เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 40

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 40

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 40


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 40 งานเลี้ยง ณ เรดคีป

เดิมทีงานเลี้ยง ณ เรดคีปถูกกำหนดให้จัดขึ้นหลังจากการแข่งขันศึกประลองสิ้นสุดลง ทว่ากษัตริย์โรเบิร์ตกลับตัดสินใจให้จัดขึ้นก่อนกำหนด ทำให้หลายคนแอบกระเซ้าว่าเขาอาจจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในวันก่อนจนหลงคิดว่าการแข่งขันชิงชัยแบบทีมเป็นรอบสุดท้ายของงานประลองเสียแล้ว

แม้จะไม่สบอารมณ์กับช่วงเวลาที่จัดงาน แต่ขุนนางที่นั่งในราชสภาและขุนนางจากเจ็ดแคว้นก็มาร่วมงานในชุดงามสง่า เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงที่จะถูกมองว่า ‘ด้อยกว่า’ แถมงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การดื่มกินเพื่อสนุกสนานเท่านั้น แต่เป็นเวทีสำคัญสำหรับการเชื่อมสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างขุนนางในราชสำนักกับขุนนางใหญ่จากทั่วทั้งอาณาจักร

บรรยากาศของงานจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากงานฉลองการประสูติของเจ้าชาย ไม่มีการแสดงกายกรรมหรือดนตรีโอ่อ่าใด ๆ แขกเหรื่อแบ่งกลุ่มกันเป็นวงเล็ก ๆ คุยกันด้วยเสียงแผ่วเบา บรรยากาศทั่วทั้งห้องโถงเต็มไปด้วยความเงียบขรึมและพิธีรีตอง

เจ้าภาพงานอย่างกษัตริย์โรเบิร์ตกลับไม่ได้มาปรากฏตัวมีเพียงราชินีเซอร์ซีที่ประทับบนราชบัลลังก์ รายล้อมด้วยสตรีชั้นสูงจากตระกูลใหญ่ต่าง ๆ บางช่วงมีตัวตลกราชสำนักเข้ามาคลอเคลียอยู่ใกล้ ๆ และคำพูดหยอกล้อของพวกเขาก็ทำให้เหล่าสตรีหัวร่อตามเสียงดัง เป็นเสียงหัวเราะที่ก้องกังวานไปทั่วห้องโถงและดึงดูดสายตาจากแขกใกล้เคียง

ซึ่งลินด์รู้สึกไม่เข้ากับสถานที่เช่นนี้เอาเสียเลย ในชาติก่อนเขาไม่เคยชอบการเข้าสังคมอยู่แล้ว ยิ่งในตอนนี้ที่เขากลายเป็นคนสันโดษยิ่งกว่าที่เคย งานเลี้ยงเช่นนี้จึงยิ่งรู้สึกไม่สบายใจเข้าไปใหญ่ และยิ่งไม่ชอบใจนักที่ทั้งขุนนางผู้สูงศักดิ์และผู้ต่ำศักดิ์ต่างพากันจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าอย่างไรอย่างนั้น ความหยาบคายอย่างโจ่งแจ้งนี้ทำให้เกิดความโกรธเงียบ ๆ อยู่ในใจเขา จนเกือบอยากจะชักดาบฟาดฟันพวกนั้นให้ร่วงหมดทั้งห้อง

ดังนั้นเพื่อเลี่ยงไม่ให้หงุดหงิดไปมากกว่านี้ ลินด์จึงแยกตัวออกจากลอร์ดไทเรลล์และพรรคพวกทันทีที่เข้าห้องโถง ก่อนจะเดินไปหยิบจานไม้ตักอาหารเต็มจาน แล้วเดินไปยังมุมเงียบสงบแห่งหนึ่ง ตั้งใจจะกินข้าวโดยไม่ให้ใครรบกวน หรืออย่างน้อยก็คิดว่าอย่างนั้น

อย่างไรก็ตามแม้จะหลบออกมาอย่างชัดเจน แต่เหล่าขุนนางก็ยังพากันเดินเข้ามาทักทายอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นโอกาสดีที่จะได้สานสัมพันธ์ แต่ลินด์รู้ดีว่าสถานะในตอนนี้ของเขายังไม่มีน้ำหนักพอที่จะสร้างเครือข่ายอะไรได้ คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาหาเขาล้วนมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ใช่เพราะเคารพหรือชื่นชม พวกเขาพากันถามคำถามส่วนตัวอย่างไม่เกรงใจ ราวกับถือว่าการมาพูดกับเขาเป็นการ ‘ให้เกียรติ’ ที่ลินด์ควรน้อมรับด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน

