- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 49
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 49
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 49
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 49 เดินทัพกลางสายฝน
เม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วตกกระทบเสื้อคลุมของลินด์ไม่ขาดสาย ก่อนจะไหลรวมกันลงมาตามพื้นผิวหนังของเสื้อคลุมแล้วหยดลงบนหญ้าเบื้องล่าง เขาปาดน้ำฝนออกจากใบหน้า แหงนมองฟ้าสีเทาดำอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะหันไปมองขบวนผู้ติดตามที่เปียกปอนและอ่อนแรง แล้วถอนหายใจ
นับตั้งแต่ลินด์เดินทางไปส่งคณะของตระกูลไทเรลล์ถึงบิตเตอร์บริดจ์ เขาก็รู้สึกได้ว่าดวงของตนเริ่มตกต่ำ ฝนตกไม่หยุดมานานเกือบครึ่งเดือน ทำให้เนินเขาและภูเขาทางตอนเหนือของบิตเตอร์บริดจ์กลายเป็นดินโคลนตมเส้นทางที่เดินทางได้ง่ายในยามอากาศดี จนบัดนี้กลายเป็นลำธารเลี้ยวลด ทำให้พวกเขาต้องเบี่ยงเส้นทางไปไกลหลายเท่าตัวกว่าจะเดินทางต่อได้
และราวกับพระเจ้ายังไม่พอใจ เคราะห์กรรมยังมาเยือนอีกเมื่อนักนำทางท้องถิ่นที่พวกเขาจ้างมาเกิดหายตัวไปขณะข้ามแม่น้ำ กระแสน้ำเชี่ยวพัดพาเขากับม้าหายไปในพริบตา และกว่าที่พวกเขาจะรู้สึกตัวและย้อนกลับไปตามหาก็พบเพียงร่างไร้วิญญาณของเขาถูกซัดขึ้นมาบนฝั่ง
ดังนั้นเมื่อขาดคนนำทาง ลินด์จึงต้องสั่งให้หน่วยสอดแนมออกหน้าเพื่อสำรวจเส้นทางล่วงหน้า ขณะที่คนอื่น ๆ ต้องนั่งรอท่ามกลางฝนอย่างหมดอาลัยตายอยาก
โชคดีที่ก่อนออกจากคิงส์แลนดิ้ง ลินด์ยึดตามหลักโบราณที่เน้นเรื่องเสบียงมากกว่าความเร็ว เขาเตรียมอาหารไว้เพียงพอทั้งสำหรับคนและม้า จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความอดอยากในทันที ทว่าปัญหาที่ใหญ่กว่ากำลังเริ่มก่อตัว โรคภัยไข้เจ็บ! การตากฝนอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ติดตามหลายคนเริ่มล้มป่วย และเมื่อคืนก่อนก็มีชายคนหนึ่งสิ้นใจคาอานม้า
แม้พวกเขายังไม่พบพวกโจรสักกลุ่ม แต่การสูญเสียก็เริ่มบั่นทอนกำลังใจของทุกคน มีเพียงชื่อเสียงที่ลินด์สั่งสมไว้ในฐานะผู้นำที่เข้มแข็งและไว้ใจได้เท่านั้นที่ยังพอประคองกลุ่มไม่ให้แตกแยก เพราะการมีตัวเขาอยู่เป็นเสาหลักช่วยยึดโยงทุกคนไว้ด้วยกัน
“จอน เจ้าช่วยใช้โชคดีของเจ้าไปไล่ฝนให้หยุดได้ไหม?” ลินด์หันไปถามผู้ช่วยของเขา
“ข้าเสียใจด้วย ท่านลอร์ด” จอนตอบพลางดึงฮู้ดออกจากศีรษะแล้วปาดน้ำฝนออกจากใบหน้า “โชคดีของข้ามันมีแค่ทำให้สายเข็มขัดขาด ทำให้ท้องเสีย หรือไม่ก็ทำให้ใครบางคนปวดฟันเท่านั้น เรื่องฝนเป็นอำนาจของเทพ ข้าคงไม่กล้าแตะ”
หากใครจากงานประลองที่คิงส์แลนดิ้งอยู่ที่นี่ก็คงจำจอน บัลเวอร์ผู้โชคดี เด็กรับใช้ประจำตัวของลินด์ได้ไม่ยาก เดิมเขาเคยเป็นเด็กรับใช้ให้ลอร์ดโรเจอร์ เรดไวน์ แต่กลับเลือกจะไม่เดินทางกลับไฮการ์เดน พร้อมเสนอตัวติดตามลินด์มายังบิตเตอร์บริดจ์แทน
ลินด์หัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้เจ้ารู้สึกเสียใจแล้วหรือยัง?”
