เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 24

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 24

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 24


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 24 ผับฟักทองของท็อดเดอร์

ลินด์ไม่ได้ถูกมอบหมายให้ไปลาดตระเวนหรือเข้าเวรยามเหมือนคนอื่น ๆ และเป็นไปได้มากว่าการ์แลนเป็นคนวางแผนเรื่องนี้ไว้ก่อนจะจากไป เพราะเขาได้รับคำสั่งเฉพาะเจาะจงให้คัดเลือกผู้มีไหวพริบจากในกอง แล้วกระจายกำลังเข้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในคิงส์แลนดิ้งเพื่อสืบข่าวสาร

ระหว่างสงครามชิงบัลลังก์การปล้นเมืองอย่างโหดเหี้ยมของไทวิน แลนนิสเตอร์ ได้ทำลายเครือข่ายข่าวกรองที่ตระกูลไทเรลล์เคยสร้างไว้ในคิงส์แลนดิ้งจนแทบสิ้นซาก ต่อมาในช่วงหลายปีหลังจากนั้น ลอร์ดจอน แอริน ซึ่งดำรงตำแหน่งหัตถ์กษัตริย์ และวาริส จ้าวแห่งเสียงกระซิบ ก็ได้ร่วมกันกวาดล้างเครือข่ายข่าวกรองของตระกูลอื่นอย่างเป็นระบบ รวมถึงเครือข่ายของตระกูลไทเรลล์ด้วย

ผลที่ตามมาคือตระกูลไทเรลล์แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในคิงส์แลนดิ้งนอกจากข่าวคราวที่ใคร ๆ ก็รู้ และลอร์ดเมซ ไทเรลล์ ผู้ไร้ความน่าเชื่อถือก็ไม่ได้พยายามฟื้นฟูเครือข่ายข่าวกรองนี้เลยแม้แต่น้อยตลอดปีที่ผ่านมา สำหรับเขาแล้วการร่วมงานเลี้ยงและเอาใจเหล่าขุนนางแห่งราชวงศ์บาราเธียนใหม่ดูจะสำคัญกว่าการรวบรวมข้อมูลเชิงกลยุทธ์เสียอีก

เรื่องนี้ทำให้ตระกูลไทเรลล์ตกอยู่ในสถานะไร้ข้อมูล และไม่แน่ใจว่าจะเดินหมากต่อไปอย่างไรในเมืองหลวง ดังนั้นการมาเยือนคิงส์แลนดิ้งของการ์แลน แม้จะเป็นการมาเพื่อเข้าร่วมงานประลองในนามทางการ แต่แท้จริงแล้วมันคือภารกิจลับภายใต้คำสั่งของราชินีหนามเพื่อฟื้นฟูเครือข่ายข่าวกรองของตระกูล

หากไม่มีลินด์การ์แลนก็คงต้องพึ่งวอร์ทิเมอร์ในการสืบข่าว แต่วอร์ทิเมอร์นั้นเป็นถึงอัศวินแห่งไฮการ์เดนและอาจารย์ดาบแห่งเดอะรีช เขาเป็นคนมีชื่อเสียงเกินไป และการเคลื่อนไหวในคิงส์แลนดิ้งจึงเสี่ยงต่อการถูกจับตาและไม่เหมาะกับงานลับเช่นนี้

ด้วยเหตุนี้เองลินด์จึงเหมาะสมกว่ามาก แม้ฝีมือจะไม่แพ้วอร์ทิเมอร์ แต่ชื่อเสียงของเขาในฐานะ ‘นักล่าหมี’ ก็ยังจำกัดอยู่แค่ในเดอะรีช ส่วนที่คิงส์แลนดิ้งเขาเป็นเพียงทหารคนหนึ่งของตระกูลไทเรลล์ดูไม่มีอะไรโดดเด่น และนั่นคือข้อได้เปรียบในงานลับเช่นนี้

การ์แลนให้ความสำคัญกับภารกิจนี้อย่างจริงจัง เขาจ่ายเงินเดือนให้ลินด์ล่วงหน้า พร้อมกับมอบเหรียญทองสามสิบเหรียญ เหรียญเงินอีกหนึ่งร้อยเหรียญ และทองแดงอีกแปดร้อยเหรียญไว้ใช้เป็นทุนดำเนินการ นอกจากนี้ยังให้อำนาจลินด์ในการคัดเลือกทีมเองอีกด้วย เรียกได้ว่าแต่งตั้งลินด์เป็น ‘จ้าวแห่งเสียงกระซิบ’ ชั่วคราวเลยก็ว่าได้

