เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 30

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 30

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 30


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 30 เจตจำนงของเหล่าทวยเทพ

“สวัสดีท่านแกรนเมสเตอร์ไพเซลล์ สุขภาพร่างกายของท่านเป็นอย่างไรบ้างหรือ?” เมสเตอร์ฮอว์ลีย์กล่าว พลางก้าวเข้ามาในห้องโดยมีผู้ติดตามนำทางมา แต่เขาก็ต้องหยุดชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีอีกคนอยู่ในห้อง แต่เขาก็มองออกอย่างรวดเร็วว่าชายชราผู้สวมสร้อยโซ่ของเมสเตอร์อย่างหรูหรานั้นคือแกรนเมสเตอร์ไพเซลล์ เขาจึงกล่าวทักทายด้วยความเคารพ

“ข้าไม่ค่อยสบายเท่าไหร่นัก” ไพเซลล์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

เมสเตอร์ฮอว์ลีย์นิ่งเงียบไป ไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไร

“ข้ากำลังพยายามบันทึกเรื่องการสิ้นพระชนม์ของเมกอร์ ทาร์แกเรียน องค์ที่หนึ่ง” ไพเซลล์กล่าวต่อพร้อมรอยยิ้มเจือจาง “ถึงกับต้องอธิษฐานขอให้เหล่าทวยเทพช่วยเลยทีเดียว แต่เจ้าเมสเตอร์ฮอว์ลีย์กลับใช้เวลาสบาย ๆ อยู่ที่ค่ายถึงสองวันเต็มก่อนจะมาที่นี่ เจ้าทำให้ความทรมานของข้ายืดยาวออกไป คิดดูสิว่าข้าจะรู้สึกดีอยู่ไหม?”

แม้แต่คนที่เข้าสังคมไม่เก่งอย่างเมสเตอร์ฮอว์ลีย์ก็ยังรู้ได้ถึงน้ำเสียงตำหนิในคำพูดของไพเซลล์ ทำให้เขาเริ่มมีเหงื่อผุดบนหน้าผากไม่รู้จะอธิบายความล่าช้าอย่างไร

“ไม่ต้องเครียด ข้าไม่ได้จะโทษเจ้าเสียหน่อย” ไพเซลล์ว่า พลางลองหยั่งนิสัยของฮอว์ลีย์ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่เจือเจตนา และพอมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ภัยคุกคามต่อสถานะของตน เขาจึงกล่าวต่อว่า “พร้อมจะเริ่มงานแล้วหรือยัง? พงศาวดารของเราล่าช้าเกินไปมาก ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น และภายในปีหน้าจะจัดทำเหตุการณ์สำคัญทั้งหมดก่อนถึงปีที่ 80 แห่งปฏิทินเอกอนได้เสร็จสิ้นเสียที”

“ข้ายินดีรับใช้ท่าน แกรนเมสเตอร์” ฮอว์ลีย์กล่าวอย่างกระตือรือร้นด้วยไฟแห่งวิชาการลุกโชนในดวงตา ก่อนที่เขาจะค้อมศีรษะอย่างลึกเพื่อยืนยันว่าไม่ต้องการการเตรียมตัวเพิ่มเติม และพร้อมเริ่มงานทันที แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ “แต่ข้ามีสหายที่รออยู่ที่ด่านยามหน้าเรดคีพ บางทีอาจต้องออกไปแจ้งให้เขาทราบสั้น ๆ ว่า . . .”

“ไม่ต้อง” ไพเซลล์ยกมือห้าม “ถ้าไม่ใช่เรื่องส่วนตัวก็เขียนจดหมายไปเถอะ ข้าไม่อยากให้เจ้ามัวเสียเวลากับเรื่องหยุมหยิมแบบนี้อีกในอนาคต”

ไพเซลล์พยักพเยิดไปทางชายอีกคนในห้อง ซึ่งแสดงสีหน้าตกใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน คล้ายจะบอกว่า ‘ไว้ค่อยดูกันว่าใครจะฟังคำสั่งของใคร’

