชายที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน ทันใดนั้นคนอื่น ๆ ก็รีบถอยห่าง ปล่อยให้เขายืนโดดเดี่ยวในพริบตา เพราะคนส่วนใหญ่ในหน่วยที่หนึ่งติดตามลินด์มาตั้งแต่คิงส์แลนดิ้ง และเคยร่วมงานกับลินด์มาตั้งแต่ตอนทำภารกิจกับหน่วยสอดแนม ดังนั้นพวกเขารู้จักนิสัยและหลักการของเขาดีจึงไม่มีใครคิดขัดขืนเมื่อเขาสั่งลงโทษ
แต่บางคนในหน่วยนี้เป็นทหารรับจ้างที่จ้างมาจากคิงส์แลนดิ้ง พวกเขาไม่รู้จักลินด์ดีนัก และเคยชินกับการทำตามใจตัวเอง ซึ่งเสียงที่ตะโกนขึ้นมานั้นก็คือหนึ่งในพวกนี้
การเผชิญหน้ากับลินด์เช่นนี้ก็เหมือนกับการไปเขี่ยรังแตน มันไม่มีทางจบดี!
แม้ใบหน้าจะมีแววหวาดหวั่นแวบหนึ่ง แต่ชายผู้นั้นก็ยืดตัวขึ้นเดินก้าวออกมาอย่างมั่นคงมายืนต่อหน้าลินด์
“เจ้าบอกว่าได้สิ่งนั้นมาจากการรบ มันจึงควรเป็นของเจ้า” ลินด์พูดอย่างใจเย็น “ถ้าอย่างนั้นตามตรรกะของเจ้า ถ้ามีคนที่แข็งกว่าเจ้าแย่งมันไป มันก็ควรจะเป็นของเขาเช่นกัน ใช่หรือไม่?”
ทหารรับจ้างผู้นั้นอ้าปากจะตอบแต่ก็พูดไม่ออก
“มิทท์ ตาแผลเป็น!” ลินด์เรียก
มิทท์ก้าวออกมาจากฝูงชน พลางก้มหัวเล็กน้อย “ท่านลอร์ด”
ลินด์ชี้ไปที่ทหารรับจ้างคนนั้น “เขาเป็นของเจ้า เอาอะไรก็ได้จากเขา”
“รับทราบ ท่านลอร์ด” มิทท์ยิ้มเย็นก้าวออกไปด้านหน้า
ทหารรับจ้างนั้นเบือนหน้าหนีไม่กล้าสบตา แต่เมื่อมิทท์เข้าใกล้ เขาก็ชักมีดสั้นออกจากแขนเสื้อแล้วพุ่งแทงเข้าหน้าอกมิทท์ทันที ทว่ามิทท์คาดไว้แล้ว เขาหลบการแทงอย่างง่ายดาย ก่อนจะหวดเกราะเหล็กมีหนามฟาดเข้าใส่ลำคออีกฝ่าย จนหนามทะลวงลึกเป็นแผลฉกรรจ์เลือดพุ่งกระฉูด ก่อนที่เขาจะทรุดลงกับพื้น ตัวสั่นเฮือกสองสามครั้งก่อนจะสิ้นใจ
ฝูงชนเงียบสนิทไม่มีใครกล้าคัดค้าน
มิทท์คุกเข่าลงค้นร่าง หยิบเหรียญเงินรางวัลและเศษเงินอื่น ๆ ขึ้นมา “ท่านลอร์ด ของพวกนี้เป็นของข้า ใช่หรือไม่?”
