- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 22
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 22
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 22
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 22 การเลื่อนขั้นโดยไม่ตั้งใจ
ตอนที่ลินด์กลับถึงค่ายก็ล่วงเลยเข้ายามดึกแล้ว ส่วนเหตุที่เขากลับมาช้าก็เป็นเพราะเขาหลงทางในป่า
ตามปกติด้วยความสามารถของเขาเรื่องแบบนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ครั้งนี้เขาหลงจริง ๆ และที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือมันไม่ใช่การหลงธรรมดา ลินด์รู้สึกชัดเจนว่าป่าเคลื่อนไหวรอบตัวเขาราวกับมีชีวิต ทำให้ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจว่า หรือว่าสปาร์คจะจงใจเล่นตลกกับเขา?
ส่วนเหตุผลที่สปาร์คอาจทำเช่นนั้น ลินด์คาดเดาว่าเป็นการเอาคืน เขาเคยคิดอยากได้ยาวิเศษของนาง และดูเหมือนว่าสปาร์คจะจับความคิดเขาได้ ดังนั้นเรื่องทั้งหมดอาจเป็นบทเรียนที่นางตั้งใจจะสอน
อย่างไรก็ตามแม้จะเหนื่อยล้า ลินด์ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ระหว่างทางกลับเขายังล่ากระต่ายได้สองสามตัวมาให้เจ้าตัวน้อยที่เขาอุ้มอยู่ในอ้อมแขนได้กิน สิ่งมีชีวิตตัวเล็กนั้นนอนนิ่งอย่างว่าง่าย ซุกตัวอยู่ในเสื้อผ้าของเขาราวกับอยู่ในถุงนอนอันอบอุ่น ทำให้ไม่มีอะไรให้คิดระหว่างทาง ลินด์จึงตั้งชื่อให้มันว่า กลอรี่!
“ในที่สุดเจ้าก็กลับมา ข้าเกือบจะส่งคนเข้าไปตามหาแล้วนะ” หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อได้รับรายงานจากเวรยามว่าเห็นลินด์กลับเข้ามา ซึ่งเสียงเขาฟังดูดุแต่แววตาเต็มไปด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายปลอดภัยไร้บาดแผล
แต่เขาก็ยังสงสัยอยู่ดี ถ้าลินด์ไปล่าแมวเงาจริง คงมีรอยแผลกลับมาบ้าง และควรมีซากสัตว์มาเป็นหลักฐานด้วย
“มืดเกินไป ข้าหลงทางในป่า” ลินด์ตอบสั้น ๆ
หัวหน้าหน่วยไม่ซักไซ้อีกเพียงตบบ่าลินด์เบา ๆ แล้วบอกว่า “ลอร์ดการ์แลนกับลอร์ดวอร์ทิเมอร์รอเจ้าอยู่ในเต็นท์โถงใหญ่รีบไปเถอะ”
ลินด์ชะงักเมื่อได้ยินชื่อทั้งสอง และไม่ถามแม้แต่น้อยว่าเรียกเขาไปทำไม เพียงเดินตามไปเงียบ ๆ
เต็นท์โถงใหญ่อบอุ่นและแห้งสบายจากไฟกองใหญ่หลายกองที่ช่วยไล่ความชื้นยามฝนตก เหล่าขุนนางและอัศวินบางคนหลับใหลอยู่ตามมุมสะอาด ขณะที่ผู้ติดตามยังตื่นตัวพร้อมรับคำสั่ง กลางโถงมีเต็นท์ขนาดย่อมตั้งอยู่ ไฟภายในส่องเงาเคลื่อนไหวบนผ้าใบ แสดงว่าคนข้างในยังไม่หลับ