แสงสลัวในห้องทำให้ฮอว์ลีย์มองไม่เห็นสีหน้าของชายคนนั้น เขาจึงเพียงแต่ขอกระดาษมาเขียนข้อความอย่างเร่งรีบ ซึ่งไพเซลล์รับมาโดยไม่อ่าน ก่อนจะพับแล้วส่งต่อให้ชายคนนั้น

“ในตู้ลิ้นชักใบที่สามข้างเตียงของข้าน่าจะมีของตอบแทนอยู่ ข้าเชื่อว่ามันจะชดเชยทุกอย่างได้ตกลงหรือไม่?” ไพเซลล์กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความหวาดหวั่นอยู่จาง ๆ

ชายผู้นั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับจดหมายพร้อมตอบว่า “หวังว่าของที่เจ้าจัดไว้จะ ‘ชดเชย’ ได้จริง ไม่อย่างนั้นข้าจะกลับมา และครั้งหน้าจะไม่เป็นแบบนี้อีก”

สิ้นคำเขาก็ออกจากห้องไป ทำให้ไพเซลล์ถอนหายใจเบา ๆ แล้วต้องยึดโต๊ะเพื่อพยุงตนเองไว้ไม่ให้แสดงความไม่มั่นคงต่อหน้าฮอว์ลีย์

ชายผู้นั้นเลือกใช้ทางลับเงียบ ๆ เพื่อหลบออกจากเร้ดคีพโดยไม่พบใคร เมื่อพ้นเขตรั้วเขาก็หยิบจดหมายของฮอว์ลีย์ขึ้นมา แล้วโยนทิ้งลงพงหญ้า แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ชะงักก่อนจะหันกลับไปเก็บคืนแล้วมุ่งหน้าสู่ด่านยาม ที่นั่นเขาเห็นบุคคลที่กำลังรออยู่และหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเดินเข้าไปหา พลางถามด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยว่า “ทำไมเป็นเจ้าอีกแล้ว?”

ลินด์สะดุ้งกับคำทักและท่าทีแปลก ๆ ของผู้มาใหม่ แต่พอเห็นใบหน้าก็จำได้ทันที เพราะความเป็นเอกลักษณ์ของชายคนนี้ทำให้เขาแยกแยะได้ไม่ยาก

“ท่านมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงโบโว?” ลินด์ถามด้วยความสงสัยต่อบุรุษซึ่งเคยเป็นบุรุษไร้หน้าที่ตอนนี้ปลอมตัวเป็นเมสเตอร์

“แกรนเมสเตอร์ไพเซลล์ติดหนี้ข้า” โบโวตอบสั้น ๆ พลางยื่นจดหมายให้ลินด์ “เมสเตอร์ฮอว์ลีย์ฝากข้าเอานี่มาให้เจ้า”

ลินด์รับมาเปิดอ่านซึ่งในนั้นมีเพียงข้อความสั้น ๆ ว่าเขาทิ้งหนังสือไว้ให้ที่ค่าย ก่อนที่ลินด์จะเก็บมันเข้ากระเป๋า และถามว่า “ท่านจะอยู่ที่คิงส์แลนดิ้งอีกนานไหม?”

“ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนคืนนี้ข้าจะออกเดินทาง” โบโวตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะมองลินด์ด้วยแววตาแปลก ๆ “เจ้าไม่คิดหรือว่ามันแปลกที่เราบังเอิญเจอกันบ่อยขนาดนี้? ราวกับมีบางสิ่งกำลังชักใยเราอยู่”

“ไม่เห็นจะแปลก เราพบกันแค่สามครั้งเอง แถมครั้งหนึ่งท่านเป็นฝ่ายมาหาข้าเองด้วย บังเอิญแบบนี้มีถมไปอย่าทำให้มันดูพิเศษเกินจริงไปเลย” ลินด์ตอบเรียบเย็น ก่อนที่สีหน้าของเขาจะแข็งกระด้างขึ้นขณะถามต่อว่า “อย่าบอกนะว่าท่านจะชวนข้าไปเข้าร่วมกับพวกบุรุษไร้หน้า?”

