- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 20
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 20
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 20
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 20 เด็กแห่งพงไพร
หลังจากคนอื่น ๆ พากันกลับไปแล้ว ลินด์ก็หยิบถุงผงกลบกลิ่นเล็ก ๆ ออกจากกระเป๋า เขาลูบมันลงบนผิวหนังส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้า โดยเฉพาะใบหน้าอย่างระมัดระวัง และเนื่องจากฝนที่ตกไม่ขาดเม็ดอาจชะล้างผงนั้นออกได้ เขาจึงดึงฮู้ดคลุมศีรษะให้แน่น ก่อนจะเริ่มตามรอยแมวเงาโดยใช้ประสาทรับกลิ่นอันเฉียบคมของตน
การที่เขาตัดสินใจตามแมวเงาตัวนี้ไม่ได้เกี่ยวกับตำนานล่าท้าทายอสูรเลย สิ่งที่ดึงดูดสายตาของลินด์ตั้งแต่แรกคือวัตถุแปลกประหลาดซึ่งมัดติดกับตัวแมว เถาวัลย์สานกันอย่างประณีตในลักษณะที่ไม่รบกวนการเคลื่อนไหว แต่เสริมความมั่นคงราวกับเป็นอานสำหรับคนขี่ ทว่าด้วยขนาดของมัน คนที่จะขี่แมวเงาได้พอดีน่าจะเป็นเด็ก และแม้แต่เหล่า ‘สกินเชนเจอร์’ ในตำนาน ยังไม่อาจควบคุมแมวเงาในวัยเด็กได้โดยไม่เสี่ยงตาย
ดังนั้นความคิดหนึ่งจึงผุดขึ้นมาในหัวลินด์ บางทีคนที่ขี่แมวตัวนี้อาจเป็น ‘เด็กแห่งพงไพร’ สิ่งมีชีวิตซึ่งทุกคนเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปจากดินแดนทางใต้แล้ว ซึ่งความเป็นไปได้นี้ ประกอบกับความอยากรู้อยากเห็นของเขาเอง ได้ดึงลินด์ให้มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกโดยไม่ลังเล
ครึ่งชั่วโมงต่อมาลินด์ก็ตามกลิ่นของแมวเงาจนชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างทางเขาก็เริ่มได้กลิ่นอื่น ๆ ที่แปลกประหลาดและบรรยายไม่ถูก มันเป็นกลิ่นที่เขานิยามได้เพียงคำเดียวว่า ‘ธรรมชาติ’ ล้วน ๆ
เขาค่อย ๆ ลดฝีเท้าให้เงียบที่สุดอาศัยเสียงฝนกลบการเคลื่อนไหว ข้างหน้าเขาคือที่โล่งกลางป่าที่มีสนามหญ้าเล็ก ๆ ที่ดูแปลกตา กลางลานนั้นมีเนินดินลูกหนึ่งปกคลุมด้วยหญ้าและมอส แต่เมื่อมองดี ๆ จะพบว่ามันคือที่พักซึ่งพรางตัวไว้อย่างแนบเนียน ทำจากกิ่งไม้ เสา ลิ้นไก่ และดินผสมกัน
แมวเงาที่เขาตามมานอนอยู่หน้ารังข้าง ๆ ซากลูกกวางที่มันคาบกลับมา พร้อมกับลูกแมวเงาสามถึงสี่ตัวที่ยังตัวเล็กเท่าลูกแมวบ้านกำลังรุมแทะซากกวางอย่างหิวกระหาย แม้ภาพนั้นจะน่ามอง แต่สายตาลินด์กลับจับจ้องไปที่บุคคลหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างรัง คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุม มีแมวเงาโตเต็มวัยอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามเขาเสียทีเดียว อย่างไรก็ตามกิริยาของแมวก็ไม่ไว้ใจนัก มันคำรามเบา ๆ ยามลูกแมวเข้าใกล้บุคคลนั้น ราวกับหวงลูกจากใครสักคน
