เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 39

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 39

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 39


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 39 แผนการที่บรรลุผล

เมื่อได้ยินคำพูดทะเยอทะยานของลินด์ การ์แลนกับวอร์ทิเมอร์ก็ถึงกับพูดไม่ออก พวกเขาหันไปสบตากันด้วยสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะหันกลับมามองลินด์ราวกับเขาเป็นตัวละครในเทพนิยาย เกราะที่ทำจากเหล็กวาเลเรียนนั้นช่างเหนือจริงเกินเชื่อ แม้แต่แค่ดาบที่ทำจากโลหะหายากชนิดนี้ยังถือเป็นสมบัติล้ำค่าในเวสเทอรอส เช่น ‘ไอซ์’ ของตระกูลสตาร์ค หรือ ‘ฮาร์ตเบน’ ของตระกูลทาร์ลี่ แล้วเกราะทั้งชุดล่ะ? นั่นมันเลยคำว่าเพ้อฝันไปไกลแล้ว

สำหรับการ์แลนและวอร์ทิเมอร์ ความคิดของลินด์แทบไม่ต่างอะไรจากความฝันฟุ้งซ่านในยามไข้!

แต่ลินด์รู้ดีว่าพวกเขากำลังคิดอะไร เขามองเห็นความไม่เชื่อและความสงสัยบนใบหน้าของทั้งสอง ทว่าเขาก็ไม่ได้พยายามอธิบาย เพราะมันมีหลายสิ่งที่เขายังไม่อาจบอกได้ อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้

เขาต้องการเหล็กวาเลเรียนด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่าความทะเยอทะยานหรือความโอ่อ่า หากต้องการปลดปล่อยพลังเหนือมนุษย์และทักษะดาบของอัศวินผู้ถูกเนรเทศที่ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของเขา เขาย่อมต้องมีอาวุธและเกราะที่สามารถทนต่ออักขระเวทของ ‘อักขระมังกร’ ได้ เพราะเช่นเดียวกับที่ออบซิเดียนธรรมดาไม่อาจรับพลังของอักขระได้ เหล็กธรรมดาก็ไม่สามารถแบกรับลวดลายเวทเหล่านั้นได้เช่นกัน

ดังนั้นด้วยความทรงจำจากอัศวินผู้ถูกเนรเทศ ลินด์จึงส่งรอลไปยังหลุมมังกรในคิงส์แลนดิ้งเพื่อหาออบซิเดียนที่ถูกไฟมังกรเผาด้วยรายละเอียดที่ชัดเจนในความทรงจำนั้น และผลลัพธ์ก็ไม่ผิดหวัง ออบซิเดียนที่สัมผัสไฟมังกรสามารถรองรับพลังของอักขระมังกรได้โดยไม่แตกร้าว

ซึ่งเขานำมันมาทำเป็นสร้อยคอและสวมใส่ทันที ซึ่งผลลัพธ์ก็ปรากฏชัด พลังเย็นสงบไหลผ่านร่าง สลายความบ้าคลั่งและความรุนแรงภายในจิตใจ เหลือเพียงความคิดอันเฉียบคมและมีสติ ราวกับในความทรงจำที่เขาได้รับ

อย่างไรก็ตามสร้อยคอนี้ไม่ได้ใช้งานได้ถาวร เมื่อเวลาผ่านไปพลังของอักขระจะเสื่อมสภาพจนสร้อยหมดฤทธิ์ และต้องเปลี่ยนใหม่ โชคดีที่ในหลุมมังกรมียังมีออบซิเดียนที่ถูกเผาเหลือเฟือ ซึ่งน่าจะเพียงพอจนกว่าเขาจะหาวิธีรับมือผลข้างเคียงของพิธีกรรมสื่อสารมังกรได้อย่างถาวร และจากเหตุการณ์นี้เอง ลินด์จึงเริ่มสงสัยว่าเหล็กธรรมดาจะทนพลังของอักขระมังกรได้หรือไม่ เช่นเดียวกับที่ออบซิเดียนธรรมดาไม่อาจรับไหว

ดังนั้นเขาทดสอบโดยนำแผ่นเหล็กมาแกะสลักอักขระ และพบว่าแผ่นเหล็กแตกละเอียดทันที แถมเศษเหล็กที่ได้ก็กลายเป็นผงคล้ายดินแห้ง พลังของอักขระไม่ได้แค่ทำลายผิวเหล็ก แต่มันสลายโครงสร้างระดับธาตุของเหล็กนั้นเลยทีเดียว