“เสียใจสิ!” จอนตอบเสียงดัง “ข้าเสียใจที่ดื่มไวน์ขวดสุดท้ายเมื่อคืนหมด แล้วต้องมาทนดื่มน้ำม้าคืนนี้แทน”
“ลอร์ดจอน เกรงว่าแม้แต่น้ำม้าคืนนี้เจ้าก็จะไม่มีให้ดื่มเสียแล้ว” รอลหัวหน้าทหารองครักษ์ควบม้าเข้ามาใกล้ พลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไอ้เด็กตาแผลเป็นนั่นแอบยกหม้อสุดท้ายไปดื่มหมดแล้ว”
“โถ่เว้ย! ข้ารู้อยู่แล้วว่าให้หนูคุมเสบียงต้องซวยแน่!” จอนสบถลั่นทันที และหันไปหาลินด์ “ท่านลอร์ด ท่านจะทำยังไงกับโจรขโมยเสบียงตาแผลเป็นนั่นดี?”
ลินด์หันไปมองเขา ก่อนจะตะโกนถามรอลเสียงดัง “รอล! รองหัวหน้าหน่วยม้าของข้าขโมยเสบียงจากทีมลอจิสติกส์ใช่หรือไม่?”
รอลตอบเสียงดังฟังชัด “ไม่เลย ท่านลอร์ด เขานิ่งเงียบเหมือนเคย และเย็บปากลูกน้องตัวเองไว้หมดแล้ว ไม่มีทางที่พวกเขาจะกล้าขโมยเสบียงแน่นอน”
“ขโมยแน่ ๆ!” เสียงใครบางคนตะโกนจากแนวลาดตระเวนไม่ไกล “เมื่อคืนข้าเห็นเขาแอบหยิบเสบียงไป!”
“หุบปาก ไอ้เกือกม้า!” เสียงคำรามของมิทท์ตาแผลเป็นดังขึ้น “คราวหน้าถ้ายังแอบมองข้าอีก ข้าจะควักลูกตาเจ้าทิ้ง!”
เสียงหัวเราะของเหล่าทหารดังขึ้นพร้อมกัน ทำลายบรรยากาศอึมครึมคลายลงชั่วขณะ แม้สายฝนจะยังคงเทกระหน่ำไม่หยุด แต่เสียงล้อเลียนกันเล็กน้อยก็พอช่วยยกขวัญกำลังใจขึ้นได้บ้าง
นับตั้งแต่ออกจากคิงส์แลนดิ้ง ลินด์ได้จัดระเบียบหน่วยกองลาดตระเวนม้าใหม่อย่างมีแบบแผน หน่วยลาดตระเวนม้าหน่วยแรก ประกอบด้วยพรานและสายสอดแนมห้าสิบคนอยู่ภายใต้การนำของไบรน์ ริเวอร์ส หน่วยที่สอง ประกอบด้วยอัศวินรับจ้างยี่สิบคน และอีกสิบคนรวมถึงมิทท์ตาแผลเป็น อยู่ภายใต้การบัญชาการของมิทท์ ส่วนที่เหลือเป็นกองกำลังหลักภายใต้การนำของลินด์เอง โดยมีรอลเป็นผู้ช่วย ทั้งหมดนี้คือโครงสร้างเจ้าหน้าที่หลักของหน่วยลาดตระเวน
นอกจากนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลินด์ให้ทหารฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ หน่วยแรกซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธนูและพราน รวมถึงหน่วยองครักษ์ของเขา ต้องฝึกยิงธนูทุกวัน และเพื่อให้การยิงขณะขี่ม้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ลินด์จึงเปลี่ยนจากธนูยาวมาใช้ธนูสั้นที่ยิงได้เร็วและควบคุมได้ง่ายกว่าขณะอยู่บนหลังม้า
ในโลกแห่งน้ำแข็งและไฟ กองทัพส่วนใหญ่มักไม่พึ่งพาการยิงธนู ทั้งกองทัพแห่งเจ็ดอาณาจักรและพวกโดธรากีจากทุ่งหญ้าอันไกลโพ้นต่างก็เน้นการชาร์จม้าและการต่อสู้ประชิด ทว่าในสายตาของลินด์ธนูยังคงมีข้อดี สามารถสร้างความเสียหายจากระยะไกล ก่อความปั่นป่วนให้แนวศัตรู และเปิดทางสำหรับการโจมตีขั้นเด็ดขาด ถึงแม้บางสถานการณ์จะไม่เหมาะ แต่ธนูยังสามารถใช้ในการคุกคาม ก่อกวน และล่าถอยเพื่อถนอมกำลังได้
เพราะสำหรับลินด์ในตอนนี้สิ่งสำคัญที่สูงสุดคือการรักษาชีวิตทหารของเขาไว้ เพราะเขาไม่มีทรัพยากรพอจะเสริมกำลังได้เหมือนกองทัพขนาดใหญ่ แต่ละชีวิตจึงมีค่ามากมายมหาศาล
ในขณะที่ขบวนกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า ธงนำของหน่วยลาดตระเวนที่หนึ่งก็เคลื่อนเข้ามายังแถวหน้าพร้อมธงประจำตัวของลินด์ที่โบกสะบัดท่ามกลางสายฝน แต่ทหารยามหน้าก็ขบวนหยุดเขาไว้ก่อน แต่รอลที่สังเกตเห็นก็รีบร้องบอกลินด์ทันที “ท่านลอร์ด! คนสอดแนมจากหน่วยที่หนึ่งกลับมาแล้ว!”
“ให้เข้ามา” ลินด์สั่ง
ทันทีที่คำสั่งดังขึ้น ทหารยามก็เปิดทางให้ผู้ถือธงขี่ม้าเข้ามาใกล้ลินด์ ก่อนที่เขาเตรียมจะโน้มตัวลงจากหลังม้าเพื่อทำความเคารพ แต่ลินด์ก็โบกมือห้ามเอาไว้ก่อน “ไม่ต้องพิธีรีตอง บอกข้ามา พวกเจ้าพบอะไร?”
“เราพบค่ายโจรข้างหน้า ท่านลอร์ดไบรน์สงสัยว่าอาจเป็นค่ายของพวกพี่น้องรองเท้าเลือด” ผู้ถือธงรายงานอย่างรวดเร็ว
“พี่น้องรองเท้าเลือด?” ลินด์ทวนอย่างตกตะลึง “พวกมันมาทำอะไรแถวแบล็ควอเตอร์รัช?”