แต่ลินด์ไม่ให้แม้แต่เศษเสี้ยวของความอ่อนน้อมนั้น เขาก้มหน้าก้มตากินอาหารโดยไม่ตอบโต้คำพูดใดปล่อยให้บทสนทนาขาดตอนไปอย่างน่าอึดอัด จนแขกเหล่านั้นต้องถอยกลับไปเอง เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เข้า ไม่นานขุนนางที่เข้ามาเพราะความอยากรู้ก็หมดความสนใจไปเอง แต่ความสงบก็ยังไม่มาถึง

เมื่อพวกอยากรู้อยากเห็นหมดไป กลุ่มคนใหม่ก็เดินเข้ามาแทนที่ คนที่ไม่ได้มาด้วยความสนใจ แต่ด้วยความเกลียดชัง

“ข้าคือเซอร์ฟลินต์แห่งฟลินต์ฟิงเกอร์” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวเสียงกร้าวขณะเดินตรงเข้ามาหาลินด์ รูปร่างหน้าตาและสำเนียงของเขาบ่งบอกชัดว่าเป็นชาวเหนือ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “น้องชายข้า บาร์มิต ฟลินต์ ถูกเจ้าฆ่าเมื่อวาน เขาตายเพราะการโจมตีอย่างไร้เกียรติของเจ้า เจ้าโจมตีจากด้านหลังระหว่างที่เขากำลังสู้กับคนอื่น . . .”

“เซอร์ฟลินต์” ลินด์พูดแทรกเสียงเรียบ วางเนื้อย่างในมือกลับลงบนถาด เช็ดมือ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย “สิ่งที่เจ้าพูดนี่ เจ้าหวังอะไรจากมัน? อยากพิสูจน์ว่าน้องเจ้าตายอย่างกล้าหาญ? หรืออยากใส่ร้ายข้าว่าไร้เกียรติ? ถ้าอยากได้คำตอบนัก ข้าแนะนำให้ลงมือทำอะไรที่ ‘เป็นรูปธรรม’ หน่อย เช่น ท้าข้าดวลเสียตรงนี้ฆ่าข้าเพื่อแก้แค้นให้น้องชายเจ้าไปเลย”

ลินด์กวาดตามองบรรดาขุนนางคนอื่นที่ยืนอยู่ใกล้กัน ซึ่งแววตาแสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์ไม่ต่างกัน

“พวกเจ้าก็เช่นกัน” ลินด์พูดอย่างไม่อ้อมค้อม “ท้าข้าดวลตรงนี้เลย ข้าจะสู้กับพวกเจ้าทั้งหมดพร้อมกันก็ได้ ข้าเชื่อว่าจำนวนขนาดนี้ พวกเจ้าคงมีโอกาสล้างแค้นแทนญาติพี่น้องที่ตายไปได้ไม่น้อยหรอก”

คำพูดตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งความเกรงใจนั้น ทำให้บรรดาขุนนางชาวเหนือถึงกับอึ้ง ทำให้ความเกลียดชังในแววตาของพวกเขากลับมีประกายของความหวาดกลัวแทรกขึ้นมา เหล่าอัศวินและลอร์ดที่มาเพื่อกล่าวโทษเขาก็พากันมองหน้ากันอย่างลังเล แม้คำท้าของลินด์จะดูเหมือนเปิดช่องทางให้พวกเขาเอาคืน แต่ภาพการสังหารเมื่อวานยังติดตาทุกคน และพวกเขาก็รู้ดีว่าต่อให้รุมพร้อมกันทั้งหมดก็อาจไม่มีใครรอดกลับไปเล่าเรื่องได้เลย

ความอึดอัดแพร่กระจายไปทั่วบริเวณ กลุ่มขุนนางที่เคยมาด้วยความโกรธแค้นกลับกลายเป็น ‘ทั้งถอยก็ไม่ได้ ทั้งบุกก็ไม่กล้า’ พวกเขาติดกับดักของความกล้าอันบ้าบิ่นของลินด์เสียเอง ในขณะที่แขกคนอื่นที่อยู่ใกล้ก็เริ่มหันมาสนใจ แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาห้าม และมองดูเหตุการณ์อย่างเงียบ ๆ ราวกับมันเป็นละครอีกฉากที่ควรค่าต่อความบันเทิง

