- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 41
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 41
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 41
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 41 พิธีอัศวิน
ลินด์ไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่วาริสล่วงรู้เรื่องเด็กสาวที่เขาเคยช่วยไว้ ท้ายที่สุดแล้ววาริสก็มีเหล่านกน้อยกระจายอยู่ทั่วคิงส์แลนดิ้งคอยรายงานแม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่สุด บางทีเขาอาจรู้กระทั่งว่าวันนี้ลอร์ดไทวินใส่กางเกงในสีอะไร ดังนั้นการที่เขาจะรู้เรื่องของลินด์ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ดังนั้นแทนที่จะตกใจลินด์จึงเพียงพยักหน้าอย่างสงบแล้วกล่าวว่า “เป็นนางสินะ นางน่าสงสารก็จริง แต่ก็รอดมาได้”
คราวนี้กลับเป็นวาริสที่แสดงสีหน้าประหลาดใจชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจแล้วพูดว่า “นางรอดมาได้ก็ดีแล้ว แต่เจ้าไม่ควรปล่อยให้นางไปอยู่กับพวกบุรุษไร้หน้า หากนางกลายเป็นหนึ่งในนั้นจะต้องก่อปัญหามากมายแน่ ทางที่ดีที่สุดสำหรับนาง และสำหรับทุกคน คือนางควรใช้ชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา”
สีหน้าของลินด์พลันเข้มขึ้น เขาจ้องวาริสแล้วพูดเสียงต่ำว่า “ชาวบ้านธรรมดาอย่างนั้นหรือ ลอร์ดวาริส? ท่านคิดจริงหรือว่านั่นคือทางเลือกที่ชาญฉลาด? นางจะอยู่กับชีวิตเช่นนั้นไปได้จริง ๆ หรือ? แล้วลอร์ดไทวินเล่า หากเขารู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ ท่านคิดว่าชะตากรรมของนางจะเป็นเช่นไร?”
คำพูดของลินด์ทำให้สีหน้าของวาริสเผยความตกตะลึงอย่างแท้จริง เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าลินด์จะรู้ว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นใคร ท้ายที่สุดแล้วลอร์ดไทวินได้พยายามปิดเรื่องอื้อฉาวนี้อย่างถึงที่สุด และลบตัวตนของหญิงสาวออกจากประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ทหารแลนนิสเตอร์ที่เกี่ยวข้องในคืนนั้นก็ถูกย้ายไปทำงานในเหมืองที่เวสเทอร์แลนด์แบบถาวร ไม่เปิดโอกาสให้กลับมาอีกเลย
แม้แต่วาริสเองก็เพิ่งรู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่จากคนแคระทีเรียน และเท่าที่เขารู้ก็มีเพียงผู้เข้าร่วมในพิธีแต่งงานคืนนั้น เขาเอง และเซปตันที่ทำพิธีสมรสให้เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ซึ่งเซปตันก็ถูกลอร์ดไทวินปิดปากไปนานแล้ว ทำให้ความลับนี้ดูเหมือนจะไม่มีวันถูกเปิดเผย แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินลินด์พูดเช่นนั้น วาริสก็รู้สึกสับสนและไม่สบายใจทันที ก่อนที่เขาจะจ้องลินด์เขม็ง พลางพึมพำว่า “เจ้าพิเศษกว่าที่ข้าคิดจริง ๆ”
อย่างไรก็ตามวาริสไม่ได้เอาแต่หมกมุ่นกับสิ่งที่ลินด์เปิดเผย และหันไปเพ่งพินิจชายหนุ่มอีกครั้ง ทำให้ลินด์ขมวดคิ้วเล็กน้อย และสบตาเขาอย่างมั่นคงพลางเอ่ยถามว่า “ท่านพูดเหมือนกับที่ลอร์ดเจมี่พูดว่าข้า ‘พิเศษ’ ไม่มีผิด แต่ข้ายังไม่เข้าใจนัก ลอร์ดวาริส ท่านช่วยอธิบายได้หรือไม่?”
