- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 45
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 45
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 45
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 45 ความจริงแห่งคำลวง
แผนที่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่สุดสำหรับการทำสงครามของลอร์ดหรือกษัตริย์ทุกผู้ทุกนามจึงไม่สามารถมอบให้ใครได้โดยง่าย มีเพียงซิทาเดลเท่านั้นที่มีศักยภาพในการรวบรวมและสร้างแผนที่เวสเทอรอสที่สมบูรณ์ได้ ด้วยความช่วยเหลือของเมสเตอร์ผู้ปรึกษาที่ถูกส่งไปประจำการตามลอร์ดต่าง ๆ แผนที่ฉบับนี้จึงถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่เป็นความลับสูงสุดของซิทาเดล และไม่มีเมสเตอร์ทั่วไปคนใดเข้าถึงได้ เว้นเสียแต่แกรนเมสเตอร์ของซิทาเดลเท่านั้น
ในช่วงเริ่มต้นของราชวงศ์ทาร์แกเรียน เมื่อซิทาเดลยอมรับอำนาจของผู้ปกครองใหม่ พวกเขาได้มอบแผนที่เวสเทอรอสทั้งผืนให้เป็นของขวัญ ทว่าแผนที่ฉบับนั้นยังไม่สมบูรณ์ ส่วนจะตั้งใจหรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดรู้แน่ แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยความผิดพลาดมากมาย ทำให้ตลอดหลายชั่วอายุคนกษัตริย์แห่งราชวงศ์ทาร์แกเรียนจึงค่อย ๆ แก้ไขและปรับปรุงแผนที่จนกระทั่งได้ฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด และถูกผนึกเก็บไว้ในหอสมุดหลวง
เมื่อเกิดเหตุจลาจลในคิงส์แลนดิ้งเมื่อหนึ่งปีก่อน วาริสได้เคลื่อนย้ายเอกสารสำคัญหลายรายการจากหอสมุดหลวงไปยังรังลับใต้เรดคีปเพื่อปกป้องจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และหนึ่งในนั้นคือแผนที่ฉบับหลวงของเวสเทอรอส แต่เมื่อวาริสนำแผนที่หลวงมาเปรียบเทียบกับแผนที่ที่ลินด์วาดไว้ เขาก็ต้องตกตะลึง เพราะแผนที่ของลินด์แม่นยำกว่า รายละเอียดมากกว่า และเหนือชั้นกว่าในทุกมิติ แม้แต่หมู่เกาะที่แผนที่หลวงละเลยไป เช่น หมู่เกาะชิลด์ ก็ปรากฏเด่นชัดในแผนที่ของลินด์
นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าคือข้าง ๆ แผนที่เวสเทอรอส ยังมีแผนที่เอสซอสที่ละเอียดซับซ้อนไม่แพ้กัน แม้ว่าวาริสจะไม่เคยเห็นแผนที่ทั้งทวีปเอสซอสมาก่อน แต่จากความรู้ทางภูมิศาสตร์อันกว้างขวางของเขา เขาก็สามารถตัดสินได้ทันทีว่าแผนที่นั้นมีความถูกต้องและน่าเชื่อถืออย่างมาก เพราะแผนที่เหล่านี้แตกต่างจากทุกสิ่งที่เขาเคยเห็นหรือเคยได้ยินมา ทว่ามันกลับถูกวาดขึ้นอย่างง่ายดายโดยเด็กหนุ่มวัยสิบห้าผู้ไม่เคยออกจากเดอะรีช
ในขณะนั้นเองวาริสก็เริ่ม ‘เชื่อ’ คำกล่าวอันน่าตกตะลึงของลินด์ เพราะผู้ที่สามารถวาดแผนที่เช่นนี้ได้ ย่อมต้องเคยเห็นโลกจากท้องฟ้าด้วยตาตนเองเท่านั้น
หลังจากจ้องแผนที่อยู่นาน วาริสก็พยายามกลั้นความไม่เชื่อไว้ในใจ ก่อนจะหันไปถามลินด์ด้วยความอยากรู้ “แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น?”
