เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 43

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 43

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 43


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 43 ซากปรักหักพังของหลุมมังกร

คลินต์เคยได้ยินเรื่องราวของ ‘นักล่าหมี’ ผู้เป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วคิงส์แลนดิ้งในช่วงสองวันที่ผ่านมา แม้สุขภาพจะไม่เอื้อให้เขาออกไปเห็นกับตา แต่เขาก็เคยคิดว่าเรื่องราวพวกนั้นฟังเกินจริง เพราะเรื่องที่ชายคนเดียวสังหารศัตรูเป็นร้อยในสนามประลองมันฟังดูเกินจริงราวตำนาน ทว่าเมื่อได้เห็นลินด์ใช้ดาบใหญ่ของอัศวินและแสดงฝีมือดาบของตน คลินต์ก็เริ่มเชื่อว่าชายผู้นี้อาจฆ่าคนเป็นร้อยเป็นพันได้โดยไม่ยากเย็น ที่สำคัญกว่านั้นคือพลังแปลกประหลาดที่ลินด์แสดงให้เห็น ทำให้คลินต์นึกถึงบุรุษคนหนึ่งขึ้นมา เดอะเมาน์เทน เกรเกอร์ คลีเกน

ลินด์ไม่ใส่ใจสายตาที่จ้องมองด้วยความสงสัยจากผู้คนรอบข้าง เขาชี้ไปยังดาบอัศวินใหญ่สองเล่ม และพูดว่า “ข้าจะเอาดาบสองเล่มนี้ แล้วก็สั่งทำฝักดาบใหม่ให้ดีขึ้น พร้อมสายรัดดาบสองชุด ชุดหนึ่งสำหรับดาบใหญ่พวกนี้ อีกชุดให้ทำเป็นสายสะพายหลัง สำหรับดาบใบกว้างสองเล่มของข้า”

ผู้ช่วยของช่างตีเหล็กยังคงยืนนิ่งราวกับตกตะลึง จนกระทั่งคลินต์ยื่นมือมาตบหลังเขาแรง ๆ “มัวชักช้าอะไรอยู่เล่า! ไปทำตามที่ท่านลินด์สั่งเถอะ ไปหาพีลโลแห่งโกลด์ทูธให้ทำฝักกับสายรัด เขาเป็นคนทำเครื่องหนังที่ดีที่สุดแล้ว”

ผู้ช่วยช่วยพาคลินต์ไปนั่งบนเก้าอี้ ก่อนจะออกไปตามคนอื่นมาช่วยกันขนดาบใหญ่ของอัศวินออกจากร้าน มุ่งหน้าไปยังถนนที่ร้านเครื่องหนังตั้งอยู่

เมื่อเรื่องอาวุธคลี่คลาย ลินด์ก็หันไปพูดถึงอีกเหตุผลหนึ่งที่เขามาที่นี่ “ท่านเคยเป็นช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในคิงส์แลนดิ้ง ท่านย่อมรู้เรื่องเหล็กวาเลเรียนแน่ ๆ ใช่หรือไม่?”

คลินต์พยักหน้า “แน่นอน แม้ข้าจะไม่ใช่ช่างอันดับหนึ่งอีกแล้ว แต่เรื่องเหล็กวาเลเรียนข้ารู้ดี”

“งั้นท่านรู้ไหมว่า ข้าจะหาเหล็กวาเลเรียนได้จากที่ไหน?” ลินด์ถามตรง ๆ

คลินต์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนย้อนถามกลับ “ท่านรู้ไหมว่าในเจ็ดอาณาจักรมีดาบเหล็กวาเลเรียนอยู่กี่เล่ม?”

“ไม่รู้ แต่คงไม่มากแน่” ลินด์ตอบ

“ใช่ มันมีน้อยมาก” คลินต์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีเพียงไม่กี่เล่มที่ยังหลงเหลืออยู่ ตระกูลใหญ่ทุกตระกูลล้วนอยากได้มัน ตระกูลไทเรลล์เองก็หาเหล็กวาเลเรียนมาเนิ่นนาน แต่ยังหาไม่เจอ แล้วท่านมาถามข้าว่าจะไปหาเหล็กวาเลเรียนได้ที่ไหน ท่านอยากให้ข้าตอบว่ายังไงล่ะ?”