วาริสเคี้ยวอาหารคำสุดท้ายแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า “ไม่ต้องรีบร้อน เจ้าจะเข้าใจเองในไม่ช้า”
ยังไม่ทันที่ลินด์จะเอ่ยอะไร เสียงดนตรีในงานเลี้ยงก็หยุดลงกะทันหัน พร้อมกับท่วงทำนองใหม่ดังขึ้นเป็นเพลงของนักล่าหมี เสียงเพลงนี้ทำให้ผู้ที่จำได้ถึงกับตัวแข็งไปตาม ๆ กัน และทีละคนก็เริ่มหันมองไปทางลินด์ซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมห้อง
ก่อนที่ไม่นานสายตาของทุกคนจะเริ่มหันไปยังทางเข้าสู่หอคอยเมเกอร์ ซึ่งที่ตรงนั้นเองกษัตริย์โรเบิร์ตในสภาพบาดเจ็บ แขนข้างหนึ่งถูกพันด้วยผ้า เดินนำกลุ่มคิงการ์ดเข้ามาในห้องโถงด้วยท่าทางองอาจ และตรงไปยังบัลลังก์ของตนโดยไม่รอพิธีรีตอง
เมื่อเห็นเช่นนั้นฝูงชนต่างลังเลไม่แน่ใจว่าจะทักทายตามธรรมเนียมหรือไม่ แต่โรเบิร์ตก็โบกมืออย่างไม่สบอารมณ์ไม่ยอมให้ใครมากมายพิธี ก่อนที่เขาจะฝืนลืมตาบวม ๆ ของตน แล้วกวาดสายตาไปรอบห้องราวกับกำลังมองหาใครบางคน โดยที่สายตาของเขาวนเวียนไปมาอาจเพราะแสงไฟสลัวหรือเพราะรอยฟกช้ำที่บดบังการมองเห็น
หลังจากมองหาสักพักโรเบิร์ตก็ตะโกนขึ้น “ลอร์ดไทเรลล์! เด็กหนุ่มที่ชนะข้าในสนามประลองเมื่อวานอยู่ไหน? ไอ้หนุ่มที่พวกเขาเรียกว่า ‘ลินด์นักล่าหมี’ ข้าส่งคำเชิญไปให้แล้วไม่ใช่หรือ?”
ลอร์ดเมซรีบโค้งคำนับอย่างลนลาน “ฝ่าบาท เขาอยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่เป็นงานเลี้ยงครั้งแรกของเขาเลยยังไม่ชินกับงานแบบนี้เท่าไร”
ขณะนั้นเองลินด์ก็ก้าวออกจากเงามืดภายในห้องเข้ามาอยู่ในแสงเทียนอันอบอุ่นที่แขวนอยู่กลางห้องอีกครั้ง
“ในที่สุดก็โผล่มา” โรเบิร์ตกล่าวเมื่อสายตาหยุดลงที่ลินด์ และพอมองตามสายตาของลินด์ไปยังจุดที่เขาเพิ่งลุกมา โรเบิร์ตก็เห็นจานไม้ใส่อาหารวางอยู่กับพื้น ทำให้เขายิ้มบาง ๆ เล็กน้อย “ดูท่าทางเจ้าจะไม่คุ้นกับงานเลี้ยงแบบนี้จริง ๆ แต่ข้าเองก็เช่นกัน หากให้เลือกข้ายอมไปนั่งกินดื่มกับทหารในค่ายยังดีเสียกว่ามานั่งทำเป็นผู้ดีแล้วพูดจาไร้สาระกับลอร์ดและเลดี้ทั้งหลาย”
ขณะนั้น จอน แอริน หัตถ์แห่งราชาก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวแทรกขึ้นว่า “ฝ่าบาท การร่วมงานเลี้ยงก็มีประโยชน์ ท่านจะได้เข้าใจความคิดของเหล่าขุนนางและวางนโยบายได้อย่างเหมาะสม . . .”
