- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 35
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 35
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 35
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 35 แถบพลังงานเต็ม
“หลีกไป! พวกโง่นี่ต้องการอะไรกันนักหนา?”
ทันใดนั้นเสียงคำรามของโรเบิร์ตก็ดังก้องไปทั่วสนามประลอง แม้ร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือด แต่เขาก็ยันกายลุกขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากเซอร์บาริสตัน เซลมี และใช้สายตาเขาเต็มไปด้วยโทสะขณะจ้องมองเหล่าอัศวินผ้าคลุมทอง “ใครบอกให้พวกเจ้าบุกเข้ามาในสนามประลอง? รู้ไหมว่าทำอะไรลงไป? พวกเจ้าทำลายการประลองอันรุ่งโรจน์ที่สุด! ทำให้ข้าและนักสู้ทุกคนต้องขายหน้า เก็บอาวุธเดี๋ยวนี้!”
อัศวินผ้าคลุมทองที่หน้าซีดเผือดต่างรีบทำตามคำสั่งเก็บอาวุธแล้วล่าถอยห่างจากลินด์ เจมี่ที่เพิ่งวางดาบลงจากคอลินด์เองก็รีบถอยกลับไปยืนเคียงข้างราชินีเซอร์ซี
“ท่านสติหลุดไปแล้วหรือ? เขาเพิ่งพยายามฆ่าท่านนะ!” เซอร์ซีตวาดด้วยเสียงเดือดดาล
“หุบปากซะ ยัยผู้หญิง! นี่เป็นเรื่องของนักรบ เจ้าไม่มีสิทธิ์แทรก!” โรเบิร์ตคำรามตอบ พลางผลักเซอร์บาริสตันออก แล้วก้าวพรวดเข้าไปหาเซอร์ซีอย่างดุดัน “กลับไปที่ห้องของเจ้า สนใจลูก ๆ ของเจ้า และหยุดสร้างปัญหาได้แล้ว”
จากนั้นเขาก็หันไปหาเจมี่ “ยังยืนเซ่ออยู่ทำไมอีก เพชฌฆาตกษัตริย์? พาพี่สาวเจ้าออกไปจากสนามนี้เดี๋ยวนี้ ข้าไม่อยากให้นางทำให้ข้าขายหน้าไปมากกว่านี้อีกต่อไปแล้ว!”
คำตำหนิของโรเบิร์ตทำให้สองพี่น้องแลนนิสเตอร์ถึงกับหน้าเสีย ดวงหน้าพลันแดงก่ำด้วยความอับอายท่ามกลางสายตาของผู้คน ขณะที่ลอร์ดไทวิน แลนนิสเตอร์เฝ้ามองจากด้านข้างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนที่เขาจะกระซิบคำสั่งบางอย่างกับผู้ติดตาม ซึ่งรีบวิ่งไปกระซิบต่อให้เจมี่และเซอร์ซี
เมื่อทั้งสองได้รับข้อความจากบิดาก็ต่างหันมาสบตากัน ก่อนจะเดินจากสนามไปอย่างเงียบงัน พร้อมเหล่าทหารเรดคีปและอัศวินผ้าคลุมทองที่ตามติดไป
เมื่อทุกคนออกไปโรเบิร์ตก็หันกลับมาทางลินด์ ซึ่งกำลังเก็บเศษดาบที่หักออกเป็นสองท่อนและเหน็บคืนเข้าฝัก
“นักรบตระกูลแห่งไทเรลล์ เจ้ามีนามว่าอะไร?” โรเบิร์ตถามด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม
“ลินด์! ลินด์นักล่าหมี!” แต่ยังไม่ทันที่ลินด์จะตอบ เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นจากฝั่งไฮการ์เดน บรรดาผู้สนับสนุนจากเดอะรีชต่างตะโกนชื่อของเขา บ้างร้องเนื้อเพลงแห่งนักล่าหมีที่เป็นที่รู้จักกันทั่ว
“ลินด์นักล่าหมี” โรเบิร์ตทวนด้วยแววตาแฝงความพอใจ “ดูท่าทางเจ้าจะไม่ใช่คนธรรมดา ข้าจะจดจำเจ้าไว้ ลินด์ ผู้โค่นราชา”
จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปจับแขนของลินด์ก่อนจะยกขึ้นสูงเหนือศีรษะ พร้อมกับประกาศเสียงดังกึกก้อง “ขอเสียงปรบมือให้กับผู้ชนะของเรา จ้าวแห่งสนามรบ ลินด์!”
