- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 26
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 26
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 26
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 26 ติดต่อศูนย์กลางอำนาจ
“ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่เรารวบรวมได้ในคราวนี้” ลินด์ยืนอยู่ภายในเต็นท์บัญชาการบนเนินสิงโตนอกเมืองคิงส์แลนดิ้ง พลางกล่าวรายงานต่อการ์แลนซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ โดยเขาเรียบเรียงข้อมูลที่ได้จากในเมืองอย่างเป็นระบบและรัดกุม
ในเต็นท์นี้มีชายอยู่ด้วยกันสี่คน ได้แก่ การ์แลน, วอร์ทิเมอร์, ชายชราในชุดเมสเตอร์ และอัศวินวัยกลางคนรูปร่างอ้วนป้อมเล็กน้อย โดยที่สองคนหลังมองลินด์ด้วยแววตาใคร่รู้ตั้งแต่เขาก้าวเข้ามา ราวกับกำลังพิจารณาสิ่งมีชีวิตหายาก
ในขณะที่ลินด์รายงานเขาก็เหลือบตามองทั้งสองเล็กน้อยเพื่อประเมินตัวตน ซึ่งก็ไม่ยากนักชายชราที่สวมโซ่แปดเส้นซึ่งทำจากโลหะต่างชนิดกันชัดเจนว่าเป็น เมสเตอร์เมลอส ที่ปรึกษาอาวุโสของตระกูลไทเรลล์ นักวิชาการที่มีชื่อเสียงที่สุดในตระกูล และเคยเป็นอาจารย์ของเมสเตอร์เซริกผู้ช่วยประจำตัวของการ์แลนในปัจจุบัน
ส่วนอัศวินอีกคนคือ เซอร์โรเจอร์ เรดไวน์ ผู้บัญชาการกองรักษาการณ์ของไทเรลล์ และหลานชายของราชินีแห่งหนาม เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกตระกูลเรดไวน์ทอดทิ้งจึงถูกเลี้ยงดูโดยโอเลนน่า ไทเรลล์ และภายหลังกลายเป็นเด็กรับใช้ของนาง เมื่อเมซ ไทเรลล์ขึ้นเป็นลอร์ดแห่งไฮการ์เดน โรเจอร์ก็ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองรักษาการณ์
แม้จะมียศเทียบเท่ากับจาโนส สลินท์ แห่งคิงส์แลนดิ้ง แต่ทั้งอำนาจและสถานะของโรเจอร์เหนือกว่าหลายขุม ทว่าเขาแทบไม่ใช้มัน และชอบมอบอำนาจให้คนอื่นรับผิดชอบแทน และใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้าน ชอบกิน ดื่ม และพักผ่อน เพราะรู้ตัวดีว่าความสามารถตนมีจำกัด ซึ่งความตระหนักในข้อจำกัดนี้ทำให้เขาไม่ทะเยอทะยานเกินตัวต่างจากเมซโดยสิ้นเชิง
ในช่วงสงครามกบฏโรเบิร์ตเขายังยอมมอบการบัญชาการทั้งหมดให้แรนดิลล์ ทาร์ลี่ รับผิดชอบ ส่วนตนดูแลด้านโลจิสติกส์เท่านั้น และด้วยความถ่อมตนเช่นนี้จึงเป็นที่ยอมรับในหมู่ไทเรลล์
หลังสงครามจบโรเจอร์กับเมลอสก็ตามเมซมายังคิงส์แลนดิ้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จทางการเมือง เมื่อการ์แลนเริ่มมีบทบาทในตระกูลทั้งสองจึงอาสาช่วยงานเขา เพราะเห็นว่าเจ้านายใหม่อาจเห็นค่าพวกเขามากกว่า
เมลอสเป็นอาจารย์เก่า ส่วนโรเจอร์ก็เป็นญาติทางฝ่ายแม่ ความสัมพันธ์จึงค่อนข้างเป็นกันเอง และระหว่างทางจากคิงส์แลนดิ้ง การ์แลนก็มักเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ทั้งสองฟังรวมถึงเรื่องของ ‘นักล่าหมี’ ลินด์ จนทั้งคู่เกิดความสนใจ
แต่เมื่อลินด์ปรากฏตัวจริงทั้งสองก็อดผิดหวังไม่ได้ รูปลักษณ์ของเขาสูงใหญ่ดูคร่าว ๆ ก็คล้ายหมีเสียยิ่งกว่าสมกับฉายา หากแต่ไม่ดูเหมือนนักดาบผู้มีท่วงท่าอ่อนช้อยที่พวกเขาคาดหวัง พวกเขาจึงคิดว่าเขาเป็นแค่คนเถื่อนที่ใช้กำลังมากกว่ามันสมอง
ทว่าความคิดนี้ถูกทำลายลงในทันทีที่ลินด์เริ่มรายงาน ข้อมูลทุกชิ้นถูกจัดเรียงอย่างมีลำดับความสำคัญชัดเจน และแสดงถึงความเข้าใจในภาพรวมของสถานการณ์ ซึ่งการเรียบเรียงที่ซับซ้อนเช่นนี้ต้องอาศัยสติปัญญาที่เฉียบแหลมไม่ใช่แค่กำลัง