ตามข้อมูลจากวาริสพี่น้องรองเท้าเลือดคือหนึ่งในกลุ่มโจรที่ใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของบิตเตอร์บริดจ์ แต่พวกมันไม่ใช่เป้าหมายหลักของลินด์ในตอนนี้ เพราะโดยปกติพวกมันมักโจมตีขบวนค้าทางโกลด์โรดซึ่งเชื่อมกับเวสเทอร์แลนด์ มากกว่าจะมารุกรานเส้นโรสโรด ค่ายของพวกมันเคยตั้งอยู่ริมแม่น้ำแบล็ควอเตอร์รัชด้านบนและตอนกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือ นี่จึงถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่คาดคิดและน่ากังวล และหากนี่คือกลุ่มนั้นจริง ก็เท่ากับว่าพวกมันได้ข้ามแม่น้ำแมนเดอร์มาแล้ว เป็นการกระทำที่อุกอาจและบ้าบิ่นสิ้นดี
“แน่ใจหรือว่าเป็นพวกนั้นจริง?” จอนถามด้วยคิ้วขมวดแน่นพลางดูแผนที่ของวาริส
“แน่ใจขอรับ ท่านลอร์ด” ผู้ถือธงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราเห็นธงของพวกเขาชัดเจนในค่าย ท่านลอร์ดไบรน์สงสัยว่าอาจเป็นแค่กลุ่มที่เหลือรอดของพวกพี่น้อง”
“กลุ่มที่เหลือรอด?” ลินด์ถามอย่างแหลมคม “หมายความว่าอย่างไร?”
“ขออภัยขอรับ ข้าไม่ทราบแน่ชัด” ผู้ถือธงส่ายหน้า
ลินด์นิ่งคิด พร้อมกับสีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ก่อนที่เขาจะหันไปออกคำสั่งกับจอนและรอล “หยุดขบวนไว้ตรงนี้ ให้มิทท์คุ้มกันทีมเสบียง ข้าจะไปสำรวจข้างหน้าด้วยตัวเอง”
“ท่านลอร์ด นั่นอันตรายเกินไป!” จอนร้องห้าม “ในฐานะผู้บัญชาการ ท่านไม่ควร . . .”
“อันตรายหรือ? เจ้าประเมินไอ้พวกรองเท้าเลือดพวกนั้นสูงไปแล้ว” ลินด์ขัดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม และหันไปหาผู้ถือธง “นำทาง!”
ผู้ถือธงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง และรีบดึงบังเหียนหันม้าควบไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ลินด์เองก็ตามไปติด ๆ ม้าศึกของเขาเคลื่อนไหวด้วยจังหวะมั่นคงหนักแน่น พร้อมกับเงาดำแวบหนึ่งแทรกตัวตามมาอย่างเงียบงันทันทีข้าง ๆ ม้า
เงาดำนี่ก็คือ กลอรี่ นี่เป็นหนึ่งในความสามารถที่กลอรี่ได้รับหลังดูดซับดวงวิญญาณพยาบาทจากซากปรักหักพังของหลุมมังกรก็คือการแปลงกายเป็นเงา แม้ดูเผิน ๆ จะไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากเปลี่ยนสีขนเป็นขาวหรือดำ แต่ลินด์มองเห็นศักยภาพของมันด้านการลอบเร้นและสอดแนม
ทั้งคนและสัตว์เร่งฝีเท้าฝ่าฝนอย่างรวดเร็วข้ามเนินลูกเล็กหลายลูกและอ้อมทะเลสาบตื้นที่เกิดจากน้ำขัง จนกระทั่งมาถึงพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งหน่วยลาดตระเวนม้าหน่วยที่หนึ่งซ่อนตัวอยู่ ซึ่งทันทีที่พวกเขามาถึง ทหารลาดตระเวนก็สังเกตเห็นทันที