เมื่อเห็นว่าวาริสเริ่มเชื่อเขาแล้ว ลินด์จึงเริ่มปั้นเรื่องโกหกที่เตรียมไว้ต่อ “จากนั้นแสงนั้นก็นำข้าบินขึ้นไปทางเหนือ เราผ่านแดนเหนือ ผ่านกำแพงใหญ่ แล้วเข้าสู่แผ่นดินที่ถูกแช่แข็งตลอดกาล”
ลินด์หยุดเล็กน้อย ก่อนที่สีหน้าจะซีดเผือดราวกับนึกถึงความทรงจำอันน่าหวาดกลัว “แล้วข้าก็เห็น . . . กองทัพซากศพที่นำโดยไวท์วอล์คเกอร์ ศพนับล้านยืนเรียงรายเต็มดินแดนน้ำแข็ง รอวันเคลื่อนทัพลงใต้”
วาริสอยากจะหัวเราะเยาะคำกล่าวของลินด์ แต่แผนที่เบื้องหน้าทำให้เขาตกตะลึงเกินกว่าจะปฏิเสธ และสีหน้าหวาดกลัวของลินด์ก็ดูจริงจังเสียจนยิ่งทำให้เรื่องราวนั้นน่าเชื่อขึ้นขัดกับสามัญสำนึกของตน ดังนั้นวาริสจึงพยายามทำใจให้สงบฟังต่อไป ทั้งที่ใจยังปั่นป่วนไม่อาจละทิ้งสิ่งที่ได้ยินได้เลย
ลินด์สูดหายใจลึก เหมือนต้องการเรียกสติ ก่อนกล่าวต่อ “จากนั้นข้าก็บินกลับมายังไวท์โฮลด์ฟาสต์ และเห็นร่างของตนเองนอนอยู่บนเตียงเป็นศพไปแล้ว แต่แล้วแสงสีขาวก็ส่องลงมาพาข้ากลับเข้าไปในร่างนั้นอีกครั้ง คืนชีวิตให้ข้า”
เขาหยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แต่ข้าที่กลับมาไม่ใช่ข้าคนเดิมอีกแล้ว แสงนั้นมอบสติปัญญาให้ข้า มอบความเข้าใจในศาสตร์แห่งดาบ และร่างกายของข้าก็เปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์ สูงขึ้น แข็งแรงขึ้น เหมือนนักรบแท้จริง และแสงนั้นจะไม่เคยเผยตนออกมา แต่ข้าก็รับรู้ได้ว่ามันคือเทพนักรบแห่งทวยเทพทั้งเจ็ด”
วาริสเผลอสูดลมหายใจเข้าแรง พยายามเก็บอาการให้สงบ แต่ดวงตากลับเผยความตื่นตระหนกภายในอย่างชัดเจน
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ วาริสก็ถามเสียงเบาอย่างลังเล “เจ้าคิดว่าเทพนักรบคืนชีพให้เจ้าเพื่อจัดการกับกองทัพไวท์วอล์คเกอร์ที่อยู่นอกกำแพงงั้นหรือ?”
“ข้าไม่รู้” ลินด์ส่ายหัวด้วยสีหน้าจริงจัง “หากเราสามารถเดาความคิดของเทพเจ้าได้ พวกเขาก็จะไม่ใช่เทพเจ้าอีกต่อไป ข้าทำได้เพียงทำในสิ่งที่ข้าเห็นว่าสมควร ข้าจะไต่เต้าขึ้นไป ยึดอำนาจ สร้างกองทัพ และรอคอยวันที่จะมาถึง”
วาริสมองลินด์ด้วยสีหน้าซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก ชั่วขณะหนึ่งเขาถึงกับไร้คำพูด
ลินด์รู้ว่าวาริสเริ่มเชื่อเขาแล้ว แม้จะยังไม่เชื่อทั้งหมด แต่เขาก็รู้ดีว่าอีกนิดเดียวเท่านั้นจิตใจของวาริสก็จะเอนไปในทิศทางที่เขาต้องการ ดังนั้นเขาจึงหยิบเหยื่อชิ้นสุดท้ายออกมา
ลินด์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของวาริส แล้วกล่าวเสียงเรียบ “ความรู้เกี่ยวกับการต่อสู้ที่เทพเจ้าทั้งเจ็ดมอบให้ข้า แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ยังมีความรู้อื่นอีกมากมายที่ถูกผนึกไว้ในความคิดของข้า และมันจะไม่ปรากฏจนกว่าข้าจะได้พบกับบุคคลบางคน”
วาริสชะงักไปทันที ก่อนที่ร่างกายจะแข็งทื่อ และสายตาเริ่มหวาดระแวง “แล้วมัน . . . อาจมีความรู้ที่เกี่ยวกับข้าด้วยใช่หรือไม่?”
