- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 33
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 33
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 33
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 33 โหมดสังหาร
การปรากฏตัวของโรเบิร์ต บาราเธียนในสนามประลองแบบทีมพร้อมสวมเกราะครบชุดและอาวุธประจำกาย ทำให้เกิดความโกลาหลในหมู่ผู้ชมในพริบตา ไม่มีใครคาดคิดว่ากษัตริย์จะลงแข่งขันด้วยตนเอง โดยเฉพาะในศึกที่ใช้ของจริงเป็นอาวุธเช่นนี้
ทำให้หลายคนมองว่าโรเบิร์ตนั้นบ้าบิ่นเกินไป เพียงหนึ่งปีหลังสงครามยึดบัลลังก์กลุ่มผู้ภักดีต่อทาร์แกเรียนยังคงเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ การที่กษัตริย์ออกหน้าสู่สนามรบเช่นนี้ เปรียบเสมือนเปิดช่องให้เกิดอันตราย และหากเขาเป็นอะไรไป อาณาจักรที่เพิ่งรวมตัวกันใหม่อาจถลำสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง
เหล่าขุนนางต่างหันไปมอง ‘หัตถ์แห่งราชา’ จอน แอริน ที่เดินตามหลังโรเบิร์ตมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทุกคนรู้ดีว่าในคิงส์แลนดิ้งมีเพียงเขาคนเดียวที่พอจะห้ามปรามโรเบิร์ตได้ ทว่าแม้แต่หัตถ์แห่งราชาผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวยังไม่อาจหยุดยั้งความดื้อรั้นของโรเบิร์ตได้ ไม่เพียงเท่านั้นราชินีเซอร์ซีเองก็ดูจะพยายามเต็มที่แล้วเช่นกัน ดวงตาแดงก่ำของนางบ่งบอกถึงคืนที่ไร้การหลับใหลจากการพยายามเปลี่ยนความคิดของสามี
โดยสิ่งที่ทำให้ผู้ชมตกใจยิ่งขึ้นคือผู้ติดตามของกษัตริย์ แทนที่จะเป็นอัศวินแห่งคิงส์การ์ด โรเบิร์ตกลับเลือกนำกองทหารประจำปราสาทสตอร์มส์เอนด์ของตนมาร่วมลงสนามด้วย การตัดสินใจเช่นนี้แม้จะดูบ้าบิ่น แต่กลับทำให้เหล่านักรบและขุนนางทั้งหลายชื่นชมในความกล้าหาญและความเที่ยงธรรมของเขา
“เริ่มการประลองได้!” เมื่อโรเบิร์ตก้าวเข้าสู่สนามเขาก็ไม่เสียเวลาพูดพิธีรีตองใด ๆ และกล่าวเริ่มการประลองทันทีด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนจะเดินตรงเข้าสู่ใจกลางสนาม
ทุกคนในสนามยืนอึ้ง แม้จะเป็นนักสู้ แต่ไม่มีใครกล้าลงมือกับกษัตริย์ก่อน ความเงียบจึงปกคลุมอยู่ชั่วครู่จนกระทั่งโรเบิร์ตหมดความอดทน
“จะรออะไรกันอยู่ พวกงี่เง่า!” เสียงตะโกนคำรามดังกระหึ่ม แล้วโรเบิร์ตก็พุ่งเข้าใส่นักรบแลนนิสเตอร์คนหนึ่งใช้ค้อนสงครามในมือฟาดลงกลางอกของชายผู้นั้นอย่างรุนแรงจนร่างปลิวกระเด็นออกนอกสนาม หน้าอกยุบย่นอย่างน่าสยดสยองเสียชีวิตทันที
ภาพนั้นทำลายความลังเลในสนามโดยสิ้นเชิง พร้อมกับศึกจึงเริ่มขึ้นอย่างแท้จริง ความเกรงใจในฐานะกษัตริย์ถูกละทิ้งไปในชั่วพริบตา อาวุธถูกชักออกมา ความร่วมมือแตกสลาย เหลือนักรบแต่ละคนที่ต่างสู้เพื่อเอาชีวิตรอด
