- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 44
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 44
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 44
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 44 ทางแยกกับวาริส
“สนใจดื่มสักหน่อยไหม?” วาริสถาม พร้อมยกขวดไวน์ชั้นดี และผายมือไปยังโต๊ะเล็ก ๆ ที่ถูกตั้งไว้ในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยของกิน
ลินด์ส่ายหน้าแล้วตอบ “ลอร์ดวาริส ท่านน่าจะรู้ว่าข้าไม่ดื่ม”
วาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเฉพาะตัว “อา ใช่ ข้าลืมไป น่ายกย่องจริง ๆ นะ เพราะการสมรู้ร่วมคิดและการตายมากมายมักมีไวน์เป็นเพื่อนร่วมทางเสมอ”
“ลอร์ดวาริส ท่านไม่ได้เรียกข้ามาเพื่อจะเทศนาเรื่องโทษภัยของสุราใช่ไหม?” ลินด์ไม่ค่อยชินกับวิธีพูดวกวนของวาริส เขาจึงตัดบทตรง ๆ “บอกข้ามาตรง ๆ เถอะว่าท่านต้องการอะไรกันแน่”
วาริสยิ้มเล็กน้อย “นกน้อยของข้ามักกระซิบเรื่องน่าสนใจให้ฟังอยู่เสมอ ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากำลังหาทางตีชุดเกราะเหล็กวาเลเรียนเต็มยศ กับดาบอัศวินอีกคู่หนึ่ง จริงหรือไม่?”
“จริง ดาบที่ข้าใช้ตอนนี้มันไม่เหมาะกับข้าอีกแล้ว” ลินด์ตอบรับ และตบเบา ๆ บนดาบใบกว้างครึ่งเล่มที่คาดอยู่ข้างเอวก่อนถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง “ท่านมีข่าวเรื่องเหล็กวาเลเรียนจะบอกข้างั้นหรือ?”
“ใช่” วาริสตอบ ซึ่งทำให้ลินด์ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วครู่
“ท่านหมายความว่า ท่านรู้ว่าที่ไหนมีเหล็กวาเลเรียนมากพอจะตีชุดเกราะทั้งชุดและดาบใหญ่สองเล่มอย่างนั้นหรือ?” เขาขมวดคิ้วไม่อยากเชื่อหู
รอยยิ้มของวาริสกว้างขึ้น “ไม่ต้องห่วง จากที่ข้ารู้มามันมีมากพอจะตอบสนองความต้องการของเจ้า ทั้งชุดเกราะและดาบ”
ลินด์เงียบไป พร้อมกับสีหน้าเริ่มระวังมากขึ้น “แล้วท่านต้องการอะไรตอบแทน?”
วาริสเอนตัวเข้าเล็กน้อย พูดเสียงเบาราวกระซิบ “ง่ายมาก เมื่อใดที่ข้าต้องการความช่วยเหลือ เจ้าจะต้องยื่นมือมาช่วยข้า”
ลินด์ไม่ตอบทันที แม้คำขอจะฟังดูง่าย แต่น้ำเสียงคลุมเครือนั้นก็ทำให้สัญชาตญาณของเขาร้องเตือน หากรีบตกลงไป อาจกลายเป็นการผูกมัดตัวเองโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเขาจึงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คำขอนี้กว้างเกินไป ข้าขอเงื่อนไขที่ชัดเจนกว่านี้”
แต่แทนที่วาริสจะแสดงความไม่พอใจ เขากลับพยักหน้าอย่างพึงใจ ราวกับว่าความรอบคอบของลินด์คือสิ่งที่เขาคาดหวังไว้ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าลินด์เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคำมั่นสัญญา และไม่ยอมรับอะไรโดยไม่ไตร่ตรอง
“วางใจเถิด ขุนนางของข้า สิ่งที่ข้าต้องการอาจเล็กน้อย . . . หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้” วาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล และหยุดเล็กน้อยราวกับกำลังไตร่ตรองความคลุมเครือของคำพูดตัวเอง “งั้นเอาแบบนี้ ขอขอรับรองว่าการช่วยเหลือของเจ้าจะไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของเจ้า หรือทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายเป็นอย่างไร?”
ลินด์ยังคงนิ่งเงียบพิจารณาถ้อยคำนั้นอย่างรอบคอบ ก่อนจะถามกลับไป “เหตุใดลอร์ดวาริสถึงอยากช่วยข้าเสียเหลือเกิน?”
