- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 24
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 24
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 24
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 24 ผับฟักทองของท็อดเดอร์
ลินด์ไม่ได้ถูกมอบหมายให้ไปลาดตระเวนหรือเข้าเวรยามเหมือนคนอื่น ๆ และเป็นไปได้มากว่าการ์แลนเป็นคนวางแผนเรื่องนี้ไว้ก่อนจะจากไป เพราะเขาได้รับคำสั่งเฉพาะเจาะจงให้คัดเลือกผู้มีไหวพริบจากในกอง แล้วกระจายกำลังเข้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในคิงส์แลนดิ้งเพื่อสืบข่าวสาร
ระหว่างสงครามชิงบัลลังก์การปล้นเมืองอย่างโหดเหี้ยมของไทวิน แลนนิสเตอร์ ได้ทำลายเครือข่ายข่าวกรองที่ตระกูลไทเรลล์เคยสร้างไว้ในคิงส์แลนดิ้งจนแทบสิ้นซาก ต่อมาในช่วงหลายปีหลังจากนั้น ลอร์ดจอน แอริน ซึ่งดำรงตำแหน่งหัตถ์กษัตริย์ และวาริส จ้าวแห่งเสียงกระซิบ ก็ได้ร่วมกันกวาดล้างเครือข่ายข่าวกรองของตระกูลอื่นอย่างเป็นระบบ รวมถึงเครือข่ายของตระกูลไทเรลล์ด้วย
ผลที่ตามมาคือตระกูลไทเรลล์แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในคิงส์แลนดิ้งนอกจากข่าวคราวที่ใคร ๆ ก็รู้ และลอร์ดเมซ ไทเรลล์ ผู้ไร้ความน่าเชื่อถือก็ไม่ได้พยายามฟื้นฟูเครือข่ายข่าวกรองนี้เลยแม้แต่น้อยตลอดปีที่ผ่านมา สำหรับเขาแล้วการร่วมงานเลี้ยงและเอาใจเหล่าขุนนางแห่งราชวงศ์บาราเธียนใหม่ดูจะสำคัญกว่าการรวบรวมข้อมูลเชิงกลยุทธ์เสียอีก
เรื่องนี้ทำให้ตระกูลไทเรลล์ตกอยู่ในสถานะไร้ข้อมูล และไม่แน่ใจว่าจะเดินหมากต่อไปอย่างไรในเมืองหลวง ดังนั้นการมาเยือนคิงส์แลนดิ้งของการ์แลน แม้จะเป็นการมาเพื่อเข้าร่วมงานประลองในนามทางการ แต่แท้จริงแล้วมันคือภารกิจลับภายใต้คำสั่งของราชินีหนามเพื่อฟื้นฟูเครือข่ายข่าวกรองของตระกูล
หากไม่มีลินด์การ์แลนก็คงต้องพึ่งวอร์ทิเมอร์ในการสืบข่าว แต่วอร์ทิเมอร์นั้นเป็นถึงอัศวินแห่งไฮการ์เดนและอาจารย์ดาบแห่งเดอะรีช เขาเป็นคนมีชื่อเสียงเกินไป และการเคลื่อนไหวในคิงส์แลนดิ้งจึงเสี่ยงต่อการถูกจับตาและไม่เหมาะกับงานลับเช่นนี้
ด้วยเหตุนี้เองลินด์จึงเหมาะสมกว่ามาก แม้ฝีมือจะไม่แพ้วอร์ทิเมอร์ แต่ชื่อเสียงของเขาในฐานะ ‘นักล่าหมี’ ก็ยังจำกัดอยู่แค่ในเดอะรีช ส่วนที่คิงส์แลนดิ้งเขาเป็นเพียงทหารคนหนึ่งของตระกูลไทเรลล์ดูไม่มีอะไรโดดเด่น และนั่นคือข้อได้เปรียบในงานลับเช่นนี้
การ์แลนให้ความสำคัญกับภารกิจนี้อย่างจริงจัง เขาจ่ายเงินเดือนให้ลินด์ล่วงหน้า พร้อมกับมอบเหรียญทองสามสิบเหรียญ เหรียญเงินอีกหนึ่งร้อยเหรียญ และทองแดงอีกแปดร้อยเหรียญไว้ใช้เป็นทุนดำเนินการ นอกจากนี้ยังให้อำนาจลินด์ในการคัดเลือกทีมเองอีกด้วย เรียกได้ว่าแต่งตั้งลินด์เป็น ‘จ้าวแห่งเสียงกระซิบ’ ชั่วคราวเลยก็ว่าได้