ลินด์ไม่ได้ตอบตรง ๆ เขาเพียงเอ่ยออกมาเบา ๆ เพียงสามชื่อ “เอกอน ทาร์แกเรียน, จอน คอนนิงตัน, และ อิลิริโอ โมพาติส”
สีหน้าของวาริสซีดเผือดลงในทันที เขาถอยหลังไปสองสามก้าวจนหลังชนกำแพง และดวงตาเบิกกว้างสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ชื่อทั้งสามที่ลินด์เอ่ยคือความลับที่เขาปกปิดแน่นหนาที่สุด สิ่งที่ไม่มีใครควรจะล่วงรู้ และถ้าหากมันถูกเปิดเผยเมื่อใดนั่นจะหมายถึงจุดจบของเขาทันที แต่ลินด์ . . . กลับเอ่ยชื่อเหล่านั้นออกมาง่ายดายราวกับเพียงพูดลมหายใจ?!
สติของวาริสเหมือนหลุดออกจากร่าง ขณะที่พยายามประมวลความจริงอันเป็นไปไม่ได้ เด็กหนุ่มอายุสิบห้าจากหมู่บ้านกันดารผู้หนึ่งจะรู้เรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? แต่เมื่อรวมเข้ากับแผนที่ กับคำพูดของเขา และท่าทีทั้งหมด วาริสก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป และไม่ว่าเขาจะเต็มใจหรือไม่ เขาก็เชื่อแล้ว
“ลอร์ดวาริส ท่านไม่ต้องกังวล” ลินด์กล่าวเสียงเรียบ “ความจริงแล้วหากท่านไม่มาหาข้าในวันนี้ ข้าก็คงไม่เอ่ยสิ่งใดเลย ท่านอาจยังไม่รู้ แต่สิ่งที่ท่านทำลงไปมีความสำคัญยิ่งใหญ่ ในกระดานหมากของเทพเจ้า ท่านคือหมากที่สำคัญที่สุด และเป็นท่านที่ทำให้วงล้อแห่งโชคชะตาเริ่มหมุน”
คำพูดนั้นตกกระทบจิตใจของวาริสรุนแรงราวค้อนทุบ แน่นอนว่าถ้าหากใครคนอื่นกล่าวเขาคงหัวเราะเยาะแล้วลืมไปในพริบตา แต่คำพูดนี้ มาจากลินด์เด็กหนุ่มผู้ที่รู้ในสิ่งที่ไม่มีใครควรรู้ และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่วาริสรู้สึกถึงสิ่งที่เขาไม่เคยยอมให้ตนรู้สึกมาก่อน แผนการของเทพเจ้า!
วาริสนิ่งงันมองลินด์ราวกับต้องมนต์สะกด ในตอนที่เขามาหาเด็กหนุ่มผู้นี้จุดประสงค์ของเขาก็เพียงต้องการสืบหาความลับว่าลินด์คือใคร และมีประโยชน์หรือไม่ แต่ทุกอย่างกลับหลุดจากการควบคุม ไม่ว่าจะเป็น คำพยากรณ์ ภาพแห่งจุดจบของโลก ความลับของตัวเขาเอง สิ่งที่เขาได้รับรู้มันมากเกินไป มากจนแทบไม่อาจรับไหว!
ลินด์ที่ดูออกถึงความสับสนในใจอีกฝ่ายจึงเงียบลงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยให้วาริสได้ใช้เวลาครุ่นคิด ก่อนที่จิตใจของลินด์จะหลุดลอยไปยังอีกมุมหนึ่งเข้าสู่กลอรี่ที่ตอนนี้ได้มาถึงซากหลุมมังกรแล้ว มันพยายามหลีกเลี่ยงพวกคนยากจนที่ป้วนเปี้ยนรอบขอบหลุมมังกร ก่อนจะแทรกตัวผ่านช่องว่างของซากหินพังทลายเข้าไปยังด้านในอย่างเงียบงัน
และทันทีที่กลอรี่เข้าสู่พื้นที่ของซากปรักหักพัง มันก็เกิดแรงสั่นสะเทือนในรูปของพลังงานวิญญาณบางอย่าง พลังงานที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นจากวิญญาณเร่ร่อนที่ยังไม่สงบ พวกมันเหมือนถูกบางสิ่งดึงดูดให้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของกลอรี่ พร้อมกับลินด์ที่รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพลังงานที่หลั่งเข้าสู่ร่างกลอรี่ และเชื่อมต่อผ่านสายใยวิญญาณเข้าหาตัวเขา
โดยส่วนหนึ่งของพลังงานนั้นมาจากมังกร พลังที่ยังตกค้างจากวิญญาณของอสูรยักษ์ในอดีต มันหลอมรวมเข้ากับร่างเขาอย่างง่ายดาย อันเป็นผลต่อเนื่องจากพิธีกรรมสื่อมังกร ขณะที่พลังงานของมนุษย์ถูกผลักออกจากร่างของเขาอย่างรุนแรง ราวกับสิ่งแปลกปลอมที่ไม่อาจยอมรับได้