ลินด์เองก็รับภารกิจโดยไม่ลังเล เขาคัดเลือกทหารสิบคนที่เฉลียวฉลาดและมีไหวพริบรวมถึงรอลด้วย แล้วก็เริ่มวางแผนทันที เขาเลือกที่จะไม่เคลื่อนที่เป็นกลุ่มใหญ่ แต่แจกจ่ายทุนที่ได้จากการ์แลนให้สมาชิกแต่ละคนเก็บไว้ โดยใช้เองเพียงยี่สิบเหรียญทอง เหรียญเงินอีกจำนวนหนึ่ง และเหรียญทองแดงอีกเล็กน้อย จากนั้นเขาสั่งให้แต่ละคู่แยกย้ายกันเข้าเมืองผ่านประตูต่าง ๆ สองหรือสามคนต่อกลุ่ม แล้วกระจายตัวไปยังเขตต่าง ๆ เพื่อสืบข่าว ส่วนลินด์และรอลเลือกจับคู่กัน และตัดสินใจเข้าเมืองทางประตูสิงโตซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด

“ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้กลับมาคิงส์แลนดิ้งอีก และกลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง” รอลพึมพำขณะเดินผ่านประตูสิงโต พลางเงยหน้ามองประตูขนาดมหึมาและรูปปั้นสิงโตที่ยืนขนาบสะพานอยู่

ลินด์เหลือบตามองรอล ขณะหักเนื้อให้เจ้ากลอรี่สัตว์เลี้ยงของเขากิน “เจ้าเคยมาคิงส์แลนดิ้งก่อนหรือ?”

“ใช่” รอลพยักหน้า “เมื่อไม่กี่ปีก่อน ข้ามากับคาราวานของลอร์ดแบรนดอน ตอนนั้นกษัตริย์คลั่งยังนั่งอยู่บนบัลลังก์เหล็ก ผู้ปกครองแดนเหนือยังไม่ถูกเผาทั้งเป็น กษัตริย์องค์ใหม่ยังเป็นแค่เด็กในความดูแลของลอร์ดจอน แอริน และหญิงที่ข้ารัก . . . ยังไม่ได้ไปนอนกับชายอื่น”

แววตาของลินด์แฝงแววสนใจ ก่อนที่เขาจะเงียบ ฟัง และสังเกต เพราะเขารู้สึกได้ว่าชายผู้นี้ ผู้รับใช้ตระกูลไทเรลล์มาอย่างยาวนานคงมีเรื่องราวอยู่ไม่น้อย

เมื่อเข้าสู่เมืองลินด์จึงมอบหน้าที่นำทางให้รอลเพราะเคยมาเยือนมาก่อน แต่ไม่นานเขาก็เริ่มรู้สึกเสียใจ เพราะเมื่อมาถึงสี่แยกแห่งหนึ่งรอลกลับหยุดยืนแล้วทำหน้าลังเล

“เจ้าบอกว่าเคยมาที่นี่ไม่ใช่หรือ?” ลินด์ขมวดคิ้วถาม

“ก็เคย . . .” รอลเกาหัวอย่างกระอักกระอ่วน “แต่ข้าเคยเดินแค่ย่านตลาดปลาตรงประตูโคลน ข้าไม่เคยเข้ามาถึงย่านนี้มาก่อนเลย”

ลินด์ถอนหายใจ และรู้ตัวว่าการจับคู่มากับรอลอาจเป็นความผิดพลาด แต่ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่มีทางเลือก เขาสบตารอลอย่างเหนื่อยใจ สูดลมหายใจลึก แล้วเริ่มมองไปรอบ ๆ เพื่อหาทาง

ใกล้ ๆ กันนั้นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นบนถนน พอลินด์เดินเข้าไปเด็ก ๆ ก็หยุดวิ่งเล่นทันที และมองชายแปลกหน้าติดอาวุธด้วยสายตาหวาดระแวง

ลินด์หยิบเหรียญทองแดงออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ในมือ “ใครบอกข้าได้ว่าผับที่คนเยอะที่สุดแถวนี้อยู่ตรงไหนแล้วไปยังไง เหรียญนี้จะเป็นของเจ้า”