“ข้ารู้! ข้ารู้ว่าเป็นเรื่องจำเป็น!” โรเบิร์ตโบกมือขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เพราะรู้ข้าถึงยังอยู่ที่นี่ไง!”
จากนั้นเขาหันกลับไปหาลินด์แล้วผายมือเรียก “เข้ามาใกล้ ๆ หน่อย เจ้าลินด์นักล่าหมี”
ลินด์ดูเหมือนจะพอเดาออกว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ทำให้แววตาของเขาฉายความยินดีอยู่ชั่ววูบ ก่อนจะเก็บสีหน้าแล้วเดินอย่างสงบมายืนต่อหน้ากษัตริย์
“ข้าไม่ได้โดนใครซัดปางตายแบบนี้มาหลายปีแล้ว หรืออาจจะไม่เคยเลยก็ได้ หัวข้ายังหมุนอยู่จนถึงตอนนี้ พวกเขาบางคนเลยพูดกันว่าข้าตัดสินใจเรื่องนี้เพราะยังไม่หายมึน แล้วก็ว่ามันผิดธรรมเนียม” โรเบิร์ตเอามือลูบรอยโนขนาดใหญ่บนหน้าจ้องลินด์อย่างดุดัน และยิ้มมุมปากเล็กน้อย “แต่ข้าเป็นกษัตริย์ ข้าไม่จำเป็นต้องสนใจธรรมเนียมอะไรทั้งนั้น กษัตริย์เป็นคนสร้างกฎ!”
“พอแล้ว ข้าไม่อยากฟัง” โรเบิร์ตหันไปมองจอน แอรินที่อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง และพูดดักทันที จากนั้นจึงหันกลับมาสั่งลินด์ “คุกเข่า ลินด์แห่งไวท์โฮลด์ฟาสต์!”
ลินด์สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของช่วงเวลานี้ เขาก้าวไปข้างหน้าแล้วคุกเข่าลงต่อหน้ากษัตริย์ พร้อมกับความเงียบพลันแผ่กระจายไปทั่วห้อง เหล่าขุนนางเริ่มซุบซิบกัน และมีหลายคนขมวดคิ้ว รวมถึงลอร์ดเมซที่สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ แต่ก็มีบางคนที่แย้มรอยยิ้มบาง ๆ ด้วยความพึงพอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
โรเบิร์ตเอื้อมมือไปที่เอวเพื่อชักดาบ แต่กลับควานหาไม่เจอ ทำให้เขาขมวดคิ้วสบถทันที “ดาบข้าอยู่ไหน? บ้าจริง ใครก็ได้ เอาดาบมาให้ข้า!”
เจมี่ที่ยืนอยู่ใกล้ราชินีเซอร์ซีรีบก้าวออกมาพร้อมชักดาบส่งให้ แต่โรเบิร์ตเพียงเหลือบตามองแล้วสบถ “ไม่เอา ดาบของเจ้ามันไม่คู่ควรกับเขา เพชฌฆาตกษัตริย์”
คำพูดนั้นเสียดแทงอย่างจังจนสีหน้าของเจมี่พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เขาก็รักษาท่าทีเอาไว้ได้ และค่อย ๆ ชักดาบกลับใส่ฝักแล้วถอยไปยืนด้านหลังราชินี พลางใช้มือจับพนักเก้าอี้แน่นจนข้อมือขาวซีดบ่งบอกถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ส่วนลอร์ดไทวินที่ยืนดูอยู่ในฝูงชนยังคงนิ่งสงบสีหน้าเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งไม่เผยอารมณ์ใด ๆ
โรเบิร์ตหันไปทางบาริสตัน เซลมี แม่ทัพผู้บัญชาการคิงการ์ด “บาริสตัน เอาดาบมาให้ข้า”
บาริสตันลังเลอยู่ชั่วครู่ แม้เขาจะเห็นว่าเจมี่ถูกหมิ่นอย่างไม่ยุติธรรม แต่ก็ไม่อาจขัดกษัตริย์ได้ เขาจึงชักดาบแล้วก้าวไปยื่นให้
