- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 36
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 36
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 36
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 36 การหลอมรวมตัวละครตัวที่สอง
หลังจากที่ลินด์รู้แน่ชัดว่ากระดูกมังกรคือกุญแจสำคัญในการเปิดใช้งานแถบพลังงานของ ‘ระบบ’ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณต่อเสบียงกระดูกมังกรที่เขาได้รับมาจากบุรุษไร้หน้า เพราะถ้าหากไม่ได้มันมาเขาคงต้องหาทางแอบลอบเข้าไปในเรดคีปเพื่อขโมยกระดูกมังกรด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เขายินดีหลีกเลี่ยง
นอกจากนี้ลินด์ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องรีบตัดสินใจในทันที เขาพินิจพิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของตัวเลือกทั้งสองที่ระบบมอบให้ ทว่าข้อมูลที่ระบบให้มานั้นกลับมีน้อยจนน่าหงุดหงิด ราวกับการเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งในตอนนี้ไม่ต่างจากการเสี่ยงดวงมากกว่าการวางกลยุทธ์
ลองดูตัวเลือกแรก การเลือกฮีโร่ตัวใหม่ พร้อมกับการฝึกอาวุธใหม่ มันจะช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ของเขาได้จริงหรือ? เขาคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ดาบคู่ที่ใช้อยู่ตอนนี้ ประกอบกับประสาทสัมผัสอันล้ำเลิศจากร่างกายของเขาก็มอบความสามารถระดับเหนือมนุษย์ให้เขาอยู่แล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้อาวุธที่ไม่คุ้นเคยอาจทำให้ความสามารถลดลงมากกว่าที่จะเพิ่มขึ้น
ส่วนตัวเลือกที่สอง การพัฒนาทักษะดาบคู่ให้ล้ำลึกยิ่งขึ้น เขาก็นึกภาพไม่ออกว่าจะพัฒนาไปได้อีกแค่ไหน เพราะทักษะในปัจจุบันนั้นก็ใกล้จะถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว การเพิ่มทักษะเข้าไปอีกอาจซ้อนทับกับสไตล์เดิมเสียโอกาสเปล่า ๆ
หลังจากวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนลินด์ก็เริ่มมั่นใจว่าระบบนี้ ‘เก็บงำบางสิ่ง’ เอาไว้ ตัวเลือกที่ปรากฏในแถบพลังงานนั้นเป็นเพียงส่วนปลายของสิ่งที่ระบบนี้สามารถมอบให้ และมันต้องมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลือกเหล่านี้
ความลังเลนี้ทำให้เขาไม่อาจขยับไปทางใดได้จนเมื่อหมดความอดทนกับการคิดมาก ลินด์จึงตัดสินใจเชื่อสัญชาตญาณเลือกภาพเงาของนักดาบคู่ แม้ความน่าตื่นตาของการได้ใช้ฮีโร่ใหม่และอาวุธใหม่จะเย้ายวนใจมาก แต่การเลือกในสิ่งที่คุ้นเคยย่อมปลอดภัยกว่า แม้ผลลัพธ์จะไม่สมบูรณ์แบบเขาก็ยังสามารถเลือกใหม่ได้ในภายหลัง ที่สำคัญตอนนี้เขายังมีเวลาในการสะสมพลังงานเพิ่มอีก