ทันใดนั้นความคุ้นเคยแปลกประหลาดก็พลันแทรกเข้ามาในใจลินด์ ขณะที่เขามองบุคคลลึกลับในชุดคลุม เขาก็รู้สึกเหมือนเคยเจอคนคนนี้มาก่อนทั้งที่จำใบหน้าไม่ได้เลย ก่อนที่ไม่นานบานไม้พรางตัวบนเนินก็เปิดออกอย่างกะทันหัน เผยให้เห็นร่างเล็กจิ๋วร่างหนึ่งถือถ้วยไม้อยู่ในมือ เดินเข้าไปหาคนในเสื้อคลุมก่อนจะส่งถ้วยให้
ลมหายใจของลินด์สะดุดทันที สิ่งมีชีวิตนั้นไม่ผิดแน่ มันคือ ‘เด็กแห่งพงไพร’ ตัวจริงเสียงจริง ผิวสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาและหูใหญ่โต ลำตัวบอบบางเสมือนสัตว์ป่า สวมเสื้อผ้าทำจากเปลือกไม้ใบไม้ มีมงกุฎดอกไม้บนหัว และมีมีดหินหยกเหน็บอยู่ที่เอว ถึงรูปร่างจะดูอ่อนแอ แต่ลินด์ก็รู้ดีว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เคยเป็นนักรบผู้ชาญฉลาด และเป็นจอมเวทผู้ร้ายกาจที่เคยล้มกองทัพได้ด้วยเวทมนตร์
คนในชุดคลุมรับถ้วยมาอย่างสงบ แล้วเปิดฮู้ดเผยใบหน้าชายวัยกลางคน ก่อนจะดื่มจากถ้วยนั้นโดยไม่ลังเล แสดงถึงความไว้ใจเต็มเปี่ยมต่อผู้มอบ
ลินด์มองเขาด้วยความงุนงง ใบหน้าของชายคนนั้นไม่คุ้นเลย แต่ความรู้สึกคุ้นเคยกลับยิ่งแรงขึ้น ราวกับความทรงจำบางอย่างใกล้ผุดขึ้นมา แต่ยังไม่ทันได้คิดต่อ ลินด์ก็รู้สึกถึงแรงเบา ๆ ที่ขา และเมื่อเขาก้มมองดูก็พบว่าลูกแมวเงาตัวหนึ่งกำลังถูตัวกับขาเขา มันมีขนสีขาวล้วนแซมด้วยลายดำพาดเฉียงเด่นชัดไม่เหมือนลูกแมวตัวอื่น ขนสีนี้งดงามราวสัตว์เทพ แต่ในแง่การเอาตัวรอด มันคือคำสาป เพราะมันจะโดดเด่นเกินไปไม่ว่าจะเป็นผู้ล่าหรือเหยื่อ
ลูกแมวเงาขาวครางเบา ๆ พึมพำอย่างพอใจ ทำให้แม่ของมันสะดุ้งทันที และเสียงคำรามต่ำดังขึ้น แมวเงาโตเต็มวัยหันขวับมาทางลินด์ด้วยดวงตาเจิดจ้า และรีบดันลูกแมวทั้งฝูงไปที่เท้าของเด็กแห่งพงไพร
ทันใดนั้นบรรยากาศก็พลันตึงเครียด ชายในเสื้อคลุมลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบดึงดาบยาวออก เด็กแห่งพงไพรก็ชักมีดหินหยกในพริบตา มืออีกข้างแตะถุงเล็กที่เอว เตรียมพร้อมสู้สุดชีวิต
เมื่อเห็นเช่นนั้นลินด์ก็ตัดสินใจก้าวออกจากที่ซ่อนโดยไม่ชักอาวุธ แม้มือยังวางบนด้ามดาบคู่ เขาปล่อยให้ลูกแมวเงาขาวเดินตามอย่างแนบชิด คล้ายหาที่พึ่ง และมันไม่ยอมออกห่างแม้แม่จะคำรามใส่
“อย่าตกใจไป ข้าไม่ใช่ศัตรู” ลินด์กล่าวเสียงเรียบ พลางชี้ไปที่แม่แมว “ข้าตามมันมาเพราะมันเอาเหยื่อที่ข้าล่ามา”
เด็กแห่งพงไพรเอียงคอทำความเข้าใจครู่หนึ่ง ก่อนจะตะคอกใส่แมวเงาเป็นภาษาดนตรี ทำให้แมวเงาหยุด แต่ยังคำรามต่ำและถอยห่าง
ชายชุดคลุมเองก็เก็บดาบ พยักหน้าให้เด็กแห่งพงไพรแล้วหันมาหาลินด์พร้อมรอยยิ้มบาง “ข้าไม่คิดว่าจะเจอเจ้าที่นี่ นึกว่าเจ้าจะไปถึงคิงส์แลนดิ้งแล้วซะอีก”
ลินด์ขมวดคิ้ว “ท่านเป็นพวก บุรุษไร้หน้า จากนิวบาร์เรลใช่ไหม?”