โรเบิร์ตรับดาบมาถือไว้ในมือ และรู้สึกพึงพอใจกับน้ำหนักของมัน ก่อนที่เขาจะเดินไปหาลินด์แล้ววางดาบเบา ๆ บนบ่าขวา “ลินด์แห่งไวท์โฮลด์ฟาสต์ ในนามของเทพนักรบ ข้าขอมอบภาระหน้าที่ให้เจ้ากล้าหาญ”
พูดจบเขาก็ย้ายดาบไปที่บ่าซ้าย “ในนามของเทพบิดา ข้าขอมอบภาระหน้าที่ให้เจ้ามีความยุติธรรม”
หลังจากนั้นเขาก็วางดาบกลับไปที่บ่าขวา “ในนามของเทพมารดา ข้าขอมอบภาระหน้าที่ให้เจ้าปกป้องผู้อ่อนแอและผู้บริสุทธิ์”
สุดท้ายเขาก็นำดาบไปที่บ่าซ้ายอีกครั้ง “ในนามของเทพสาวพรหมจรรย์ ข้าขอมอบภาระหน้าที่ให้เจ้าปกป้องสตรีทุกคน”
บรรยากาศของห้องโถงพลันเปลี่ยนเป็นสงบและขรึม แม้ขุนนางที่ไม่พอใจในตอนต้นก็ต่างยืนเงียบสงบแสดงความเคารพ
เมื่อกล่าวคำปฏิญาณจบโรเบิร์ตก็ยกดาบขึ้นแล้วประกาศเสียงกึกก้อง “ลินด์ นักล่าหมี บัดนี้เจ้าเป็นอัศวินแห่งเจ็ดอาณาจักร เจ้าพอใจกับรางวัลนี้หรือไม่”
ลินด์ลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้มเผยออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “พอใจยิ่งนัก ฝ่าบาท”
ไม่มีใครในงานเลี้ยงที่ไม่เข้าใจความสำคัญของช่วงเวลานี้โดยเฉพาะลินด์ การได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินไม่ใช่แค่เกียรติยศ แต่มันคือบันไดสู่ฐานะและโอกาสในดินแดนทั้งเจ็ด หากปราศจากตำแหน่งนี้เขาก็เป็นเพียงทหารรับจ้างคนหนึ่งเท่านั้น แต่บัดนี้ด้วยอายุเพียงสิบห้า เขากลับได้รับการอภิเษกอัศวินโดยตรงจากกษัตริย์หลังจากการประลองเพียงครั้งเดียว นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์เวสเทอรอส และทำให้เขากลายเป็นบุคคลพิเศษในทันที
ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางและสุภาพสตรี ลินด์หวนคิดถึงความลังเลของตนก่อนหน้านี้ เมื่อวานหลังโรเบิร์ตเดินออกจากสนามโดยไม่ทำพิธีอัศวินให้เขา ลินด์ก็เคยคิดว่าเขาคงเดาผิดแล้ว และเริ่มวางแผนจะสร้างผลงานในสนามรบแทน แต่ตอนนี้ความกังวลเหล่านั้นหายไปหมดสิ้น
ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่เจมี่และวาริสกล่าวไว้ ลินด์อาจเกิดมาเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และจากเสียงกระซิบและสายตาที่สื่อความหมายระหว่างขุนนางทั้งหลาย การอัศวินของลินด์ในวันนี้คงจะกลายเป็นหัวข้อถกเถียงอย่างดุเดือดในเรดคีปในไม่ช้า
เมื่อโรเบิร์ตทำพิธีอัศวินเขาต่อหน้าฝูงชน ลินด์ก็รู้สึกเหมือนตนได้เรียกคืนบางสิ่งที่สูญหายไป ทำให้ความปลื้มปิติเข้าเติมเต็มจิตใจเขาอย่างเงียบงัน ก่อนที่เหล่าขุนนางจะทยอยเข้ามาแสดงความยินดีตามธรรมเนียม แม้บางคำอาจเป็นเพียงมารยาท แต่ก็ล้วนแสดงถึงการยอมรับอย่างเป็นทางการ
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะกลายเป็นอัศวินได้เร็วขนาดนี้ หลังจากไม่กี่เดือนที่เจ้ามาเป็นเด็กรับใช้ของข้า” วอร์ทิเมอร์กล่าว พลางตบไหล่ลินด์เบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงมีนัย “แต่จงจำไว้ การเป็นอัศวินเป็นเพียงก้าวแรก เจ้าต้องเรียนรู้อีกมาก อย่าลืมเป้าหมายแรกเริ่มของเจ้า”