“ข้าบอกเจ้าไปแล้ว ขุนนางของข้า เจ้าเป็นบุคคลพิเศษมาก” วาริสพูด พลางจ้องลินด์อย่างลึกซึ้ง “ข้าได้พบผู้คนประหลาดมหัศจรรย์มากมายในเอสซอส แต่เมื่อเปรียบกับเจ้าแล้ว คนเหล่านั้นกลับดูธรรมดาไปหมด”
ลินด์ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าพิเศษถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“มากกว่าที่เจ้าคิดเสียอีก” วาริสกล่าวเสียงเรียบ “ไม่มีใครในเจ็ดอาณาจักรที่ไต่เต้าจากคนธรรมดาจนกลายเป็นอัศวินได้ภายในหกเดือน ไม่มีใครทำได้อย่างที่เจ้าทำในศึกต่อสู้แบบทีม และที่สำคัญยิ่ง ไม่มีใครกล้าลงมือฟาดฟันกษัตริย์ต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก แม้ข้าจะไม่ได้อยู่ดูการต่อสู้นั้นด้วยตาตัวเอง แต่ข้าก็พอจินตนาการได้ว่ามันต้องตื่นตาตื่นใจขนาดไหน”
วาริสผายมือไปที่โต๊ะอาหารซึ่งยังไม่มีใครแตะต้อง “อยากทานไหม? ของพวกนี้รสชาติดีทีเดียว”
“ขอบคุณ ข้ากำลังหิวพอดี” ลินด์รับคำแล้วหยิบอาหารขึ้นมากินอย่างไม่ลังเล
วาริสยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจที่ลินด์ไม่แสดงท่าทีระวังเลยแม้แต่น้อยว่าอาหารอาจมีพิษ แต่แล้วเขาก็กลับคืนสู่สีหน้าสงบนิ่งดังเดิม
“ลอร์ดลินด์ ข้าได้ตรวจสอบประวัติของเจ้าแล้ว” วาริสพูดก่อนจะเว้นจังหวะราวกับจับตาดูปฏิกิริยาลินด์ “แน่นอน ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย เป็นเพียงการตรวจสอบตามธรรมเนียม หลังจากที่ฝ่าบาทต้องการแต่งตั้งเจ้าเป็นอัศวิน หัตถ์แห่งราชาจะต้องมั่นใจในภูมิหลังของเจ้า”
“ดูเหมือนว่าประวัติของข้าจะผ่านการตรวจสอบของลอร์ดแอรินได้” ลินด์เคี้ยวอาหารช้า ๆ พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแต่ชัดเจน
วาริสยิ้มบาง “เปล่าเลย ข้าเพียงทำให้ลอร์ดแอริน ‘เชื่อ’ ว่ามันไม่มีปัญหา”
ลินด์หยุดมือกลางคันหันขวับมามองวาริส “ท่านหมายความว่ายังไง ลอร์ดวาริส?”
สีหน้าของวาริสยังคงสงบ แต่แววตาฉายแววสนใจ “ข้ามีงานอดิเรกอย่างหนึ่ง สะสมข่าวกรองของบุคคลสำคัญทั่วเจ็ดอาณาจักร และในช่วงปีที่ผ่านมา มันกลายเป็นงานหลักของข้า หัตถ์แห่งราชากังวลเรื่องเชื้อสายตระกูลทาร์แกเรียนที่อาจซ่อนตัวอยู่จึงตรวจสอบทุกคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเจ้า นักล่าหมี ผู้มีตำนานเลื่องลือไปทั่วเดอะรีชก็ย่อมอยู่ในรายชื่อด้วย”
คิ้วของลินด์ขยับเล็กน้อยด้วยความสนใจ “แล้วท่านพบอะไร?”
“เรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย” วาริสตอบด้วยดวงตาเป็นประกายขณะจ้องเขา “ก่อนการล่าหมีที่ลือชื่อ เจ้าก็เป็นเพียงพรานธรรมดาคนหนึ่ง แต่หลังจากได้รับบาดเจ็บและหมดสติจากการปะทะกับสัตว์ตัวนั้น เจ้ากลับเปลี่ยนไป ไม่เพียงฝีมือดาบจะโดดเด่นขึ้นอย่างผิดวิสัย แม้แต่วิธีพูดจาและท่าทีของเจ้าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”
ลินด์มองวาริสด้วยความประหลาดใจจาง ๆ เขาไม่แปลกใจนักที่ความเปลี่ยนแปลงของเขาถูกจับตามอง แม้เขาจะพยายามสร้างหลักฐานใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เด่นชัดยากจะปิดบังสายตาของแมงมุมผู้นี้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่รู้สึกหวาดกลัว เพราะเมื่อชื่อเสียงของบุรุษผู้หนึ่งยิ่งใหญ่พอ แม้แต่คำครหาก็กลายเป็นส่วนเติมแต่งให้ตำนานยิ่งงดงามยิ่งขึ้น คนยิ่งกระซิบถึงความลี้ลับ ตำนานก็ยิ่งยิ่งใหญ่จนความจริงและเรื่องแต่งเลือนราง แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจจริง ๆ คือความสนใจของวาริสที่มีต่อตัวเขาตั้งแต่ช่วงต้น และลึกซึ้งกว่าที่เขาคาด
วาริสยิ้มบาง “แม้สหายของบิดาเจ้าจะช่วยกลบเกลื่อนได้ดี แต่มันก็ง่ายเกินไป ง่ายพอจะหลอกอัศวินกับลอร์ดทั้งหลายแห่งเดอะรีช แต่ไม่พอจะหลอกข้า”
ลินด์วางอาหารลง แววตาเริ่มจริงจังขึ้น “แล้วท่านคิดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ข้าเปลี่ยนไป ลอร์ดวาริส?”
วาริสรินไวน์ให้ตนเองพลางจิบเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงรำพึง “แรกเริ่มข้าคิดว่าเจ้าอาจถูกแทนที่ แต่พอนกน้อยของข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม ข้าก็เริ่มปัดความคิดนั้นทิ้งไป ถ้าใครสักคนสวมรอยเป็นเจ้า สหายของบิดาเจ้าย่อมต้องรู้แน่”
ลินด์เอียงศีรษะเล็กน้อย “อาจจะเป็นพวกบุรุษไร้หน้าก็ได้ไม่ใช่หรือ? ข้าได้ยินว่าพวกเขาสามารถเลียนแบบใครก็ได้อย่างสมบูรณ์”
“ข้าคิดเช่นนั้นอยู่พักหนึ่ง” วาริสตอบรับ “แต่หลังจากได้พบตัวเจ้า ข้าก็ละทิ้งความคิดนั้นไปเลย”
“งั้นแปลว่า . . .” ลินด์หรี่ตาลง “ตอนที่ท่านพูดคุยกับข้าในงานเลี้ยง ที่จริงแล้วท่านต้องการทดสอบว่าข้าใช่บุรุษไร้หน้าหรือเปล่าใช่หรือไม่?”
วาริสเพียงยิ้มไม่ตอบตรง ๆ แล้วกล่าวต่อว่า “เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดที่นกน้อยของข้ารวบรวมมา ข้าก็พบสิ่งหนึ่งที่ผิดปกติอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงของเจ้าไม่ใช่แค่ท่าทางหรือฝีมือดาบ แต่แม้แต่ร่างกายของเจ้าเองก็เปลี่ยนแปลงไป ในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเจ้าสูงขึ้น และแข็งแรงขึ้นเกินกว่าที่ธรรมชาติจะอธิบายได้ ซึ่งข้าเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้มาก่อน . . .”
ลินด์เลิกคิ้ว แววตาฉายความฉงนและสนใจ “เคยเห็นมาก่อนงั้นหรือ? กับใคร?”
“แน่นอน มีคนรู้จักเรื่องนี้ไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครคิดว่ามันแปลกนัก” วาริสพูดเรียบ ๆ และหยุดเล็กน้อย พร้อมดวงตาหรี่ลง “กษัตริย์คนสุดท้ายแห่งราชวงศ์ทาร์แกเรียน กษัตริย์คลั่ง เอริสที่สอง ทาร์แกเรียน”
ลินด์กระพริบตาอย่างตกตะลึง “เขางั้นหรือ?”