ลินด์นิ่งเงียบ และเริ่มตระหนักว่าการหาอาวุธหรือเกราะที่ทำจากเหล็กวาเลเรียนคงยากกว่าที่เขาคิดไว้มาก

“แม้ท่านจะหาเหล็กวาเลเรียนได้ แล้วจะตีขึ้นใหม่ได้หรือ? ท่านต้องเข้าใจว่าการตีเหล็กวาเลเรียนเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนสุด ๆ เขาว่ากันว่าเมื่อวาเลเรียล่มสลาย ความลับในการตีเหล็กนี้ก็สูญหายไป แม้แต่ฝั่งเอสซอสก็หาใครที่ทำได้ยาก ส่วนในเวสเทอรอสยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าท่านคิดจะทำอาวุธหรือเกราะจากเหล็กวาเลเรียน ข้าพูดตามตรงเลยว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้เลย” คลินต์พูดต่อ

“ไม่มีทางเลยหรือ?” ลินด์ถามอย่างไม่ยอมแพ้

คลินต์คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วว่า “ถ้าแค่ต้องการ ‘หา’ เหล็กวาเลเรียน บางทีท่านอาจหาได้จากซิทาเดล มีคนที่นั่นที่อาจรู้วิธีตีมันก็ได้ พวกเมสเตอร์บางคนเมื่อเรียนจบแล้วจะตีโซ่เหล็กวาเลเรียนเพื่อแสดงว่าชำนาญโลหะวิทยา”

ลินด์กลอกตาใส่ความคิดนั้น เขาเคยคิดจะไปซิทาเดลก็จริง แต่เป้าหมายหลักของเขาคือเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้หาใช่เหล็กวาเลเรียน นอกจากนี้เขายังนึกภาพออกว่าซิทาเดลคงถือความรู้ในการหลอมเหล็กวาเลเรียนเป็นความลับสูงสุด ใครแตะต้องเข้าก็คงถูกตราหน้าไปตลอดชีวิต และมันจะทำให้เขาเคลื่อนไหวในเจ็ดอาณาจักรได้ยากขึ้นอย่างมาก

ในเวสเทอรอสมีสองอำนาจที่ไม่อาจลบหลู่ได้ ศาสนาแห่งเจ็ดเทพที่ควบคุมศรัทธาของผู้คน และซิทาเดลที่ควบคุมความรู้ ซึ่งพวกเมสเตอร์ของซิทาเดลคือที่ปรึกษาของตระกูลขุนนางมีอำนาจชี้นำเบื้องหลังอย่างแนบเนียน ซึ่งอันตรายกว่าการใช้กำลังตรง ๆ เสียอีก

ลินด์ครุ่นคิดถึงความรู้เรื่องเหล็กวาเลเรียน แล้วพึมพำอย่างแผ่วเบา “ข้าจำได้ว่าในเมืองเสรีแห่งหนึ่งของเอสซอส มีเมืองที่ยังคงรักษาศิลปะการตีเหล็กวาเลเรียนเอาไว้ ข้าคิดว่ามีเหล็กอยู่พอสมควร แต่ข้านึกชื่อเมืองนั้นไม่ออก . . .”

“ท่านคงหมายถึงโคฮอร์ เมืองแห่งนักเวท” คลินต์พูดพร้อมเสริมว่า “ลูกชายข้า ท็อบโบ ม็อต กำลังเรียนวิชาตีเหล็กอยู่ที่นั่น ปีนี้น่าจะกลับมารับช่วงร้านจากข้า ถ้าเขาเรียนรู้การตีเหล็กวาเลเรียนได้ เขาอาจช่วยท่านได้ แน่นอนว่าท่านต้องหาเหล็กวาเลเรียนมาให้เขาก่อน แล้วเขาจะตีอาวุธหรือเกราะให้ท่านได้”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ลินด์ก็รู้สึกเหมือนหมอกในหัวปลิวหายไปทันที เขานึกถึงการถกเถียงในเว็บบอร์ดเมื่อชาติก่อนที่มีคนพูดถึงเมืองเสรีต่าง ๆ และมีการกล่าวถึงโคฮอร์อยู่บ้าง แม้ไม่มีข้อมูลมากนัก แต่เขาจำได้ว่าชาวโคฮอร์ถูกเรียกว่า ‘โคฮอริก’ และในเมืองนั้นมีชาววาเลเรียนอาศัยอยู่จำนวนไม่น้อย จึงไม่น่าแปลกที่โคฮอร์จะยังคงรักษาความรู้ของวาเลเรียไว้ได้ รวมถึงศิลปะการตีเหล็กวาเลเรียนที่สาบสูญไป