ทันทีที่เขาตัดสินใจพลังงานในแถบก็พุ่งเข้าสู่ภาพเงาของนักดาบคู่ พร้อมกับร่างนั้นที่เริ่มเปลี่ยนรูปร่างและแปรสภาพ ในขณะเดียวกันคลื่นพลังงานร้อนแรงก็ถาโถมเข้าสู่มือของลินด์ และรุนแรงขึ้นทุกวินาที จากสายธารอ่อนโยนในตอนต้น แปรเปลี่ยนเป็นสายน้ำเชี่ยวกรากที่คุกคามจะพัดร่างเขาไป
พร้อมกันนั้นกระดูกมังกรในกล่องก็ค่อย ๆ กลายเป็นผงเถ้าในมือของเขาประหนึ่งพลังงานทั้งหมดกำลังถูกดูดกลืนไป เมื่อกระดูกมังกรถูกใช้ไปเกือบสองในสาม การแปรสภาพของภาพเงาก็ช้าลง ก่อนที่รูปร่างจะเริ่มชัดเจนขึ้น
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือ อัศวินร่างยักษ์สูงเกินสองเมตร สวมเกราะหนักทั้งตัวที่สลักด้วยอักขระลึกลับ หมวกเกราะอันงดงามถูกประดับด้วยสัญลักษณ์มังกรเผยปีกอันแผ่กว้างอย่างสง่างาม แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของลินด์ยิ่งกว่าคือ ดาบคู่ของอัศวิน มันไม่ใช่ดาบสั้นครึ่งใบมีดแบบที่เขาใช้อยู่ และก็ไม่ใช่ดาบของอัศวินธรรมดา ดาบทั้งสองมีใบมีดยาวและด้ามจับยาวคล้ายดาบใหญ่ ทั้งใหญ่ทั้งหนัก และรูปร่างแสดงถึงพลังมากกว่าความพริ้วไหว
ลินด์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดาบขนาดมหึมาแบบนี้จะเข้ากับสไตล์การต่อสู้อันรวดเร็วและแม่นยำของดาบคู่ได้อย่างไร? แม้เขาจะมีพละกำลังเหนือมนุษย์ แต่การถือดาบใหญ่แบบนี้ทีละเล่มด้วยมือเดียว แถมยังสองเล่มพร้อมกันดูจะเป็นไปไม่ได้เลย และเมื่อใส่เกราะหนักขนาดนั้น เขาก็จะสูญเสียความว่องไวที่เป็นหัวใจของสไตล์พีซคีปเปอร์ไปทั้งหมด ซึ่งมันดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ผิดพลาดทางยุทธวิธี
ด้วยเหตุนี้ความลังเลจึงเริ่มก่อตัวเมื่อภาพของอัศวินชัดเจนขึ้น ลินด์รู้สึกเหมือนเคยเห็นอัศวินผู้นี้มาก่อนแม้จะนึกไม่ออกก็ตาม จนกระทั่งเมื่อความหงุดหงิดเพิ่มขึ้น ภาพอัศวินก็สมบูรณ์ในพริบตา ก่อนจะกลายเป็นแสงหนึ่งเส้นพุ่งเข้าสู่จิตใจของเขา
ทันใดนั้นกระแสข้อมูลมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่จิตของเขาอย่างรุนแรง พร้อมกับสติของเขาที่ดับวูบขณะจมเข้าสู่สายน้ำแห่งความรู้ โดยที่สภาพภายนอกเหมือนกับว่าเขาหมดสติไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อกระดูกมังกรที่เหลือในกล่องของลินด์เกือบสามในสี่กลายเป็นเถ้า ความร้อนอันรุนแรงก็พลุ่งพล่านเข้าสู่ร่างกายของเขา ราวกับถูกแผดเผาทั้งตัวจนแทบทนไม่ไหว