“เจ้าทำอะไรอยู่? นี่คืองานเลี้ยงของกษัตริย์ ไม่ใช่โรงเตี๊ยมของบ้านนอกบ้านนา!” เสียงเหนื่อยอ่อนแต่หนักแน่นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ พร้อมกับเจมี่ แลนนิสเตอร์ ที่ปรากฏตัวขึ้น เขาสวมเกราะงดงาม มือหนึ่งถือเหยือกสุรา อีกมือวางพาดบนดาบที่ข้างเอว

แน่นอนว่าภายใต้สถานการณ์ปกติคำพูดของเจมี่อาจทำให้ขุนนางโกรธ แต่ในครั้งนี้มันกลับเป็นทางหนีที่พวกเขาต้องการ เสียงของเจมี่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ลง ทำให้พวกขุนนางรีบชักสีหน้าใส่ลินด์ก่อนจะหันหลังเดินจากไป โดยสีหน้าพวกเขาแสดงออกชัดเจนว่าคิดว่าตน ‘ชนะ’ ราวกับลินด์เป็นฝ่ายถอยหนี ทั้งที่ความจริงไม่มีอะไรเช่นนั้นเลย

“ไอ้พวกหนอนแมลง” เจมี่พึมพำอย่างดูแคลนขณะมองพวกนั้นจากไป จากนั้นเขาหันกลับมามองลินด์แล้วพูดตรง ๆ “ลินด์ นักล่าหมี เจ้าทำให้ข้านึกถึงใครบางคน”

“ใครบางคน?” ลินด์ถามกลับอย่างสุภาพ น้ำเสียงไม่ได้แสดงความเป็นศัตรูเลยแม้แต่น้อย “ใครหรือ?”

“อาร์เธอร์ เดย์น ดาบแห่งอรุณรุ่ง” เจมี่ตอบ

ลินด์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “อาร์เธอร์ เดย์น? ที่ตายในระหว่างถูกล้อม?”

สีหน้าของเจมี่หม่นลงทันที และตอบกลับเสียงเข้ม “เจ้ามันเป็นคนที่ชอบยั่วโมโหจริง ๆ รู้ไหม?”

เป็นที่รู้กันว่าเจมี่นับถืออาร์เธอร์ เดย์นอย่างสุดหัวใจ และคำพูดของลินด์แม้จะตรงไปตรงมา แต่ก็คล้ายกับการเหยียบย่ำเกียรติของอัศวินในตำนานผู้นั้น

แต่ลินด์กลับตอบด้วยท่าทีสงบ “อาร์เธอร์ เดย์นเป็นยอดวีรบุรุษ ข้าเคารพเขา แต่เขากลับตายอย่างสูญเปล่า เขาสละชีวิตเพราะใครบางคนที่ไม่ควรค่าจะปกป้อง ซึ่งมันไม่คุ้มเลยแม้แต่น้อย”

สีหน้าเจมี่คลายลง พร้อมกับความไม่พอใจในดวงตาที่จางหายไปกลายเป็นแววเข้าใจ ก่อนที่เขาจะมองลินด์ด้วยแววตาที่อบอุ่นขึ้นเล็กน้อย เหมือนพบใครสักคนที่เข้าใจสิ่งที่เขาเคยแบกรับ

“ดื่มหน่อยไหม?” เจมี่ยื่นเหยือกให้

ลินด์ส่ายหน้า “ข้าไม่ดื่ม”

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็พลาดความสนุกไปเยอะเลยล่ะ” เจมี่หัวเราะเบา ๆ

“ข้าแนะนำให้ท่านดื่มให้น้อยลงจะดีกว่า” ลินด์ตอบตรง ๆ “หากดื่มมากเกินไป มือของท่านจะเริ่มสั่น นักดาบที่ควบคุมมือไม่ได้ ก็เหมือนตายไปแล้ว”

เจมี่นิ่งไปชั่วครู่ด้วยสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเบา ๆ ว่า “มีคนเคยบอกข้าแบบนี้เหมือนกัน”

“อาร์เธอร์ เดย์นหรือ?” ลินด์เดา

“อืม” เจมี่พยักหน้า และยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็พูดเบา ๆ คล้ายพึมพำกับตัวเอง “มันตลกดีใช่ไหม? อาร์เธอร์ เดย์นผู้แทบไม่แตะเหล้ากลับตาย ส่วนข้า เจมี่ แลนนิสเตอร์ ผู้รักการดื่มกลับยังอยู่ นี่มันตลกชะมัด”

“ทางเลือกกำหนดโชคชะตา” ลินด์กล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังครุ่นคิด “เขาเลือกที่จะตายด้วยตัวเอง”

“เปล่า” เจมี่แย้งทันควันด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “เขาถูกฆ่าด้วยการโจมตีขี้ขลาดไร้เกียรติที่สุด!”