ลินด์เองก็รับภารกิจโดยไม่ลังเล เขาคัดเลือกทหารสิบคนที่เฉลียวฉลาดและมีไหวพริบรวมถึงรอลด้วย แล้วก็เริ่มวางแผนทันที เขาเลือกที่จะไม่เคลื่อนที่เป็นกลุ่มใหญ่ แต่แจกจ่ายทุนที่ได้จากการ์แลนให้สมาชิกแต่ละคนเก็บไว้ โดยใช้เองเพียงยี่สิบเหรียญทอง เหรียญเงินอีกจำนวนหนึ่ง และเหรียญทองแดงอีกเล็กน้อย จากนั้นเขาสั่งให้แต่ละคู่แยกย้ายกันเข้าเมืองผ่านประตูต่าง ๆ สองหรือสามคนต่อกลุ่ม แล้วกระจายตัวไปยังเขตต่าง ๆ เพื่อสืบข่าว ส่วนลินด์และรอลเลือกจับคู่กัน และตัดสินใจเข้าเมืองทางประตูสิงโตซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด
“ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้กลับมาคิงส์แลนดิ้งอีก และกลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง” รอลพึมพำขณะเดินผ่านประตูสิงโต พลางเงยหน้ามองประตูขนาดมหึมาและรูปปั้นสิงโตที่ยืนขนาบสะพานอยู่
ลินด์เหลือบตามองรอล ขณะหักเนื้อให้เจ้ากลอรี่สัตว์เลี้ยงของเขากิน “เจ้าเคยมาคิงส์แลนดิ้งก่อนหรือ?”
“ใช่” รอลพยักหน้า “เมื่อไม่กี่ปีก่อน ข้ามากับคาราวานของลอร์ดแบรนดอน ตอนนั้นกษัตริย์คลั่งยังนั่งอยู่บนบัลลังก์เหล็ก ผู้ปกครองแดนเหนือยังไม่ถูกเผาทั้งเป็น กษัตริย์องค์ใหม่ยังเป็นแค่เด็กในความดูแลของลอร์ดจอน แอริน และหญิงที่ข้ารัก . . . ยังไม่ได้ไปนอนกับชายอื่น”
แววตาของลินด์แฝงแววสนใจ ก่อนที่เขาจะเงียบ ฟัง และสังเกต เพราะเขารู้สึกได้ว่าชายผู้นี้ ผู้รับใช้ตระกูลไทเรลล์มาอย่างยาวนานคงมีเรื่องราวอยู่ไม่น้อย
เมื่อเข้าสู่เมืองลินด์จึงมอบหน้าที่นำทางให้รอลเพราะเคยมาเยือนมาก่อน แต่ไม่นานเขาก็เริ่มรู้สึกเสียใจ เพราะเมื่อมาถึงสี่แยกแห่งหนึ่งรอลกลับหยุดยืนแล้วทำหน้าลังเล
“เจ้าบอกว่าเคยมาที่นี่ไม่ใช่หรือ?” ลินด์ขมวดคิ้วถาม
“ก็เคย . . .” รอลเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน “แต่ข้าเคยเดินแค่ย่านตลาดปลาตรงประตูโคลน ข้าไม่เคยเข้ามาถึงย่านนี้มาก่อนเลย”
ลินด์ถอนหายใจ และรู้ตัวว่าการจับคู่มากับรอลอาจเป็นความผิดพลาด แต่ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่มีทางเลือก เขาสบตารอลอย่างเหนื่อยใจ สูดลมหายใจลึก แล้วเริ่มมองไปรอบ ๆ เพื่อหาทาง
ใกล้ ๆ กันนั้นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นบนถนน พอลินด์เดินเข้าไปเด็ก ๆ ก็หยุดวิ่งเล่นทันที และมองชายแปลกหน้าติดอาวุธด้วยสายตาหวาดระแวง
ลินด์หยิบเหรียญทองแดงออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ในมือ “ใครบอกข้าได้ว่าผับที่คนเยอะที่สุดแถวนี้อยู่ตรงไหนแล้วไปยังไง เหรียญนี้จะเป็นของเจ้า”