กลอรี่ที่เกาะอยู่บนตัวของลินด์แสดงท่าทางไม่พอใจต่อความร้อนนี้ ทว่าแทนที่จะถอยหนีมันกลับย้ายตัวเองมาพันรอบศีรษะของเขา คอยปกป้องด้วยร่างที่เย็นจัดประหนึ่งก้อนน้ำแข็งต้านทานพลังเผาไหม้ที่ไหลเวียนในตัวเขา ทำให้ความร้อนกับความเย็นที่ตัดกันอย่างรุนแรงนี้สร้างสมดุลแปลกประหลาด ลดผลข้างเคียงของพลังอันร้อนแรงและช่วยให้ลินด์ทนไหว
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ความร้อนอันแผดเผาก็ค่อย ๆ จางลง และหายไปในอีกไม่กี่นาทีต่อมา อุณหภูมิร่างกายของลินด์ค่อย ๆ กลับคืนสู่ปกติ แม้ส่วนสูงและรูปร่างโดยรวมจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก แต่หากสังเกตอย่างละเอียดจะพบว่ามัดกล้ามเนื้อของเขาคมชัดขึ้น และดูแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้า
เมื่อคลื่นความร้อนหมดไปลินด์ก็ค่อย ๆ ถอนตัวออกจากกระแสข้อมูลมหาศาลในจิต จนเมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืน แต่เขาก็ยังไม่ลืมตาทันที แต่กลับนอนนิ่งด้วยสีหน้าตกตะลึง พร้อมกับความตื่นเต้นสะท้อนออกมาผ่านลมหายใจที่ถี่กระชั้น
หลังจากสงบใจได้ เขาก็พึมพำเบา ๆ ว่า “ไม่นึกเลยว่าตัวละครใหม่ที่ได้มาจะเป็นเขา จ้าวแห่งป้อมโซล”
จนถึงตอนนี้ลินด์เคยคิดว่า ‘คลังตัวละคร’ ของระบบนั้นจำกัดอยู่แค่ตัวละครจากเกม ‘ฟอร์ออเนอร์’ เท่านั้น ทว่าการเปิดหลอมตัวละครใหม่ครั้งนี้กลับทำให้เขารู้ว่านั่นเป็นเพียงพื้นฐาน ระบบสามารถดึงข้อมูลจากเกมอื่นในฮาร์ดไดรฟ์ของเขาได้ด้วย และครั้งนี้มันได้ปลดล็อก ‘อัศวินผู้ถูกเนรเทศ (เบนนิชท์ไนท์)’ ตัวละครอันโด่งดังจาก เอลเดนริง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในป้อมโซล
ทันใดนั้นความทรงจำในการเล่นเอลเดนริงก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่เขาถูกอัศวินผู้ถูกเนรเทศไล่ฆ่าไม่หยุด แม้ความทรงจำในชาติก่อนจะเริ่มเลือนราง แต่ประสบการณ์นั้นกลับยังคงชัดเจน ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะถูกจัดเป็นเพียงอัศวินธรรมดา แต่อัศวินผู้ถูกเนรเทศกลับมีพลังระดับบอส และในบรรดานักดาบคู่แห่งเอลเดนริงมันไม่มีใครเทียบเขาได้เลย
แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้อัศวินผู้นี้พิเศษไม่ใช่แค่กระบวนท่าที่ไร้เทียมทาน แต่ยังรวมถึงดาบที่ถูกอาคมเสริมพลัง และความสามารถในการ วาร์ป หรือ พุ่งย้ายตัว ที่ทำให้เขากลายเป็นนักรบเหนือมนุษย์ ก่อนที่ลินด์จะตระหนักได้ว่าระบบไม่ได้มอบแค่ประสบการณ์การต่อสู้ แต่ยังถ่ายทอดวิธีฝึกฝน ความรู้ด้านไสยเวท และแม้กระทั่งแบบแปลนในการตีเกราะและดาบใหญ่ของอัศวินผู้ถูกเนรเทศมาให้เขาด้วย กล่าวได้ว่าเขาได้รับทุกสิ่งจากความทรงจำของอัศวินผู้นี้เว้นเพียงแค่ ‘ชีวิตส่วนตัว’