ท่ามกลางความวุ่นวายลินด์ยืนอยู่คนเดียวกลางสนาม ทำให้ในสายตาคนอื่นเขาเป็นเป้าหมายง่าย ๆ ดังนั้นนักรบจากตระกูลแอริน มาร์เทล และทัลลีจึงบุกเข้าใส่พร้อมกันหวังจัดการเขาให้เร็วที่สุด
แต่ลินด์ก็ไร้ความกลัว เขาฝึกฝนรับมือกับศัตรูหลายคนมานับไม่ถ้วน เมื่อศัตรูจู่โจมเขาก็ประเมินทางเลือกนับสิบในเสี้ยววินาที และเลือกวิธีที่ดีที่สุดทันที เขาก้าวสไลด์ถอยหลบดาบที่แทงจากนักรบแอรินอย่างเฉียดฉิว ก่อนฟันสวนเข้าใต้รักแร้ที่ไร้เกราะ ดาบที่วิลลาสตีขึ้นเฉือนทะลุเกราะหนังอย่างง่ายดายกรีดขึ้นไปจนถึงหน้าอก เลือดและไส้ทะลักออกมาบนพื้นสนาม
แน่นอนว่าลินด์ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาใช้แรงเหวี่ยงพลิกตัวกลางอากาศส่งดาบยาวสองเล่มในมือหมุนตามแรงเหวี่ยงฟันฉับเข้าคออีกคนหนึ่ง แม้นักรบมาร์เทลจะพยายามปัดป้อง แต่แรงของลินด์กลับเหนือกว่าอย่างท่วมท้น ทำให้อาวุธของฝ่ายตรงข้ามกระเด็น มือขาด ศีรษะหลุดกลิ้ง ด้วยเหตุนี้เพียงไม่กี่วินาทีศพสี่ร่างก็นอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้าลินด์ จนผู้ชมเริ่มจับตามองเขาหลังจากเห็นการฆ่าที่เฉียบขาดเช่นนี้
เจมี่ แลนนิสเตอร์ ผู้ได้รับฉายา ‘เพชฌฆาตกษัตริย์’ ซึ่งตามโรเบิร์ตมาที่สนามก็มองเห็นลินด์จากข้างสนามเช่นกัน และจำได้ทันทีว่าเขาคือทหารยามจากไฮการ์เดนที่เขาเคยพบ ซึ่งลินด์ไม่แสดงท่าทีรังเกียจเขาเหมือนคนอื่น ๆ และความรู้สึกเป็นกลางของเขาก็สร้างความประทับใจให้เจมี่อย่างแปลกประหลาด ดังนั้นเมื่อเห็นลินด์สังหารศัตรูได้อย่างยอดเยี่ยม ความสนใจของเจมี่ก็เพิ่มขึ้นอีกระดับ
นักรบคนอื่น ๆ เมื่อเห็นฝีมือของลินด์ต่างก็ถอยห่างโดยสัญชาตญาณ เลือกเป้าหมายที่ง่ายกว่าแทน ส่วนลินด์ยืนนิ่งไม่ไล่ตามใคร เฝ้าสังเกตความวุ่นวายในสนามด้วยท่าทีสงบ ซึ่งการหลีกเลี่ยงศึกแม้จะปลอดภัย แต่บางคนก็เริ่มไม่พอใจโห่ร้องด่าเขาว่าขี้ขลาด เรียกร้องให้คนอื่นล้อมฆ่าเขา อย่างไรก็ตามลินด์กลับไม่ตอบโต้ และยังคงยืนนิ่งอย่างมั่นคง
ในขณะเดียวกันในแคมป์ของไทเรลล์เสียงโห่ก็ดังกระทบมาถึงจนทำให้ลอร์ดเมซหน้าแดงก่ำคิดจะออกคำสั่งให้ลินด์เข้าสู้ แต่ก็ถูกการ์แลนและวอร์ติเมอร์ห้ามไว้ แม้แต่เมสเตอร์เมลอสก็เอ่ยปากให้ลอร์ดเมซปล่อยให้นักรบตัดสินใจเอง และช่วยหยุดคำสั่งโง่เขลานั้นไว้ทันเวลา
ในขณะที่ไทเรลล์ยังลังเล ขุนนางคนอื่นกลับเลือกใช้วิธีตรงกว่า นักรบจากแดนเหนือสองคนได้รับคำสั่งให้เลิกการต่อสู้เดิม แล้วเข้าเล่นงานลินด์จากด้านหลัง พวกเขาทั้งสองเคลื่อนเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว แต่ลินด์ยังไม่ขยับเหมือนกับไม่รู้ตัว ทำให้ฝูงชนไทเรลล์พยายามตะโกนเตือน แต่ไม่ทันเสียงจะถึงเขาก็ . . . หายตัวไป!