“กษัตริย์คลั่ง ไม่ได้บ้ามาแต่แรก” วาริสกล่าวด้วยน้ำเสียงหวนคิดถึงเล็กน้อย “เมื่อข้าได้พบเขาครั้งแรก เขาเป็นชายที่เฉลียวฉลาดและมีเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่งที่ข้าเคยเจอ แม้แต่ลอร์ดไทวิน แลนนิสเตอร์ผู้เฉียบคมยังเต็มใจรับใช้เขา”
แววโหยหาอดีตฉายวาบในดวงตาของวาริสช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว “แต่หลังเหตุการณ์ต่อต้านที่ดัสเกนเดล ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เขาไม่ใช่ชายคนเดิมอีกต่อไป ทั้งคำพูด การกระทำ แม้แต่ร่างกายของเขาเองก็เปลี่ยนไปอย่างประหลาด”
วาริสหยุดนิ่งอีกครั้ง พร้อมกับสีหน้าแข็งขึง ราวกับกำลังรำลึกถึงสิ่งที่น่าสะพรึงเกินจะกล่าวออกมา ก่อนที่เขาจะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบเงียบ ๆ ราวกับต้องการสติยั้งใจ
“บางคนว่าความวิกลจริตของเขามาจากช่วงที่ถูกลอร์ดเดนิสกักขังอยู่ในดัสเกนเดลนานถึงหกเดือน แต่ข้ารู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่นั้น” วาริสพูดเบา ๆ ราวกับกำลังเปิดเผยความลับที่แบกไว้มาแรมปี “ข้าเห็นเงาของอีกคนหนึ่งในตัวเขา ใครบางคนที่คอยกระซิบข้างหูพระองค์อยู่ตลอดเวลา ผลักดันให้เผาทุกสิ่งด้วยเปลวไฟ”
ลินด์นั่งนิ่งพิจารณาคำพูดของวาริส ก่อนจะนึกภาพขึ้นมาได้ชัดเจน กษัตริย์คลั่งที่ถูกบางสิ่งในเงามืดชักใยจากเบื้องหลัง และเงานั้นในใจของเขากลับเห็นมันในรูปลักษณ์ของอีกาสามตา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้แปลกใจนัก เพราะในชาติก่อนเคยเห็นทฤษฎีเช่นนี้ถกเถียงกันในฟอรัมมาหลายครั้ง และแนวคิดที่ว่า ‘กษัตริย์คลั่งถูกครอบงำโดยอีกาสามตา’ ก็คือหนึ่งในทฤษฎียอดนิยม และจากคำพูดของวาริสในตอนนี้ มันอาจจะไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไปแล้ว
ลินด์เปรียบเทียบสถานการณ์ของตนกับกษัตริย์คลั่ง และตระหนักว่าความแตกต่างระหว่างพวกเขาคือ ‘การควบคุม’ กษัตริย์คลั่งนั้นมีจิตสำนึกสองขั้วต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่นำไปสู่ความวิกลจริต แต่ลินด์กลับหลอมรวมเข้ากับร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ แม้ระบบโกงจะมอบความทรงจำและทักษะจากนักรบในอดีตให้เขา ทว่าเขากลับสามารถแยกตัวตนของตนออกจากอิทธิพลเหล่านั้นได้ ทำให้จิตของเขายังคงอยู่ครบถ้วน และเขาเป็นผู้ควบคุม
“ท่านกำลังจะบอกว่า ข้าเองก็ถูกบางสิ่งสิงอยู่ด้วยงั้นหรือ?” ลินด์เอ่ยถามอย่างลังเล
“แน่นอนว่าไม่ใช่” วาริสตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจอย่างไม่ลังเล “หากเจ้าเป็นเช่นกษัตริย์คลั่ง เราคงไม่ได้มานั่งพูดคุยกันอย่างสงบแบบนี้ และเจ้าคงชักดาบขึ้นมาแล้วฟันข้าตายไปแล้ว”
ลินด์วางมือบนด้ามดาบอย่างจงใจ พร้อมพูดด้วยเสียงเบาแต่แฝงความน่ากลัว “แต่ข้าค่อยตัดหัวท่านทีหลังก็ได้ไม่ใช่หรือ?”
วาริสมองสบตากับลินด์โดยไม่หลบแม้แต่น้อย แววตาไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใด ๆ
“ก็ได้ ท่านพูดถูก ข้าจะไม่ทำอะไรท่าน” ผ่านไปครู่หนึ่งลินด์จึงละมือออกจากดาบ พร้อมหัวเราะเบา ๆ แต่ในใจลึก ๆ เขากลับยังรู้สึกไม่วางใจ และในชั่วพริบตาเดียวก่อนหน้านี้ เขาเคยคิดจะฆ่าวาริสจริง ๆ
แมงมุมผู้นี้เข้าใกล้ความลับที่ใหญ่ที่สุดของเขาอย่างน่ากลัว แม้ตอนนี้วาริสจะละความสงสัยไปแล้ว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าเขาจะไม่ย้อนกลับมาขุดคุ้ยในอนาคต คนอย่างวาริสไม่เคยมองข้ามสิ่งใด และหากลินด์ฆ่าเขาเสียตอนนี้ อีกไม่นานเอกสารปลอมโยงเขาเข้ากับตระกูลทาร์แกเรียนก็คงไปถึงมือของลอร์ดแอรินแน่
“ลอร์ดวาริส ท่านเชื่อว่าทวยเทพทั้งเจ็ดมีอยู่จริงหรือไม่?” ลินด์ถามเปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
วาริสกะพริบตาแสดงสีหน้างุนงงกับคำถามที่คาดไม่ถึง แต่ก็ตอบเรียบ ๆ ว่า “เวลาใดที่ข้าว่าง ข้าก็ไปนั่งในมหาวิหารเบเลอร์อยู่บ้าง”
ลินด์ยิ้มบางอ่านความหมายแฝงได้ทันที “พูดอีกอย่างคือ ท่านไม่ได้เชื่อจริง ๆ”
วาริสยิ้มเล็กน้อยไม่ยืนยันและไม่ปฏิเสธ
“ข้าเองก็เคยไม่เชื่อ” ลินด์กล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น “แต่ตอนนี้ . . . ข้าเชื่อแล้ว”
วาริสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าฉายแววสนใจ “อะไรทำให้ความเชื่อของเจ้าเปลี่ยนไปเช่นนั้น?”