สิ่งที่ลินด์ได้เรียนรู้ก็คือพลังพิเศษของอัศวินผู้ถูกเนรเทศนั้นไม่ผูกติดกับร่างกายโดยกำเนิด หากมีการฝึกฝนและอุปกรณ์ที่เหมาะสม ลินด์ก็สามารถบ่มเพาะพลังนี้ได้ด้วยตนเอง และจากความทรงจำของอัศวินเขาก็ได้รู้ว่า พลังพิเศษนั้นมีสองต้นกำเนิดหลัก
หนึ่งปัจจัยภายนอก อักขระมังกรที่สลักอยู่บนอาวุธและเกราะ อักขระนี้เป็นสัญลักษณ์ของ ‘อัศวินที่สาบสูญ’ มีคุณสมบัติในการดูดซับพลังงานโดยรอบ และปลดปล่อยพลังเวทได้เมื่อถูกกระตุ้นผ่านทักษะดาบ เช่น ลมพายุ หรือ ความเย็นยะเยือก โดยพลังที่ปล่อยออกมาจะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับ ‘อายุการเสริมอาคม’ ของอุปกรณ์ กล่าวคือเกราะและอาวุธที่เก่าแก่และบริสุทธิ์จะยิ่งมีพลังมาก นอกจากนี้ในความทรงจำนั้นยังมีตำนานของอัศวินผู้หนึ่งซึ่งสามารถแช่แข็งทั้งทุ่งราบ รวมถึงมังกรทั้งฝูงด้วยดาบเพียงเล่มเดียว
สองปัจจัยหลักที่แท้จริง พิธีกรรมสื่อสารมังกร อัศวินผู้ถูกเนรเทศหรือในชื่อที่ถูกต้องกว่า อัศวินแห่งลัทธิมังกร คืออัศวินกลุ่มแรกที่บูชามังกรอย่างแท้จริง สิ่งนี้สะท้อนอยู่ในเกราะ อาวุธ และธงรบทุกชิ้นที่ประดับลวดลายมังกร
เดิมทีพวกเขาเพียงต้องการเลียนแบบมังกรผ่านการสร้างอักขระมังกร แต่เมื่อเวลาผ่านไปความทะเยอทะยานก็เติบโตขึ้นจนพวกเขาอยากเป็นมังกรจึงคิดค้นพิธีกรรมนี้ขึ้นมา พิธีกรรมจะดึงพลังจากซากมังกร มอบความสามารถเหนือธรรมชาติให้ผู้ประกอบพิธี จนกลายเป็นอัศวินที่ทรงพลังไม่แพ้เหล่า อัศวินครูซิเบิล
ทว่าภายหลังลัทธิมังกรถูกทำลายเหล่าอัศวินก็ถูกเนรเทศ และบางคนก็หลงใหลในอำนาจจนเปลี่ยนพิธีกรรมไปสู่ด้านมืด ทำให้พวกเขาเริ่มล่ามังกรมีชีวิตเพื่อ กลืนหัวใจ ของมัน
ซึ่งในความทรงจำที่ลินด์ได้รับเขาก็ได้รู้ถึงพิธีกรรมต้องห้ามนี้ด้วยเช่นกัน มันเป็นทางลัดสู่พลังมหาศาล แต่เต็มไปด้วยอันตราย พลังของหัวใจมังกรนั้นรุนแรงและป่าเถื่อนแฝงไว้ด้วยความโกรธและความแค้นของมังกร แม้จิตใจที่เข้มแข็งจะต้านทานได้ชั่วคราว แต่เมื่อกินมากขึ้นร่างกายและจิตใจก็จะค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นอสุรกายตาแดงคลั่งเสียสติ ซึ่งคือชะตากรรมของเหล่าอัศวินผู้ถูกเนรเทศหลายคน
แม้แต่พิธีกรรมดั้งเดิมที่ใช้ซากมังกรแทนหัวใจก็ยังมีความเสี่ยงอยู่เช่นกันเพียงแต่เบาบางกว่า เพราะซากที่เก่าแล้วไม่มีพลังปั่นป่วนเหมือนมังกรที่เพิ่งตาย เมื่อผสานกับการฝึกฝนเฉพาะทาง จิตใจที่มั่นคง และการใช้อักขระมังกรเพื่อคุ้มกันทางจิต ผู้ที่ทำพิธีจึงสามารถรอดพ้นจากความวิกลจริตได้