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็แน่ใจว่าโคฮอร์คงไม่สามารถสร้างเหล็กวาเลเรียนใหม่ได้ ถ้าทำได้จริงเมืองคงส่งออกอาวุธวาเลเรียนมาขายแล้ว และเหล็กพวกนั้นคงไม่หายากเช่นนี้

อีกอย่างหนึ่งที่นึกได้คือ ท็อบโบ ม็อต ลูกของคลินต์ผู้นี้ก็น่าจะเป็นช่างตีเหล็กคนเดียวกับที่ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้าจะช่วยลอร์ดไทวิน แลนนิสเตอร์ ตีดาบไอซ์ขึ้นใหม่เป็นดาบวาเลเรียนสองเล่ม ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นโชคดีอย่างแท้จริงสำหรับลินด์ แม้เขาจะยังไม่พบวิธีได้เหล็กวาเลเรียนมาโดยตรง แต่ตอนนี้เขาก็มีเบาะแสสำคัญ คนที่สามารถตีขึ้นใหม่ได้ และเป็นการเชื่อมโยงอันมีค่าที่เขาจะใช้ในอนาคต!

เมื่อได้รับข้อมูลที่ต้องการครบแล้ว ลินด์ก็ไม่คิดจะอยู่ต่ออีก เขาจ่ายเงินสำหรับดาบทั้งสองเล่ม พร้อมฝักและสายรัดดาบ แล้วขอให้คลินต์ส่งของทั้งหมดไปที่ค่ายไทเรลล์นอกเมือง

หลังจากออกจากร้านตีเหล็ก ลินด์ไม่ได้รีบกลับค่ายในทันที เขาและรอลเดินเล่นไปตามถนนในคิงส์แลนดิ้ง แม้เขาจะอยู่ในเมืองนี้มาได้หลายวันแล้ว แต่เขายังไม่เคยสำรวจมันอย่างจริงจัง

คิงส์แลนดิ้งที่ผู้คนขนานนามว่า ‘เมืองแห่งของเสีย’ ดูดีขึ้นกว่าปกติพอสมควร หลังการบุกปล้นและสังหารจากกองทัพเวสเทอแลนด์เมื่อปีก่อนประชากรในเมืองก็ลดลงอย่างมากทำให้ถนนเงียบสงบลง และในช่วงปีที่ผ่านมาลอร์ดจอน แอริน ก็ทุ่มเทกำลังในการฟื้นฟูเมือง ซึ่งเห็นผลชัดเจนอย่างน่าประหลาด อย่างน้อยตามถนนสายหลัก และตรอกใหญ่บางแห่งก็สะอาดกว่าที่เคย กลิ่นเหม็นอับของเมืองก็บางเบาลงพอให้ทนได้ต่างจากสลัมรอบนอกอย่างสิ้นเชิง

แต่ลินด์รู้ดีว่าสิ่งนี้มันจะไม่คงอยู่นานนัก เมื่อผู้คนหลั่งไหลกลับเข้ามาอีกครั้งสภาพเดิมย่อมหวนคืนมา เช่นเขตฟลีบอททอมที่ตอนนี้ก็เริ่มกลับสู่สภาพเสื่อมโทรมอีกครั้งแล้ว

หลังเดินไปตามถนนใกล้ปราสาทอยู่พักใหญ่แสงของวันก็เริ่มจาง ทำให้ลินด์ที่เริ่มหมดความสนใจในตัวเมืองจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยัง ‘หลุมมังกร’ เพื่อรวบรวมออบซิเดียนที่โดนเพลิงมังกรไว้จำนวนมากให้เพียงพอสำหรับระยะยาวจากนั้นจึงกลับค่าย

