- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 18
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 18
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 18
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 18 เผชิญหน้าความจริง
“ข้าได้ยินเรื่องเมื่อวานมาแล้ว เจ้าทำได้ดี ไม่ได้ทำให้ตระกูลไทเรลล์ต้องเสียหน้า” การ์แลนกล่าวพลางเอนศีรษะเล็กน้อยให้คนรับใช้ช่วยจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ขณะที่พูดกับลินด์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
“บิตเตอร์บริดจ์ตั้งอยู่ตรงกลางเส้นโรสโรด คอยเฝ้าสะพานที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค เรียกได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเดอะรีช ลอร์ดไฮการ์เดนทุกรุ่นล้วนให้ความสำคัญกับลอร์ดแห่งบิตเตอร์บริดจ์เสมอ” การ์แลนหันมาหาลินด์ด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าต้องการให้เจ้าไปขอโทษลอร์ดแคสเวลล์อย่างจริงใจในวันนี้ เข้าใจไหม นักล่าหมี?”
“ตามบัญชาของท่าน ลอร์ดการ์แลน” ลินด์ตอบเรียบ ๆ สีหน้าไม่แสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขาเลย
“ดี ไปเถอะ” การ์แลนพยักหน้า แล้วกล่าวต่อราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ “อย่าลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนออกไปด้วยล่ะ”
ลินด์โน้มศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนจะออกจากห้องของลอร์ดการ์แลน แต่แทนที่จะกลับห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปที่ปราสาทบิตเตอร์บริดจ์ เขากลับเดินไปยังคอกม้าตามกิจวัตรเดิม หยิบม้าศึกของวอร์ทิเมอร์ออกมาขัดเงา ใส่บังเหียนและอาน แล้วจึงไปที่ห้องของวอร์ทิเมอร์เพื่อช่วยจัดชุดเกราะ
“สายรัดของสนับมือเจ้าต้องเปลี่ยนแล้ว คืนนี้ถ้าตั้งค่ายเสร็จ เอาไปให้ช่างอานเปลี่ยนซะ” วอร์ทิเมอร์พูดขณะรัดสายหนังเก่า ๆ ที่เริ่มหลุดลุ่ย
“ขอรับ ท่านลอร์ด” ลินด์ตอบพลางจัดสายรัดด้านหลังชุดเกราะให้แน่นกระชับพอดีตัว
“พอแค่นี้ และให้พวกอื่นทำต่อที่เหลือ ตอนนี้เจ้าควรรีบไปขอโทษที่ปราสาทน่าจะดีกว่า” วอร์ทิเมอร์เปลี่ยนท่ายืนเล็กน้อยด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น “เจ้าไม่ควรไปเล่นงานลอเรนต์ แคสเวลล์แบบนั้น เขาคือว่าที่ลอร์ดแห่งบิตเตอร์บริดจ์ ส่วนเจ้าเป็นแค่เด็กรับใช้ของอัศวินคนหนึ่ง เจ้าควรดีใจด้วยซ้ำที่อยู่ใต้ชายคาของตระกูลไทเรลล์ ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็ด้วยนิสัยของลอร์ดแคสเวลล์ที่หวงลูกชายยิ่งกว่าอะไร เขาคงส่งทัพออกมาล่าหัวเจ้าแล้ว”
ลินด์ไม่ตอบอะไร วางอุปกรณ์ขัดเกราะลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็โค้งให้เล็กน้อยก่อนออกจากห้อง
เมื่อเขาจากไปแล้วคนรับใช้ที่อยู่กับวอร์ทิเมอร์ก็พูดขึ้น “เด็กนี่โตมาในป่าไม่รู้กฎระเบียบพวกนี้หรอก โชคดีจริง ๆ ที่ลอร์ดการ์แลนเข้ามาจัดการ ไม่งั้น . . .”