พูดจบเขาก็ยกเหยือกดื่มรวดเดียว แล้วเหลือบมองพวกชาวเหนือที่กระจัดกระจายอยู่ในห้องด้วยแววตาขุ่นเคือง

ลินด์ไม่ได้ตอบกลับทันที และเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยหรือโต้แย้ง เพราะสำหรับเขาการต่อสู้ถึงตายไม่เคยมีเรื่อง ‘เกียรติ’ มาเกี่ยวข้องมีแต่ ‘อยู่’ กับ ‘ตาย’ เท่านั้น

คำพูดของเจมี่แม้จะเผยให้เห็นถึงความโกรธ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าในส่วนลึกของใจเขายังยึดมั่นในอุดมคติของอัศวินอยู่ อุดมคติที่ในไม่ช้าจะถูกกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ เจมี่คนนี้ยังไม่อาจโยนเด็กจากหอคอยลงมาได้โดยไม่ลังเล หรืออย่างน้อยก็ลังเลมากขึ้น

“นักล่าหมี เจ้าคือคนพิเศษจริง ๆ” เจมี่กล่าวพลางกระดกสุราอีกอึก แล้วเรอกลางห้องอย่างไม่รู้สึกอาย

ลินด์มองเจมี่ด้วยความสงสัยเล็กน้อย “นี่ข้าควรถือว่าเป็นคำชมดีไหม ลอร์ดเจมี่?”

“ไม่ จงถือว่ามันคือคำพยากรณ์ คนพิเศษทุกคนล้วนต้องเผชิญบททดสอบ และบททดสอบของเจ้าก็เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น” เจมี่ตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมผิดปกติ

ลินด์หรี่ตาลงเล็กน้อย เขารับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดของเจมี่ ราวกับมันมีความนัยบางอย่าง หรือเป็นคำเตือน แต่เจมี่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ เขาหันหลังและเดินจากไปพร้อมเหยือกในมือ

ลินด์เองก็ไม่ได้เอ่ยถามต่อ เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ และไม่ว่า ‘บททดสอบ’ ที่เจมี่เอ่ยถึงจะหมายถึงอะไรก็ตาม มันก็ยังคลุมเครือเกินไป และเขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรนัก เพราะเขารู้ดีว่าตำแหน่งที่ยืนอยู่ทำให้มุมมองต่อ ‘ชะตากรรม’ ต่างกัน สำหรับเจมี่ที่ยืนอยู่บนหอคอยสูง ‘บททดสอบ’ อาจเป็นสิ่งที่ลินด์ไม่เห็นค่าเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าเจมี่จะตั้งใจหรือไม่คำพูดของเขาก็สร้างผลกระทบขึ้นในงานเลี้ยง

หลายคนที่เห็นการพูดคุยของทั้งสอง ต่างเข้าใจไปว่าลินด์กับเจมี่มีความคุ้นเคยกันเป็นพิเศษ ภาพของเจมี่ แลนนิสเตอร์ เพชฌฆาตกษัตริย์ผู้มีชื่อเสียงอื้อฉาวกับลินด์นักรบเลือดเย็นที่มีฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก การถูกจับคู่ในบทสนทนาเช่นนี้ทำให้บรรดาขุนนางที่เคยไม่ชอบลินด์อยู่แล้วยิ่งรังเกียจเขาหนักขึ้นไปอีก โดยเฉพาะหลังจากการสังหารในสนามประลองที่ยังเป็นที่กล่าวขวัญอยู่จนถึงตอนนี้

แม้สายตาของผู้คนรอบข้างจะเต็มไปด้วยการตัดสินและดูแคลน ลินด์กลับยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง เขาเอาใจจดจ่ออยู่กับการลิ้มรสอาหารเลิศรสที่งานเลี้ยงจัดไว้ หาได้ใส่ใจเสียงกระซิบกระซาบรอบตัวไม่ เหล่าไทเรลล์ซึ่งเป็นผู้นำลินด์มาร่วมงานนั้นก็สังเกตเห็นท่าทีของผู้คนต่อเขาอย่างชัดเจนและรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย ทว่ากลับไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไรดี ดังนั้นเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ การ์แลน วอร์ทิเมอร์ และเมสเตอร์เมลอสจึงพากันเข้ามาชวนลินด์สนทนาอย่างสุภาพ

