- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 32
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 32
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 32
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 32 เปลี่ยนกฎในนาทีสุดท้าย
ตามสามัญสำนึกแล้วการประลองแบบทีมควรจัดหลังจากการประลองอัศวิน และในบางกรณีการประลองทีมก็ไม่ได้จัดขึ้นเลย โดยเปลี่ยนเป็นการจำลองการประลองเดี่ยวแทน แต่ทัวร์นาเมนต์ในครั้งนี้กลับแหวกแนวข้ามขั้นตอนเก่า ๆ ไปโดยสิ้นเชิง การประลองแบบทีมจึงถูกจัดหลังจากการแข่งธนู และเกณฑ์การเข้าร่วมก็ผ่อนปรนถึงขีดสุด เพียงแค่เป็นมนุษย์และมีอาวุธก็ลงทะเบียนแข่งได้
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เดิมผู้เข้าร่วมถูกจำกัดให้ใช้อาวุธไม้หรืออาวุธทื่อที่ผู้จัดเตรียมไว้ให้ แต่ครั้งนี้กษัตริย์โรเบิร์ตได้ประกาศว่าผู้เข้าแข่งขันสามารถใช้อาวุธจริงคมกริบได้!
เดิมทีการประลองทีมก็ถือเป็นรายการที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากที่สุดอยู่แล้ว เพราะอาวุธที่ใช้ เช่น ค้อนสงครามหรือกระบองเหล็กถึงจะไม่คมแต่ก็รุนแรงถึงชีวิต และเมื่อมีการเพิ่มอาวุธจริงเข้าไปย่อมหมายถึงจำนวนผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจะพุ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่นานข่าวลือก็แพร่ไปทั่วคิงส์แลนดิ้งว่ากษัตริย์โรเบิร์ตต้องการให้การหลั่งเลือดครั้งนี้เป็นการบูชารับขวัญทายาทของเขา แม้ผู้รู้จะทราบดีว่านี่เป็นข่าวปล่อยจากพวกที่ยังจงรักภักดีต่อทาร์แกเรียน แต่ชาวบ้านทั่วไปกลับเชื่อ และข่าวลือนั้นแพร่สะพัดไปอย่างกว้างขวาง
ด้วยเหตุนี้หลายคนที่เคยลงชื่อเข้าร่วมการประลองก็พากันถอนตัวโดยอ้างสารพัดข้ออ้าง ทำให้จำนวนผู้เข้าแข่งขันลดจากหลายพันคน เหลือเพียงร้อยกว่าคนก่อนเริ่มแข่งขัน อย่างไรก็ดีหลังจากนั้นก็มีผู้เข้าร่วมใหม่หลั่งไหลเข้ามาจนจำนวนเพิ่มเป็น 400 ถึง 500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักรบจากตระกูลขุนนางใหญ่ทั้งเจ็ดอาณาจักร
ทำให้ผู้สังเกตการณ์ต่างสรุปตรงกันว่าเหล่าขุนนางใหญ่ใช้การประลองทีมครั้งนี้เป็นเวทีแสดงพลังต่อหน้ากษัตริย์โรเบิร์ต ราชวงศ์ใหม่หมายถึงระเบียบใหม่ และอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจเกิดใหม่ต่างแย่งชิงตำแหน่งในลำดับชั้นใหม่ของอาณาจักร การประลองครั้งนี้จึงกลายเป็นภาพสะท้อนของการแย่งชิงอำนาจที่ดำเนินมาทั้งปีในคิงส์แลนดิ้ง
สำหรับชาวบ้านธรรมดา นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไกลเพื่อชมทัวร์นาเมนต์ และผู้ใฝ่ฝันถึงชื่อเสียง การเปลี่ยนแปลงนี้กลับสร้างความตื่นเต้น พวกเขารู้ดีว่าจะได้เห็นการต่อสู้อย่างดุเดือดเลือดสาดเกินกว่าทุกปีที่ผ่านมา พวกเขาจึงมารวมตัวกันที่ลานประลองตั้งแต่เช้า สร้างแท่นชมสูงลิบเพื่อจองที่ดีที่สุดสำหรับมหกรรมเลือดครั้งนี้