ทว่าเพียงก้าวเข้าสู่ถนนซิสเตอร์ได้ไม่นาน เด็กหญิงคนหนึ่งก็วิ่งออกมาจากตรอกใกล้เคียง นางรีบวิ่งเข้ามา และโค้งศีรษะพลางกล่าวว่า “ท่านขุนนาง มีคนอยากพบกับท่านเจ้าค่ะ”

ลินด์เหลือบตามอง และจำได้ทันทีว่าเด็กหญิงคนนี้คือคนเดียวกับที่เคยนำเขาไปโรงเตี๊ยมเมื่อวันก่อน แถมเมื่อได้ยินคำพูดของนาง เขาก็นึกถึงวาริสทันที

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลินด์ก็หันไปสั่งรอลให้กลับค่ายก่อน แล้วจึงเดินตามเด็กหญิงไปโดยไม่ถามอะไร ทว่านางไม่ได้พาเขาเข้าตรอกแคบ ๆ เช่นครั้งก่อน และเดินต่อไปตามถนนซิสเตอร์มุ่งหน้าไปยังหลุมมังกร ซึ่งเป็นจุดหมายของเขาอยู่แล้ว

ทั้งสองเดินอย่างรวดเร็วโดยมีเด็กหญิงนำหน้า ส่วนลินด์ตามหลัง จนกระทั่งขึ้นสู่เนินเขาเรเนียร์ และหยุดลงตรงหน้าซากปรักหักพังของอาคารทรงโดมขนาดมหึมา

ลินด์เงยหน้ามองหลุมมังกรด้วยดวงตาเคร่งเครียด แววตาแฝงความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่าง บางทีอาจเป็นผลจากพิธีกรรมสื่อสารมังกร เพราะไม่ใช่แค่ร่างกายของเขาที่เปลี่ยนไป แต่ประสาทสัมผัสของเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มันไม่ใช่แค่แหลมคมขึ้น แต่ดูเหมือนจะได้รับพลังเหนือธรรมชาติเข้ามาแทน

ในสายตาคนทั่วไปหลุมมังกรคือซากร้างที่ถูกทิ้งให้รกร้าง บ้างสร้างเพิงพักอาศัย บ้างใช้เป็นที่ลับตาสำหรับกิจกรรมสวาท ทว่าในสายตาของลินด์ที่นี่กลับเป็นสถานที่อันน่าสยดสยอง เงามืดดำทะมึนกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ราวกับตะกอนโคลนเน่าเปื่อยไร้รูปร่างที่ไหวกระเพื่อมไม่หยุดยั้ง ท่ามกลางเงานั้นมีใบหน้าบิดเบี้ยวเจ็บปวดลอยขึ้นมาชั่วครู่ก่อนจางหาย และในบรรดาเงามืดเหล่านั้นมีบางสิ่งที่ดูเหมือนมังกร พวกมันแหวกว่ายไปมาในความมืด แผดเสียงโหยหวนเบา ๆ แทบไม่ได้ยิน ทว่าแฝงไปด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดลึก

ทันใดนั้นแววตาของลินด์ก็หนักแน่นขึ้น และนึกถึงสิ่งที่เคยอ่านจากบันทึกของเมสเตอร์ฮอว์ลีย์เกี่ยวกับหลุมมังกร เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาเจ็ดเทพ จนกระทั่งเมกอร์ที่หนึ่งขี่บาเลเรียน มังกรดำผู้เกรียงไกร มาสังหารทุกคนภายในด้วยเพลิงมังกร จากนั้นจึงดัดแปลงเป็นคอกเลี้ยงมังกรของตระกูลทาร์แกเรียน

ทว่าในเหตุการณ์ ‘ศึกการระบำของมังกร’ ถ้ำแห่งนี้ถูกฝูงชาวบ้านที่หิวโหยบุกเข้ามา พวกเขาสังหารมังกรที่อยู่ภายในถึงห้าตัว ขณะเดียวกันก็ตายใต้เปลวเพลิงและซากโดมที่ถล่มลงมา

แต่เรื่องราวยังไม่จบหลังจากนั้นในช่วงโรคระบาดใหญ่แห่งฤดูใบไม้ผลิ ซากถ้ำนี้กลายเป็นสุสานรวมศพ ผู้คนที่ตายจำนวนมหาศาลถูกโยนลงมากองไว้ และเลวร้ายกว่านั้น บางคนที่ยังไม่ตายดี แต่ติดโรคอยู่ก็ถูกโยนลงไปด้วยเช่นกัน ทำให้ท้ายที่สุดหลุมมังกรก็เต็มไปด้วยซากศพจนเกือบล้นออกมา และเพื่อจัดการกับปัญหานี้ หัตถ์แห่งราชาได้ออกคำสั่งให้เผาศพทั้งหมดด้วยไวลด์ไฟร์ ซึ่งเปลวไฟที่เกิดขึ้นลุกโชนอยู่นานหลายวัน สูงจนสามารถมองเห็นได้แม้จากนอกกำแพงคิงส์แลนดิ้ง

ด้วยเหตุนี้หลุมมังกรจึงไม่ต่างอะไรกับสุสานขนาดยักษ์ทั้งผู้ศรัทธาอุทิศตน ชาวบ้านผู้อับจน นักรบผู้กล้า แม้กระทั่งมังกร ล้วนถูกฝังไว้ ณ ที่แห่งนี้ วิญญาณของพวกเขาสิ้นสูญลงด้วยเปลวเพลิง ความรุนแรง และโรคร้าย

ดังนั้นเงามืดที่ลินด์มองเห็นอยู่ตอนนี้น่าจะเป็นเศษเสี้ยวแห่งจิตวิญญาณที่ทรมานและเต็มไปด้วยโทสะของเหล่าผู้ตาย ทั้งมนุษย์และมังกร ซึ่งยังคงวนเวียนอยู่ในสถานที่ต้องคำสาปแห่งนี้ และพลังลึกลับนี้น่าจะมีต้นกำเนิดจากเวทมนตร์ของเหล่ามังกร เป็นพลังที่ผู้คนทั่วไปไม่มีทางสัมผัสได้ แต่ลินด์ซึ่งผ่านพิธีกรรมสื่อสารมังกร และมีจิตไวต่อพลังลี้ลับเหนือธรรมชาติกลับรับรู้ได้ชัดเจน

ในขณะที่ลินด์กำลังจมอยู่กับภาพเบื้องหน้าความหิวโหยอย่างรุนแรงก็จู่โจมเขาทันที มันไม่ใช่ความหิวปกติ แต่เป็นความหิวดิบเถื่อนดั้งเดิม ราวกับพลังมืดที่ก่อตัวจากเหล่าวิญญาณในที่นี้คืออาหารอันโอชะที่รอให้เขา ‘กลืนกิน’

“ท่านขุนนางเป็นอะไรหรือคะ?” เด็กหญิงถามด้วยความสงสัย เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขา

ลินด์ไม่ตอบในทันที แต่ยกมือขึ้นเป็นเชิงให้รอก่อน และหลับตาลงรวบรวมสมาธิเพื่อตรวจสอบต้นตอของความรู้สึกประหลาดนี้ ไม่นานเขาก็เข้าใจได้ว่าความหิวนี้ไม่ได้เกิดจากร่างกายของเขาเอง แต่มันส่งผลโดยตรงต่อจิตวิญญาณของเขา ความหิวนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากที่นี่ แต่แผ่กระจายมาจากกรงขังของกลอรี่ที่ตั้งอยู่ในค่ายไทเรลล์นอกเมืองคิงส์แลนดิ้ง

และในตอนนั้นเองเขาก็เข้าใจทันทีเขากับกลอรี่มีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณบางอย่าง พลังมืดที่เขารับรู้จากหลุมมังกรก็แผ่ไปถึงตัวกลอรี่ด้วย ราวกับว่าเจ้าสัตว์นั้นสามารถสัมผัสสิ่งที่เขาเห็นได้ผ่านตัวเขา