เขาพูดไม่ทันจบก็ชะงัก เมื่อวอร์ทิเมอร์หันมามองด้วยสายตาเย็นเยียบ “เขาคือเด็กรับใช้ของข้า และในอนาคตอาจเป็นอัศวินด้วยซ้ำ เจ้าไม่มีสิทธิเรียกเขาว่า ‘เด็กนี่’ เรียกเขาว่า ‘ลอร์ดลินด์’”
“ครับท่านลอร์ดวอร์ทิเมอร์” คนรับใช้รีบก้มหน้าอย่างหวาดกลัว
ในขณะวอร์ทิเมอร์กำลังตำหนิคนรับใช้ ลินด์ก็กลับมาที่ห้องของตน เปลี่ยนเป็นชุดทางการที่ตระกูลไทเรลล์เตรียมไว้ให้ แล้วมุ่งหน้าไปยังปราสาทบิตเตอร์บริดจ์ทันที ซึ่งตัวปราสาทตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เชื่อมกับหัวสะพานหินโค้งอย่างแนบเนียน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของสะพานโดยสมบูรณ์
เมื่อคืนก่อนเมสเตอร์ฮอว์ลีย์เพิ่งเล่าประวัติศาสตร์ของเวสเทอรอสให้ลินด์ฟัง รวมถึงเรื่องราวของบิตเตอร์บริดจ์และที่มาของชื่อ ปรากฏว่าเคยมีเหตุการณ์สังหารหมู่ที่นี่เมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน และแม้เวลาจะผ่านไปนาน เงาของเหตุการณ์นั้นก็ยังหลอกหลอนอยู่จนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านมักพูดถึงเสียงกรีดร้องของวิญญาณในยามค่ำคืน หรือแม้กระทั่งเห็นภาพหลอนของฉากสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตำนานเหล่านั้นทำให้ตัวปราสาทมีบรรยากาศน่าหวาดหวั่น ชาวบ้านจึงไม่กล้ามาตั้งบ้านเรือนใกล้ ๆ และเลือกอยู่ห่างออกไปแทน ทำให้พื้นที่รอบปราสาทกลายเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างบดบังทัศนวิสัย แต่สำหรับลินด์เขาคิดว่าตำนานผีหลอกพวกนี้น่าจะเป็นกลอุบายของลอร์ดแห่งบิตเตอร์บริดจ์ในรุ่นต่อ ๆ มา เพื่อรักษาพื้นที่โดยรอบให้เป็นเขตป้องกันทางยุทธศาสตร์ ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว
ป้อมแห่งนี้ไม่ใช่เพียงตระกูลแคสเวลล์ที่ให้ความสำคัญ แต่ยังรวมถึงตระกูลไทเรลล์ผู้ครองดินแดนทางใต้ที่คอยสนับสนุนด้านทรัพยากรเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ปราสาท จนทุกวันนี้บิตเตอร์บริดจ์แทบไม่ใช่ที่พักอาศัยอีกต่อไป แต่กลายเป็นฐานทัพที่แข็งแกร่งแทน การบุกเข้ายึดจากภายนอกแทบเป็นไปไม่ได้ และวิธีเดียวคือแทรกซึมจากภายใน
ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของลินด์ขณะเดินเข้าไปในปราสาท พลางมองดูรอบด้าน ก่อนที่เขาจะนึกขันในใจ เพราะสถานการณ์ตอนนี้ช่างไร้สาระนัก เขาไม่มีทหาร ไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจอะไรทั้งนั้น แต่กลับคิดเรื่อง ‘จะยึดปราสาทได้อย่างไร’ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะเขาช่างเพ้อฝัน แต่เพราะผลพวงจากความทรงจำของ ‘พีซคีปเปอร์’ ที่ยังติดอยู่ในตัว
การฝึกกับทหารไทเรลล์ทุกวันทำให้แถบพลังงานของพีซคีปเปอร์ลดลงไปเกือบสามในสี่ โดยลินด์คาดว่าเมื่อถึงคิงส์แลนดิ้ง แถบนั้นคงเต็มพอดี และเขาจะสามารถปลุกตัวละครจากฟอร์ออเนอร์ได้อีกคน พลังงานนี้ไม่ได้แค่สะสมจากประสบการณ์เท่านั้น แต่มันคือการหลอมรวมทักษะและความทรงจำ
เมื่อความทรงจำเหล่านั้นซึมลึกเข้าไปในตนเอง ลินด์ก็เริ่มคิดแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน เห็นปราสาทก็หาจุดอ่อน เจอคนถืออาวุธก็ประเมินว่าจะสังหารอย่างไรให้เร็วที่สุด แน่นอนว่ามันยังควบคุมได้ แต่เขาก็เริ่มไม่สบายใจ เพราะถ้าปลุกตัวละครตัวต่อไป ความคิดเขาจะยังเป็นของเขาอยู่ไหม?