เมื่อรู้เช่นนั้นลินด์จึงย้อนกลับไปทบทวนขั้นตอนการสร้างเกราะและอาวุธของอัศวินผู้ถูกเนรเทศในความทรงจำอย่างละเอียด และเขาก็พบจุดสำคัญที่เข้าใจผิดมาตลอด

แม้ว่าในโลกของอัศวินผู้นั้นจะเรียกวัตถุดิบว่า ‘แร่เหล็กธรรมดา’ แต่แท้จริงแล้วแร่เหล่านั้นไม่ธรรมดาเลย เพราะโลกนั้นอาบไปด้วยเวทมนตร์ เทพเจ้าและพลังลี้ลับแทรกอยู่ในทุกสิ่ง แม้แต่แร่ที่ขุดจากดินก็มีเวทอยู่ในตัว และเมื่อมันถูกหลอมเป็นเหล็กเวทนั้นก็ยังคงอยู่ ทำให้เหล็กธรรมดาของโลกนั้นมีความเป็นเวทโดยเนื้อแท้

ตรงกันข้ามในโลกนี้แร่เหล็กกลับไร้พลังเวทโดยสิ้นเชิง และสิ่งเดียวที่หลงเหลือความเวทมนตร์ไว้ได้คือ เหล็กวาเลเรียน ซึ่งถูกตีขึ้นด้วยไฟมังกรและมนต์ลับที่สูญหายไป

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ทุกอย่างก็ชัดเจน หากเขาต้องการสร้างชุดเกราะและอาวุธของอัศวินผู้ถูกเนรเทศอีกครั้ง เหล็กวาเลเรียนคือทางเดียวเท่านั้น แต่ความจริงข้อนี้เขายังไม่พร้อมจะเปิดเผยให้ใครรู้ ดังนั้นข้ออ้างที่เขาให้กับการ์แลนและวอร์ทิเมอร์ว่าขายตำแหน่งลาดตระเวนเพราะต้องการหาเงินตีเกราะ เป็นเพียงครึ่งเดียวของความจริงที่เอาไว้เบี่ยงเบนเจตนาแท้จริงของเขาเท่านั้น

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? เกราะกับอาวุธจากเหล็กวาเลเรียนเนี่ยนะ!?” วอร์ทิเมอร์โพล่งออกมาสีหน้าเหมือนเห็นผี เขามองลินด์ราวกับอีกฝ่ายงอกหัวที่สองออกมา

ลินด์เพียงยิ้มบาง ๆ โดยไม่พูดอะไรเพิ่ม แม้เขาอยากอธิบาย แต่ก็ทำไม่ได้

การ์แลนแม้จะตกใจแต่ยังมีสติ และกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งครัด “จริงอยู่ที่สองหมื่นทองมังกรอาจไม่พอสำหรับเกราะและอาวุธจากเหล็กวาเลเรียน แต่บางทีแค่ทำอาวุธชิ้นเดียวอาจพอไหว ปัญหาใหญ่จริง ๆ คือจะไปหาเหล็กวาเลเรียนกับคนที่ตีมันได้จากที่ไหน เพราะเท่าที่ข้ารู้ความลับการตีเหล็กวาเลเรียนมันสูญไปตั้งแต่หายนะแห่งวาเลเรียแล้ว”

คำพูดของการ์แลนตรงจุดเป๊ะจนลินด์ยิ้มอย่างขมขื่น เพราะเขารู้ดีถึงอุปสรรคข้อนี้ แต่เขาก็นึกขึ้นได้ว่าในอีกกว่าสิบปีข้างหน้าจะมีช่างตีเหล็กในคิงส์แลนดิ้งที่สามารถตีดาบ ‘ไอซ์’ ของสตาร์คใหม่ให้กลายเป็น ‘วิโดว์เวล’ และ ‘โอธคีปเปอร์’ ได้สำเร็จ

ทว่าตอนนี้เขานึกไม่ออกว่าช่างคนนั้นชื่ออะไร หรืออยู่โรงตีเหล็กไหน แถมในเวลานี้อีกฝ่ายอาจยังไม่ได้ฝึกวิชาเลยด้วยซ้ำ การไปตามหาเขาในตอนนี้อาจไม่พบอะไรเลยก็ได้ ส่วนเหล็กวาเลเรียน? ลินด์รู้ว่ามีเมืองหนึ่งในเอสซอสที่ยังมีทั้งวัตถุดิบและช่างที่ตีมันได้ ทว่าเขาจำชื่อเมืองนั้นไม่ได้