แต่ไม่นานพวกเขาก็รับรู้ว่าลินด์หาได้รู้สึกร้อนใจใด ๆ กับสายตาดูแคลนเหล่านั้นเลย เขาเอาแต่สนใจในรสชาติอาหารตรงหน้า ดังนั้นเมื่อแน่ใจแล้วว่าเจ้าตัวไม่เดือดเนื้อร้อนใจ พวกเขาจึงค่อย ๆ แยกย้ายไปสานสัมพันธ์กับเหล่าขุนนางในราชสำนักบาราเธียนกันตามอัธยาศัย

ในขณะที่ลินด์เพิ่งจัดการเนื้อย่างชิ้นสุดท้ายในจานเสร็จและเตรียมจะลุกไปหยิบอาหารเพิ่มอีกก็มีถาดอาหารอีกใบถูกนำมาวางไว้ตรงหน้า ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าผู้ที่นำอาหารมาให้คือชายศีรษะโล้นยิ้มละไมในชุดคลุมไหมหรูหรา รองเท้าหนังนิ่มของเขาแทบไม่ก่อให้เกิดเสียงฝีเท้า มือทั้งสองซุกอยู่ในแขนเสื้อ ราวกับไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขากำลังถือสิ่งใดอยู่

รูปลักษณ์เช่นนี้ไม่มีใครในเรดคีปอีกแล้วที่มีลักษณะตรงกัน ชายผู้นี้ก็คือ วาริส จ้าวแห่งเสียงกระซิบ ผู้มีชื่อเสียงเรื่องข่าวลือและความลับไม่เป็นสองรองใคร หากลิตเติลฟิงเกอร์คือจ้าวแห่งกลอุบายแห่งเจ็ดอาณาจักร วาริสก็เป็นจ้าวของความลับทั้งปวง ทุกคำซุบซิบ ทุกข่าวลือ ดูราวกับจะหลั่งไหลไปหาชายผู้นี้อย่างไม่มีสิ้นสุด ความรู้และเจตนาที่แท้จริงของเขานั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้อย่างแท้จริง

แม้จะระแวดระวังวาริสอยู่ไม่น้อย แต่ลินด์ก็รู้สึกว่าเขาไม่น่าไว้ใจน้อยกว่าลิตเติลฟิงเกอร์ หากปีเตอร์ เบลิชเป็นชายที่ขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยานส่วนตัวและไม่อาจเชื่อใจได้แม้แต่น้อย วาริสกลับเป็นคนที่ ‘พอจะพูดคุยด้วยเหตุผลได้’ หากเป้าหมายของเขาไม่ขัดกับของเรา ถึงอย่างนั้นการที่วาริสเดินเข้ามาหาเขาอย่างเปิดเผยตรง ๆ เช่นนี้ก็ยังทำให้ลินด์ต้องตั้งการ์ดโดยสัญชาตญาณ แต่เขาก็ปิดบังความแปลกใจไว้ภายใน รับถาดอาหารจากวาริสด้วยท่าทีสุภาพ จากนั้นก็เริ่มกินอาหารเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ขอบคุณ ท่านลอร์ดวาริส” ลินด์กล่าวเรียบ ๆ

วาริสยิ้มบางอย่างไม่รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อยที่ลินด์จำเขาได้ ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นข้างลินด์อย่างอ่อนช้อย แม้พื้นจะเต็มไปด้วยฝุ่นผง เขาก็นั่งขัดสมาธิลงอย่างสง่างามไร้กังวล จากนั้นหยิบอาหารจากจานขึ้นมากินด้วยท่าทีเป็นกันเองและอารมณ์ดี

“ลอร์ดลินด์” วาริสเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เจ้าเป็นคนจิตใจดี ดังนั้นเจ้าไม่เหมาะกับห้องโถงนี้เลย เพราะห้องนี้ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนแบบเจ้า”

“จิตใจดี?” ลินด์ทวนคำ พลางวางอาหารที่กำลังกินไว้แล้วหันไปมองเขาด้วยความสงสัย ก่อนที่ริมฝีปากจะแตะรอยยิ้มหยันบางเบา “ท่านคงเข้าใจผิดแน่ ๆ ลอร์ดวาริส เมื่อวานคนแทบจะร้อยชีวิตตายด้วยน้ำมือข้า”

วาริสส่ายหน้าช้า ๆ รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยน “ข้าไม่ได้เข้าใจผิดหรอก ที่ข้าพูดว่าเจ้าจิตใจดีหมายถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่เจ้าช่วยไว้หน้าประตูสิงโตต่างหาก”

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 40

คัดลอกลิงก์แล้ว