“ท่านลอร์ด ท่านมาที่นี่ทำไม?” เมื่อไบรน์เห็นลินด์มากับผู้ถือธงก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกมาต้อนรับ
ลินด์สะบัดเสื้อคลุมที่เปียกโชกแล้วตอบสั้น ๆ “ไม่ต้องพูดมาก พาข้าไปดูค่ายของพี่น้องรองเท้าเลือด”
ไบรน์รับช่วงต่อจากผู้ถือธงนำลินด์อ้อมพื้นที่ลุ่มซึ่งหน่วยลาดตระเวนซ่อนตัวอยู่จนมาหยุดที่เนินเขาลูกหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะลงจากหลังม้า แล้วปีนขึ้นไปโดยก้มตัวต่ำเพื่อไม่ให้เป็นเป้า
ใกล้ยอดเนินมีทหารสอดแนมสองคนนอนราบอยู่ พวกเขากำลังจับจ้องค่ายเบื้องล่างอย่างเงียบเฉียบ และเมื่อเห็นลินด์พวกเขาทั้งสองก็หันมาจะทำความเคารพ แต่ลินด์โบกมือห้าม
เมื่อมาถึงแผ่นหินแตกร้าวที่สามารถใช้พรางตัวได้ ลินด์ก็หมอบลงและชะโงกมองเบื้องล่าง ซึ่งตำแหน่งนี้ทำให้สามารถมองเห็นค่ายได้อย่างชัดเจนโดยไม่เปิดเผยตัว ที่เชิงเนินด้านล่างมีค่ายที่สร้างขึ้นอย่างหยาบด้วยก้อนหินและไม้ตั้งอยู่กลางลานโล่ง กองไฟหลายกองสว่างวาบในค่าย แม้ฝนจะตกหนัก ลินด์ก็ยังเห็นรายละเอียดพอเข้าใจสถานการณ์
“ฝนมันตกหนักเกินไป” ไบรน์กระซิบเบา ๆ พลางเลื่อนตัวมาอยู่ข้างลินด์ “ข้าเห็นแค่ธงของพี่น้องรองเท้าเลือดเท่านั้น หากอยากรู้มากกว่านี้อาจต้องเข้าไปใกล้อีกหน่อย . . .”
“ไม่จำเป็น” ลินด์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพราะดวงตาเฉียบคมของเขาได้ประเมินสถานการณ์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
อย่างที่ไบรน์สงสัยไว้ ค่ายด้านล่างเต็มไปด้วยผู้ชายที่ดูเหมือนทหารที่พ่ายศึก ผู้บาดเจ็บกระจัดกระจายไปทั่ว แต่ไม่มีวี่แววของพลเรือนเลย ไม่มีชายแก่ หญิง หรือเด็ก มีเพียงนักรบเท่านั้น
“ถ้าเจ้าเห็นไม่ชัด แล้วเจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่านั่นคือพวกที่เหลือของกลุ่มพี่น้องรองเท้าเลือด?” ลินด์ถามเสียงเบาแต่น้ำเสียงหนักแน่น
“ก่อนข้าจะไปคิงส์แลนดิ้งเพื่อเข้าร่วมงานประลอง ข้าได้ยินมาว่าลอร์ดไทวินกำลังจะเริ่มปฏิบัติการปราบโจรตามเส้นทางโกลด์โรด” ไบรน์อธิบาย “กลุ่มพี่น้องรองเท้าเลือดคือเป้าหมายหลัก ดูจากระยะเวลาแล้ว พวกเขาน่าจะถูกบดขยี้ไปเรียบร้อย”
ลินด์ขมวดคิ้ว “ลอร์ดไทวิน? กลุ่มพี่น้องรองเท้าเลือดถูกจัดการได้ง่ายดายขนาดนั้นหรือ? ข้อมูลข่าวกรองระบุว่าพวกเขามีจำนวนเกินเก้าร้อยคน รวมถึงทหารราบหนักที่ใส่เกราะเต็มชุด”
“พวกมันแข็งแกร่งก็จริง แต่ลอร์ดไทวินร่ำรวย สิงโตทองคำทำให้เกิดเรื่องเหลือเชื่อได้มากมาย” ไบรน์ยักไหล่ พลางมองลงไปยังค่ายเบื้องล่าง “เราจะเอาไงต่อ?”
ลินด์เงยหน้ารับสายฝนที่โปรยลงมา “เจ้าคิดว่าฝนนี้จะตกไปอีกนานแค่ไหน?”