แน่นอนว่าลินด์ยังคงให้ความเคารพแก่ผู้เป็นอาจารย์เช่นเดิมแม้ยศจะเปลี่ยน เขาโค้งเล็กน้อยแล้วตอบว่า “ข้าจะจดจำคำสั่งสอนของท่าน ลอร์ดวอร์ทิเมอร์”
วอร์ทิเมอร์พยักหน้าช้า ๆ ราวกับจะพูดอะไรอีก แต่เห็นว่าเวลาไม่เหมาะจึงเพียงกล่าวว่าจะคุยกันต่อที่ค่าย
การ์แลนก็ก้าวเข้ามาแสดงความยินดีกับลินด์เช่นกัน ก่อนจะเริ่มพาเขาไปหาลอร์ดเมซเพื่อแนะนำตัว แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้ขยับไปไหน เสียงของโรเบิร์ตก็ดังขึ้นก้องทั่วห้องโถง “ลินด์ นักล่าหมี เจ้าสนใจจะเป็นอัศวินคิงการ์ดหรือไม่?”
แม้คำถามนั้นจะถูกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ แต่น้ำหนักของมันกลับทำให้ทั้งห้องเงียบงัน ขุนนางทุกคนหันมามองลินด์ พร้อมกับสีหน้าพลันเปลี่ยนจากตกตะลึงไปสู่ความเคร่งเครียด
แม้แต่ลินด์เองก็ไม่ทันตั้งตัว เขาไม่เคยมีความคิดจะเป็นอัศวินคิงการ์ดมาก่อน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเกียรติยศอันแฝงมากับข้อเสนอนั้นได้ สำหรับอัศวินมากมายการได้เข้าร่วมคิงการ์ดคือจุดสูงสุดของเกียรติแห่งชีวิต เป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีส่วนตน และยังเปิดประตูสู่ศูนย์กลางอำนาจของเจ็ดอาณาจักร เพราะคิงการ์ดหลายคนไม่เพียงมีหน้าที่ปกป้องกษัตริย์เท่านั้น หากแต่ยังมีอิทธิพลทางการเมือง บางคนถึงขั้นได้รับตำแหน่งหัต์แห่งราชา หรือแม้แต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
ทว่าสำหรับลินด์ตำแหน่งนี้กลับเหมือนกรงทอง แถมเขายังรับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นภายในห้อง แรงกดดันจากชาติกำเนิดอันต่ำต้อยของเขา! ต่างจากอัศวินที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์ซึ่งหากได้รับแต่งตั้งก็คงไม่มีใครตั้งข้อกังขา ในขณะที่การที่ลินด์จะขึ้นเป็นคิงการ์ด กลับเป็นการท้าทายระเบียบอำนาจเก่าอย่างจัง เขาไม่ใช่เพียงแค่ชาวบ้านธรรมดา แต่เกิดมาเป็นนักล่าฐานะต่ำเสียยิ่งกว่าชาวนา ดังนั้นการที่ชายเช่นนี้ได้เป็นอัศวินก็นับว่าผิดธรรมดาอยู่แล้ว หากยังได้รับเกียรติเป็นคิงการ์ดอีก จะถือเป็นการลบหลู่ต่อระบบชนชั้นแห่งเวสเทอรอสโดยตรง
จอน แอริน หัตถ์แห่งราชามองเห็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ทันที เขาก้าวออกมาอย่างรวดเร็วหวังจะเกลี้ยกล่อมโรเบิร์ตให้ยั้งข้อเสนอไว้ แต่โรเบิร์ตยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาหยุด ก่อนหันกลับไปหาลินด์
“ข้าจะถามอีกครั้ง” โรเบิร์ตกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “เจ้าจะเข้าร่วมคิงการ์ดหรือไม่?”