พลังประหลาดนี้แผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาจากร่างของลินด์ ราวกับบางสิ่งนอกรีตกำลังแฝงตัวอยู่ และเมื่อรวมเข้ากับบรรยากาศอันอึมครึมของซากปรักหักพัง ร่างของเขาจึงเต็มไปด้วยความน่าหวาดกลัวที่ไม่อาจอธิบาย แม้แต่วาริสที่กำลังจิตใจสับสนวุ่นวาย แต่ด้วยสายตาอันแหลมคมของเขาก็ยังสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นได้ในทันที
“เจ้าเป็นอะไรไป ลอร์ดลินด์?” วาริสถามอย่างระแวดระวังโดยไม่กล้าเข้าใกล้
ความเปลี่ยนแปลงในตัวลินด์ชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธ ไม่เพียงแต่ท่าทางของเขา แต่แม้แต่รูปลักษณ์เองก็เริ่มเปลี่ยนไป ใบหน้าซีดเผือดราวศพ ออร่ารอบตัวแผ่ความหนาวเย็นเกินมนุษย์
ทันใดนั้นวาริสก็เริ่มนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของลินด์ เรื่องการฟื้นจากความตาย และเรื่องเล่าของไวท์วอล์คเกอร์ ทำให้ความกลัวแทรกเข้ามาในใจทันที และมือล้วงไปแตะมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัว
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรต่อ ใบหน้าของลินด์ก็เริ่มกลับสู่สภาพปกติอย่างช้า ๆ ออร่าอันน่ากลัวหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่ และครู่หนึ่งต่อมาลินด์ก็สูดหายใจลึกหลายครั้งด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความพรั่นพรึง ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์สวดภาวนาแก่ทวยเทพทั้งเจ็ด แล้วกล่าวเสียงสั่น
“ข้าเปิดเผยสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผย และได้รับโทษจากเทพเจ้า เพียงชั่วพริบตาเขาก็พาข้ากลับสู่สภาพแห่งความตาย” ลินด์พูดเสียงสั่นสะท้านราวกับย้อนกลับไปสัมผัสประสบการณ์นั้นอีกครั้ง “ข้าไม่อยากรู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว”
วาริสที่เห็นทุกสิ่งด้วยตาตนเองรู้สึกหนาวสะท้านถึงกระดูก สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่อาจอธิบายได้ว่าเป็นกลลวง หรือภาพลวงตาธรรมดาอีกต่อไป มันต้องมีพลังบางอย่างที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ และเขาก็เริ่มเชื่อลินด์แล้ว เขาเชื่ออย่างหมดใจ!
“เจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใดหรือไม่?” วาริสถามเสียงต่ำด้วยความระมัดระวัง
“ไม่จำเป็น ลอร์ดวาริส ท่านแค่ลืมสิ่งที่ข้าเพิ่งพูดไป และทำในสิ่งที่ท่านต้องการ และข้าจะทำในสิ่งที่ข้าต้องทำ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม” ลินด์ส่ายหัว จากนั้นน้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง “ลอร์ดวาริส ข้ายอมรับเงื่อนไขที่ท่านเสนอไว้ หากไม่มีสิ่งใดกระทบต่อผลประโยชน์ของข้า และไม่ทำให้ข้าเสี่ยงอันตราย ข้ายินดีช่วยเหลือท่านครั้งหนึ่ง”
วาริสถอนหายใจเงียบ ๆ อย่างรู้สึกโล่งอก เพราะเดิมทีเขาก็ไม่ได้คาดหวังให้ลินด์ตอบรับจริง ๆ และเงื่อนไขนั้นก็เป็นเพียงพิธีทางการเท่านั้น แถมตอนนี้ลินด์ไม่เรียกร้องสิ่งใดเพิ่มเติม กลับยิ่งทำให้เขารู้สึกวางใจมากขึ้นกว่าเดิม
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ วาริสก็พยักหน้าแล้วกล่าวอย่างครุ่นคิด “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะช่วยเตรียมเหล็กวาเลเรียนไว้ให้เจ้า ส่วนเจ้าจะให้ข้านำไปส่งให้เมื่อไหร่ก็บอกข้ามาได้เลย”
ลินด์ทำหน้าประหลาดใจ “เดี๋ยวก่อน ลอร์ดวาริส ท่านไม่ได้บอกว่า . . . ท่านมีเพียงสถานที่ไว้เก็บเหล็กวาเลเรียนหรอกหรือ?”