ด้วยเหตุนี้ความขัดแย้งระหว่างรูปลักษณ์ดุดันของเขากับความคิดอันเป็นระบบกลับยิ่งทำให้ลินด์ดูโดดเด่นจนทั้งเมลอสและโรเจอร์ต่างตะลึง แม้แต่การ์แลนกับวอร์ทิเมอร์ที่รู้จักเขามาก่อนยังแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
เมื่อรายงานจบเมสเตอร์เมลอสก็หัวเราะเสียงดัง “ข้านึกว่าใครมาอ่านข่าวให้เราฟังเสียอีก และเกือบคิดว่าเป็นลอร์ดวาริสเสียแล้ว”
“ข้าก็คิดอย่างนั้น!” โรเจอร์เรดไวน์กล่าวเสริม พลางมองลินด์ด้วยแววตาประหลาดใจไม่แพ้กัน
เมสเตอร์เมลอสหันไปหาการ์แลนแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าของล้ำค่าที่สุดที่เจ้าได้มาจากการมาคิงส์แลนดิ้งคราวนี้ก็คือลินด์นักล่าหมีนี่แหละ”
การ์แลนยิ้มรับคำชมอย่างพอใจ สำหรับตระกูลไทเรลล์ยิ่งผู้ใต้บังคับบัญชามีความสามารถมากเพียงใดพวกเขาก็ยิ่งยินดี เพราะรู้ดีว่าอนาคตของตระกูลจะยืนยาวไม่ได้หากพึ่งพาแต่คนในสายเลือด และจำเป็นต้องดึงคนมีฝีมือจากภายนอกเข้ามาเสริมอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามและความวุ่นวายในแดนใต้ ซึ่งดูดกลืนผู้มีความสามารถไปมากจนกระทั่งแม้แต่การ์แลนในวัยสิบปีก็ต้องรับหน้าที่ใหญ่โตเกินวัย
ดังนั้นเมื่อพบกับลินด์ที่เมืองนิวบาร์เรลการ์แลนจึงตัดสินใจดึงเขามาจากตระกูลเครนอย่างไม่ลังเล และต่างจากหลายตระกูลในเวสเทอรอส ตระกูลไทเรลล์เปิดกว้างกับคนมีฝีมือจากภายนอกอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ตระกูลแลนนิสเตอร์ยังไม่อ้าแขนต้อนรับขนาดนี้ ส่วนตระกูลอื่น ๆ ยิ่งยึดมั่นในแนวคิด ‘สายเลือดสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด’
“ไหนในเมื่อเจ้ารวบรวมข่าวได้ขนาดนี้ เจ้าคงมีการวิเคราะห์ไว้ด้วยสินะ” เมสเตอร์เมลอสกล่าว พลางพยักหน้าให้ลินด์ “พูดความเห็นของเจ้ามาสิ ดูซิว่ามีแง่มุมอะไรน่าสนใจบ้าง”
ลินด์หันไปมองวอร์ทิเมอร์ซึ่งพยักหน้าเบา ๆ เป็นสัญญาณให้เริ่ม เขาจึงเริ่มเสนอความเห็นต่อข้อมูลข่าวกรอง วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์โรเบิร์ตกับลอร์ดเอ็ดดาร์ดแห่งแดนเหนือ ตลอดจนความขัดแย้งภายในตระกูลบาราเธียน และบทบาทของเรนลีย์ บาราเธียนที่มีต่อไทเรลล์ในตอนนี้ แถมเขายังเสนอแนวคิดหนึ่งที่ได้แรงบันดาลใจจากข้อมูลล่าสุด
“ข้าคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะสานสัมพันธ์กับตระกูลสตาร์ค ตามข่าวที่ได้มามีข่าวลือว่าลอร์ดเบนเจน สตาร์ค อาจจะมาเยือนคิงส์แลนดิ้งแทนพี่ชา เพื่อร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันประสูติของเจ้าชาย และอาจมีหน้าที่รับสมัครนักโทษเข้าหน่วยผู้พิทักษ์ราตรีด้วย แต่ดูเหมือนฝ่าบาทโรเบิร์ตจะไม่พอใจที่ลอร์ดเอ็ดดาร์ดไม่มาด้วยตัวเองจึงลงกับลอร์ดเบนเจนแทนปฏิเสธคำขอทุกอย่าง”
ลินด์หยุดพักสายตาสังเกตสีหน้าผู้ฟัง แล้วจึงกล่าวต่อ “ข้าเสนอให้เราติดต่อกับลอร์ดเบนเจน และเสนอส่งนักโทษจากคุกในไฮการ์เดนไปที่กำแพงเหนือ ข้าคิดว่าเขาจะซาบซึ้งใจไม่น้อย และในเวลาเดียวกันเรายังสามารถฝากความปรารถนาดีต่อตระกูลสตาร์คผ่านเขาเพื่อขอให้ช่วยเป็นสื่อกลาง ซึ่งด้วยความผูกพันระหว่างสองพี่น้องโอกาสที่พวกเขาจะปฏิเสธมีน้อยมาก และการกระชับสัมพันธ์กับตระกูลสตาร์คจะเป็นช่องทางอ้อมในการใกล้ชิดกับฝ่าบาท เนื่องจากทั้งสองตระกูลสนิทกันอย่างลึกซึ้ง ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร?”