ณ ค่ายชั่วคราวของตระกูลไทเรลล์ ลินด์กำลังให้บรรดาผู้ติดตามช่วยสวมเกราะหนังสำหรับทหารยาม หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนจากดาบคู่ประจำตัวมาใช้ดาบมือเดียวคู่กับมีดสั้น
ตามประสบการณ์ของเขาการใช้ดาบยาวและมีดสั้นคู่กันช่วยให้เขาใช้ศักยภาพเต็มที่ แม้จะไม่เหมาะในสถานการณ์วุ่นวายเช่นการประลองทีม เพราะเขาอาจถูกโจมตีจากด้านหลังได้ง่าย ทว่าด้วยประสาทสัมผัสอันยอดเยี่ยม เขาสามารถหลบการโจมตีจากมุมอับได้ นอกจากนี้เขาไม่ได้ประลองเพียงลำพัง แต่ยังมีนักรบไทเรลล์อีกหลายคนคอยสนับสนุนเปิดช่องให้เขาโจมตีศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อสวมเกราะเสร็จลินด์ก็จัดการล็อคกลอรี่สัตว์เลี้ยงของเขาไว้ในกรงเหล็กหล่อพิเศษ แต่ในขณะที่กำลังจะออกจากเต็นท์ไปวางแผนกับพวกพ้องก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบเข้ามา ก่อนที่เขาจะเห็นว่าเป็นการ์แลนและวอร์ทิเมอร์เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด ตามด้วยผู้ติดตามที่ถือชุดเกราะเหล็กชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้ามา
“รีบเปลี่ยนชุดให้เขาจะได้ชินกับน้ำหนักเกราะเหล็กไว ๆ” วอร์ทิเมอร์สั่งสั้น ๆ โดยไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เหล่าบรรดาผู้ติดตามจึงถอดเกราะหนังของลินด์ออก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดเกราะเหล็กอย่างประณีตที่ทุกชิ้นถูกปรับแต่งให้พอดีตัวไม่ขัดขวางการเคลื่อนไหว
“ลอร์ดการ์แลน ลอร์ดวอร์ทิเมอร์ เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงให้ข้าใส่เกราะเหล็ก? ข้านึกว่าการประลองทีมอนุญาตแค่เกราะหนังเท่านั้น”
ทั้งคู่สบตากันเล็กน้อย ก่อนวอร์ทิเมอร์ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราเพิ่งได้รับคำสั่งใหม่ กษัตริย์โรเบิร์ตเกิดนึกสนุกขึ้นมาประกาศให้ผู้เข้าแข่งขันต้องใส่เกราะหนัก และใช้อาวุธคมจริงในการประลองครั้งนี้”
ลินด์นิ่งไปทันที ตอนนี้ความตั้งใจเดิมที่คิดว่าจะเป็นเพียงการแสดงกลับกลายเป็นเวทีสังหารเลือดสาดเต็มรูปแบบ และการใช้อาวุธจริงในศึกวุ่นวายเช่นนี้ย่อมเพิ่มโอกาสบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอย่างมหาศาล ดังนั้นลินด์จึงรู้ทันทีว่าการประลองทีมครั้งนี้จะกลายเป็นตำนานถูกกล่าวขานในพงศาวดารอย่างแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในการประลองที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ดีลินด์ไม่เคยจำได้ว่าเคยมีทัวร์นาเมนต์ใดในอดีตที่รุนแรงเช่นนี้ ทำให้เขาเริ่มสงสัยว่านี่คือผลกระทบจาก ‘ผีเสื้อขยับปีก’ หรือไม่ แต่สุดท้ายก็สลัดความคิดนั้นออกไป เพราะเหตุการณ์ที่เขาเปลี่ยนไปในโลกนี้ไม่น่าจะส่งผลถึงระดับนี้ได้เร็วขนาดนั้น