ชายคนนั้นยิ้มบาง ๆ “ตาถึงดี ถ้าชื่อเจ้าติดในบัญชี ข้าคงไม่รับงานนั้นแน่นอน”
ลินด์สังเกตบาดแผลบนตัวอีกฝ่ายที่ทั้งลึกและสดใหม่ “ดูเหมือนงานของท่านจะจบไปแล้วสินะ”
“ใช่ . . . อย่างยากเย็น” ชายคนนั้นตอบพลางมองแผล
เด็กแห่งพงไพรดึงชายชุดคลุมเบา ๆ ราวกับต้องการให้แนะนำลินด์ ทำให้ชายชุดคลุมเพิ่งนึกขึ้นได้เช่นกัน “อ้อ ข้าลืมแนะนำไป นี่คือ สปาร์ค เพื่อนเก่าของข้า ต้องขอบคุณนางข้าถึงรอดมาได้”
พูดจบเขาก็หันมาทางลินด์ “นี่คือลินด์ นักล่าหมี”
“เจ้าคือนักล่าหมีจริงหรือ?” สปาร์คถามเป็นภาษาเจ็ดอาณาจักรได้อย่างคล่องแคล่ว โดยที่น้ำเสียงแสดงความแปลกใจเล็กน้อย
ลินด์ก้มศีรษะเล็กน้อย “ข้านึกไม่ถึงว่าแม้แต่เด็กแห่งพงไพรจะรู้จักชื่อข้า”
“ข้าได้ยินเพลงของเจ้าจากนักเล่านิทานหมู่บ้านหนึ่ง” สปาร์คฮัมเพลงนั้นเบา ๆ แล้วเสริม “ข้าชอบมาก แต่เจ้าดูไม่เหมือนในเพลงเลย”
“ใช่ เขาคือคนในเพลง” บุรุษไร้หน้าตอบ “แต่เรื่องเล่ามักเกินจริง”
สปาร์คไม่ได้สนใจความถูกต้องนัก นางจ้องลูกแมวขาวที่ยังเกาะลินด์อยู่ “เจ้าไม่ใช่สกินเชนเจอร์ ไม่ใช่ผู้มองอดีต และไม่มีเวทมนตร์ แล้วทำไมลูกแมวตัวนี้ถึงยึดติดกับเจ้านัก?”
ลินด์อุ้มมันขึ้น ทำให้มันสงบลงทันที ต่างจากตัวอื่นที่ยังขู่คำรามใส่เขา
“ข้าไม่รู้” เขาตอบพลางลูบขนลูกแมว ‘มันคงไม่เกี่ยวกับความสามารถของพีซคีปเปอร์ . . . บางทีอาจเกี่ยวกับอดีตชาติของข้า?”
สปาร์คถอนใจ แล้วหันไปสั่งแมวเงาให้กลับรัง ทำให้ทุกตัวคาบลูกและอาหารเข้าต้นไม้บนเนิน
ลินด์ยื่นลูกแมวขาวให้สปาร์ค แต่นางปฏิเสธ “มันเลือกเจ้าแล้ว จงรับไว้เถิด”
จากนั้นนางก็หันไปหาบุรุษไร้หน้า “ยาใกล้ออกฤทธิ์แล้ว ร่างเจ้าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และเรื่องของเราก็สิ้นสุดแล้ว เข้าใจไหม?”
“เข้าใจ” ชายคนนั้นพยักหน้าเบา ๆ “แต่เรายังเป็นเพื่อนกันได้ไหม?”
“เพื่อนที่แท้จริงจะไม่ดึงเพื่อนเข้าสู่อันตราย อย่ามาหาข้าอีก” สปาร์คตอบอย่างหนักแน่น “ครั้งหน้าถ้าเจ้าต้องการพบข้า จงนำของขวัญที่คู่ควรมา ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าข้าจะออกมา”
พูดจบนางก็ปิดประตูไม้เข้าไปในบ้านอย่างเฉียบขาด พร้อมกับพื้นดินสั่นเล็กน้อย
ลินด์มองดูเนินดินค่อย ๆ จมลงกับพื้น พร้อมกับหญ้าที่เติบโตเร็วราวกับมีมนตร์เปลี่ยนทุกอย่างเป็นทุ่งหญ้ารกร้างที่ไร้ร่องรอยใด ๆ ของสิ่งมีชีวิตหรือที่พักอาศัย เพียงชั่วพริบตารังของเด็กแห่งพงไพรก็กลายเป็นความลับซ่อนอยู่ในม่านป่าอีกครั้ง