เขาคิดว่าเด็กน่าจะกรูกันมาตอบเพื่อแย่งเหรียญ แต่ผิดคาดทุกคนหันไปมองเด็กชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งคนโตที่สุดหรือแข็งแรงที่สุด เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นหัวหน้ากลุ่ม

เด็กชายคนนั้นก้าวออกมาด้วยท่าทางมั่นใจแล้วกล่าวกับลินด์ว่า “นายท่าน ถ้าท่านอยากไปผับใกล้ ๆ ที่คนเยอะก็ต้องไป ‘พื้นรองเท้าคนขาเป๋’ พวกช่างตีเหล็ก ช่างฟอกหนัง และช่างฝีมือทั้งหลายชอบไปดื่มกันที่นั่นระหว่างพัก”

พูดจบเขาก็หยุดพิจารณาลินด์ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “แต่ข้าคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการ เพราะท่านคงไม่ได้มาฟังพวกขี้เมาโอ้อวดแน่ ๆ ท่านอยากได้ที่ที่น่าสนใจกว่านั้นที่มีข่าวสด ๆ ใหม่ ๆ ถ้าอย่างนั้นข้าแนะนำให้ไปย่านซิลค์สตรีท ทั้งผับและซ่องที่นั่นพวกขุนนางจากเรดคีปชอบแวะกันบ่อย”

พอได้ยินคำว่า ‘ซ่อง’ รอลที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับสูดหายใจเฮือก แม้แต่ในไฮการ์เดนก็ยังมีเรื่องเล่าขานถึงย่านนี้ ดังนั้นรอลอยากไปตั้งแต่เหยียบเมืองแล้ว แต่ความหวังของรอลก็พังทลายเมื่อลินด์ส่ายหน้า “ไม่เอาซ่อง บอกแค่ผับที่ตรงกับสิ่งที่ข้าต้องการก็พอ”

“งั้นก็ต้อง ‘ฟักทองของท็อดเดอร์’ ผับที่ดีที่สุดในคิงส์แลนดิ้ง พวกพ่อค้าวาณิชผู้มั่งคั่งกับขุนนางทั้งหลายแวะมากินไวน์อาร์เบอร์โกลด์และอาหารหรูจากอีกฟากทะเลแคบ แต่ราคามันค่อนข้างสูง แค่นั่งยังต้องจ่ายเลย” เด็กชายยักไหล่พลางพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะมองชุดลินด์กับรอลแล้วยิ้มเยาะ “แต่ท่านดูไม่ใช่พวกที่น่าจะจ่ายไหวนะ . . . นายท่าน”

“ที่นั่นแหละ” ลินด์พูดโดยไม่สนคำเสียดสี พร้อมยื่นเหรียญทองแดงให้ “บอกทางไปที่นั่น”

เด็กชายรับเหรียญอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะหันไปหาเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งในกลุ่ม “เจ้าพานายท่านไป หวังว่าท่านจะสนุกกับการอยู่ในคิงส์แลนดิ้งนะ นายท่าน”

แล้วเขาก็พาเด็กคนอื่น ๆ วิ่งจากไปเหลือเพียงเด็กหญิงตัวเล็กไว้เป็นผู้นำทาง

“เชิญทางนี้ค่ะ นายท่าน” เด็กหญิงกล่าวพลางพยักหน้าสุภาพ แล้วก็ออกเดินโดยไม่พูดอะไรอีกมุ่งหน้าไปยังเนินวิเซนยาที่ซึ่งมหาวิหารเบลอร์ตั้งตระหง่านอยู่

ถนนในคิงส์แลนดิ้งแน่นขนัดไปด้วยผู้คน และยิ่งใกล้มหาวิหารฝูงชนก็ยิ่งแน่นขนัด บางคนเดินวนรอบกำแพงด้านนอกของวิหารพลางสวดมนต์ ทำให้ลินด์กับรอลต้องเบียดฝ่าฝูงชนเข้าไปพลางเอ่ยคำขอโทษตลอดทาง

โชคดีที่เส้นทางไม่ไกลนัก หลังจากฝ่าฝูงชนพวกเขาก็อ้อมจัตุรัสเบลอร์ ผ่านจุดสิ้นสุดของถนนหลวงในเมือง แล้วเลี้ยวเข้าสู่ตรอกที่เงียบกว่าที่มีทางเดินแคบและวกวน พาเลี้ยวซ้ายขวาในเขาวงกตของเงาและหินเปียกชื้น จนในที่สุดก็ออกมายังถนนคึกคักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไวน์และน้ำหอม