โบโวส่ายหน้า “ใคร ๆ ในคิงส์แลนดิ้งอาจกลายเป็นบุรุษไร้หน้าได้ แต่เจ้า? ไม่มีทาง”

แม้ถ้อยคำจะดูเหมือนยืนยันว่าเขาไม่เกี่ยวข้องอะไร แต่ลินด์กลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด

โบโวมองลินด์ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าคล้ายกำลังสับสนแล้วเอ่ยว่า “สองสามวันที่ผ่านมานี้ เจ้าไปเจออะไรมากันแน่? ข้ารู้สึกว่า . . . มีอะไรบางอย่างแปลกไป”

พูดจบสายตาของเขาก็เปลี่ยนไปทันที ราวกับมองทะลุอะไรบางอย่างออกมา ไม่นานเขาก็จ้องลินด์เขม็ง และกล่าวเหมือนค้นพบอะไรเข้าให้แล้ว “ข้าเข้าใจแล้ว . . . เพราะเหตุนี้เองเทพไร้หน้าถึงให้ข้าทำภารกิจนี้ แท้จริงแล้วนักระบำดาบแห่งสายน้ำไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเจ้าต่างหาก ลินด์ นักล่าหมี”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้นลินด์ก็ขมวดคิ้ว พร้อมกับมือแตะไปที่ด้ามดาบโดยอัตโนมัติ “โบโว ท่านหมายความว่าข้าควรได้รับ ‘พร’ จากเทพไร้หน้าอย่างนั้นหรือ?”

“ไม่ใช่เจ้า” โบโวตอบอย่างเฉยเมยไม่สะทกสะท้านกับท่าทีของลินด์ และเหลือบตามองไปยังเหล่าอัศวินผ้าคลุมทองที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วพูดว่า “ที่นี่ไม่เหมาะจะคุย”

พูดจบเขาก็เดินนำไปยังถนนใหญ่ มุ่งหน้าไปยังลานเบเลอร์

ลินด์ลังเลเล็กน้อยก่อนจะเดินตามไปอย่างระแวดระวัง สำหรับเขาแล้วคนคลั่งศาสนากับคนบ้าไม่ต่างกันนัก เมื่อกี้ยังพูดดีอยู่ อีกวินาทีก็อาจชักดาบใส่กันได้โดยไร้เหตุผลตลอดเวลา

“เล่าให้ข้าฟังหน่อยได้ไหมว่าช่วงวันที่ผ่านมาเจ้าเจออะไรมาบ้าง?” โบโวถามเมื่อลินด์เดินตามทัน ก่อนจะลดฝีเท้าลงเล็กน้อย “ข้าอยากรู้ว่ามีอะไรในตัวเจ้าที่ดึงดูดความสนใจจากเทพไร้หน้าได้”

“ความสนใจจากเทพไร้หน้า?” ลินด์หยุดเดินเล็กน้อย สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที

เขานึกถึงกระทู้หนึ่งที่เคยอ่านในฟอรั่มสมัยชีวิตก่อน หัวข้อเกี่ยวกับเหล่าทวยเทพในโลกน้ำแข็งและไฟ และข้อสรุปของทุกคนก็ชัดเจนว่านอกจากศาสนาเทพทั้งเจ็ดซึ่งมนุษย์สร้างขึ้น มันก็ไม่มีเทพองค์ใดที่ ‘เมตตา’ จริง ๆ แม้แต่ร’ฮลอร์ เจ้าแห่งแสงผู้ดูเคร่งศีลธรรมที่สุดก็ยังมีพิธีกรรมแปลกประหลาดและกลิ่นอายแห่งความมืดปกคลุม ที่สำคัญกว่ายิ่งนั้นเทพในโลกนี้หลายองค์มีตัวตนจริง และการถูกพวกเขาสังเกตเห็นมักไม่ใช่เรื่องดีเลย

โบโวดูเหมือนจะอ่านใจลินด์ออก เขาจึงพูดขึ้นว่า “อย่ากังวล ตอนนี้เจ้ายังไม่มีโอกาสได้รับ ‘พร’ อะไรจากเทพองค์นั้นหรอก และถ้าถึงวันหนึ่งที่เจ้าจะมีรายชื่ออยู่ในบัญชีของเขา เมื่อนั้นก็จะไม่มีบุรุษไร้หน้าคนไหนเข้าใกล้เจ้าได้อีกแล้ว ไม่ใช่ด้วยฝีมืออย่างเจ้าในตอนนั้นอย่างแน่นอน เจ้าจึงไม่ต้องกลัว”