ดังนั้นสำหรับลินด์แล้วเส้นทางอันมืดมิดนั้นไม่อาจเลือกได้ ไม่เพียงเพราะไม่มีมังกรมีชีวิตเหลือในโลกแห่งน้ำแข็งและไฟที่เขาสามารถต่อกรด้วยได้ และถึงแม้จะมีจริงด้วยพลังในตอนนี้เขาจะไม่ใช่นักล่า แต่เป็นเหยื่อ ดังนั้นพิธีกรรมสื่อสารมังกรแบบปกติที่ใช้กระดูกมังกรจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นจริงมากที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้
ซึ่งห้องใต้ดินของเรดคีปได้ชื่อว่าเป็นที่เก็บสะสมกระดูกมังกรในปริมาณมหาศาล และลินด์เองก็มีเสบียงอยู่พอสมควรในกล่องของตน แม้พลังที่ได้รับจากพิธีกรรมเวอร์ชันนี้จะไม่อาจเทียบได้กับการกลืนกินหัวใจมังกรโดยตรง แต่มันก็เกินพอสำหรับวัตถุประสงค์ของลินด์ มันจะทำให้เขายืนหยัดได้ในโลกอันโหดร้ายนี้ และรับมือกับบททดสอบที่รออยู่เบื้องหน้า
หลังจากนั้นลินด์ก็ไตร่ตรองถึงพละกำลังของตัวเองในตอนนี้ แม้จะมีแค่กระบวนท่าของพีซคีปเปอร์เขาก็แทบจะไร้เทียมทานในการต่อสู้ตัวต่อตัว แล้วตอนนี้เมื่อมีทั้งความรู้และทักษะของอัศวินผู้ถูกเนรเทศ พลังรบของเขาก็สามารถพุ่งทะยานขึ้นอีกหลายเท่า
ดาบใหญ่คู่ของอัศวินผู้ถูกเนรเทศ แม้จะหนักกว่าดาบคู่ของเขา แต่ก็เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการต่อสู้บนหลังม้า ซึ่งจะมอบข้อได้เปรียบอย่างมหาศาลในสนามรบ ซึ่งความสามารถรอบด้านเช่นนี้เพียงอย่างเดียวก็เปลี่ยนเกมได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นพิธีกรรมสื่อสารมังกรยังสัญญาว่าจะมอบพละกำลังเหนือมนุษย์และความทนทานเป็นเลิศให้เขา ดันเขาเข้าใกล้ขอบเขตของตำนาน ด้วยพื้นฐานเช่นนี้ลินด์ก็สามารถสถาปนาตำแหน่งที่ไม่มีใครสั่นคลอนได้ในโลกแห่งน้ำแข็งและไฟ
“ก่อนอื่นต้องทำเกราะกับอาวุธก่อน” ลินด์พึมพำกับตนเองหลังจากเรียบเรียงความคิดเสร็จ
หากเป็นก่อนการแข่งขันทีมงานนี้คงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา เพราะในเวสเทอรอสเกราะเหล็กกล้าคุณภาพสูงนั้นถือเป็นของหรูหราอย่างชัดเจน ดูตัวอย่างได้จากการที่วอร์ทิเมอร์ต้องให้เขายืมเกราะอันล้ำค่าของตน ดังนั้นการตีเกราะหนักเต็มตัวแบบที่อัศวินผู้ถูกเนรเทศสวมซึ่งหนาและประณีตกว่าเกราะทั่วไปมากจะต้องมีราคาสูงกว่าเกราะธรรมดาอย่างน้อยสิบเท่า หรือไม่ก็มากกว่านั้นแน่นอน
ทว่าตอนนี้เขาได้ชัยชนะจากการแข่งขันทีมมาแล้ว ลินด์จึงมีทรัพยากรเพียงพอที่จะทำตามเป้าหมาย เงินรางวัลสองหมื่นเหรียญทองมังกรที่ได้มานั้นมากเกินพอสำหรับการสร้างเกราะและอาวุธตามที่ต้องการ
ส่วนเรื่องวัสดุนั้นลินด์ไม่ได้คิดจะใช้เหล็กวาเลเรียน แน่นอนว่ามันไม่ใช่เพราะแพง แต่เพราะหาไม่ได้เลยต่างหาก เหล็กวาเลเรียนหายากเกินไป และส่วนใหญ่ก็ถูกตีเป็นดาบไปหมดแล้วไม่มีเหลือพอให้ใช้งาน เขาจึงเลือกใช้เหล็กจากดาบของการ์แลนแทน แม้จะไม่พิเศษเท่าเหล็กวาเลเรียน แต่ก็เหนือกว่าเหล็กธรรมดามาก และเมื่อเสริมด้วยอักขระมังกร เหล็กชนิดนี้ก็สามารถแปรเปลี่ยนได้อย่างลึกลับ กลายเป็นวัสดุที่แข็งแกร่งและทนทานขึ้นอย่างมหาศาล