ในขณะที่เขาจมอยู่ในความคิด การ์แลนและวอร์ทิเมอร์ก็ตีความความเงียบของเขาว่าเป็นอาการช็อก ซึ่งก็ไม่ผิดนัก พวกเขาเองก็อึ้งไม่แพ้กันเมื่อรู้ข่าวครั้งแรก
“เจ้าไม่ต้องกังวลมาก ถ้าเห็นว่าการต่อสู้มันบ้าคลั่งเกินไปก็ถอนตัวได้ และอย่าเอาชีวิตไปทิ้งในสนามประลองที่ไร้ค่า” การ์แลนพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ พลางพยักหน้าให้ผู้ติดตามคนหนึ่งนำดาบเหล็กสองเล่มวางไว้บนโต๊ะเตี้ยข้างลินด์
“ดาบคู่นี้ วิลลาสพี่ชายข้าเป็นคนตีให้ข้าโดยเฉพาะ ข้าตั้งใจจะใช้มันตอนบรรลุนิติภาวะ แต่ตอนนี้เจ้าต้องการมันมากกว่า ข้าให้เจ้ายืม”
ลินด์ไม่พูดอะไรหยิบดาบเล่มหนึ่งขึ้นมาพิจารณา และชักใบดาบออกตรวจสอบ แม้จะไม่มีลายเกล็ดมังกรของเหล็กวาเลเรียน แต่คุณภาพก็ยังโดดเด่นเหนือเหล็กทั่วไป และแม้จะไม่ถึงขั้นเหล็กวาเลเรียน แต่วัสดุและงานฝีมือของไทเรลล์ก็ทำให้ดาบทั้งสองเล่มมีคุณภาพสูงมาก ทว่ามันก็มีข้อเสียเช่นกัน ดาบทั้งสองเป็นดาบครึ่งใบแบบมาตรฐานน้ำหนักเบากว่าดาบที่ลินด์ถนัด ใบดาบก็บางกว่า ทำให้เสี่ยงต่อการหักเมื่อปะทะกับการโจมตีหนัก ๆ อย่างไรก็ตามความคมของดาบสามารถเจาะทะลุเกราะเหล็กธรรมดาได้ ซึ่งเหมาะกับสไตล์ของลินด์ที่เน้นโจมตีจุดอ่อน
“คนอื่นรู้เรื่องเปลี่ยนกฎหรือยังขอรับ?” ลินด์ถาม
“รู้หมดแล้ว” การ์แลนพยักหน้า “การประลองทีมครั้งนี้เปลี่ยนไปหมดไม่ใช่แค่การแสดงพลังตามปกติอีกต่อไป แต่มันมีองค์ประกอบบางอย่างที่ข้ายังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรตระกูลไทเรลล์ก็พลาดแพ้ไม่ได้ เราจึงเปลี่ยนผู้ร่วมทีมจากคนที่เจ้าเลือกเป็นทหารองครักษ์ของพ่อข้า โดยมีเซอร์ซาลิฟ ผู้บัญชาการองครักษ์ เป็นผู้นำทีม”
“แม้เซอร์ซาลิฟจะไม่เก่งเท่าข้า แต่ฝีมือก็ใกล้เคียง และเขาเป็นคนฝึกองครักษ์ด้วยตัวเอง พวกเขาทำงานร่วมกันได้ดีแน่นอน ไม่ต้องห่วงเรื่องความสามารถของทีม” วอร์ทิเมอร์กล่าวเสริม
แน่นอนว่านี่คือข่าวดีสำหรับไทเรลล์ แต่ข่าวร้ายสำหรับลินด์ เมื่อองครักษ์เป็นคนควบคุมทีมอำนาจในการตัดสินใจย่อมอยู่กับเซอร์ซาลิฟ และทหารจะเชื่อฟังคำสั่งของเขามากกว่าร่วมมือกับลินด์ นั่นหมายถึงลินด์จะต้องรับมือด้วยตัวเองทั้งรุกและรับอันตรายเพิ่มขึ้นหลายเท่า
แม้ลินด์อยากคัดค้าน แต่ก็รู้ดีว่าเขาไม่มีอำนาจพอจะเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเปลี่ยนไม่ได้เขาก็ต้องหาทางพลิกสถานการณ์ให้เข้าทางตน
“ข้าขอตั้งทีมของตัวเองไม่อยู่ภายใต้คำสั่งของเซอร์ซาลิฟได้หรือไม่ขอรับ?” ลินด์ถาม
“ทำไม?” การ์แลนประหลาดใจ “อยู่กับองครักษ์น่าจะปลอดภัยกว่านะ”
“ไม่ท่านการ์แลน เขาแยกเดี่ยวดีกว่า” วอร์ทิเมอร์พูดแทรก และเห็นด้วยกับลินด์ “ถ้าเขาไปอยู่กับองครักษ์จะรบกวนการประสานงาน และถ้าเกิดอะไรผิดพลาด . . . ก็รู้ ๆ กันอยู่”
วอร์ทิเมอร์เว้นไป แต่ทั้งลินด์และการ์แลนก็เข้าใจดี เขากำลังหมายถึงการโยนความผิดให้คนนอก เพราะถ้าหากทีมพลาดคน อย่างลินด์จะตกเป็นแพะได้ง่ายที่สุด
การ์แลนนิ่งไม่พูดอะไร แต่ใบหน้าแสดงความขัดแย้งในใจชัดเจน ในฐานะขุนนางเขารู้ดีว่าธรรมเนียมเช่นนี้มีอยู่จริง แม้จะไม่อยากยอมรับนัก
ในขณะนั้นบรรดาผู้ติดตามก็แต่งเกราะให้ลินด์เสร็จ ทำให้เขาเริ่มทดสอบการเคลื่อนไหวหลายท่าทั้งการเคลื่อนไหวหนักและการฟันดาบเฉียบคม พร้อมแจ้งให้ปรับเกราะหน้าอกและไหล่ รวมถึงขอเพิ่มสายรัดอีกสองเส้นตรงถุงมือเหล็กเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่หลุดหลังกระบวนท่า จนกระทั่งหลังจากทดสอบอีกครั้งลินด์ก็พยักหน้ารับพอใจกับสภาพเกราะ
“ชุดเกราะนี้เคยเป็นของหลานชายข้า” วอร์ทิเมอร์พูดขณะจ้องมองเกราะบนร่างลินด์ด้วยสีหน้าเยือกเย็นปนความรู้สึกบางอย่าง “เขาตายไปแล้วในสงครามโค่นบัลลังก์เกราะจึงตกมาถึงข้า ตอนนี้เจ้าต้องใช้มัน ข้าก็เลยให้ยืมไปก่อน แต่พอทุกอย่างจบแล้ว . . . ล้างให้สะอาด แล้วคืนข้าด้วย”
“เกราะเหล็กชุดนี้ไม่ใช่ของข้าหรือ?” ลินด์เอ่ยถามยิ้ม ๆ ด้วยน้ำเสียงครึ่งจริงครึ่งล้อ พลางเลิกคิ้ว
วอร์ทิเมอร์หันมามองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า ซึ่งสายตานั้นทำเอาลินด์ถึงกับรู้สึกว่าไม่ควรถามออกไปเลย
ลินด์หัวเราะแห้ง ๆ ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง “ทุกคนถูกเปลี่ยนตัวหมดแล้ว ทำไมข้ายังอยู่ล่ะ?”
“ข้าเป็นคนยืนยันให้เจ้าคงอยู่ในรายชื่อ” วอร์ทิเมอร์ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าอย่าได้โกรธข้าเลยที่ผลักเจ้าเข้ามาเสี่ยงในศึกครั้งนี้”
“โกรธท่าน? ไม่มีทาง” ลินด์ตอบพร้อมรอยยิ้มจริงใจ “นี่แหละสิ่งที่ข้าต้องการ ข้าต่างหากที่ควรจะขอบคุณท่าน”
สำหรับลินด์แล้วการประลองทีมครั้งนี้คือโอกาสอันล้ำค่า เป็นเวทีที่จะยกระดับสถานะของตนได้อย่างรวดเร็ว แถมการที่กษัตริย์โรเบิร์ตเปลี่ยนกฎอย่างกะทันหัน แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษกับงานนี้ และนั่นหมายความว่าเขาน่าจะเฝ้าชมการประลองด้วยตนเอง
หากลินด์แสดงฝีมือได้อย่างโดดเด่นก็มีโอกาสสูงที่เขาจะได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินโดยตรงจากกษัตริย์โรเบิร์ต เช่นเดียวกับที่โจราห์ มอร์มอนต์เคยได้รับเกียรตินั้นหลังสร้างวีรกรรมในศึกยึดหมู่เกาะเหล็ก
ที่สำคัญโรเบิร์ตเคยมองข้ามลอร์ดเอ็ดดาร์ด สตาร์คแล้วแต่งตั้งโจราห์เองกับมือ ซึ่งแม้จะเป็นการเสียมารยาทต่อเอ็ดดาร์ดอย่างมาก แต่ก็สะท้อนนิสัยของโรเบิร์ตได้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่ยึดติดกับพิธีรีตองเมื่อประทับใจใคร ทำให้ลินด์ชื่นชมแนวทางแบบนั้น เพราะเขาเองก็ต้องการ ‘ข้ามระบบ’ เช่นกันหากอยากปีนขึ้นสู่จุดสูงสุด ยกตัวอย่างเช่น โรเบิร์ตและลิตเติ้ลฟิงเกอร์ ต่างเป็นบุคคลที่แหกกรอบของระบบ แล้วใช้ช่องว่างนั้นสร้างเส้นทางของตนเองขึ้นมา
ดังนั้นลินด์จึงรู้สึกขอบคุณวอร์ทิเมอร์อย่างแท้จริงที่ชายผู้นี้มอบโอกาสล้ำค่าให้เขา!
หลังจากติดดาบคู่อันเป็นของขวัญจากการ์แลนไว้ที่สะเอว ลินด์ก็ตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นอย่างละเอียดเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็ออกจากเต็นท์มุ่งหน้าไปยังลานโล่งใกล้สนามประลอง ซึ่งเหล่าทหารองครักษ์ของไทเรลล์รวมตัวกันอยู่แล้ว
ไม่เพียงแต่ไทเรลล์ตัวแทนจากตระกูลใหญ่ตระกูลอื่น ๆ อย่างแลนนิสเตอร์, แอริน, ทัลลี, มาร์เทล และอีกมากมายต่างก็ส่งคนเข้าร่วมด้วยเช่นกัน และทุกกลุ่มมีจำนวนเท่ากันคือ 21 คน รวมผู้นำทีมด้วย เพราะตัวเลขนี้ดูเหมือนจะเป็นขีดจำกัดที่กษัตริย์โรเบิร์ตกำหนดไว้
นอกจากตระกูลใหญ่แล้วยังมีตระกูลนักรบระดับรองอีกหลายกลุ่มส่งทีมเล็กเข้าร่วมด้วย ส่วนมากมีสมาชิก 7–8 คนต่อกลุ่ม แม้จำนวนผู้เข้าแข่งขันรวมแล้วเกิน 600 คน แต่ด้วยขนาดสนามประลองที่ออกแบบมารองรับผู้คนเป็นพัน ทำให้ยังดูไม่แน่นจนเกินไป
แม้ทุกคนจะมาถึงแล้ว แต่การแข่งขันก็ยังไม่เริ่ม บรรยากาศราวกับว่าทุกคนกำลังรอบางสิ่ง . . .หรือใครบางคน?
ในตอนนั้นเองเซอร์ซาลิฟก็เดินตรงเข้ามาหาลินด์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้ามีความสัมพันธ์อะไรกับวอร์ทิเมอร์ หรือทำไมเขาถึงพยายามยัดเจ้าเข้ามาในความวุ่นวายครั้งนี้นัก แต่ข้าขอบอกเจ้าไว้ตรงนี้ พอการต่อสู้เริ่มขึ้นถ้าเจ้าโดนเล่นงานจะไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเจ้าแน่ ไม่ใช่ข้า และไม่ใช่ทหารของข้าด้วย ถ้าเจ้าฉลาดพอก็รีบถอนตัวตั้งแต่เริ่มซะจะได้ไม่ต้องตายเปล่าให้ชื่อของตระกูลไทเรลล์ต้องมัวหมอง”
ลินด์เพียงยิ้มบาง ๆ อย่างสงบโดยไม่โต้ตอบอะไร จากนั้นก็เดินจากมาเงียบ ๆ โดยไม่ยืนรวมกลุ่มกับเหล่าทหารองครักษ์ แต่เลือกไปยืนเดี่ยว ๆ ห่างออกไป เรียกความสนใจจากเหล่าผู้ร่วมแข่งขันทันที
ทันใดนั้นฝูงชนก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้น พร้อมกับผู้คนแตกแถวเปิดทางให้ชายร่างสูงกำยำคนหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้น เขาถือค้อนสงครามไว้ในมือ สวมหมวกเหล็กที่ประดับด้วยเขากวาง และมีทหารสังกัดตระกูลบาราเธียนเดินเคียงข้าง ผู้มาเยือนคนไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก กษัตริย์โรเบิร์ต บาราเธียน!