ลินด์คิดตามแล้วก็เห็นด้วย หากเขาเติบโตได้ถึงขั้นที่มีคนว่าจ้างบุรุษไร้หน้ามาล่าหัวตนจริง ฝีมือและสัญชาตญาณของเขาก็คงสูงพอที่จะรับมือได้อย่างไม่ยาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงต่อรอง “ข้าจะเล่าให้ท่านฟัง แต่ข้าเองก็ต้องการบางอย่างตอบแทน”

โบโวหยุดเดินและหันมามองลินด์อย่างประหลาด ก่อนจะถามกลับว่า “แล้วเจ้าต้องการอะไร?”

ลินด์นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์ตอนพบกระดูกมังกรครั้งแรก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านมีทางเข้าออกเรดคีพหรือไม่?”

“จะให้เข้าออกตามใจคงไม่ใช่” โบโวตอบมั่นใจ “แต่ถ้าแค่เข้าไปหรือออกมาโดยไม่เป็นที่สังเกตนั้นไม่ใช่ปัญหา”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นลินด์ก็เผยเงื่อนไขของตนทันที “ข้าสนใจกระดูกมังกร หลังโรเบิร์ตขึ้นครองราชย์ เขาย้ายกระดูกทั้งหมดไปเก็บไว้ในห้องใต้ดินของเรดคีพ ข้าคิดว่าด้วยฝีมือท่านการแอบเอากระดูกมังกรออกมาชิ้นสองชิ้นไม่น่าเป็นปัญหา ใช่หรือไม่?”

โบโวเลิกคิ้วความสงสัยวูบผ่านใบหน้า “กระดูกมังกร? เจ้าจะเอาไปทำอะไร? มันก็แค่ของแข็งที่แข็งขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น” เขาหรี่ตาลง ก่อนจะกล่าวติดตลก “อย่าบอกนะว่าเจ้าเชื่อข่าวลือบ้า ๆ ว่าบดกระดูกมังกรแล้วจะทำเป็นยาเสน่ห์ได้?”

“ข้าไม่คิดว่าพวกบุรุษไร้หน้าจะมีอารมณ์ขันด้วย” ลินด์ตอบเย็นชาพลางจ้องอีกฝ่าย “แต่เรื่องนี้ไม่ตลกเลย”

โบโวหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน “ถ้าแค่อยากได้กระดูกมังกรไม่จำเป็นต้องเสี่ยงบุกเข้าเรดคีพ ข้ามีให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”

สิ้นคำโบโวก็ผายมือให้ลินด์เดินตาม แล้วพาเข้าไปในตรอกแคบ หลังจากเดินไปสักพักพวกเขาก็มาหยุดหน้าร้านช่างตัดเสื้อเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง พร้อมกับที่โบโวเคาะประตู และไม่นานนักชายชราคนหนึ่งก็โผล่ออกมาดูอย่างระวัง แต่พอเห็นโบโวก็คลายสีหน้ากังวลเปิดประตูต้อนรับทันที

โบโวพูดกับชายชราเป็นภาษาที่ลินด์ไม่รู้จัก ซึ่งชายชราพยักหน้าแล้วเดินหายเข้าไปในร้าน ครู่หนึ่งต่อมาก็กลับออกมาพร้อมกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่แต่หนักอึ้ง

โบโวรับไว้และให้ชายชราปิดประตู ก่อนจะวางกล่องลงตรงหน้าลินด์แล้วถามว่า “แค่นี้พอไหม?”

ลินด์ย่อตัวลงเปิดกล่องแล้วล้วงเข้าไป แม้จะคาดเดาไว้แล้ว แต่พอพบว่ามีแต่กระดูกอยู่เต็มกล่อง เขาก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เขาลูบแต่ละชิ้นช้า ๆ และสัมผัสได้ถึงการตอบสนองจากระบบของเขาในทุกชิ้น ซึ่งสิ่งนี้ยืนยันได้ว่าทั้งหมดเป็น กระดูกมังกรจริง!