บวกกับความทรงจำของอัศวินผู้ถูกเนรเทศที่เขาได้รับมาก็ยิ่งเสริมความมั่นใจ เพราะอาวุธและเกราะของอัศวินผู้นั้นล้วนถูกตีขึ้นจาก เหล็กธรรมดา ทว่าเขาก็ยังสามารถใช้มันฟันกระดูกมังกรให้แตกได้ ดังนั้นถ้าหากเหล็กทั่วไปยังทำเช่นนั้นได้เหล็กของการ์แลนที่เสริมด้วยอักขระมังกรก็ย่อมพอเพียงแน่นอน
หลังจากย่อยข้อมูลจากความทรงจำของอัศวินผู้ถูกเนรเทศจนหมด ลินด์ก็ลืมตาขึ้นและเตรียมจะลุกขึ้น ทว่าทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงสิ่งเย็นเฉียบและหนักที่กดอยู่บนหัว ราวกับมีถุงน้ำแข็งวางอยู่ เขาจึงยกมือขึ้นไปสัมผัส และพบว่ากลอรี่กำลังนอนอยู่บนนั้น ทำให้เขาค่อย ๆ ดึงเจ้าตัวเล็กลงมาอย่างแผ่วเบา แล้วชูขึ้นต่อหน้าพร้อมรอยยิ้มขบขัน
“ทำไมถึงไปนอนอยู่บนหัวข้าได้ หืม?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
ไม่แน่ใจว่ากลอรี่จะเข้าใจคำพูดหรือไม่ แต่มันก็ร้องเบา ๆ ออกมาเป็นจังหวะขณะลินด์อุ้มมันไว้ ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นว่าขนของมันที่ก่อนหน้านี้เย็นยะเยือก ตอนนี้เริ่มกลับมาอุ่นตามปกติ แม้จะฟังไม่ออกว่ากลอรี่กำลังจะสื่ออะไร แต่เขาก็สามารถประติดประต่อภาพในหัวได้ว่าการที่อุณหภูมิร่างกายของมันที่เปลี่ยนไป และการกระทำของมันในช่วงเปิดใช้ระบบบ่งบอกว่ามันได้ช่วยเขาไว้แน่นอน
หลังจากนั้นสายตาของลินด์ก็เหลือบมองไปยังกล่องกระดูกมังกรที่วางอยู่ข้างเท้า แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาชะงัก เขาวางกลอรี่ลงบนพื้นอย่างเบามือ จากนั้นลุกขึ้นยืนพลางมองไปรอบเต็นท์ด้วยความระแวดระวัง
กล่องกระดูกมังกรตอนนี้แทบจะว่างเปล่า ทั้งที่ตอนเปิดใช้ระบบกล่องนี้ยังเต็มไปด้วยกระดูกมังกร แต่ตอนนี้เหลือเพียงเศษขนาดกำปั้นไม่กี่ชิ้น ส่วนที่เหลือกลายเป็นเถ้าไปหมดแล้ว ดังนั้นความคิดแรกของเขาคือมีใครแอบเข้ามาในเต็นท์ระหว่างที่เขาหมดสติแล้วขโมยกระดูกไป ทว่าเขาก็รีบปัดความคิดนั้นทิ้ง เพราะหากมีคนแอบเข้ามาจริงกลอรี่ต้องโจมตีแน่ แถมยังมีทหารยามอยู่ข้างนอกไม่มีใครลอบเข้ามาได้โดยไม่รู้ตัวแน่นอน
“ถ้าไม่มีใครลอบเข้ามา แล้วกระดูกมังกรหายไปไหนหมดกัน?” เขาพึมพำกับตัวเองอย่างงุนงง
ทันใดนั้นความกระหายน้ำก็พลันแทรกเข้ามา ลินด์เอื้อมมือไปหยิบกาน้ำบนโต๊ะ แล้วเทน้ำใส่ถ้วยไม้โอ๊ก ทว่าเมื่อเขาออกแรงเพียงเล็กน้อยขณะยกถ้วยขึ้น ถ้วยไม้ก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ ในมือของเขา ราวกับมันเป็นแค่กระดาษเท่านั้น . . .