คำพูดของลินด์จบลงท่ามกลางความเงียบโดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา พร้อมกับทุกสายตาที่จับจ้องเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย วอร์ทิเมอร์และการ์แลนถึงกับมองเขาใหม่ ราวกับเพิ่งรู้จักเขาเป็นครั้งแรก
ในที่สุดโรเจอร์ก็เป็นคนพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “หากข้าจำไม่ผิด เจ้าเป็นแค่พรานป่า แต่ทำไมเจ้าถึงวิเคราะห์ข่าวกรองได้เฉียบขาดขนาดนี้? นี่ไม่ใช่ทักษะของชาวบ้านธรรมดา”
ลินด์เตรียมรับคำถามลักษณะนี้ไว้แล้ว เขาจึงตอบอย่างสงบแบบเดียวกับที่เคยตอบโจเอลเมื่อหลายเดือนก่อน ทำให้ทุกคนในเต็นท์เชื่อคำอธิบายของเขาโดยไม่ติดใจสงสัย เพราะในความคิดของพวกเขามีเพียงเมสเตอร์แห่งซิทาเดลเท่านั้นที่สามารถสอนคนให้มีความรู้เช่นนี้ได้
นอกจากนี้เมสเตอร์บางคนที่ไม่ได้รับการอุปถัมภ์จากตระกูลใหญ่ก็มักลงเอยด้วยการรับสอนชาวบ้านธรรมดา หรือไม่ก็กลายเป็นคนเร่ร่อนที่ถูกปลดโซ่ไปแล้วก็มี ทำให้ตอนนี้พวกเขาจึงเริ่มสนใจว่าเมสเตอร์ที่ฝึกลินด์นั้นคือใคร และอยากตามตัวมาร่วมงาน แต่ลินด์ตอบว่าไม่รู้ชื่อ หรือรูปลักษณ์ใด ๆ เลย จึงหมดทางสืบหา
ในขณะกำลังเสียดายเมสเตอร์เมลอสก็พูดขึ้นทันทีว่า “เมื่อเรากลับไปไฮการ์เดน ให้เขาทำงานกับข้าเถอะ! ข้าต้องการผู้ช่วยที่มีฝีมือ”
เมลอสเป็นหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองของไทเรลล์ แต่ด้วยวัยที่มากขึ้น ทำให้เขารับภาระงานไม่ได้เต็มที่อีกต่อไป และนักเรียนที่ช่วยงานอยู่ตอนนี้ แม้จะเก่งในการค้นคว้า แต่กลับไร้ประสิทธิภาพในการทำข่าวกรอง และการที่สายข่าวของไทเรลล์ในคิงส์แลนดิ้งพังพินาศหลังจากจอน แอริน กับวาริสลงมือกำจัดนั้นคือเครื่องยืนยันชัดเจน
เมื่อเห็นความสามารถของลินด์ เมลอสจึงเห็นเขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งได้ในอนาคต เพราะนี่คือตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดก็ครองได้
“ไม่!!” เสียงคัดค้านดังขึ้นทันที แน่นอนว่าไม่ใช่จากลินด์ แต่จากทั้งการ์แลนและวอร์ทิเมอร์ ก่อนที่ทั้งคู่จะหันมามองกันอย่างประหลาดใจ ราวกับไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงค้าน
เหตุผลของการ์แลนนั้นชัดเจน ลินด์เพิ่งเข้าสังกัดตระกูลไทเรลล์ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าจะภักดีหรือไม่ การให้เขาเข้าถึงศูนย์กลางอำนาจของตระกูลเร็วเกินไปจึงไม่เหมาะสม ส่วนวอร์ทิเมอร์รู้ดีว่าเป้าหมายของลินด์คืออะไร การให้เขาเข้าไปอยู่ใต้บังคับบัญชาของเมสเตอร์เมลอส เท่ากับปิดประตูไม่ให้เขาได้เป็นอัศวินตลอดชีวิต
เมลอสและโรเจอร์ต่างก็ตกใจในเสียงคัดค้านเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ เพราะเชื่อว่าทั้งสองย่อมมีเหตุผล