แม้ว่าลินด์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากระดูกมังกรมีความเชื่อมโยงอย่างไรกับความสามารถพิเศษของเขา แต่เขาก็มั่นใจว่าหากมีวัตถุดิบเหล่านี้อยู่ในมือมากพอ สักวันเขาจะต้องค้นพบความจริงได้แน่นอน

เมื่อบุรุษไร้หน้าได้ทำตามข้อตกลงแล้วลินด์ก็ไม่เห็นเหตุผลที่จะปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาเริ่มเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พบเจอหลังจากจากกันที่คิงส์วูด ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมาไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความลับลึกที่สุดของเขา

โบโวเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ บางครั้งก็แทรกถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบางเหตุการณ์ และพอได้คำตอบกลับมาก็จะส่ายหน้าแผ่วเบาแสดงว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทพไร้หน้า

แต่บทสนทนาเริ่มเปลี่ยนทิศ เมื่อลินด์เอ่ยถึงหญิงสาวที่เขาช่วยไว้เมื่อสองวันก่อนนอกประตูสิงโต เพราะแค่เพียงพูดถึงนางสีหน้าของบุรุษไร้หน้าก็เปลี่ยนไปทันที แววตาจริงจัง และท่าทีเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เขาจะเร่งเร้าให้ลินด์เล่าให้ละเอียด โดยเฉพาะเกี่ยวกับอาการของหญิงสาวและพฤติกรรมของนาง พอลินด์บอกว่านางฟื้นขึ้นมาแล้วในวันเดียวกัน โบโวก็ยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เขาหยุดพูด

“เพราะเด็กคนนั้นหรือ . . . เทพไร้หน้าจึงเริ่มจับตามองข้า?” ลินด์ถามอย่างระมัดระวัง

โบโวไม่ตอบทันที เขาเหมือนกำลังครุ่นคิดจนบรรยากาศรอบตัวคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าอยากไปที่ค่ายของไทเรลล์กับเจ้าเพื่อดูเด็กสาวคนนั้นด้วยตา หากจำเป็นข้าจะพานางกลับไปยัง วิหารขาวดำ ที่บราวอส”

ลินด์พิจารณาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้า “ตกลง ตราบใดที่เด็กคนนั้นยินยอม”

คำตอบนี้ทำให้โบโวถึงกับเหลือบมองอีกครั้งอย่างแปลกใจ และหันมาพิจารณาลินด์ด้วยสายตาลึกซึ้ง เพราะในคำพูดนั้นมีนัยที่ชัดเจนว่าถ้าเด็กคนนั้นไม่ยินยอม แม้แต่บุรุษไร้หน้าก็ไม่มีสิทธิ์บังคับ แต่แทนที่จะรู้สึกขัดใจโบโวกลับรู้สึกประทับใจ เขาเห็นว่าลินด์เป็นคนที่ยึดมั่นในหลักการ ซึ่งหาได้ยากยิ่งในเจ็ดแดนดิน และความมั่นคงในจริยธรรมนั้น ทำให้ลินด์เป็นคนที่ควรค่าแก่การเป็นมิตร

แต่ถึงอย่างนั้นโบโวก็อดรู้สึกกังวลเล็กน้อยไม่ได้ เขาเชื่อว่าคนที่มี ‘หลักการ’ มากเกินไป มักอยู่รอดในเวสเทอรอสได้ไม่นาน แม้เขาจะหวังว่าลินด์จะเป็นข้อยกเว้นก็ตาม

ส่วนเรื่องว่าเด็กหญิงคนนั้นจะยินยอมไปบราวอสหรือไม่นั้น โบโวไม่กังวลเลย ในสายตาของเขาหากเทพไร้หน้าเป็นผู้นำพาเหตุการณ์มาจนถึงจุดนี้ เด็กคนนั้นก็ย่อมเป็นของเทพไร้หน้าอยู่แล้ว

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 30

คัดลอกลิงก์แล้ว