“ถึงแล้วค่ะ” เด็กหญิงชี้ไปยังอาคารสามชั้นที่ตกแต่งหรูหราที่มีป้ายรูปฟักทองทองคำแขวนอยู่ และระหว่างจะเดินจากไป นางก็เฉียดตัวลินด์เล็กน้อย ราวกับสะดุดอะไรบางอย่างแล้วเซเข้าหาเขา ก่อนจะรีบตั้งตัวได้แล้วก้มหัวขอโทษเสียงอ่อน “ข้า . . . ขออภัยเจ้าค่ะ นายท่าน โปรดให้อภัยข้าด้วย”

“ไม่ต้องขอโทษหรอก แค่คืนกระเป๋าเงินที่เจ้าขโมยมาก็พอ” ลินด์พูดด้วยรอยยิ้มใจเย็น พลางวางมือลงบนไหล่นางแน่น

เด็กหญิงชะงักพร้อมกับใบหน้าหม่นลงทันที ก่อนที่สายตานางจะกวาดมองไปรอบ ๆ ราวกับหาทางหนี

ลินด์ยังยิ้มแต่เสียงของเขาเริ่มเปลี่ยนเย็นยะเยือก “อย่าแม้แต่จะคิดก่อเรื่องหรือร้องเรียกใคร ถ้าเจ้าขยับแม้แต่นิด ข้าจะฆ่าเจ้าทันทีแล้วเอากระเป๋าคืนเอง ขนาดอัศวินผ้าคลุมทองยังไม่กล้าว่าข้าด้วยซ้ำ”

เด็กหญิงหน้าซีดเผือด นางรู้ดีว่าเขาไม่ได้ขู่เล่น ถ้าทำอะไรโง่ ๆ ขึ้นมา เขาจะลงมือจริง ๆ นางจึงจำใจดึงถุงเงินที่ซ่อนไว้ในเสื้อออกมายื่นให้

ลินด์รับมา และลองชั่งน้ำหนักดูเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเหรียญหายไป ก่อนจะมองเด็กหญิงอีกครั้ง ซึ่งนางก็จ้องเขาด้วยสายตาสับสนระคนหวาดกลัว แต่แทนที่จะโกรธ ลินด์กลับควักเหรียญทองแดงสองสามเหรียญออกมายื่นให้ “เอาไป นี่เป็นค่าจ้างนำทาง ขอโทษแล้วก็ไปเถอะ”

เด็กหญิงตะลึง นางคิดว่าจะถูกตีหรืออย่างแย่ก็โดนลากไปส่งเมือง แต่เขากลับปล่อยไปง่าย ๆ แถมยังให้เงินด้วย ทำให้นางรีบคว้าเหรียญ ก้มหัวขอโทษ แล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่หันกลับ

“เด็กคิงส์แลนดิ้งมันหัวไวแบบนี้กันหมดเลยหรือ? ขโมยกระเป๋าได้แนบเนียนขนาดนี้” รอลถามด้วยความตกใจ “ลินด์ เจ้าจะปล่อยนางไปจริง ๆ หรือ?”

“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอะไร? ตีเด็ก? ฆ่าเด็ก? เมื่อกี้ข้าแค่ขู่ไปงั้นแหละ” ลินด์ปรายตามองรอลอย่างเย็นชา ก่อนที่เขาจะหันไปมองทางตรอกที่เด็กหายไป “อีกอย่าง เด็กพวกนั้นไม่ใช่แค่เด็กข้างถนนธรรมดาหรอก”

รอลขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ลินด์ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ เพราะเขาไม่อาจบอกได้ว่าตนเองจำสัญญาณของ ‘นกน้อยของวาริส’ ได้จากเรื่องเล่าจากอีกโลกหนึ่ง และเขาไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปหาเรื่องกับจ้าวแห่งเสียงกระซิบ โดยเฉพาะในเมื่อเขาไม่คิดจะอยู่คิงส์แลนดิ้งนานนักตั้งแต่แรกแล้ว