เขาคิดว่าเด็กน่าจะกรูกันมาตอบเพื่อแย่งเหรียญ แต่ผิดคาดทุกคนหันไปมองเด็กชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งคนโตที่สุดหรือแข็งแรงที่สุด เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นหัวหน้ากลุ่ม
เด็กชายคนนั้นก้าวออกมาด้วยท่าทางมั่นใจแล้วกล่าวกับลินด์ว่า “นายท่าน ถ้าท่านอยากไปผับใกล้ ๆ ที่คนเยอะก็ต้องไป ‘พื้นรองเท้าคนขาเป๋’ พวกช่างตีเหล็ก ช่างฟอกหนัง และช่างฝีมือทั้งหลายชอบไปดื่มกันที่นั่นระหว่างพัก”
พูดจบเขาก็หยุดพิจารณาลินด์ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “แต่ข้าคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการ เพราะท่านคงไม่ได้มาฟังพวกขี้เมาโอ้อวดแน่ ๆ ท่านอยากได้ที่ที่น่าสนใจกว่านั้นที่มีข่าวสด ๆ ใหม่ ๆ ถ้าอย่างนั้นข้าแนะนำให้ไปย่านซิลค์สตรีท ทั้งผับและซ่องที่นั่นพวกขุนนางจากเรดคีปชอบแวะกันบ่อย”
พอได้ยินคำว่า ‘ซ่อง’ รอลที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับสูดหายใจเฮือก แม้แต่ในไฮการ์เดนก็ยังมีเรื่องเล่าขานถึงย่านนี้ ดังนั้นรอลอยากไปตั้งแต่เหยียบเมืองแล้ว แต่ความหวังของรอลก็พังทลายเมื่อลินด์ส่ายหน้า “ไม่เอาซ่อง บอกแค่ผับที่ตรงกับสิ่งที่ข้าต้องการก็พอ”
“งั้นก็ต้อง ‘ฟักทองของท็อดเดอร์’ ผับที่ดีที่สุดในคิงส์แลนดิ้ง พวกพ่อค้าวาณิชผู้มั่งคั่งกับขุนนางทั้งหลายแวะมากินไวน์อาร์เบอร์โกลด์และอาหารหรูจากอีกฟากทะเลแคบ แต่ราคามันค่อนข้างสูง แค่นั่งยังต้องจ่ายเลย” เด็กชายยักไหล่พลางพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะมองชุดลินด์กับรอลแล้วยิ้มเยาะ “แต่ท่านดูไม่ใช่พวกที่น่าจะจ่ายไหวนะ . . . นายท่าน”
“ที่นั่นแหละ” ลินด์พูดโดยไม่สนคำเสียดสี พร้อมยื่นเหรียญทองแดงให้ “บอกทางไปที่นั่น”
เด็กชายรับเหรียญอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะหันไปหาเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งในกลุ่ม “เจ้าพานายท่านไป หวังว่าท่านจะสนุกกับการอยู่ในคิงส์แลนดิ้งนะ นายท่าน”
แล้วเขาก็พาเด็กคนอื่น ๆ วิ่งจากไปเหลือเพียงเด็กหญิงตัวเล็กไว้เป็นผู้นำทาง
“เชิญทางนี้ค่ะ นายท่าน” เด็กหญิงกล่าวพลางพยักหน้าสุภาพ แล้วก็ออกเดินโดยไม่พูดอะไรอีกมุ่งหน้าไปยังเนินวิเซนยาที่ซึ่งมหาวิหารเบลอร์ตั้งตระหง่านอยู่
ถนนในคิงส์แลนดิ้งแน่นขนัดไปด้วยผู้คน และยิ่งใกล้มหาวิหารฝูงชนก็ยิ่งแน่นขนัด บางคนเดินวนรอบกำแพงด้านนอกของวิหารพลางสวดมนต์ ทำให้ลินด์กับรอลต้องเบียดฝ่าฝูงชนเข้าไปพลางเอ่ยคำขอโทษตลอดทาง
โชคดีที่เส้นทางไม่ไกลนัก หลังจากฝ่าฝูงชนพวกเขาก็อ้อมจัตุรัสเบลอร์ ผ่านจุดสิ้นสุดของถนนหลวงในเมือง แล้วเลี้ยวเข้าสู่ตรอกที่เงียบกว่าที่มีทางเดินแคบและวกวน พาเลี้ยวซ้ายขวาในเขาวงกตของเงาและหินเปียกชื้น จนในที่สุดก็ออกมายังถนนคึกคักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไวน์และน้ำหอม