เมื่อลินด์มาถึงเด็กรับใช้ที่เฝ้าอยู่ก็ลุกขึ้นส่งสัญญาณให้รอก่อน แล้วจึงเข้าไปปลุกสองขุนนางจากการงีบหลับ
“ลินด์ เข้ามาเถอะ” วอร์ทิเมอร์เรียกทันทีที่ตื่น
ลินด์เปิดม่านเข้าไป แต่ฝนที่เปียกเสื้อเขาทำให้น้ำหยดลงบนพรม เขาจึงหยุดยืนตรงขอบไม่อยากทำเปื้อนมากกว่านี้
“ไม่ต้องห่วงเรื่องพรม ข้าไม่อยากเอามาด้วยแต่แรกอยู่แล้ว พวกเขาเป็นคนคิด ข้าไม่ถือถ้ามันจะเปียกนิดหน่อย” การ์แลนพูดพลางขยี้ตา แล้วมองลินด์ก่อนถอนหายใจ “ดูท่าแล้ว เจ้าคงไม่ได้จับแมวเงาได้สินะ”
“จับได้ แต่ข้าไม่ได้ฆ่ามัน” ลินด์ตอบเรียบ ๆ
“ไม่ได้ฆ่า?” การ์แลนทวนเสียงสูง แปลกใจ
ก่อนลินด์จะพูดอะไรต่อ วอร์ทิเมอร์ก็สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวในอ้อมแขนของลินด์ ทำให้เขาชี้พลางถามว่า “นั่นคือรางวัลจากการตามรอยแมวเงาหรือ?”
“ใช่ขอรับ” ลินด์ตอบ ก่อนจะยกลูกแมวเงาเผือกขึ้นให้ทั้งสองเห็น “แม่ของมันตัวที่ข้าตามรอยเป็นคนมอบมันให้ข้าเอง”
ทั้งการ์แลนและวอร์ทิเมอร์มองลูกแมวตัวนั้นนิ่งงัน ขนสีขาวหิมะของมันส่องแสงสะท้อนเปลวไฟ ดูน่าอัศจรรย์จนไม่รู้จะพูดอะไรออกมา
. . .
รุ่งเช้า ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว แม้พื้นจะยังเปียกแฉะแต่ก็ดีกว่าวันวาน ทำให้หน่วยลาดตระเวนเริ่มออกเดินทางตามปกติ และในหมู่พวกเขา ลินด์ศูนย์กลางความสนใจของทีมเดินเคียงข้างลูกแมวเงาเผือก สัตว์หายากที่ดึงดูดสายตาให้เหลียวมองไปทั่วค่าย
เรื่องราวของลินด์เริ่มแพร่กระจายไปทั่วทั้งจากปากของพวกที่ไปล่าพร้อมกัน และข่าวลือเกี่ยวกับ ‘ล่าสิบสัตว์ในตำนาน’ ก็ถูกขุดขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง
การหายตัวไปของลินด์ก่อนหน้านี้ทำให้คนในค่ายเริ่มกังวล เพราะนี่คือคิงส์วูดดินแดนที่แม้แต่วิชาดาบอันเลื่องชื่อก็อาจไร้ค่า แมวเงาเป็นนักล่าที่ปราดเปรียวและร้ายกาจ แค่จู่โจมครั้งเดียวก็สามารถปลิดชีพเหยื่อได้ แม้อัศวินผู้ช่ำชองยังรับมือได้ยาก
ยิ่งดึกความหวั่นไหวก็เพิ่มขึ้น และหลายคนเริ่มกระซิบว่า ‘นักล่าหมี’ อาจตายแล้วจริง ๆ แต่เมื่อเขากลับมาโดยไร้แม้แต่รอยขีดข่วน ทุกคนก็พากันสรุปว่าเขาคงล้มเหลวในการตามล่า ทว่าไม่นานก็มีข่าวเล็ดลอดจากโถงใหญ่ว่าลินด์เจอแมวเงาจริงและไม่ได้ฆ่ามัน แต่ทำให้มันยอมมอบลูกให้ต่างหาก