‘สกินเชนเจอร์งั้นหรือ?’ ลินด์นึกถึงความสามารถพิเศษของบางคนในโลกนี้ขึ้นมา แต่เขาก็สลัดความคิดนั้นออกทันที ‘ไม่ นี่มันเป็นอย่างอื่น เพราะมันเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่กลอรี่ดูดซับจิตวิญญาณของมังกรที่หลงเหลืออยู่ในไข่ร้าวผ่านร่างของข้า’

ในขณะเดียวกันทางฝั่งของกลอรี่ก็เริ่มกัดกรงเหล็กอย่างรุนแรงด้วยความหิวอันบ้าคลั่ง แรงกัดของมันรุนแรงเกินกว่าจะเป็นเพียงลูกแมวเงาธรรมดาจะทำได้ ไม่นานเหล็กก็ส่งเสียงแหลมลั่นก่อนจะหักพังลง ทำให้กลอรี่หลุดออกจากเต็นท์ไปอย่างเงียบกริบราวกับเงาโดยไม่มีผู้ใดในค่ายไทเรลล์สังเกตเห็น ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานฝ่าเงามืดไปหาลินด์อย่างรวดเร็ว

ลินด์เองก็ไม่ต่อต้านหรือปิดกั้นความเชื่อมโยงแปลกประหลาดนี้ กลับกันเขากลับปล่อยมันไว้ และเปิดจิตแบ่งความรู้สึกครึ่งหนึ่งไปรับรู้ผ่านสายตาของกลอรี่ พร้อมกับเตรียมใจรับเหตุการณ์ข้างหน้า แล้วส่งสัญญาณให้เด็กหญิงเดินนำต่อไป

เด็กหญิงมองเขาด้วยสายตาฉงน แต่ดูเหมือนจะสบายใจขึ้นเมื่อเห็นเขากลับมาเป็นปกติ นางจึงไม่รีรออีกต่อไป และปีนผ่านช่องว่างในกำแพงถล่มของซากหลุมมังกรเข้าไปด้านใน

ลินด์เดินตามนางเข้าไปโดยเดินผ่านเส้นทางแคบที่เต็มไปด้วยเศษหินและซากปรักหักพังดำดิ่งลึกลงไปใต้เนินเขาเรเนียร์ ซึ่งยิ่งลงลึกอากาศก็ยิ่งเย็นลง ฝุ่นคลุ้งตลบอบอวล และเงียบงันจนชวนวังเวง จนกระทั่งหลังจากผ่านทางเดินแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยกระดูกโบราณทั้งสองก็มาถึงห้องใต้ดินที่ค่อนข้างเปิดโล่งแห่งหนึ่ง

ห้องโถงแห่งนี้ยังคงหลงเหลือร่องรอยของอดีตให้เห็นอยู่บ้าง เศษงานแกะสลักบนผนังยังมีสัญลักษณ์ของศาสนาเจ็ดเทพให้เห็นจาง ๆ ซึ่งที่นี่น่าจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของวิหารเก่าที่เมกอร์ผู้โหดเหี้ยมเคยเผาทำลายไปเมื่อหลายศตวรรษก่อน

“วิหารแห่งการระลึกนั้นถูกสร้างโดยทาร์แกเรียนคนหนึ่ง แล้วก็ถูกทำลายโดยทาร์แกเรียนอีกคน ชะตากรรมช่างแปลกประหลาดดีนะว่ามั้ย ลินด์?”

ลินด์หันไปตามเสียงพูด และเห็นร่างหนึ่งก้าวเข้าสู่แสงสลัวของกองไฟเล็ก ๆ ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี วาริส แมงมุมแห่งราชสำนัก ที่มีใบหน้าสงบ เยือกเย็น และไร้อารมณ์เช่นเคย

เมื่อเห็นวาริสเด็กหญิงก็โค้งศีรษะลงลึก ก่อนจะหันหลังเดินจากไปตามทางเดิมโดยไม่กล่าวสิ่งใด โดยที่ลินด์มองนางเดินหายเข้าไปในความมืดทิ้งให้เขาอยู่ตามลำพังกับวาริสในห้องใต้ดินอันเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความอึดอัดเงียบงัน . . .

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 43

คัดลอกลิงก์แล้ว