“ถึงแล้วค่ะ” เด็กหญิงชี้ไปยังอาคารสามชั้นที่ตกแต่งหรูหราที่มีป้ายรูปฟักทองทองคำแขวนอยู่ และระหว่างจะเดินจากไป นางก็เฉียดตัวลินด์เล็กน้อย ราวกับสะดุดอะไรบางอย่างแล้วเซเข้าหาเขา ก่อนจะรีบตั้งตัวได้แล้วก้มหัวขอโทษเสียงอ่อน “ข้า . . . ขออภัยเจ้าค่ะ นายท่าน โปรดให้อภัยข้าด้วย”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก แค่คืนกระเป๋าเงินที่เจ้าขโมยมาก็พอ” ลินด์พูดด้วยรอยยิ้มใจเย็น พลางวางมือลงบนไหล่นางแน่น
เด็กหญิงชะงักพร้อมกับใบหน้าหม่นลงทันที ก่อนที่สายตานางจะกวาดมองไปรอบ ๆ ราวกับหาทางหนี
ลินด์ยังยิ้มแต่เสียงของเขาเริ่มเปลี่ยนเย็นยะเยือก “อย่าแม้แต่จะคิดก่อเรื่องหรือร้องเรียกใคร ถ้าเจ้าขยับแม้แต่นิด ข้าจะฆ่าเจ้าทันทีแล้วเอากระเป๋าคืนเอง ขนาดอัศวินผ้าคลุมทองยังไม่กล้าว่าข้าด้วยซ้ำ”
เด็กหญิงหน้าซีดเผือด นางรู้ดีว่าเขาไม่ได้ขู่เล่น ถ้าทำอะไรโง่ ๆ ขึ้นมา เขาจะลงมือจริง ๆ นางจึงจำใจดึงถุงเงินที่ซ่อนไว้ในเสื้อออกมายื่นให้
ลินด์รับมา และลองชั่งน้ำหนักดูเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเหรียญหายไป ก่อนจะมองเด็กหญิงอีกครั้ง ซึ่งนางก็จ้องเขาด้วยสายตาสับสนระคนหวาดกลัว แต่แทนที่จะโกรธ ลินด์กลับควักเหรียญทองแดงสองสามเหรียญออกมายื่นให้ “เอาไป นี่เป็นค่าจ้างนำทาง ขอโทษแล้วก็ไปเถอะ”
เด็กหญิงตะลึง นางคิดว่าจะถูกตีหรืออย่างแย่ก็โดนลากไปส่งเมือง แต่เขากลับปล่อยไปง่าย ๆ แถมยังให้เงินด้วย ทำให้นางรีบคว้าเหรียญ ก้มหัวขอโทษ แล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่หันกลับ
“เด็กคิงส์แลนดิ้งมันหัวไวแบบนี้กันหมดเลยหรือ? ขโมยกระเป๋าได้แนบเนียนขนาดนี้” รอลถามด้วยความตกใจ “ลินด์ เจ้าจะปล่อยนางไปจริง ๆ หรือ?”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอะไร? ตีเด็ก? ฆ่าเด็ก? เมื่อกี้ข้าแค่ขู่ไปงั้นแหละ” ลินด์ปรายตามองรอลอย่างเย็นชา ก่อนที่เขาจะหันไปมองทางตรอกที่เด็กหายไป “อีกอย่าง เด็กพวกนั้นไม่ใช่แค่เด็กข้างถนนธรรมดาหรอก”
รอลขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ลินด์ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ เพราะเขาไม่อาจบอกได้ว่าตนเองจำสัญญาณของ ‘นกน้อยของวาริส’ ได้จากเรื่องเล่าจากอีกโลกหนึ่ง และเขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปหาเรื่องกับจ้าวแห่งเสียงกระซิบ โดยเฉพาะในเมื่อเขาไม่คิดจะอยู่คิงส์แลนดิ้งนานนักตั้งแต่แรกแล้ว
ลินด์ส่งสัญญาณสั้น ๆ ให้รอล ก่อนจะก้าวเข้าไปในผับฟักทองของท็อดเดอร์ ภายในผับงดงามตระการตาไม่แพ้ภายนอกที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ผนังและเสาต่างประดับด้วยของตกแต่งที่มาจากทั่วทุกมุมโลก สร้างบรรยากาศที่แปลกตาและชวนให้รู้สึกถึงความหรูหราแบบต่างถิ่น