“จ้าวแห่งสนามรบ! จ้าวแห่งสนามรบ!” เสียงโห่ร้องดังกระหึ่มทั่วสนามประลอง แผ่ลามไปถึงถนนหนทางของคิงส์แลนดิ้ง
แม้ว่าลินด์จะคว้าชัยในศึกประลองทีมมาได้ แต่สีหน้าเหล่าขุนนางไทเรลล์กลับไม่ได้ยินดีปรีดานัก เมื่อเขากลับถึงค่ายก็ถูกเชิญตัวเข้ามาในเต็นท์อย่างรวดเร็ว และบรรยากาศที่ต้อนรับเขาไม่ใช่การเฉลิมฉลอง แต่เป็นการสอบสวน
ยังไม่ทันที่ลอร์ดเมซจะกล่าวอะไร ขุนนางคนหนึ่งก็ก้าวออกมาก่อน และกล่าวเสียงกร้าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าทำอะไรลงไป ลินด์แห่งไวท์โฮลด์ฟาสต์?”
การเรียกชื่อเต็มพร้อมชื่อบ้านเกิดอันต่ำต้อยของเขาเป็นการแสดงออกชัดเจนถึงการดูแคลน แต่ลินด์ไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย และตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “แน่นอนว่าข้ารู้ว่าข้าทำอะไรลงไป และต้องถามว่าท่านสับสนเองรึเปล่า หรือท่านลืมไปแล้วว่าข้าเพิ่งชนะการประลองให้ตระกูลไทเรลล์? หรือว่าสมองท่านแก่จนจำอะไรไม่ได้นานแล้ว?”
“พรืด!” การ์แลน ไทเรลล์หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะรีบเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าขุนนางผู้นั้นแดงก่ำทันที “สารเลว! ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นฝ่ายชนะ แต่เจ้าแตะต้องฝ่าบาท . . .”
“ผิด!” ลินด์ตัดบท “ข้าว่าท่านเข้าใจผิดนะ ข้าไม่เคยแตะต้องฝ่าบาท ข้าเพียงต่อสู้กับนักรบผู้เข้าร่วมการประลองในฐานะนักบคนหนึ่งเหมือนกัน”
พูดจบเขาก็หันไปหาลอร์ดเมซ “ท่านลอร์ด ข้าจำได้ว่าท่านเป็นคนสั่งให้ข้าลงแข่งขันและสั่งให้ข้าทุ่มสุดตัว และตอนนี้ข้าก็ชนะแล้ว ข้าได้นำเกียรติยศมาสู่ตระกูลไทเรลล์ ได้รับความนับถือจากฝ่าบาท และทำให้ขุนนางทั่วทั้งเวสเทอรอสรู้จักนามของเรา ข้าขอถามท่านลอร์ด ข้าผิดตรงไหนหรือ?”