พวกเขาเล่าว่าลินด์พบว่าแมวเงานั้นเป็นเพศเมียและมีลูกหลายตัว ดังนั้นด้วยจรรยาบรรณนักล่าเขาจึงปล่อยให้มันรอดไป และก่อนที่เขาจะจากมา แม่แมวกลับมอบลูกเผือกให้เขาด้วยความขอบคุณ
ตอนแรกผู้คนคิดว่าเรื่องนี้ไร้สาระ สิ่งมีชีวิตป่าเถื่อนเช่นนั้นจะเข้าใจความกตัญญูได้อย่างไร? แต่พอเห็นลินด์อุ้มลูกแมวเงาเผือกออกจากโถงใหญ่ด้วยตาตัวเอง ทุกคำครหาก็เงียบสนิทแทนที่ด้วยสายตาเคารพชื่นชม
แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่ลินด์ตั้งใจให้เกิดขึ้นเช่นกัน เขาไม่เอ่ยถึงสปาร์คหรือตัวตนของบุรุษไร้หน้าเลย และปรับแต่งเรื่องเล่าให้พอดีตามที่ต้องการ เพราะการฆ่าแมวเงาอาจทำให้เขาดูเป็นนักล่าฝีมือเยี่ยม แต่การที่มันมอบลูกให้ด้วยความสมัครใจกลับยกระดับเขาขึ้นไปสู่ . . . ระดับตำนาน!
ยิ่งไปกว่านั้นลินด์ไม่ต้องเล่าเองด้วยซ้ำ เพราะคนอื่นจะทำให้เอง และเรื่องเล่าที่ส่งต่อกันมีน้ำหนักมากกว่าการโฆษณาตัวเองเสมอ
. . .
เช้าวันต่อมา ค่ายของไทเรลล์ทั้งค่ายต่างพูดถึงลูกแมวเงาเผือกแทบไม่หยุด ผู้คนหลั่งไหลมาแคมป์ลาดตระเวนเพื่อหวังได้เห็นมันกับตา และเมื่อเห็นว่ามันทั้งขู่คำรามและแยกเขี้ยวใส่ทุกคนที่เข้าใกล้ยกเว้นลินด์ พวกเขาก็ไม่มีข้อสงสัยเหลืออีกต่อไป
แต่มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่ปลื้มใจ ขุนนางและอัศวินจากไฮการ์เดนหลายคนเริ่มไม่พอใจ พวกเขามองว่าชายหนุ่มฐานะต่ำต้อยเช่นลินด์ไม่คู่ควรกับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ และความอิจฉาทำให้พวกเขาตั้งคำถามกับความจริงของเรื่อง ทว่าพอการ์แลนลองถามหาหลักฐานข้อสงสัย พวกเขากลับให้คำตอบไม่ได้ ลินด์ในตอนนี้กลายเป็นเหมือนเม่นที่เต็มไปด้วยหนาม ใครจะวิจารณ์เขาก็ต้องยอมเจ็บตัวก่อนเสมอ
ดังนั้นด้วยความจนตรอกพวกเขาจึงหันไปจับผิดที่ ‘รูปลักษณ์’ ของลูกแมวเงาแทน สัตว์เผือกในเวสเทอรอสมักถูกมองเป็นลางร้าย และตามตำนานพื้นบ้านสัตว์เผือกคือตัวกลืนวิญญาณ ใครที่ถูกมันทำร้ายจะหลุดไปอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย สุดท้ายแปรสภาพเป็นไวท์วอล์คเกอร์
แม้การ์แลนจะไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลนั้น และไม่เคยรังเกียจสัตว์หรือคนที่มีความผิดปกติ แต่เขาก็รู้ว่าต้องจัดการกับเสียงของผู้คน อย่างไรก็ตามเขาไม่มีทางลงโทษลินด์เพียงเพราะขุนนางบางคนไม่พอใจ