ลินด์ส่งสัญญาณสั้น ๆ ให้รอล ก่อนจะก้าวเข้าไปในผับฟักทองของท็อดเดอร์ ภายในผับงดงามตระการตาไม่แพ้ภายนอกที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ผนังและเสาต่างประดับด้วยของตกแต่งที่มาจากทั่วทุกมุมโลก สร้างบรรยากาศที่แปลกตาและชวนให้รู้สึกถึงความหรูหราแบบต่างถิ่น

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดกลับเป็นถุงผ้าใบเก่า ๆ ใบหนึ่งที่แขวนอยู่กลางห้อง แม้ว่าวัสดุจะดูเหมือนเป็นผ้าใบธรรมดา แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่ามันเป็นของหายากและมีมูลค่าอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนจุดประสงค์ของการนำมันมาแขวนโชว์นั้นไม่ชัดเจน แต่มันช่วยเพิ่มความลึกลับให้สถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้แม้จะยังเป็นช่วงบ่ายที่ไม่ใช่เวลาที่ผับจะคึกคักที่สุด แต่ภายในกลับมีชีวิตชีวาไม่น้อย โดยผู้คนส่วนใหญ่เป็นขุนนางที่ไม่มีงานทำจากราชสำนักและพ่อค้าจากแดนไกล

ในขณะที่ลินด์และรอลกำลังสำรวจบรรยากาศในร้าน บริกรคนหนึ่งก็เข้ามาพร้อมกับก้มศีรษะอย่างสุภาพ “สวัสดีตอนบ่ายขอรับท่านทั้งสอง ไม่ทราบว่าพวกท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือไม่?”

ท่าทางของบริกรยังคงสุภาพและเป็นมืออาชีพไม่มีวี่แววดูแคลนต่อการแต่งกายอันเรียบง่ายของลินด์และรอลเลยแม้แต่น้อย

“ข้าได้ยินมาว่าที่นี่คือผับที่ดีที่สุดในคิงส์แลนดิ้ง ทั้งไวน์และอาหารล้วนยอดเยี่ยม” ลินด์กล่าวเรียบ ๆ ด้วยท่าทางมั่นใจอย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกับรอลที่ดูประหม่าชัดเจน

บริกรยิ้มรับด้วยความมั่นใจไม่แพ้กัน “แน่นอนขอรับ ท่านตราบใดที่มีเหรียญทองพอ เราก็มีสิ่งดีเกินคาดให้บริการ”

ลินด์ล้วงมือลงไปในถุงเงินแล้วหยิบเหรียญทองมังกรยี่สิบเหรียญออกมาให้ดู “เท่านี้พอหรือไม่?”

บริกรมองถุงเงินแล้วพยักหน้า “สำหรับอาหารเลิศหรูที่สุดอาจยังไม่พอ แต่ก็เกินพอสำหรับไวน์และอาหารชั้นดีทั่วไปแล้วขอรับ”

“แค่นั้นก็พอ” ลินด์ตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ “พวกข้าไม่ใช่คนที่ต้องการความหรูหราฟุ่มเฟือยอะไรนัก ขอเพียงที่นั่งเงียบ ๆ มุมดี ๆ ก็พอแล้ว”

“ไม่มีปัญหาขอรับ” บริกรกล่าวพลางโค้งให้ลึก แล้วพาทั้งสองขึ้นไปยังโต๊ะเงียบ ๆ ใกล้หน้าต่างบนชั้นสอง โดยที่นั่งนี้สามารถมองลงไปยังลานด้านล่างได้ชัดเจน ซึ่งมีนักร้องนักเต้นกำลังแสดงให้ผู้คนชม

เมื่อได้ที่นั่งเรียบร้อยลินด์ก็พยักหน้าให้รอลผ่อนคลาย แล้วโยนถุงเหรียญทองให้บริกร “เอาไวน์กับอาหารมาให้คุ้มกับเหรียญทองยี่สิบเหรียญนี่ แล้วก็ . . . ขอเนื้อดิบมาด้วย”

บริกรชะงักเล็กน้อยด้วยสีหน้าสงสัย “เนื้อดิบหรือขอรับท่าน?”

ก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ ลินด์ก็ล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมแล้วดึงเจ้ากลอรี่สหายร่วมทางสี่ขาออกมา สัตว์ร้ายตัวน้อยยืดตัวแล้วหาวอย่างง่วงงอน ก่อนจะส่งเสียงหอนต่ำ ๆ ก้องไปทั่วผับ

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 24

คัดลอกลิงก์แล้ว