ลอร์ดเมซนิ่งไปชั่วครู่ไม่สามารถตอบได้ทันที เพราะคำพูดของลินด์ไม่มีช่องให้โต้แย้งเลยสักนิด แม้การกระทำของเขาจะเสี่ยงต่อการล่วงเกินกษัตริย์ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าตระกูลไทเรลล์ได้รับประโยชน์มหาศาลจากชัยชนะนี้ หากลอร์ดเมซตำหนิลินด์ต่อหน้าทุกคนมันคงส่งสารที่ผิดพลาดไปถึงผู้ติดตามทั้งหลายว่าการทุ่มเทเพื่อไทเรลล์นั้นจะได้รับการตอบแทนด้วยคำตำหนิ
ลอร์ดเมซนั่งนิ่งครุ่นคิดถึงตลอดเส้นทางกลับจากสนามประลอง ขุนนางจากทุกแดนต่างเข้ามาแสดงความยินดี แม้แต่มิตรใหม่จากแดนเหนืออย่างตระกูลสตาร์คก็ส่งคนมาขอพบเบนเจน สตาร์คด้วยเรื่องสำคัญ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในรอบปี และทั้งหมดก็เป็นผลมาจากชัยชนะของลินด์
เมื่อเห็นว่าบิดาเริ่มลังเล การ์แลนจึงก้าวขึ้นมากู้สถานการณ์ “นักล่าหมี เจ้าทำได้ดีมากในการประลองครั้งนี้ พวกเราเรียกเจ้ามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษ แต่เพื่อหารือถึงรางวัลที่เจ้าควรได้รับ เจ้านำเกียรติยศมาสู่ตระกูลไทเรลล์และชื่อเสียงไปทั่วเจ็ดแคว้น การกระทำเช่นนี้ต้องได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสม”
พูดจบเขาก็หันไปยังเซอร์อิซเมียร์ ขุนนางผู้กล่าวโทษก่อนหน้านี้ “ข้าว่าท่านอาจเข้าใจผิดในเจตนาของลอร์ดเมซ”
“ใช่ ๆ ถูกต้องแล้ว!” ลอร์ดเมซรีบรับคำ เห็นได้ชัดว่าเขายินดีจะเปลี่ยนน้ำเสียงทันทีเพื่อรักษาหน้า
ลินด์เห็นว่าทุกอย่างเริ่มคลี่คลายจึงโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม “เป็นเกียรติของข้าที่ได้รับใช้ตระกูลไทเรลล์ ส่วนรางวัลข้าไม่กล้าร้องขอใด ๆ ข้ามั่นใจว่าตระกูลไทเรลล์ย่อมมีเกณฑ์ของตนในการตอบแทนผู้ที่มีคุณูปการ ข้าจะยอมรับอย่างถ่อมตน”
“ไม่ต้องห่วง ลินด์ ตระกูลไทเรลล์ไม่เคยขี้เหนียวต่อผู้ที่เสียสละเพื่อเรา ตอนนี้กลับไปพักก่อนเถอะ เจ้าคงเหนื่อยมากแล้ววันนี้” ลอร์ดเมซตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกือบจะดูมีเมตตา
ลินด์โค้งศีรษะอีกครั้งเตรียมจะออกจากเต็นท์ แต่ก็ถูกการ์แลนเรียกไว้ก่อน “เดี๋ยว!”
ลินด์หันกลับอย่างงุนงง ขณะที่การ์แลนชี้ไปที่ดาบสองเล่มที่เหน็บไว้ที่เอวเขา “ข้าว่าเจ้าควรคืนดาบพวกนั้นให้ข้าได้แล้วล่ะ”
ลินด์ยิ้มแล้วปลดดาบออกมายื่นคืนให้ด้วยสองมือ “ลอร์ดการ์แลน ดาบคู่นี้มีบทบาทสำคัญในชัยชนะของเรา ข้าตั้งใจจะคืนให้หลังจากทำความสะอาดให้เรียบร้อย”
การ์แลนรับดาบมาแล้วยื่นให้คนรับใช้ที่อยู่ใกล้ ๆ พร้อมกับส่ายหัวแล้วยิ้มกว้าง “ไม่ต้องล้างมันหรอก มูลค่าที่แท้จริงของมันอยู่ที่เรื่องราวที่มันบรรจุไว้ ดาบคู่นี้คือดาบที่เกือบสังหารศัตรูได้ครบหนึ่งร้อยคน มันจะกลายเป็นของล้ำค่าที่เล่าขานกันไปอีกนาน ข้าจะเก็บมันไว้ตามสภาพนี้แหละ”