ระหว่างที่จมอยู่ในความคิดลินด์ก็เดินเข้าห้องโถงของปราสาท ลอร์ดอาร์มอนด์ แคสเวลล์นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาว มีข้ารับใช้อยู่รอบข้างคอยรายงานเรื่องการบริหาร แม้ผมขาวและร่างกายดูชรา แต่อกกว้าง ไหล่ผาย ยืนยันชัดว่าเขาเคยเป็นนักรบผู้เกรียงไกรในอดีต
เมื่อเขาเข้าใกล้ เมสเตอร์ข้างตัวก็โน้มตัวกระซิบแนะนำตัว ทำให้ลอร์ดอาร์มอนด์ยกมือขึ้นหยุดการรายงานทันที “ข้าต้องพักสักครู่ ไว้ว่ากันต่อทีหลัง”
พูดจบเขาก็โบกมือไล่ข้ารับใช้ จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ลินด์เข้ามาใกล้
ลินด์เดินไปโค้งตัวอย่างสุภาพ ใช้ทักษะมารยาทที่วอร์ทิเมอร์สอนมาอย่างเข้มงวด กล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจต่อเหตุการณ์เมื่อวาน และขอความเมตตาจากลอร์ดแคสเวลล์
“ลินด์ นักล่าหมี ข้าเคยได้ยินบทเพลงเกี่ยวกับเจ้า ชายผู้โชคดี สุขภาพแข็งแรง ส่วนลูกชายของข้า . . . แม้แต่ดาบยังจับไม่ได้” อาร์มอนด์กล่าวด้วยดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยอำนาจ และน้ำเสียงเฉียบขาดสมกับที่เคยบัญชาทัพ “เจ้าอยู่ใต้ชายคาของข้า กินอาหารของข้า แล้วเจ้ากล้าทำร้ายลูกชายข้า? ดังนั้นความคิดแรกของข้าที่ได้ยินข่าวคืออยากจับเจ้าเฉือนเป็นชิ้น ๆ”
อาร์มอนด์ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ก่อนจะผายมือให้ลินด์เดินตามพาเขาผ่านโถงยาวไปจนถึงลานกว้างภายนอกปราสาท ที่นั่นมีชายสองคนถูกมัดติดกับหลักม้า นั่งคุกเข่าเพราะหลักเตี้ยเกินยืนได้ หนึ่งในนั้นคือรอลลี ชายหนุ่มที่มาขอคำแนะนำเรื่องดาบเมื่อคืน อีกคนเป็นชายแก่ผมขาว ซึ่งลินด์เดาว่าน่าจะเป็นบิดาของเขา ช่างตีอาวุธประจำปราสาท
อาร์มอนด์หยุดยืนอยู่ข้างหลังทั้งสอง ก่อนจะหยิบแส้มาจากเพชฌฆาตที่ยืนอยู่ แล้วหันมายื่นให้ลินด์
“ข้าได้สอบสวนเรื่องนี้แล้ว” อาร์มอนด์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ถ้าไอ้โง่นี่ไม่มาขอเจ้าซ้อมดาบ เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิด พ่อของมันก็ต้องรับผิดชอบที่ไม่สั่งสอนลูกให้รู้กาลเทศะ โทษครั้งนี้ เจ้าคือคนที่เหมาะที่สุดจะลงมือ”
ลินด์มองแส้ในมือของลอร์ดอาร์มอนด์ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะยื่นมือไปรับมาเงียบ ๆ
“เอาเลย! ฟาดมันจนกว่าข้าจะพอใจ” อาร์มอนด์ประกาศ แล้วผายมือให้คนรับใช้หมอบลงข้างหลังเขาอย่างเก้าอี้ชั่วคราว
ลินด์เดินไปข้างหลังรอลลีกับบิดาของเขาโดยไม่พูดอะไร และยกแส้ขึ้นฟาดลงโดยไม่ลังเล แม้ท่าทางตอนแรกจะยังไม่ชิน ทำให้แส้บางทีเบาเกิน บางทีแรงเกิน จนเกิดแผลที่ดูหนักแต่จริง ๆ แค่ผิวเผิน แต่เมื่อดึงเอาความทรงจำของพีซคีปเปอร์มาใช้ ลินด์ก็เริ่มปรับจังหวะและน้ำหนักได้อย่างแม่นยำ ทำให้แส้ฟาดลงแต่ละทีเจาะจงให้เจ็บแต่ไม่อันตราย พอรอลลีกับบิดาหมดสติ เขาก็ยังฟาดต่อให้ดูเหมือนบาดเจ็บสาหัส แต่จริง ๆ แค่ทำให้แผลดูน่ากลัว
“พอ! ถ้ายังไม่หยุด ข้าคงต้องหาช่างตีอาวุธคนใหม่แล้ว” อาร์มอนด์สั่งขึ้นทันควัน จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ เดินกลับไปยังห้องประชุมโดยไม่ชายตามองอีก
ลินด์คืนแส้ให้เพชฌฆาตด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก เขาจะไม่เข้าไปช่วยแก้มัด ไม่แสดงความสงสาร เพราะรู้ดีว่าความเห็นใจอาจทำให้ทั้งสองโดนซ้ำอีกในภายหลัง
แม้เรื่องจะจบลงโดยไม่ลุกลาม แต่ในใจลินด์กลับรู้สึกหม่นหมองลงมาก เพราะเหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าตราบใดที่เขาไม่มีฐานะ เขาก็ไม่ต่างอะไรจากเครื่องมือ เป็นแค่คนเก่งที่ถูกใช้
เมื่อกลับถึงห้องวอร์ทิเมอร์ก็ถามเสียงเรียบ “จัดการเรียบร้อย?”