หลังจากนั้นบทสนทนาในเต็นท์ก็วกกลับสู่ประเด็นหลัก และลินด์ก็ไม่ได้ถูกไล่ออก แต่กลับถูกเชิญให้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ โดยข้อเสนอของเขาถูกนำไปใช้เกือบทั้งหมด มีเพียงรายละเอียดปลีกย่อยบางส่วนที่ปรับเปลี่ยนเท่านั้น
ในตอนค่ำขณะกลับมายังเต็นท์ของตน วอร์ทิเมอร์ก็รับผ้าร้อนจากคนรับใช้ แล้วหันไปบอกลินด์ซึ่งเดินตามเข้ามาว่า “ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีความสามารถขนาดนี้ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่โกรธที่ข้าคัดค้านเจ้าไป ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าต้องติดกับอยู่ในตำแหน่งที่เจ้าจะไม่มีวันได้เป็นอัศวิน”
ลินด์ส่ายหน้า “ไม่ครับ แม้ท่านจะไม่คัดค้าน ข้าก็ยังจะปฏิเสธอยู่ดี การเป็นจ้าวแห่งข่าวกรองไม่ใช่เป้าหมายของข้า”
“ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น” วอร์ทิเมอร์ตอบ พลางโบกมือไล่คนรับใช้ให้ออกไป จากนั้นก็หันมากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าทำให้เมสเตอร์เมลอสประทับใจมากจากผลงานข่าวกรอง แม้ข้าจะปฏิเสธแทนเจ้าไปแล้ว แต่เขาไม่ยอมง่าย ๆ หรอก เมื่อเทียบกับเมสเตอร์เซริกกับคนอื่น ๆ ฝีมือของเจ้าดูโดดเด่นกว่า และเขาคงพยายามขอให้เจ้าช่วยงานด้านข่าวอีกแน่ เมื่อถึงตอนนั้นจงปฏิเสธ และอย่าเข้าไปพัวพันมากนัก เข้าใจไหม?”
“เข้าใจขอรับ” ลินด์ตอบรับ ก่อนจะเว้นไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวอย่างลังเล “แต่ด้วยสถานะของข้าในตอนนี้ ถ้าเมสเตอร์เมลอสยืนกรานขึ้นมา ข้าอาจไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธก็ได้”
วอร์ทิเมอร์นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะให้คำตอบอย่างเด็ดขาด “ไปที่ค่าย แล้วคัดคนมาสิบคนตั้งเป็นหน่วยลาดตระเวนทหารม้า หน้าที่ของพวกเจ้าคือลาดตระเวนประจำวัน และออกหน้าในตัวปราสาทให้คนเห็นบ้าง จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยให้ดูดีเสมอให้ทุกคนรู้ว่าตระกูลไทเรลล์มีตัวตนอยู่ในคิงส์แลนดิ้ง และที่สำคัญจะได้ไม่มีเวลาไปวุ่นวายกับงานข่าวกรองอีก”
ลินด์เข้าใจทันทีว่านี่คือการเลื่อนตำแหน่งอย่างมีนัยยะจึงตอบรับโดยไม่ลังเล แต่เขายังมีเรื่องสุดท้ายที่ต้องยืนยัน “ท่านลอร์ด แล้วแบบนี้ . . . จะถือว่าเป็นผลงานความดีความชอบหรือไม่ขอรับ?”
วอร์ทิเมอร์จ้องเขาอย่างพินิจ ก่อนจะชักดาบยาวที่ข้างเอวออกมา แล้วโยนให้เขา “ดาบของข้ายังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร คืนนี้เอาไปขัดให้เงา ทาน้ำมันให้เรียบร้อย แล้วตรวจชุดเกราะของข้าด้วย ข้าต้องใช้ในงานประลองอีกไม่กี่วัน”
ลินด์รับดาบไว้ พลางยิ้มอย่างเข้าใจในความนัยนั้น “รับทราบขอรับ ท่านลอร์ด”