ในขณะที่การ์แลนเริ่มเห็นความเป็นไปได้ วอร์ทิเมอร์กลับส่ายหัวและคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความเพ้อหลังชัยชนะ เขาคิดว่าลินด์คงสติหลุดไปชั่วคราวเท่านั้น เดี๋ยวก็คงรู้ตัวและกลับมามีเหตุผล แต่วอร์ทิเมอร์กลับสนใจอีกประเด็นมากกว่า เรื่องที่ลินด์ขายตำแหน่งลาดตระเวน ซึ่งกำลังเป็นข่าวในค่าย

“ท่านลอร์ดรู้เรื่องที่เจ้าขายตำแหน่งในกองลาดตระเวนแล้ว” วอร์ทิเมอร์กล่าวเสียงเข้ม “การกระทำของเจ้าสร้างความปั่นป่วนไม่น้อย ทำให้มีหลายคนมองว่ามันทำให้ทั้งเจ้าและกองทัพดูแย่ และพวกเขาเห็นว่าเจ้าควรถูกลงโทษ”

ลินด์ไม่ได้แสดงท่าทางประหลาดใจ เขาเพียงพยักหน้าช้า ๆ เพราะเรื่องนี้เขาเตรียมใจไว้แล้ว

แต่การ์แลนกลับดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจเท่าไหร่ เขาหัวเราะเบา ๆ “โธ่ ลอร์ดวอร์ทิเมอร์ ท่านพ่อไม่มีทางลงโทษลินด์หรอก เขาทำผลงานให้กับไทเรลล์มากขนาดนี้”

“ก็เพราะคำเชิญจากกษัตริย์โรเบิร์ตมาถึงนั่นแหละ บิดาของท่านถึงยังไม่เอาผิด ไม่งั้นเรื่องนี้คงไม่จบแค่นี้แน่” วอร์ทิเมอร์เหลือบตามองอย่างไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะหันกลับมาหาลินด์อีกครั้ง และเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าทำเกินไปมากครั้งนี้ ถ้าไม่มีผลสะท้อนออกมาคนอื่นจะมองว่าเราควบคุมกองทัพไม่ได้”

คราวนี้แม้แต่การ์แลนก็ไม่พูดแย้ง เขาถอนหายใจ แล้วยิ้มเจื่อน ๆ ให้ลินด์

“เดิมทีเมสเตอร์เมลอสกับลอร์ดโรเจอร์ตั้งใจจะให้เจ้าขึ้นไปฝึกต่อที่ไฮการ์เดน ท่านลอร์ดยังไม่ตกลง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และมีแนวโน้มว่าจะอนุมัติ แต่ตอนนี้? ไม่มีทางแล้ว คนที่ขายตำแหน่งในกองลาดตระเวนจะไม่มีวันได้ดูแลกององครักษ์ หรือแม้แต่กองรักษาการณ์ในไฮการ์เดน” วอร์ทิเมอร์กล่าวต่อและเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกลินด์ตรง ๆ ว่า “เจ้าคงถูกส่งไปชายแดนไปทำงานสกปรก แต่อย่ากังวลมากนัก หากเจ้าทำดีพอ วันหนึ่งก็อาจได้กลับมาที่ไฮการ์เดนอีก”

“ใช่ อย่าท้อแท้ไปลินด์ หากเจ้าใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ เจ้าก็ยังมีหวังอยู่” การ์แลนรีบเสริม

แต่สิ่งที่การ์แลนกับวอร์ทิเมอร์ไม่รู้เลยก็คือ นี่คือสิ่งที่ลินด์ต้องการโดยสมบูรณ์ นับตั้งแต่ที่เขาสั่งให้มิทท์ตาแผลเป็นเผยแพร่ข่าวลือเรื่องขายตำแหน่ง ลินด์ก็วางแผนให้ความอื้อฉาวครั้งนี้กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้วงในของลอร์ดไทเรลล์ไม่กล้าเสนอให้เขาย้ายไปไฮการ์เดนอีกต่อไป สิ่งที่ดูเหมือนการทำลายอนาคต แต่กลับเป็นการเดินหมากที่คำนวณไว้ล่วงหน้าเสียมากกว่า

แม้ว่าไฮการ์เดนจะดูเหมือนเป็นเส้นทางแห่งอนาคตที่สดใส แต่ลินด์กลับมองว่ามันไม่ใช่อนาคตที่เขาต้องการ เพราะความโด่งดังของเขาจากชาวบ้านธรรมดาสู่คนที่แม้แต่กษัตริย์ยังรู้จักได้จุดไฟแห่งความอิจฉาในหมู่ขุนนางที่อยู่ใกล้ลอร์ดไทเรลล์แล้ว แม้พวกเขาจะยังเปิดหน้าต่อต้านไม่ได้ แต่ถ้าลินด์เหยียบเข้าไปในไฮการ์เดนเมื่อไร พวกนั้นจะหาโอกาสเล่นงานเขาแน่