“ข้าบอกแล้วว่าเขาเป็นของเจ้าจะเอาอะไรก็แล้วแต่เจ้า” ลินด์ตอบ ก่อนหันไปพูดกับฝูงชน “จงจำบนเรียนนี้เอาไว้ให้ดี เวลารบพวกเจ้ามีหน้าที่ฆ่าศัตรู ส่วนรางวัลข้าไม่ตระหนี่กับพวกเจ้าแน่นอน เพราะงั้นข้าหวังว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”
ทุกคนยังคงเงียบงัน ในขณะที่ลินด์มองรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าถ้อยคำของเขาซึมลึกลงในหัวใจของทุกคน แล้วพยักหน้าให้มิทท์ “เริ่มได้เลย”
เมื่อสัญญาณดังขึ้นทหารหน่วยที่หนึ่งที่ต้องรับโทษมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ แต่ก็ยอมถอดเสื้อออกแล้วก้าวไปข้างหน้า หน่วยที่สองที่ยืนรออยู่พร้อมแส้ในมือก็เริ่มลงโทษทันทีโดยมีมิทท์ควบคุม แต่ละคนโดนโบยสิบทีไม่ขาดแม้แต่คนเดียว.
เมื่อการลงโทษสิ้นสุดลงชายผู้ถูกโบยก็หันไปจ้องเขม็งใส่ผู้ลงแส้ก่อนจะถูกพาตัวไปยังเพิงพักเพื่อรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ความบาดหมางที่กำลังก่อตัวระหว่างหน่วยลาดตระเวนม้าหน่วยที่หนึ่งกับหน่วยที่สองปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ลินด์ต้องการ เขาจงใจปลูกฝังความตึงเครียดนี้เพื่อให้ทั้งสองหน่วยไม่สามารถรวมกำลังกันต่อต้านตนได้ในอนาคต
หลังจากนั้นตลอดหลายวันต่อมาสภาพอากาศยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องตามที่ไบรน์เคยคาดการณ์ไว้ กองทัพจึงยังต้องพักอยู่ภายในค่ายอย่างจำใจ อย่างไรก็ตามด้วยการเตรียมการณ์ล่วงหน้าของลินด์ที่ให้ความสำคัญกับเสบียงและอาหารสัตว์ ทำให้คนหลายร้อยชีวิตภายใต้การดูแลของเขาไม่ต้องอดอยากแม้แต่น้อย
และถึงจะถูกกักตัวอยู่ในค่าย แต่เหล่าทหารของลินด์ก็ไม่ได้ว่างงาน พวกเขายังคงถูกฝึกอย่างเข้มงวดทุกวัน ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก แม้จะบ่นอุบกันทั่วค่าย แต่ด้วยความเด็ดขาดของลินด์ พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากฝืนทำตาม
โชคดีที่สภาพอากาศแสนหดหู่ไม่ได้อยู่ยืดนานัก เมื่อถึงวันที่ห้าฝนก็เริ่มซา กลายเป็นฝนตกเป็นระยะ ๆ และในคืนนั้นท้องฟ้าก็เปิดออกเผยให้เห็นดวงดาวระยิบระยับเหนือค่ายอย่างงดงาม
“ดูเหมือนพรุ่งนี้จะมีแดดแล้ว หวังว่าจะไม่ร้อนเกินไปนะ” ไบรน์พูดพลางเงยหน้ามองฟ้า เขาไม่ได้ดีใจนักที่ฝนหยุดตก เพราะประสบการณ์ยาวนานในป่าทำให้เขารู้ดีว่าหลังฝนมักตามมาด้วยความร้อนอบอ้าวอันน่ารำคาญ
“บอกฝ่ายลอจิสติกส์ให้เตรียมน้ำเพิ่ม และทำให้แน่ใจว่าทุกคนเติมกระติกน้ำให้เต็ม” ลินด์สั่ง แล้วหันไปถามจอน “เก็บของครบหมดแล้วหรือยัง?”
“ครบแล้วขอรับ เราสามารถออกเดินทางได้ตั้งแต่ฟ้าสางพรุ่งนี้” จอนตอบก่อนจะเว้นไปเล็กน้อยแล้วถามต่อ “ท่านลอร์ดแน่ใจหรือว่าไม่ต้องเผาค่ายทิ้ง?”