คืนนั้นขณะนั่งซ่อมสายรัดอานม้า การ์แลนจึงสั่งให้คนทำปลอกคอให้ลินด์ สัญลักษณ์เล็ก ๆ ว่าเขาสนับสนุน
ลินด์เองก็คิดจะทำปลอกคอให้กลอรี่อยู่แล้ว แม้มันจะเชื่องกับเขา แต่กับคนอื่นมันยังมีสัญชาตญาณป่าชัดเจน เหตุการณ์ที่รอลถูกกัดจนเนื้อหลุดไปชิ้นหนึ่งก็เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ ดังนั้นจนกว่าจะฝึกมันได้ ลินด์จึงต้องใส่สายจูงไว้ป้องกันปัญหา
ส่วนกลอรี่มันไม่ได้รู้เลยว่า ‘ปลอกคอ’ หมายถึงข้อจำกัดในชีวิตใหม่ของมัน เพราะสำหรับมันปลอกคอคือของเล่นชิ้นใหม่ ของขวัญจากเจ้านายที่มันกัด หยอกล้อ และเล่นอยู่กับมันทั้งวันอย่างมีความสุข
จากนั้นขบวนก็เคลื่อนพลต่อโดยไม่มีเหตุร้าย ฝนหยุดตกอย่างสิ้นเชิง และหลังเดินทางอีกสามวัน พวกเขาก็พ้นเขตคิงส์วูดออกสู่ถนนโรสโรดที่บรรจบกับถนนคอปเปอร์เกตและคิงส์โร้ด
จุดตัดนี้คือทางออกจากคิงส์วูดและทางเข้าสู่สะพานแบล็ควอเตอร์ ซึ่งเชื่อมภาคใต้กับคราวน์แลนด์ และด้วยความสำคัญทางยุทธศาสตร์ หลายคนคงคาดว่าจะมีป้อมปราการหรืออย่างน้อยก็ทหารประจำการ แต่แท้จริงแล้วที่นั่นมีเพียงค่ายร้างซากของการรบกับกลุ่มพี่น้องแห่งคิงส์วูด ที่ไม่มีใครแตะต้องนับตั้งแต่พวกเขาถูกปราบ และแม้ในยุคของโรเบิร์ต บาราเธียน ก็ไม่มีการเสริมกำลังมาที่นี่เพิ่มเติม
บางทีโรเบิร์ตอาจมั่นใจว่าถนนคอปเปอร์เกตที่นำไปยังสตอร์มส์เอนปลอดภัยเพียงพอภายใต้การปกครองของตระกูลเขา ทว่าเมื่อขบวนของไทเรลล์มาถึงกลับมีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏจากค่ายร้างนั้น พวกเขามีประมาณร้อยคน ใส่เกราะดำ แต่อวดโอ่ด้วยผ้าคลุมสีทองสะดุดตาที่ไม่เหมาะในสนามรบ อาวุธของพวกเขาเรียบง่ายแต่ใช้การได้ดี มีทั้งค้อนแขวนเอวและหอกหัวเหล็กในมือ
“พวกนั้นต้องเป็นพวกผ้าคลุมทองคำจากคิงส์แลนดิ้งแน่ ๆ” รอลกระซิบกับลินด์ พลางเอนตัวเข้ามาใกล้
ลินด์พยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเพ่งมองพวกผ้าคลุมทองคำอย่างระมัดระวัง ก่อนที่สายตาจะหยุดอยู่กับชายผู้เป็นผู้นำกลุ่ม
เขาเป็นบุรุษสูงสง่า รูปลักษณ์โดดเด่นหล่อเหลาจนน่าทึ่ง ผมทองยาวพลิ้วไหว ดวงตาสีเขียวเข้มเปล่งประกายมั่นใจ ริมฝีปากโค้งขึ้นน้อย ๆ แฝงความเย้ยหยันแหลมคม เกราะที่สวมอยู่หรูหราเกินจำเป็น พร้อมผ้าคลุมสีขาวปลิวไสวอยู่บนบ่า ใต้ผ้าคลุมนั้นดาบตกแต่งอย่างงดงามสะพายไว้อย่างหลวม ๆ แกว่งตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเขา
“เจมี่ แลนนิสเตอร์ เพชฌฆาตกษัตริย์” ลินด์จำเขาได้ทันทีจากใบหน้าที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงสัญลักษณ์สิงโตบนชุดเกราะ ไม่มีทางผิดตัวแน่นอน
ไม่ใช่แค่ลินด์เท่านั้นที่จำเขาได้ ทุกคนในกลุ่มไทเรลล์ต่างก็รู้จักเจมี่ แลนนิสเตอร์ และปฏิกิริยาของพวกเขาก็แทบจะเหมือนกันหมด แววตารังเกียจและแสดงความดูหมิ่นอย่างชัดเจน แม้แต่การ์แลนผู้ซึ่งมักสุขุมและเก็บอารมณ์ก็ยังไม่สามารถซ่อนความเกลียดชังไว้ได้
เจมี่ได้รับฉายา ‘เพชฌฆาตกษัตริย์’ หลังทรยศต่อคำสัตย์ศักดิ์สิทธิ์ในช่วงสงครามชิงบัลลังก์ โดยเป็นผู้สังหารกษัตริย์แอริสผู้บ้าคลั่ง ซึ่งเขาสาบานว่าจะปกป้อง การกระทำนี้ทำให้ชื่อเสียงของเขาตกต่ำยิ่งกว่าผู้ใดในเจ็ดอาณาจักรกลายเป็นอัศวินที่ไร้เกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์
ถึงอย่างนั้นเจมี่กลับไม่แสดงท่าทีสะทกสะท้านต่อสายตาดูหมิ่นเหล่านั้นเลย เพราะเขาชินเสียแล้วกับการถูกมองเช่นนั้น ในอดีตเขาอาจจะโมโห แต่ตอนนี้เขาเผชิญกับมันอย่างสงบนิ่ง เขารู้ดีว่าไม่มีคำอธิบายใดจะเปลี่ยนความคิดของผู้คนได้อีก พลางเชิดหน้าขึ้น ราวกับจะป้องกันไม่ให้ ‘มงกุฎที่มองไม่เห็น’ บนศีรษะของตนเอียงหลุด
เมื่อสายตาของเจมี่กวาดมองกลุ่มทหารไทเรลล์ เขากลับสะดุดกับดวงตาคู่หนึ่งที่แตกต่างไปจากคนอื่น ท่ามกลางทะเลแห่งความรังเกียจมีเพียงคนเดียวที่มองเขาด้วยแววตาสงบนิ่งเป็นกลางปราศจากความดูหมิ่นใด ๆ สายตานั้นทำให้เจมี่เกิดความสนใจ เขาจ้องอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังการ์แลน ไทเรลล์ ที่ก้าวออกมาพร้อมวอร์ทิเมอร์อยู่ข้างกาย
“ข้าเคยได้ยินชื่อเจ้า การ์แลนผู้กล้าหาญ” เจมี่กล่าวพลางควบม้าเข้าใกล้ ขณะประเมินอีกฝ่ายด้วยแววตาล้อเลียน “ดูจากรูปลักษณ์แล้ว ข้าว่าคำว่า ‘กล้าหาญ’ คงไม่เหมาะกับเจ้าเท่าไรนัก”
คำพูดหยามหมิ่นนั้นทำให้คนของไทเรลล์หลายคนโมโหขึ้นทันที เหล่าอัศวินและขุนนางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มือของวอร์ทิเมอร์ขยับไปแตะด้ามดาบโดยไม่รู้ตัวถึงจะไม่มีใครสังเกตเห็น
แต่เจมี่กลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย พร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของเขายิ่งลึกขึ้น ความมั่นใจอันอวดดีฉายชัดว่าเขาไม่แคร์ความคิดของใคร รวมถึงคำขู่เงียบ ๆ จากวอร์ทิเมอร์ด้วยเช่นกัน