“เพราะข้าคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าทวยเทพทั้งเจ็ดมีอยู่จริง”
วาริสหยุดนิ่งพร้อมกับแววตาเปลี่ยนเป็นคำนวณขณะจ้องมองลินด์ แต่ยังไม่กล่าวอะไร
“ท่านไม่เชื่อข้าหรือ?” ลินด์ถามขึ้น
“แล้วข้าควรเชื่อหรือไม่ล่ะ?” วาริสตอบเสียงเรียบ แต่ในน้ำเสียงแฝงความระแวดระวังบางเบา “คำพูดของเจ้าทำให้ข้านึกถึงบุคคลหนึ่ง . . . เจ้าชายเรการ์ เขาเคยกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่าเขาคือผู้ที่ถือกำเนิดจากดินแดนแห่งควันและเกลือ คืออวตารของอาซอร์ อาไฮ”
“ข้ารู้ว่าท่านไม่เชื่อ” ลินด์พูดโดยไม่แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อความไม่ศรัทธาของวาริส “แต่สิ่งที่ข้าพูดคือความจริง”
วาริสยังคงรักษาสีหน้าสงบเยือกเย็น แต่แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นสนใจอย่างจริงจังขณะที่ลินด์พูดต่อ “จากข้อมูลที่ท่านมี ท่านคงรู้ว่าข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสติหลังการล่าหมีบนภูเขา แต่ความจริงยังไม่หมดแค่นั้น หลังจากที่บิดาข้าพาข้ากลับมา ข้าตายไปคืนนั้น”
รอยยิ้มของวาริสหายไป สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด และดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
“ข้าจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากข้าตาย ข้าไปอยู่ในโลกมืดมิด เป็นความว่างเปล่าไร้สิ้นสุด ข้าไม่รู้สึกถึงสิ่งใดเลย ไม่มีเวลา ไม่มีประสาทสัมผัส ไม่มีอะไรเลย ข้าไม่รู้ว่าข้าอยู่ในนั้นนานแค่ไหน แล้วแสงสว่างก็ปรากฏขึ้นในความมืดนั้น มันดึงข้าออกมาและ . . .” น้ำเสียงของลินด์แผ่วลง แววตาเหม่อลอยขณะระลึกถึงเหตุการณ์นั้น
“แล้วอย่างไรต่อ?” วาริสถามด้วยเสียงแผ่วลงอย่างอดกลั้นไม่ไหวต่อความอยากรู้
“จากนั้นข้าก็กลับมาในโลกนี้ แต่ไม่ใช่ในร่าง หรือบนพื้นดิน ข้าอยู่บนฟ้าที่สูงมาก . . . สูงเสียจนมองเห็นทุกสิ่งจากเบื้องบน” เสียงของลินด์เริ่มสั่นไหวเล็กน้อย คล้ายคนที่กำลังย้อนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์จริง
ขณะพูดลินด์ก็นั่งยองลงใช้นิ้วจรดพื้นฝุ่นและเริ่มวาดบางสิ่งอย่างรวดเร็ว วาริสเองก็โน้มตัวไปข้างหน้า และดวงตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นภาพที่ค่อย ๆ ปรากฏ
ในเวลาเพียงครู่เดียวลินด์ได้วาดแผนที่ภูมิประเทศของเวสเทอรอส และบางส่วนของเอสซอสออกมาอย่างแม่นยำราวจับวาง และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่สีหน้าของวาริสสั่นคลอนจริง ๆ เขาจ้องแผนที่ตรงหน้าอย่างไม่อาจปิดบังความตะลึงพรึงเพริดบนใบหน้าได้อีกต่อไป