ลินด์พยักหน้า ก่อนเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
“หงุดหงิดหรือ?” วอร์ทิเมอร์ถามต่อ
“เล็กน้อยขอรับ” ลินด์ตอบ
วอร์ทิเมอร์นิ่งคิด ก่อนกล่าว “เจ้าเป็นคนมีฝีมือและมีความทะเยอทะยาน วันหนึ่งเจ้าจะไปได้ไกล . . . แต่ตอนนี้จงซ่อนความทะเยอทะยานของเจ้าไว้ให้มิด อย่าให้ใครมองออก ข้าไม่อยากเห็นเรื่องแบบวันนี้เกิดขึ้นอีก เข้าใจไหม?”
“เข้าใจขอรับ ท่านลอร์ด”
“ดี ให้เหตุการณ์วันนี้เป็นบทเรียน” วอร์ทิเมอร์พูดเสียงหนักขึ้น “อย่าลืมสถานะของเจ้า ตอนนี้เจ้าคือเด็กรับใช้ ถ้าทำตัวเกินเลย อาจต้องแลกด้วยชีวิต ไม่ใช่แค่ของเจ้า แต่รวมถึงคนรอบข้างด้วย ลอร์ดแคสเวลล์อาจกล่าวหาว่าเราละเมิดสิทธิ์แขกเพราะทำร้ายทายาทของเขา จนลอร์ดการ์แลนอาจถูกดึงเข้าไป และตระกูลไทเรลล์จะไม่ลังเลเลยที่จะส่งตัวเจ้าสังเวย”
ลินด์ไม่พูดอะไร แต่สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น
“ต่อให้เจ้ามีฝีมือขนาดไหน ถ้ายังไม่รู้จักวางตัว ความสามารถของเจ้าก็ไร้ค่า” วอร์ทิเมอร์กล่าวเสริม “จากนี้ไปเจ้าไม่ต้องรับใช้ข้าอีก ไปเข้าหน่วยลาดตระเวนเหมือนทหารธรรมดาเก็บผลงานในสนามรบให้ได้ แล้วค่อยกลับมาเป็นเด็กรับใช้ของข้าใหม่”
“ขอรับ ท่านลอร์ด” ลินด์ตอบเรียบ ๆ ไม่มีท่าทีต่อต้าน
วอร์ทิเมอร์มองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ และแปลกใจที่ลินด์นิ่งขนาดนี้ไม่มีวี่แววขัดใจหรือไม่เข้าใจ จึงโบกมือไล่ไปเบา ๆ แต่ในใจเขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะจับตาดูลินด์อย่างใกล้ชิดในวันต่อ ๆ ไป
ข่าวเรื่องลินด์ถูกส่งไปเป็นทหารลาดตระเวนแพร่กระจายเร็วในหมู่ทหารไทเรลล์ บางคนหัวเราะเยาะเหมือนเห็นว่าเขาถูกลดขั้น บางคนก็แสดงความเห็นใจเงียบ ๆ ขณะเดียวกันหน่วยลาดตระเวนกลับต้อนรับเขาด้วยความยินดี เพราะการมีคนฝีมืออย่างลินด์อยู่ในทีม หมายถึงโอกาสรอดตายที่มากขึ้นในภารกิจเสี่ยงตายที่กำลังจะมาถึง