ลินด์ส่ายหน้า “ไม่จำเป็น ค่ายนี้ดี ควรเก็บไว้ใช้ในอนาคต”
“ท่านคิดว่าเราจะกลับมาที่นี่อีกหรือ?” รอลถามด้วยความสงสัย
“ข้าว่าท่านลอร์ดหมายถึงคนอื่นต่างหาก” ไบรน์แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมพลางอธิบายต่อ “ค่ายนี้ตั้งอยู่ในหุบเขารายล้อมด้วยเนินเขา เหมาะแก่การซ่อนตัวมาก หากมีพวกโจรผ่านมาละแวกนี้มีโอกาสสูงที่พวกมันจะยึดค่ายนี้เป็นฐาน เมื่อถึงตอนนั้นเราก็แค่ย้อนกลับมาที่นี่เป็นระยะ แล้ว ‘เก็บเกี่ยว’ พวกมัน แทนที่จะเสียเวลาออกตามล่าที่อื่น”
“งั้นก็เหมือนเหยื่อล่อสินะ” รอลพยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที
ขณะนั้นเองมิทท์ตาแผลเป็นก็ลากชายคนหนึ่งซึ่งมีสภาพมอมแมมเข้ามาในค่าย แล้วผลักเขาลงกับพื้น “ท่านลอร์ด พวกเราจับผู้ชายคนนี้ได้ขณะกำลังแอบย่องรอบค่าย พอพยายามจะหยุดเขา เขาก็พยายามวิ่งหนี แต่เราจับไว้ได้”
ชายผู้นั้นมีสีหน้าหวาดผวา และรีบพูดตะกุกตะกักทันที “ข้าไม่ใช่คนเลว ท่านลอร์ด ข้าแค่ชาวนาคนหนึ่งในแถวนี้ เดินหลงกลางสายฝนเลยมาโผล่ที่นี่!”
“ชาวนา?” มิทท์หัวเราะเยาะ ก่อนจะฟาดเข้าที่หัวชายคนนั้นแรง ๆ แล้วดึงผ้าออกจากข้อมือของเขา เผยให้เห็นรอยสักรูปแมงป่อง “ข้าไม่เคยเห็นชาวนาที่มีรอยสักของพวกพี่น้องแมงป่องบนแขนแบบนี้หรอก”
พี่น้องแมงป่องคือกลุ่มโจรชื่อฉาวที่เคลื่อนไหวมานานกว่าสิบปี เดิมพวกมันอยู่แถบป่าคิงส์วูดเชี่ยวชาญด้านการดักปล้นนักเดินทางและขบวนสินค้า แต่เมื่อกลุ่มพี่น้องคิงส์วูดเริ่มเข้ามาแผ่อิทธิพล พวกมันก็ถูกบีบให้ถอยขึ้นไปทางเหนือของบิตเทอร์บริดจ์แล้วตั้งรกรากอยู่ตามเนินเขา ลอบปล้นพ่อค้าแถบถนนสายโรสโรดเป็นหลัก ต่างจากกลุ่มรองเท้าเลือดซึ่งมีจำนวนมากกว่าและชื่อเสียงฉาวโฉ่ยิ่งกว่า โดยพี่น้องแมงป่องมีสมาชิกเพียงร้อยกว่าคน และตามข้อมูลที่วาริสให้มาพวกมันจัดเป็นกลุ่มโจรขนาดกลางเท่านั้น
เมื่อรู้ว่าตัวเองโป๊ะแตกชายผู้นั้นก็เลิกแก้ตัว พลางก้มหน้านิ่งไม่พูดอะไรอีก
“มิทท์ ตาแผลเป็น” ลินด์กล่าวด้วยเสียงเรียบแต่แน่วแน่ “ข้าให้เจ้ารับผิดชอบเขา ก่อนรุ่งสางพรุ่งนี้ข้าต้องรู้ว่าเขามาที่นี่เพราะอะไร และฐานของพี่น้องแมงป่องอยู่ที่ไหน รีดเอาทุกอย่างที่พอจะรู้มาให้หมด”
“รับทราบ ท่านลอร์ด” มิทท์ยิ้มเหี้ยม ดวงตาเป็นประกายเยือกเย็นแห่งความยินดี