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดกลับเป็นถุงผ้าใบเก่า ๆ ใบหนึ่งที่แขวนอยู่กลางห้อง แม้ว่าวัสดุจะดูเหมือนเป็นผ้าใบธรรมดา แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่ามันเป็นของหายากและมีมูลค่าอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนจุดประสงค์ของการนำมันมาแขวนโชว์นั้นไม่ชัดเจน แต่มันช่วยเพิ่มความลึกลับให้สถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้แม้จะยังเป็นช่วงบ่ายที่ไม่ใช่เวลาที่ผับจะคึกคักที่สุด แต่ภายในกลับมีชีวิตชีวาไม่น้อย โดยผู้คนส่วนใหญ่เป็นขุนนางที่ไม่มีงานทำจากราชสำนักและพ่อค้าจากแดนไกล
ในขณะที่ลินด์และรอลกำลังสำรวจบรรยากาศในร้าน บริกรคนหนึ่งก็เข้ามาพร้อมกับก้มศีรษะอย่างสุภาพ “สวัสดีตอนบ่ายขอรับท่านทั้งสอง ไม่ทราบว่าพวกท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือไม่?”
ท่าทางของบริกรยังคงสุภาพและเป็นมืออาชีพไม่มีวี่แววดูแคลนต่อการแต่งกายอันเรียบง่ายของลินด์และรอลเลยแม้แต่น้อย
“ข้าได้ยินมาว่าที่นี่คือผับที่ดีที่สุดในคิงส์แลนดิ้ง ทั้งไวน์และอาหารล้วนยอดเยี่ยม” ลินด์กล่าวเรียบ ๆ ด้วยท่าทางมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกับรอลที่ดูประหม่าชัดเจน
บริกรยิ้มรับด้วยความมั่นใจไม่แพ้กัน “แน่นอนขอรับ ท่านตราบใดที่มีเหรียญทองพอ เราก็มีสิ่งดีเกินคาดให้บริการ”
ลินด์ล้วงมือลงไปในถุงเงินแล้วหยิบเหรียญทองมังกรยี่สิบเหรียญออกมาให้ดู “เท่านี้พอหรือไม่?”
บริกรมองถุงเงินแล้วพยักหน้า “สำหรับอาหารเลิศหรูที่สุดอาจยังไม่พอ แต่ก็เกินพอสำหรับไวน์และอาหารชั้นดีทั่วไปแล้วขอรับ”
“แค่นั้นก็พอ” ลินด์ตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ “พวกข้าไม่ใช่คนที่ต้องการความหรูหราฟุ่มเฟือยอะไรนัก ขอเพียงที่นั่งเงียบ ๆ มุมดี ๆ ก็พอแล้ว”
“ไม่มีปัญหาขอรับ” บริกรกล่าวพลางโค้งให้ลึก แล้วพาทั้งสองขึ้นไปยังโต๊ะเงียบ ๆ ใกล้หน้าต่างบนชั้นสอง โดยที่นั่งนี้สามารถมองลงไปยังลานด้านล่างได้ชัดเจน ซึ่งมีนักร้องนักเต้นกำลังแสดงให้ผู้คนชม
เมื่อได้ที่นั่งเรียบร้อยลินด์ก็พยักหน้าให้รอลผ่อนคลาย แล้วโยนถุงเหรียญทองให้บริกร “เอาไวน์กับอาหารมาให้คุ้มกับเหรียญทองยี่สิบเหรียญนี่ แล้วก็ . . . ขอเนื้อดิบมาด้วย”
บริกรชะงักเล็กน้อยด้วยสีหน้าสงสัย “เนื้อดิบหรือขอรับท่าน?”
ก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ ลินด์ก็ล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมแล้วดึงเจ้ากลอรี่สหายร่วมทางสี่ขาออกมา สัตว์ร้ายตัวน้อยยืดตัวแล้วหาวอย่างง่วงงอน ก่อนจะส่งเสียงหอนต่ำ ๆ ก้องไปทั่วผับ