นักรบทั้งสองชะงักราวกับลินด์จางหายไปในอากาศ จากนั้นพวกเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดแหลมลึกกลางอก แรงปะทะรุนแรงกระแทกร่างปลิวร่วงสู่พื้นดินเลือดเปรอะเปื้อนไม่ลุกขึ้นอีกเลย
แน่นอนว่าฝูงชนเห็นทุกอย่างว่าลินด์ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ แต่เป็นการเคลื่อนไหวด้วยร่างกายอันเหลือเชื่อ เขาทรุดตัวต่ำจนครึ่งร่างหลบพ้นคมอาวุธ แล้วพุ่งกลับหลังด้วยพลังมหาศาลใช้ดาบยาวในมือทั้งสองเล่มแทงทะลุทรวงอกของศัตรูในเสี้ยววินาที ทุกอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด!
การตอบโต้ของลินด์ทำให้ผู้ชมถึงกับตกตะลึง ความคล่องแคล่ว แม่นยำ และการสังหารที่เด็ดขาดสร้างความประทับใจให้กับทุกคน ทำให้เสียงเชียร์ที่ครั้งหนึ่งเคยด่าเขากลับเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ร้องยกย่อง เหล่าเพื่อนฝึกดาบของลินด์ในค่ายไทเรลล์พากันตะโกนชื่อเล่นของเขา ‘นักล่าหมี!’ ด้วยความภาคภูมิใจ ส่งเสียงเหล่านั้นสะท้อนก้องเหนือสนาม
จากนั้นนักรบอีกห้าหกคนก็กรูกันเข้ามา พวกเขามาจากหลากหลายตระกูลบุกเข้าหาเขาด้วยความมั่นใจ แต่ไม่มีการประสานงาน ทำให้ทุกการโจมตีหละหลวมทิ้งช่องโหว่ให้ลินด์อาศัยอย่างง่ายดาย
ลินด์ร่ายรำท่ามกลางดาบและขวานการเคลื่อนไหวแม่นยำราวกับแมวป่า ดาบในมือเฉือนเข้าเกราะจุดตายของศัตรูทีละคน ทุกฟันหมายสังหาร ไม่มีจังหวะให้โต้กลับ
เมื่อเห็นภาพนั้นผู้ชมต่างตะลึง ชายที่แข็งแกร่งดั่งหมีกลับว่องไวราวตัวชะมด ดาบในมือพลิ้วไหวราวมีชีวิตสังหารศัตรูราวศิลปินวาดภาพเลือด และเมื่อการต่อสู้ยุติลงสิบกว่าศพก็นอนเคียงข้างกัน ซึ่งไม่มีใครในสนามทำได้เท่านี้ ไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต บาราเธียน ที่มีทหารหนุนหลังก็ยังเทียบเท่าไม่ได้
ทันใดนั้นเสียงเชียร์ ‘นักล่าหมี!’ ก็ดังกึกก้องทั่วสนาม แต่ในสนามนักรบกลับไม่สนเสียงเชียร์ ลินด์เองก็ไม่หยุด เขาเปลี่ยนจากการรอรับมาเป็นการรุก เพราะเขาสังเกตว่านักรบจากตระกูลทัลลี สตาร์ค และแอรินเริ่มมองเขาเป็นภัย และกำลังล้อมเขาทีละน้อยด้วยเป้าหมายชัดเจน ต้องการสังหารเขาให้สิ้นซาก!
ไม่เหมือนกับพวกนักสู้ที่ประสานงานกันไม่เป็นในช่วงก่อนหน้า คู่ต่อสู้ชุดใหม่นี้ล้วนเป็นทหารผ่านศึกผู้ช่ำชอง ซึ่งเชี่ยวชาญการต่อสู้เป็นกลุ่ม ประสบการณ์และฝีมือของพวกเขารวมกันทำให้กลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม ทำให้ลินด์ที่มองออกก็ไม่รอให้พวกนั้นรวมกำลังได้สำเร็จเช่นกัน เขาจึงรีบเปิดเกมบุกก่อนโดยเล็งเล่นงานเป้าหมายที่แยกออกจากกลุ่มเพื่อทำลายการจัดทัพของศัตรูให้แตกกระเจิง
ในสายตาของผู้ชมมันราวกับว่าลินด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของความโกลาหลในสนามรบ การเคลื่อนไหวของเขาลื่นไหล ดาบทุกฟันไม่เคยพลาด เขากวาดผ่านสนามราวนักล่าผู้มีสัญชาตญาณเฉียบคมหลบหลีกการโจมตีด้วยความแม่นยำเหนือมนุษย์ และสวนกลับด้วยความเด็ดขาด ทุกครั้งที่ดาบฟาดลงจะมีชีวิตดับสูญเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง สำหรับคนดูเขาไม่ได้เหมือนมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นดั่งร่างจำแลงของ ‘เทพไร้หน้า’ เทพเจ้าแห่งความตายที่มาเก็บเกี่ยววิญญาณ
ผู้ชมบางคนเริ่มนับจำนวนศพที่ลินด์ฟาดฟันได้ด้วยความตื่นตะลึง เพราะตอนนี้ตัวเลขพุ่งขึ้นเกิน 50 อย่างรวดเร็ว และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนใกล้แตะหลักร้อยเสียงกระซิบในฝูงชนก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ โดยหลายคนพูดว่า ลินด์นี่แหละ คือผู้ชนะคนสุดท้ายของการแข่งขันครั้งนี้!