ลินด์นิ่งคิดอยู่เพียงครู่เดียว และท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องมาทางเขา เขาก็สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นทั่วทั้งห้อง เขาจึงเลือกถ้อยคำอย่างระมัดระวัง ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อคำเชื้อเชิญของฝ่าบาท แต่ข้าไม่อาจรับไว้ได้ ตำแหน่งคิงการ์ดนั้นมีภาระหนักเกินไปสำหรับข้า ยิ่งไปกว่านั้น . . .”
ลินด์หยุดนิดหนึ่งก่อนพูดต่อ “เรดคีปไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะกับคนเช่นข้า ข้ายังชอบอิสรภาพของโลกภายนอกมากกว่า”
สีหน้าของโรเบิร์ตซึ่งยังฟกช้ำอยู่เปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง และถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพึมพำเบา ๆ ว่า “ข้าเข้าใจเจ้าดี”
หลังจากนั้นโรเบิร์ตก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังให้บ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายต่องานเลี้ยงอย่างชัดเจน ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องโถงโดยไม่พูดะไรอีก ทิ้งไว้เพียงเสียงกระซิบเบา ๆ ทั่วห้อง
เมื่อความตึงเครียดคลายลงบรรดาขุนนางจึงถอนหายใจพร้อมกัน สีหน้าที่เคยแข็งกร้าวต่อเขาเริ่มผ่อนคลายลง โดยเฉพาะจอน แอรินและพรรคพวกของเขา พวกเขามองว่าการปฏิเสธของลินด์เป็นการแสดงความอ่อนน้อม และเป็นการยอมรับตำแหน่งแห่งตนในระเบียบที่เป็นอยู่ ดูราวกับว่าลินด์แสดงสติปัญญาในการปฏิเสธเกียรติยศที่อาจสร้างความปั่นป่วนต่อดุลอำนาจ
แต่ในความจริงแล้วลินด์ไม่เคยสนใจจะเป็นคิงการ์ดเลย สิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นเกียรติสูงสุด เขากลับมองว่าเป็นคุกทองคำ เขาให้ค่ากับอิสรภาพของตนมากเกินกว่าจะยอมแลกกับชีวิตที่ต้องรับใช้กษัตริย์ชั่วชีวิต แม้ตำแหน่งนั้นจะทรงเกียรติเพียงใดก็ตาม
บรรยากาศในงานเลี้ยงค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ทว่าฐานะใหม่ของลินด์ได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย จากที่เคยถูกมองข้ามบัดนี้เหล่าขุนนางย่อยและอัศวินหลายคนเริ่มเข้ามาทักทายอย่างยิ้มแย้ม และพูดคุยราวกับเริ่มประเมินค่าของเขาใหม่ แม้ว่าบางคนอาจไม่จริงใจนัก แต่ลินด์ก็รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น
แม้แต่ท่าทีของลอร์ดเมซที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้ช่องว่างระหว่างเด็กรับใช้กับอัศวินจะยังใหญ่หลวงในสายตาของขุนนางผู้มีอำนาจอย่างลอร์ดเมซ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะตีความการปฏิเสธข้อเสนอของลินด์ว่าเป็นการแสดงความภักดีต่อตระกูลไทเรลล์ไปเสียแล้ว ทำให้ในระหว่างการสนทนาสั้น ๆ ลอร์ดเมซจึงแย้มให้เห็นเป็นนัยว่า ลินด์ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องปัญหาที่เคยขายตำแหน่งกองลาดตระเวนม้าโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป