- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 31
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 31
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 31
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 31 พวกบุรุษไร้หน้า
ลินด์ยืนอยู่หน้ากระโจมของตน พลางขว้างเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ไปไกล ๆ ให้กลอรี่ ก่อนที่ลูกแมวเงาเผือกของเขาจะวิ่งไปคาบกลับมา นี่คือการฝึกเชื่อฟังในช่วงต้น ๆ ของมัน กลอรี่เคยกินเนื้อเองทันทีที่ได้มา แต่หลังจากถูกลินด์ลงโทษไปหลายครั้งมันก็เริ่มเรียนรู้ แม้ตอนนี้จะยังมีโอกาสถึงครึ่งที่มันจะกินเนื้อทันที แต่ก็นับว่าเป็นพัฒนาการจากเมื่อวาน โดยลินด์เชื่อว่าหากฝึกต่ออีกหนึ่งถึงสองเดือน กลอรี่จะเชื่อฟังคำสั่งของเขาโดยสมบูรณ์
ในขณะที่การฝึกด้านเชื่อฟังมีความก้าวหน้า การฝึกควบคุมความดุร้ายกลับยังไม่ขยับเขยื้อน ลินด์ทำได้เพียงมั่นใจว่ามันจะไม่โจมตีใครสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ถ้ามีใครเข้าใกล้มากเกินไปกลอรี่ก็ยังจะพุ่งใส่โดยไม่ลังเล ด้วยเหตุนี้ลินด์จึงเลือกจะฝึกมันเฉพาะเวลาที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ หากในค่ายมีผู้คนมากเขาจะขังกลอรี่ไว้ในถุงผ้าหรือใส่โซ่ล่ามพร้อมฮูดคลุมปากที่ออกแบบพิเศษ
ในขณะที่ลินด์รอให้กลอรี่คาบเนื้อกลับมา เขาก็มองเป็นระยะไปยังเต็นท์ของตน ข้างในนั้นโบโว บุรุษไร้หน้าที่ปลอมตัวเป็นทหารของไทเรลล์กำลังพูดคุยกับเด็กหญิงที่ลินด์ช่วยไว้ เด็กหญิงคนนี้มีเพียงร่างกายที่ยังมีชีวิต แต่จิตวิญญาณเหมือนตายไปแล้ว
แม้เด็กหญิงจะแสดงท่าทีเฉยชาไร้อารมณ์ต่อคนอื่น แต่เมื่อมองมาทางลินด์กลับมีแววรู้สึกบางอย่างในดวงตา มันไม่ใช่ความสำนึกในบุญคุณ ทว่าคล้ายคำขอร้องให้เขาช่วยจบชีวิตนาง ส่วนโบโวเมื่อเห็นเด็กหญิงครั้งแรก เขาก็ยืนยันทันทีว่านางคือเหตุผลที่เทพไร้หน้าเลือกให้เขามายังเวสเทอรอส
อย่างไรก็ตามเด็กหญิงไม่ตอบสนองต่อสิ่งใด พูดก็ไม่พูด ขยับก็ไม่ขยับ ทำให้การสนทนาเป็นไปไม่ได้ หลังพยายามพูดคุยอยู่หลายครั้งโดยไร้ผล โบโวก็ขอลินด์ว่าอยากอยู่กับนางตามลำพังสักพัก ซึ่งลินด์ก็อนุญาตโดยมีข้อแม้ว่าห้ามทำร้ายนาง
ด้วยเหตุนี้ลินด์จึงออกมานั่งฝึกกลอรี่อยู่ห่าง ๆ ไม่ไกลจากเต็นท์ แต่สิ่งที่แปลกคือแม้อยู่ใกล้แค่ไม่กี่ก้าวเขากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่เสียงลมหายใจ หรือการขยับร่างกาย คล้ายกับว่าเต็นท์ว่างเปล่า และความเงียบอันผิดธรรมชาตินี้น่าจะเป็นฝีมือของเทพไร้หน้า
ดังนั้นลินด์เริ่มสงสัยในสถานะของโบโวในวิหารขาวดำ เพราะความสามารถในการควบคุมพลังที่คล้ายอำนาจเทพเจ้า ทำให้เขานึกถึงเมลิซานเดรแห่งศาสนาเจ้าแห่งแสง
ในขณะที่เขาครุ่นคิดผ้าม่านเต็นท์ก็เปิดออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับโบโวก้าวออกมาด้วยสีหน้าล้าแต่พึงพอใจ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาได้ชักจูงเด็กหญิงสำเร็จ ทว่าก่อนเขาจะพูดอะไรกลอรี่ก็พุ่งออกมาในเงามืด ทำให้โบโวรีบเบี่ยงตัวหลบโดยสัญชาตญาณ และเมื่อกลับไปมองก็เห็นกลอรี่ยืนจังก้าด้วยท่าทีระวังและดุดัน
ลินด์ที่เห็นกลอรี่เติบโตทุกวันไม่ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนัก แต่โบโวที่ไม่ได้พบมันมานานกลับสังเกตได้ชัด กลอรี่ตัวใหญ่ขึ้น ดุร้ายขึ้น ลายสีดำบนขนขาวกลายเป็นลวดลายคล้ายภูตพราย โดยเฉพาะที่หน้าผากยิ่งขับให้ดูน่ากลัว
“มันดุขึ้นขนาดนี้ได้ยังไง?” โบโวถามด้วยความแปลกใจ
ลินด์ไม่ตอบ ไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบ แต่เพราะเขาเองก็ไม่รู้
โบโวถอนหายใจ แล้วกลับเข้าสู่เรื่องสำคัญ “นางอ่อนแอเกินกว่าจะเดินได้เอง เจ้าช่วยหาคนมาหามนางไปที่ท่าเรือได้หรือไม่?”
ลินด์ไม่ตอบทันที เขาเดินเข้าไปในเต็นท์เพื่อดูเด็กหญิงอีกครั้ง และเมื่อใบหน้านางเปลี่ยนไปจากครั้งก่อน ร่างกายเหมือนได้รับพลังใหม่ สีหน้าแฝงแววมีชีวิตชีวา แต่ใต้ความมีชีวิตนั้นลินด์สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ความเกลียดชังที่รุนแรงราวกับไฟที่ยังไม่ปะทุ!
ลินด์คุกเข่าข้างเตียงมองหน้านางพลางพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น “เจ้าเลือกจะไปกับเขาจริง ๆ หรือ? ถ้าไม่อยากไป ข้าจะรับเจ้าไว้ดูแลเอง”
เด็กหญิงส่ายหน้า ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูด แต่ไม่มีเสียงออกมา เพราะคอของนางคงได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถเปล่งเสียงได้ ทว่าดวงตานางบอกความแน่วแน่ชัดเจน
“เข้าใจแล้ว ขอให้เทพทั้งเจ็ดคุ้มครองเจ้าในการเดินทางข้ามทะเลแคบ” ลินด์เอามือลูบหน้าผากนางเบา ๆ พลางกล่าวอวยพร
น้ำตาคลอเบ้าในดวงตาของเด็กหญิงพลางมองลินด์ด้วยแววขอบคุณ ส่วนลินด์ก็ลุกขึ้นออกไปเรียกรอล และสั่งให้หาคนมาสี่คนพร้อมเปลหาม เมื่อทุกอย่างพร้อมเขาก็กลับเข้าไปอุ้มเด็กสาวลงบนเปล ห่มผ้าให้ และแบกออกมานอกเต็นท์
ขณะก้าวออกมาเด็กหญิงก็ยกมือบาดเจ็บขึ้นจับแขนเสื้อของเขาแน่น พร้อมกับเอ่ยเสียงแหบพร่าที่ดังขึ้นอย่างยากลำบากฟังแทบไม่ออก ทว่าลินด์เข้าใจได้ทันทีว่านางกำลังกล่าวคำขอบคุณ
ลินด์ลูบมือนางเบา ๆ ก่อนจะหยิบกริชเล่มหนึ่งออกมา มันคือของขวัญจากการ์แลนหลังจากจัดระเบียบกองทหารม้า และสอดไว้ใต้ผ้าห่มข้างตัวนาง ก่อนที่เขาจะหันไปบอกโบโว “ดูแลนางให้ดี”
“นางคือศิษย์ของข้า” โบโวกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง “ข้าย่อมดูแลนางอย่างดีที่สุด”
หลังจากนั้นขบวนเปลหามก็ออกจากค่ายมุ่งหน้าผ่านสลัมที่แออัดนอกกำแพงเมือง และด้วยการมีทหารไทเรลล์ร่วมเดินทางทำให้ไม่มีใครกล้าก่อปัญหา ทำให้พวกเขาไปถึงท่าเรือโดยไร้อุปสรรค
โบโวพาเด็กหญิงขึ้นเรือพาณิชย์ที่ชักธงเมืองเสรี และถูกพาไปยังห้องเล็ก ๆ ข้างห้องกัปตันบนชั้นบนของเรือ เมื่อทหารออกไปแล้วโบโวก็สั่งกัปตันให้เรือออกทันที แม้ว่าจะยังขนสินค้าไม่เสร็จ แต่กัปตันก็ไม่กล้าขัดคำสั่งผู้มีอำนาจเช่นเขา ทำให้ลูกเรือรีบเตรียมการออกเรือ
เมื่อเรือแล่นผ่านประตูท่าออกสู่ทะเลแบล็ควอเตอร์ โบโวก็กลับมาที่ห้องของเด็กหญิง และเห็นนางนอนอยู่บนเตียงสายตามองออกไปยังท้องทะเลยามค่ำ
“ไม่ว่าเจ้าจะเคยชื่ออะไรมาก่อน” โบโวกล่าว พลางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง “เจ้าต้องละทิ้งมันไว้เบื้องหลัง เช่นเดียวกับอดีตของเจ้า”
เด็กหญิงหันมามองเขาด้วยสีหน้าสงบ ดวงตาเต็มไปด้วยความโล่งใจ
“ข้าจะให้ชื่อใหม่แก่เจ้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่” โบโวกล่าวพลางจับจ้องปฏิกิริยานาง ซึ่งนางก็พยักหน้าเบา ๆ
“เจ้าจะใช้สกุลของข้า นามสกุลของเจ้าคือ ฮาการ์ ส่วนชื่อแรก . . .” โบโวครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ขอให้เป็น ‘จาเคน’ จาเคน ฮาการ์”
เด็กหญิงพยักหน้าอีกครั้ง ยอมรับชื่อใหม่โดยไม่ลังเล
. . .
รุ่งเช้าลินด์ตื่นด้วยเสียงผ้าเต็นท์ถูกเปิดออกอย่างแรง ทำให้มือเขาคว้าไปที่ขวานทันทีเตรียมรับมือ
“ข้าเอง สงบสติอารมณ์หน่อย” วอร์ทิเมอร์พูดเสียงขรึมเมื่อเห็นปฏิกิริยาของลินด์ พร้อมกับสีหน้าของเขากลับเข้มขึ้นทันที “ลุกขึ้นแต่งตัว แล้วไปที่เต็นท์ใหญ่ เรามีเรื่องสำคัญต้องคุยกัน”
ลินด์ลูบหน้าตนเองเพื่อไล่ความง่วง สวมเสื้อผ้า ติดดาบที่เอว อุ้มกลอรี่ที่ยังงัวเงียเข้ากระเป๋าอก จากนั้นก็ออกจากเต็นท์ตรงไปยังเต็นท์ใหญ่ เมื่อเข้าไปเขาก็หยุดชั่วครู่เพื่อสำรวจบรรยากาศ เพราะนอกจากการ์แลนและวอร์ทิเมอร์ยังมีที่ปรึกษาของไทเรลล์อีกหลายคน แม้หน้าไม่คุ้น แต่ตำแหน่งก็ดูออกไม่ยาก และที่กลางเต็นท์นั่งอยู่คือ ลอร์ดเมซ ไทเรลล์
บรรยากาศเต็มไปด้วยอึดอัด หน้าของเมซมืดครึ้มเต็มไปด้วยความโกรธเกินจะหาคำใดมาเปรียบ จากบุรุษอารมณ์ดีที่ราชินีหนามเคยเย้ยว่า ‘ปลาปักเป้า’ บัดนี้เขาเหมือนภูเขาไฟที่ใกล้ระเบิดไม่มีผิด
เมื่อสายตาทุกคู่หันมาจับจ้องที่ลินด์ขณะเดินเข้าไป เขากลับไม่รู้สึกหวั่นไหวแม้แต่น้อย ความสงบในใจของเขาสูงกว่าทุกคนในที่นี้อย่างเห็นได้ชัด
“คารวะท่านลอร์ดแห่งตระกูล และลอร์ดทั้งหลาย” ลินด์โค้งคำนับอย่างนอบน้อมต่อเมซ ไทเรลล์ที่นั่งเป็นประมุขในเต็นท์ พร้อมสายตาทุกคู่ที่ยังคงจ้องมาที่เขา
แต่ลอร์ดไทเรลล์กลับไม่สนใจคำทักทายนั้นเลย และหันไปถามวอร์ทิเมอร์ด้วยเสียงเข้ม “นี่คือเด็กหนุ่มนักล่าหมีใช่หรือไม่?”
วอร์ทิเมอร์พยักหน้า “ใช่ขอรับ ท่านลอร์ด”
“เก่งอย่างที่เจ้าบอกหรือไม่?” เมซถามเสียงห้วนแฝงความคลางแคลง
“เก่งจริงขอรับ” วอร์ทิเมอร์ตอบด้วยความมั่นใจ “ถ้าเขาถือดาบคู่ ความสามารถแทบจะไม่ต่างจากข้า ในหมู่คนร้อยกว่าคนในค่าย ข้านึกไม่ออกว่ามีใครเหมาะเป็นผู้สืบตำแหน่งข้ามากกว่าเขา”
“งั้นก็ดีแล้ว” ลอร์ดไทเรลล์กล่าวสั้น ๆ โดยไม่แม้แต่จะเหลือบตามองลินด์ ไม่ถามความสมัครใจ ไม่อธิบายสิ่งใด พลันสั่งให้ลินด์ออกจากเต็นท์กลับไปที่กระโจมของตนรอรับคำสั่ง
ซึ่งคำสั่งห้วน ๆ ราวกับเห็นเขาเป็นเพียงเครื่องมือ ทำให้ลินด์รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่ก็ไม่แสดงออก เขาโค้งตัวเล็กน้อยแล้วเดินออกจากเต็นท์กลับไปยังที่พักนั่งเงียบ ๆ รอคำอธิบาย
ไม่นานการ์แลนกับวอร์ทิเมอร์ก็มาหา การ์แลนขอโทษแทนบิดาของตนทันที และก่อนที่ลินด์จะได้ถามอะไร เขาก็เริ่มอธิบายทุกอย่าง
ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันก็คือ การระบาดของโรคร้ายที่แพร่กระจายไปทั่วค่ายของไทเรลล์ อาการท้องเสียและอาเจียนโจมตีเหล่าอัศวินและทหารทุกนายที่มีกำหนดจะเข้าร่วมการแข่งขันหมู่ ทำให้พวกเขาอ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถืออาวุธเข้าประลอง
ด้วยเหตุนี้ทำให้ตระกูลไทเรลล์ต้องเร่งหาผู้แทนลงแข่งคนใหม่ ซึ่งพวกเขาถกเถียงกันอยู่นานหลายชั่วโมง แต่ด้วยเวลาที่กระชั้นชิดพวกเขาจึงไม่มีทางเลือกที่สมบูรณ์แบบ และทางเลือกหนึ่งที่เด่นชัดที่สุดถูกตัดทิ้งทันที วอร์ทิเมอร์!