ท่ามกลางความเดือดระอุลินด์เข้าสู่ภาวะคล้ายกับ ‘โหมดสังหาร’ จิตใจของเขาเข้าสู่สมาธิอันแน่วแน่จนทุกสิ่งรอบกายเลือนหาย เขาไม่สนว่าเขาอยู่ในการแข่งขันเพื่ออะไร หรือผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร โลกทั้งใบหดเล็กลงเหลือเพียงเป้าหมายเดียว ฆ่าศัตรูทุกคน และยืนอยู่เป็นคนสุดท้าย
ในสภาวะนี้เองลินด์จึงสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายและประสาทสัมผัสของตน สนามรบที่ดูสับสนวุ่นวายสำหรับผู้อื่นกลับกลายเป็นภาพช้าคล้ายภาพเคลื่อนไหวที่เขาสามารถอ่านได้ทุกเฟรม เขาเห็นทิศทางของทุกการโจมตีรู้ล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายจะขยับเมื่อไหร่ เหมือนกาลเวลาเองก็โอนอ่อนต่อเจตจำนงของเขาเปิดช่องให้เขาหลบ เลี่ยง และสวนกลับได้อย่างไร้ที่ติ
ในภาวะเหนือมนุษย์นี้ลินด์กลายเป็นดั่งพายุแห่งความตาย แม้แต่นักรบฝีมือดีจากตระกูลใหญ่ก็เหมือนหญ้าในทุ่งที่ถูกเกี่ยวลงโดยไม่มีทางต้านทาน ทุกฟัน ทุกแทง คือความตายที่กระชั้นชิด โดยที่หลายคนยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองพ่ายแพ้ไปแล้ว
แต่ไม่ว่าจิตใจจะเฉียบคมแค่ไหน หรือฝีมือจะล้ำเลิศเพียงใดร่างกายย่อมมีขีดจำกัด ลินด์ซึ่งจมอยู่ในภาวะสังหารจนลืมตนไม่ทันสังเกตเลยว่าร่างกายเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ พลังงานในร่างไหลออกเหมือนน้ำในถังที่รั่ว จนเมื่อเขารู้สึกตัวอีกทีก็แทบไม่เหลือแรงต่อสู้แล้ว
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจถอนตัวออกจากภาวะ ‘โหมดสังหาร’ ทันที พลางดึงดาบออกจากคอศัตรูคนล่าสุด และหยุดยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายพยายามตั้งสติ ควบคุมลมหายใจให้เรียบ ผ่อนแรงที่สั่นสะท้านให้ดูสงบนิ่ง แม้ในใจจะอ่อนล้าเต็มที แต่ภาพลักษณ์ภายนอกยังเปี่ยมด้วยความแข็งแกร่งจนใคร ๆ ก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้
ไม่นานผลทางจิตวิทยาก็เกิดขึ้นทันที นักรบที่กำลังคิดจะบุกเข้าใส่ชะงักไปสีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล ซากศพที่กองพะเนินแทบเท้าของเขาเหมือนประกาศให้ทุกคนรู้ว่า หากเข้ามาก็จะมีจุดจบไม่ต่างกัน
ภาพที่เกิดขึ้นในสนามรบจึงดูประหลาดยิ่งนัก ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ ของสนามยังคงวุ่นวายและเต็มไปด้วยเสียงดาบฟัน เกราะกระแทก และเสียงร้องโหยหวน รอบตัวลินด์กลับเกิด ‘วงว่าง’ แห่งความเงียบสงบขึ้น และในรัศมีราวยี่สิบเมตรก็ไม่มีนักสู้คนใดกล้าเข้าใกล้ มีเพียงลินด์คนเดียวที่ยืนอยู่กลางทะเลแห่งซากศพ . . .