ไบรน์เหลือบดูท้องฟ้า “อีกสองสามวันเป็นอย่างน้อย นี่คือฤดูฝน”
“เราต้องการที่พัก” ลินด์ชี้ไปยังค่ายเบื้องล่าง “และมันก็อยู่ตรงนั้น”
เมื่อรัตติกาลมาเยือนสายฝนก็ตกหนักขึ้นอีก มันกลบเสียงทุกอย่างลงจนเงียบสนิท ซ่อนเร้นการเคลื่อนไหวรอบค่ายไว้ในความมืดมิด
บิ๊กฟุต หัวหน้ากลุ่มพี่น้องรองเท้าเลือดยืนอยู่ตรงทางเข้าค่ายพิงเสาไม้ด้วยท่าทีอ่อนล้า เมื่อสองสัปดาห์ก่อนเขายังมีทหารอยู่ในมือถึงร้อยคน ได้กินดีอยู่ดี มีบ้านอบอุ่น เตียงนุ่ม และความสุขสำราญทุกประการ แต่ตอนนี้ทุกอย่างหายไปหมด
เขาถูกกองทัพเวสเทอร์แลนด์ไล่ตีราวกับสุนัขจนต้องหนีจากตอนใต้ของแบล็ควอเตอร์รัชมาถึงตะวันออกของแม่น้ำแมนเดอร์ ระหว่างทางทหารของเขาก็ถูกฆ่าล้างบางต่อเนื่องจนเหลือเพียงหัวหน้าไม่กี่คนที่รอดมาได้ แต่แม้แต่พวกนั้นก็ยังแตกแยก และบางคนถึงขั้นทรยศพวกเดียวกันเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง
ซึ่งหนึ่งในพวกนั้นเขาเคียดแค้นชายคนหนึ่งเป็นพิเศษ คนที่หักหลังพวกเขาพาสมบัติทั้งหมดหนีไป ปล่อยให้พวกเขาตายโดยไม่มีแม้แต่ศักดิ์ศรีของความเมตตา แต่บิ๊กฟุตก็ไม่กล้าแสดงความโกรธออกมา เพราะแค่ก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว เขาอาจจะโดนแขวนคอประจานเหมือนกับหัวหน้าอีกสองคนที่ถูกประหารก่อนหน้า
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้หวาดหวั่น เพราะชายคนนั้นกำลังใกล้จะสติแตกอยู่แล้ว เขาสั่นกลัวจนแทบบ้าคลั่ง ทำให้บิ๊กฟุตมองเห็นภาพตัวเองที่กำลังจะกลับมาครองทุกสิ่งอีกครั้งอยู่ไม่ไกล ทั้งลูกน้อง ทรัพย์สมบัติ และอำนาจ ซึ่งความคิดนี้ทำให้เขาแสยะยิ้มขณะยืนอยู่กลางสายฝนดื่มด่ำอยู่ในความฝัน
ทว่าเงาดำที่พุ่งเข้ามาก็ฉีกฝันนั้นให้ขาดสะบั้น พร้อมกับความเจ็บปวดปะทุขึ้นที่ลำคอ ความอบอุ่นอันเอ่อล้นเริ่มไหลทะลักลงสู่หน้าอก ในขณะที่ร่างของเขาก้าวถอยหลังอย่างอ่อนแรง มือข้างหนึ่งกุมแผลที่เลือดทะลักออกมาไม่หยุด ก่อนที่ไม่นานหัวเข่าจะพลันอ่อนยวบแล้วล้มลงกับพื้น
ในขณะที่สายตาเริ่มพร่ามัวเริ่ม เขาก็มองเห็นสิ่งที่ปลิดชีพเขาอย่างเลือนราง อสูรกายที่มีดวงตาเรืองแสงสีซีด และร่างกายสีดำสนิทดั่งเงามืด ก่อนที่ยามเฝ้าประตูอีกคนจะอสูรกายจะจู่โจมซ้ำและสังหารเขาได้อย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่ทันได้ตอบสนอง โดยที่เบื้องหลังของอสูรกายมีเงาดำของเหล่านักรบพร้อมอาวุธเคลื่อนเข้ามาในค่ายอย่างเงียบเชียบ
ทันใดนั้นในห้วงสุดท้ายของสติบิ๊กฟุตก็เข้าใจความจริงอย่างเจ็บแสบว่ากลุ่มพี่น้องรองเท้าเลือดได้สิ้นชื่อแล้ว