วอร์ทิเมอร์มีฝีมือดาบไร้เทียมทาน เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการประลองทีมอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าการประลองทีมขึ้นชื่อเรื่องอันตราย หากเขาได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อยก็จะเสี่ยงพลาดการเข้าร่วมศึกอัศวินเดี่ยว การแข่งขันอันทรงเกียรติสูงสุด ซึ่งอาจมีแค่ครั้งเดียวในชีวิต หากพลาดไปจะเป็นความสูญเสียใหญ่หลวง
ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้การ์แลนจึงเสนอชื่อ ลินด์ แทน ด้วยตนเองเคยเห็นฝีมือของลินด์ในการต่อสู้กับศัตรูหลายคนพร้อมกัน การ์แลนจึงมั่นใจในตัวเขา และข้อเสนอของเขาก็ได้รับการสนับสนุนจากอัศวินและขุนนางที่มาจากไฮการ์เดน พวกเขาเคยเห็นฝีมือของลินด์ และไว้วางใจในความสามารถของเขา
แต่ขุนนางที่อยู่ในคิงส์แลนดิ้งมาตลอดตั้งแต่สงครามโค่นราชบัลลังก์กลับไม่รู้จักลินด์ดีนักจึงต้องมีการเรียกตัวเขามาที่เต็นท์ใหญ่ก่อนหน้านี้เพื่อประเมิน แม้จะไม่ได้แสดงฝีมือดาบ แต่รูปร่างแข็งแรงและน่าเกรงขามของเขาก็เพียงพอจะเปลี่ยนใจเหล่าผู้สงสัย ทำให้สุดท้ายลินด์ก็ถูก ‘อาสา’ เข้าร่วมการประลองทีมแทนตระกูลไทเรลล์ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
หลังจากการ์แลนอธิบายลินด์ก็ถามขึ้นว่า “ทำไมเราต้องจริงจังกับการประลองทีมขนาดนี้ด้วยขอรับ? ถ้าข้าจำไม่ผิด มันก็ไม่ใช่การแข่งขันที่มีเกียรติอะไรนัก ถึงตระกูลไทเรลล์จะไม่ร่วมแข่งก็น่าจะไม่เสียชื่อเสียงอะไรเท่าไหร่ไม่ใช่หรือ?”
สีหน้าของการ์แลนพลันแสดงความลำบากใจ เขาหันไปมองวอร์ทิเมอร์เป็นเชิงให้ช่วยอธิบาย แล้วก็เดินออกจากเต็นท์ไปอย่างเงียบ ๆ
วอร์ทิเมอร์ถอนหายใจ แล้วพูดตรง ๆ “หลังจากได้ยินว่าตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นจะไม่ส่งคนเก่งที่สุดลงแข่ง ลอร์ดไทเรลล์ก็เลยมั่นใจว่าเราจะชนะ และ . . . เขาก็เลยไปยืมเงินก้อนโตมาเพื่อพนันชัยชนะของเรา ถ้าเราไม่แข่งหรือแพ้เขาจะไม่เพียงแค่เป็นหนี้ก้อนมหาศาล แต่จะกลายเป็นตัวตลกของทั้งคิงส์แลนดิ้งเลย นั่นแหละที่ทำให้เขาอารมณ์เสียตั้งแต่เช้า”
ลินด์กะพริบตาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดขึ้นในที่สุดว่า “งั้นข้าจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการต่อสู้”