การเมืองของชนชั้นสูงไม่ใช่สนามถนัดของลินด์ การเข้าใกล้อำนาจตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ดังนั้นทางที่เขาเลือกจึงชัดเจน ถอยออกมา รอเวลา และสร้างพลังของตนเองให้พร้อม

“ลอร์ดการ์แลน ท่านพอรู้ไหมว่าท่านลอร์ดจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร?” ลินด์ถามด้วยน้ำเสียงสงบ

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน” การ์แลนส่ายหัวตอบด้วยสีหน้าดูเสียดายที่ช่วยอะไรไม่ได้มากกว่านี้

แต่วอร์ทิเมอร์ดูเหมือนจะมีคำตอบ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น “กองลาดตระเวนน่าจะถูกขยาย และเจ้าจะยังได้เป็นกัปตันเหมือนเดิม แต่คราวนี้เจ้าต้องรอบคอบกว่านี้ คนที่เจ้าเลือกเข้ามาไม่ว่าจะจ่ายเงินหรือไม่ต้องเป็นคนที่สามารถออกรบได้ทันทีโดยไม่ต้องฝึกเพิ่ม”

เขาหยุดก่อนจะกล่าวอย่างมีนัย “แล้วเจ้าก็ควรเริ่มทำความรู้จักกับเมืองทัมเบิลตันและพื้นที่โดยรอบเอาไว้ด้วย”

“ทัมเบิลตัน?” ลินด์กับการ์แลนต่างขมวดคิ้ว แต่เหตุผลที่ตกใจนั้นต่างกัน ลินด์ตกใจเพราะไม่รู้จักเมืองนี้ ส่วนการ์แลนดูเหมือนรู้ดีว่าหมายถึงอะไร

วอร์ทิเมอร์เหมือนจะรู้ตัวว่าพูดมากไป เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องและดึงการ์แลนออกไปด้วย “งั้นพวกข้าขอตัว เจ้าเตรียมตัวไปงานเลี้ยงเถอะ”

แล้วทั้งสองก็ออกจากเต็นท์ไปทิ้งลินด์ไว้เพียงลำพัง พร้อมกับความคิดที่กำลังเริ่มลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง ซึ่งทันทีที่ทั้งสองจากไปลินด์ก็ไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย เขารีบหยิบหีบที่บรรจุหนังสือสะสมของเมสเตอร์ฮอว์ลีย์ขึ้นมา แล้วเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับทัมเบิลตันอย่างกระตือรือร้น ในที่สุดเขาก็พบเล่มที่เกี่ยวข้อง และเปิดไล่อ่านด้วยความสนใจอย่างยิ่ง โดยสิ่งที่เขาพบนั้นก่อให้เกิดทั้งความสงสัยใคร่รู้และความทะเยอทะยานผุดขึ้นในใจ

แม้ในปัจจุบันทัมเบิลตันจะดูไร้ความสำคัญ แต่ในอดีตมันเคยเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเวสเทอรอส มีชื่อเสียงฉาวโฉ่จากบทบาทในการ ศึกการระบำของมังกร สองในบรรดาสมรภูมิใหญ่ที่สุดในสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเขียวกับฝ่ายดำได้อุบัติขึ้นที่นี่ กองทัพนับหมื่นปะทะกัน มังกรต่อสู้กันเหนือฟากฟ้า และตัวเมืองก็ถูกเปลวเพลิงของมังกรเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลี เจ้าชายหนึ่งพระองค์ มังกรสองตน รวมถึงขุนนางและทหารนับไม่ถ้วนจบชีวิตลงในหายนะครั้งนั้น ทำให้จนกระทั่งทุกวันนี้พื้นที่แถบนั้นยังคงเป็นทุ่งร้างไร้ชีวิต ซากปรักหักพังยังหลอกหลอนด้วยเสียงโหยหวนของเหล่าผู้วายชนม์และคำร่ำลือว่าเสียงคำรามของมังกรยังคงก้องกังวานอยู่ในสายลม

ปัจจุบันทัมเบิลตันแทบไม่เหลืออะไรจากอดีตอันรุ่งเรือง เป็นเพียงเงาเลือนรางของความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ แผ่นดินบริเวณนั้นตกอยู่ภายใต้การครอบครองของตระกูลฟุตลีย์ หนึ่งในตระกูลขุนนางที่ยากจนที่สุดในดินแดนแห่งเดอะรีช ซึ่งมีเพียง ‘ตำแหน่ง’ เท่านั้นที่ทำให้แตกต่างจากชาวนา

แม้ทัมเบิลตันจะตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมากอยู่ต้นน้ำของแม่น้ำแมนเดอร์ และสามารถเดินทางไปยังไฮการ์เดนทางเรือได้อย่างสะดวก แต่มันก็ไม่เคยได้รับการบูรณะเลย ซากเมืองร้างยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นนั้น เป็นเครื่องเตือนใจถึงโศกนาฏกรรมในอดีต

ดังนั้นคำพูดของวอร์ทิเมอร์เกี่ยวกับทัมเบิลตันได้บ่งชี้เจตนารมณ์ของลอร์ดไทเรลล์อย่างชัดเจน และลินด์พิจารณาแล้วก็สรุปได้ว่า ตระกูลไทเรลล์น่าจะกำลังวางแผนบูรณะเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะโดยการโยกย้ายตระกูลฟุตลีย์ออกไป หรือเจรจาเพื่อจัดตั้งความร่วมมือ โดยเป้าหมายสูงสุดคือให้ทัมเบิลตันและดินแดนโดยรอบตกอยู่ในอำนาจของไทเรลล์

สำหรับลินด์เรื่องนี้คือทั้ง ‘ความท้าทาย’ และ ‘โอกาส’ หากเขาถูกส่งไปที่นั่นจริงก็น่าจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำกองทหารม้า ทำหน้าที่ควบคุมการฟื้นฟูเมือง กวาดล้างโจรในพื้นที่ และฟื้นฟูเส้นทางการค้าเชื่อมระหว่างเดอะรีชกับดินแดนทางเหนือ เพราะทำเลที่ตั้งของทัมเบิลตันนั้นสำคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือมันอยู่ห่างจากคิงส์แลนดิ้งเพียงหกลีก ตั้งอยู่ริมขอบป่าหลวงของกษัตริย์ และอยู่ใกล้กับโรสโรดแค่ไม่กี่ลีก

แม้ถนนที่เชื่อมต่อระหว่างทัมเบิลตันกับโรสโรดจะถูกทอดทิ้งมานานหลายปี แต่โครงสร้างยังมั่นคงและสามารถซ่อมแซมได้ไม่ยาก หากเส้นทางนี้เปิดใช้งานอีกครั้ง กองคาราวานจากแดนเหนือก็จะสามารถขนสินค้ามายังทัมเบิลตัน แล้วล่องเรือต่อไปตามแม่น้ำแมนเดอร์จนถึงไฮการ์เดนโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดทั้งต้นทุน เวลา และความเสี่ยง เปลี่ยนทัมเบิลตันให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการทหารแห่งใหม่ของเดอะรีช

แม้ลินด์จะมองเห็นโอกาสในเรื่องนี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าโอกาสที่จะได้เป็นลอร์ดแห่งทัมเบิลตันนั้นยังห่างไกลนัก ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือเฝ้ารอดูสถานการณ์และปรับตัวให้เหมาะสม

แต่ในชั่วขณะนี้สิ่งที่ลินด์ให้ความสำคัญกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวยิ่งกว่า การได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวิน! ลินด์ยังรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อยที่เมื่อวานนี้กษัตริย์โรเบิร์ตไม่ได้แต่งตั้งเขาในสนามประลองทั้งที่แสดงความชื่นชมอย่างชัดเจน เขาหวังว่าการได้รับตำแหน่งนี้จะช่วยยกระดับสถานะของตนเองได้ ทว่าแม้จะพลาดโอกาสนั้นเขาก็ยังไม่หมดหวัง เพราะยังมีโอกาสอีกมากมายอยู่ข้างหน้า เช่น การจลาจลในหมู่เกาะเหล็กที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ซึ่งอาจเป็นเวทีที่เขาจะได้แสดงฝีมืออีกครั้ง

อย่างไรก็ดีงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ที่เรดคีปกลับเป็นโอกาสที่ใกล้ตัวกว่ามาก การที่ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวเช่นนี้ บ่งบอกถึงการยอมรับที่เพิ่มมากขึ้นจากกษัตริย์โรเบิร์ต และลินด์เองก็อดรู้สึกไม่ได้ว่านี่อาจเป็นค่ำคืนสำคัญที่เขาจะได้ข้ามเส้นแบ่งแห่งสถานะนั้นเสียที

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 39

คัดลอกลิงก์แล้ว