คำพูดติดตลกของเขาทำให้คนในเต็นท์หัวเราะออกมา ความตึงเครียดที่เคยปกคลุมพลันจางหาย
“ชุดเกราะของข้าก็ไม่ต้องล้างเหมือนกัน เอาไปส่งข้าตรง ๆ เลยก็พอ” วอร์ทิเมอร์เสริมขึ้นบ้างในตอนนั้น
“รับทราบขอรับ ท่านลอร์ด” ลินด์ตอบพร้อมรอยยิ้ม
หลังออกจากเต็นท์ใหญ่ลินด์ก็เดินกลับไปยังที่พักของตน ระหว่างทางเหล่าทหารไทเรลล์ที่เคยร่วมรบกับเขา รวมถึงคนที่อยู่ประจำที่คิงส์แลนดิ้งในช่วงสงครามกบฏ ต่างเข้ามาคำนับเขาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม ผลงานในสนามประลองของเขาทำให้ทุกคนมองเขาเหมือนเป็นขุนนางชั้นสูง แม้เขาจะเป็นแค่เด็กรับใช้ก็ตาม
ลินด์ขอตัวจากทุกคนอย่างสุภาพอ้างว่าเหนื่อยและต้องการพัก เมื่ออยู่ตามลำพังเขาก็เรียกรอล ผู้ช่วยส่วนตัวให้มาช่วยถอดชุดเกราะ จากนั้นก็ส่งเกราะคืนให้วอร์ทิเมอร์ตามคำสั่งโดยไม่ทำความสะอาด
เมื่อเต็นท์กลับสู่ความเงียบสงบลินด์ก็หันไปสนใจกลอรี่ แมวเงาเพื่อนรักของเขาที่ยังถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก ถึงแม้จะถูกขังไม่นาน แต่มันก็เริ่มแสดงอาการกระสับกระส่าย ฟันกรามของมันกัดกรงจนมีรอยร้าว
เมื่อเปิดกรงกลอรี่ก็แสดงความไม่พอใจโดยการกัดข้อมือของลินด์ แน่นอนว่ามันไม่ได้กัดแรง แต่เป็นการแสดงอารมณ์มากกว่า ทำให้ลินด์หัวเราะเบา ๆ แล้วใช้เวลาอยู่กับมัน ให้อาหาร ปลอบโยน จนมันยอมสงบลง แล้วทั้งคู่จึงไปนอนบนเตียงไม้เรียบง่ายของลินด์ เขาลูบตัวกลอรี่เบา ๆ ขณะปล่อยใจให้คลายจากความเครียดทางกายและใจที่สะสมมา
แม้เขาจะดูเหนือชั้นในสนามประลอง แต่ความจริงคือเขาใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว อะดรีนาลินช่วยให้เขาผ่านมาได้ แต่เมื่ออยู่ในเต็นท์อย่างสงบความปวดเมื่อยและอ่อนล้าก็เริ่มโจมตี ดังนั้นเขาจึงนอนนิ่ง ๆ ปล่อยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูทีละน้อย และในที่สุดก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น แม้ยังขยับได้ช้า แต่เขาก็ยังเลือกจะไม่ลุกขึ้น แต่หันไปสนใจแถบพลังงานในจิตใจ ฟังก์ชันหนึ่งของระบบที่เขาครอบครอง
ก่อนการประลองแถบพลังงานยังมีเพียงหนึ่งในสี่ แต่ตอนนี้มันกลับเต็มเปี่ยมโดยสมบูรณ์ ซึ่งนี่ควรจะเป็นสัญญาณของการปลดล็อกพลังใหม่ ทว่ามันกลับไม่เกิดอะไรขึ้นเลย แถบพลังนิ่งสนิทไม่แสดงสัญญาณของการเปิดใช้งาน แม้เขาจะจดจ่ออยู่กับมันเพียงใดก็ตาม
ดังนั้นความสงสัยจึงค่อย ๆ กัดกินจิตใจของลินด์ หรือว่า ‘ระบบ’ ที่เขามีนั้นจะจำกัดเพียงการมอบพลังของพีซคีปเปอร์แค่ครั้งเดียวจริง ๆ? ความคิดนั้นทำให้เขารู้สึกไม่พอใจนัก เพราะหากเครื่องมือทรงพลังถึงเพียงนี้กลับใช้งานได้แค่ครั้งเดียวก็ดูจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