ริมฝีปากของวาริสกระตุกยิ้มบาง ๆ พร้อมกับความสงบนิ่งก่อนหน้าค่อย ๆ กลับคืนมา “ความจริงแล้ว สถานที่ที่ข้าพูดถึงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก มันอยู่ใต้ดิน ใต้เรดคีปนี่เอง”
ลินด์กะพริบตาถี่ ๆ ด้วยความตกตะลึง เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเหล็กวาเลเรียนจะอยู่ใกล้เพียงนี้
วาริสพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ตลอดหลายชั่วอายุคน ตระกูลทาร์แกเรียนเก็บสะสมเหล็กวาเลเรียนจากหลากหลายวิธีการ ทำให้ผ่านมาหลายร้อยปีพวกเขาก็สะสมไว้ได้ไม่น้อย ทว่าเนื่องจากไม่มีใครรู้วิธีตีขึ้นรูปใหม่ พวกเขาจึงเพียงแต่เก็บซ่อนไว้ในห้องใต้ดินลับ และก่อนที่คิงส์แลนดิ้งจะล่มสลาย กษัตริย์คลั่งได้สั่งให้เคลื่อนย้ายเหล็กวาเลเรียนทั้งหมดไปเก็บไว้ในทางเดินใต้เรดคีป และมันก็ยังอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้เพียงพอสำหรับตีเกราะเต็มตัวหนึ่งชุด และดาบอัศวินขนาดใหญ่สองเล่ม”
เขาหยุดเพื่อให้ข้อมูลนั้นซึมซับลง ก่อนจะพูดต่อ“แน่นอน แม้ลอร์ดลินด์จะเก่งกล้าเพียงใด ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะสามารถลอบเข้าไปในเรดคีปค้นหาเหล็กวาเลเรียน แล้วนำมันออกมาโดยไม่มีใครรู้เห็น แต่สำหรับข้ามันเป็นอีกเรื่องหนึ่งด้วยฐานะของข้า และความรู้เกี่ยวกับเส้นทางใต้ดินเหล่านั้นการนำมันออกมาจะไม่ใช่เรื่องยากเลย”
ลินด์ไม่ลังเลแม้แต่น้อย“ข้ารับข้อเสนอของท่าน”
แต่คราวนี้กลับเป็นวาริสที่ลังเล สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด“ถึงข้าจะนำเหล็กวาเลเรียนออกมาได้ แต่มันก็ยังเป็นแค่เหล็กที่ยังไม่ขึ้นรูปเท่านั้น และต้องอาศัยช่างตีเหล็กที่มีฝีมือสูงส่งอย่างยิ่งในการตีมันเป็นชุดเกราะและดาบ ซึ่งตามที่ข้ารู้มีเพียงช่างตีเหล็กแห่งโคฮอร์เท่านั้นที่มีความรู้เรื่องนี้ และกระบวนการนั้นก็ถูกเก็บเป็นความลับอย่างเข้มงวด”
“เรื่องช่างตีเหล็ก ท่านไม่ต้องเป็นห่วง” ลินด์ตอบเสียงเรียบ“ข้ารู้จักคนคนหนึ่ง เขามีความรู้ในการตีเหล็กวาเลเรียน”
วาริสเบิกตาเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “ใคร?”
“ทายาทของโรงตีเหล็กที่ใหญ่ที่สุดบนถนนเหล็ก” ลินด์ตอบ
ความเข้าใจฉายชัดบนใบหน้าของวาริสทันที “ลูกชายของคลินต์ ม็อต คนที่เดินทางไปต่างแดนเพื่อฝึกฝีมือ?”
“ใช่” ลินด์พยักหน้า“เขาไปฝึกที่โคฮอร์ และตอนนี้เขาก็กลับมาแล้ว ซึ่งคงกำลังเดินทางกลับมาถึงในเร็ว ๆ นี้ เมื่อถึงเวลาลอร์ดวาริส ท่านสามารถให้เขาตีเหล็กวาเลเรียนตามแบบที่ข้ากำหนดไว้ได้”
“ตามแบบของเจ้า?” วาริสขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“ใช่” ลินด์ตอบอย่างเรียบง่าย “ถ้าจะให้ถูกต้องก็คือเทพเจ้าเป็นผู้กำหนด ข้าเพียงแค่ถ่ายทอดสิ่งที่พระองค์แสดงให้ข้าเห็น”