เมื่อคิดต่อไปเขาก็หวนระลึกถึงกล่องกระดูกมังกรที่เก็บไว้ในเต็นท์ ก่อนหน้านี้เขาเคยทดลองแล้วพบว่าพลังของกระดูกมังกรมีปฏิกิริยาเล็กน้อยกับระบบของเขา ถึงแม้มันจะยังไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่จับต้องได้ แต่ก็เคยทำให้แถบพลังงานสั่นไหว ซึ่งนั่นเพียงพอจะเป็นความหวังให้เขาเชื่อว่ากระดูกมังกรอาจเป็นกุญแจไขสู่ศักยภาพใหม่ของแถบพลังงานนี้
ด้วยความคิดนี้ลินด์จึงลากกล่องกระดูกมังกรใบหนักมาวางข้างเตียง จากนั้นเรียกรอลให้มายืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเต็นท์ พร้อมกำชับไม่ให้ใครเข้ามารบกวน จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ เปิดกล่องออก และวางมือทั้งสองลงบนกระดูกมังกร
แต่มันก็เป็นเช่นเดียวกับทุกครั้งก่อนหน้า คลื่นความร้อนแผ่ซ่านจากเนื้อวัสดุเข้าสู่ร่างกายของเขา และในทันใดนั้นแถบพลังงานของระบบก็กะพริบเล็กน้อย ลินด์เพ่งสมาธิไปยังแถบพลังงานพยายามบังคับให้มันทำงาน ทว่ามันกลับมีเพียงแสงริบหรี่และระยิบระยับเท่านั้น โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
ลินด์เริ่มรู้สึกผิดหวังคิดจะเลิกทดลองและยกมือออกจากกระดูกมังกร แต่ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกตา ปลายทั้งสองด้านของแถบพลังงานเริ่มปรากฏเงาจาง ๆ ขึ้นมา
ลินด์รีบตั้งสมาธิจ้องไปยังเงาเหล่านั้น ก่อนที่เงาที่เคยพร่าเลือนจะเริ่มมีรูปทรงชัดเจนขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งในที่สุดมันก็ปรากฏเป็นรูปร่างของสองร่างแยกจากกันอย่างชัดเจน ร่างแรกยังคงพร่ามัว เปลี่ยนรูปร่างตลอดเวลา ราวกับเกิดจากกลุ่มหมอก ส่วนร่างที่สองกลับชัดเจน มีรายละเอียดครบถ้วน เป็นนักรบที่ถือดาบสองเล่มในมือ
เมื่อร่างทั้งสองปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ ลินด์ก็มุ่งจิตไปที่พวกมัน และทันใดนั้นข้อมูลใหม่ก็ไหลทะลักเข้าสู่จิตใจของเขา ร่างทั้งสองนี้ก็คือ ‘ทางเลือก’ ที่ระบบมอบให้
ร่างพร่ามัวนั้นหมายถึงพลังลึกลับที่ยังไม่ทราบแน่ชัด เป็นการสุ่มพลังจากเหล่าฮีโร่คนอื่น ๆ ในเกมฟอร์ออเนอร์ และหากเลือกทางนี้เขาจะได้รับพลังและอาวุธของฮีโร่ใหม่ที่อาจเพิ่มศักยภาพของเขาในรูปแบบที่ไม่อาจคาดเดา
ส่วนร่างที่สอง นักดาบคู่ คือทางเลือกที่ชัดเจน เป็นการพัฒนาทักษะที่เขามีอยู่แล้ว หากเลือกทางนี้เขาจะได้รับพลังของฮีโร่ที่ใช้ดาบสองเล่มอีกคน ทำให้ฝีมือการต่อสู้ด้วยดาบคู่ของเขาทะลุขีดจำกัดไปอีกระดับ
ตอนนี้สองทางเลือก สองหนทางสู่พลังใหม่ กำลังรอคำตัดสินของเขาอยู่ . . .