- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 12
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 12
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 12
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 12 วีรบุรุษของพวกเรา
เมืองนิวบาร์เรลตั้งอยู่ปลายน้ำของแม่น้ำโกลเด้นโกรฟ เป็นที่มั่นของตระกูลฟอสโซเวย์สาขาแอปเปิลเขียวในดินแดนเดอะรีช
ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้ทั้งโรสโรดและแม่น้ำโกลเด้นโกรฟ เมืองนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ พ่อค้าวาณิชที่มุ่งหน้าไปยังโกลเด้นโกรฟ เรดเลค และโอลด์โอ๊ค มักเลือกผ่านนิวบาร์เรลแทนที่จะไปยังไฮการ์เดน
สาเหตุแรกมาจากภาษีที่ไฮการ์เดนเรียกเก็บในอดีตนั้นสูงลิ่ว พ่อค้าทั้งหลายจึงหลีกเลี่ยงภาระเหล่านั้นด้วยการใช้เส้นทางผ่านนิวบาร์เรลแทนเพื่อเพิ่มผลกำไรของตน ก่อนที่ภายหลังตระกูลไทเรลล์จะต้องลดภาษีชายแดนและยกเลิกค่าธรรมเนียมที่ไม่สมเหตุสมผลหลายรายการเพื่อดึงการค้ากลับคืน
แต่ก็สายเกินไปพ่อค้าเคยชินกับความสะดวกของนิวบาร์เรลไปแล้ว อีกทั้งตระกูลเรดเลค โคลด์โมต และโอลด์โอ๊คก็ร่วมมือกันสร้างถนนเชื่อมแม้จะยังหยาบและไม่ได้มาตรฐานเท่าโรสโรด แต่ก็ยิ่งตอกย้ำสถานะของนิวบาร์เรลในฐานะศูนย์กลางการค้า ผลก็คือไฮการ์เดนสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งทางการค้าได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่ส่วนใหญ่ยังคงไหลเวียนผ่านนิวบาร์เรล
นอกจากนี้เมื่อไม่นานมานี้เมืองนิวบาร์เรลกลับมีขบวนคาราวานแปลกหน้าไหลบ่าเข้ามาอย่างผิดสังเกต คาราวานที่ขายสินค้าเสร็จแล้วไม่รีบจากไป กลับรวมกลุ่มกับพ่อค้าจากไฮการ์เดน ราวกับกำลังรออะไรบางอย่างอยู่ ทำให้ข่าวลือเริ่มแพร่กระจายไปทั่วว่ามีการค้นพบครั้งใหญ่ระหว่างปฏิบัติการปราบโจรป่าในป่าเรดเลค ภัยคุกคามที่คุกคามโกลเด้นโกรฟ เรดเลค และโอลด์โอ๊ค
ว่ากันว่าโจรเหล่านั้นคือพวกที่ยังภักดีต่อทาร์แกเรียน และข่าวลือนั้นก็เป็นจริง เมื่อสามตระกูลที่ร่วมมือกันกวาดล้างโจรยึดเสบียงจำนวนมากไว้ได้ ทั้งอาหาร อาวุธ และของมีค่าที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ทาร์แกเรียน ซึ่งหนึ่งในนั้นเชื่อกันว่าเป็นของที่กษัตริย์คลั่งซ่อนไว้ก่อนจะสิ้นราชวงศ์
เรื่องนี้จุดกระแสให้ผู้คนเชื่อว่า กษัตริย์คลั่งอาจมองเห็นจุดจบของราชวงศ์ตนจึงฝากเสบียงไว้กับผู้จงรักภักดี ซึ่งกลายมาเป็นกลุ่มโจรในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามแม้เสบียงที่ยึดได้จะมีค่ามหาศาล แต่ก็ไม่เหมาะกับการใช้งานโดยตรงสำหรับเหล่าขุนนาง เนื่องจากพวกเขาต้องการสกุลเงินมากกว่า อีกทั้งตราประทับทาร์แกเรียนบนของบางชิ้นก็เป็นภัย เพราะโรเบิร์ต บาราเธียน อาจมองว่าการครอบครองสิ่งเหล่านี้คือการทรยศ
ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหา และเปลี่ยนของพวกนี้ให้เป็นเงิน สามตระกูลจึงรีบหาที่ปล่อยของ และมีเพียงสองแห่งที่มีขีดความสามารถเพียงพอ ไฮการ์เดน กับนิวบาร์เรล
ทว่าตระกูลไทเรลล์มัวแต่มั่นหมายจะประสานสัมพันธ์กับกษัตริย์ใหม่ โรเบิร์ต บาราเธียน จึงไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในทางกลับกันลอร์ดทาร์คัส ฟอสโซเวย์ แห่งนิวบาร์เรลเห็นโอกาสชัดเจนจึงติดต่อสามตระกูลทันที และเสนอเงื่อนไขดีเยี่ยม รวมถึงการยกเว้นภาษีเพื่อดึงการขายมาที่นิวบาร์เรล
บางคนอาจสงสัยว่าลอร์ดทาร์คัสยอมเสียรายได้จากภาษีไปเพื่ออะไร แต่ผู้ที่เข้าใจการค้ากลับเห็นภาพชัดเจน ผลประโยชน์แท้จริงคือความคึกคักของตลาด ความมั่งคั่งที่จะหลั่งไหลสู่เมืองจากคาราวานและพ่อค้าจำนวนมากมีค่ามากกว่าภาษีชั่วคราวหลายเท่า
สำหรับชาวบ้านและทหารคุ้มกันคาราวาน เรื่องชิงไหวชิงพริบของพวกขุนนางนั้นไกลตัวเกินไป และสิ่งที่ดึงดูดใจพวกเขาคือเรื่องเล่าวีรกรรมจากศึกปราบโจรอย่างเรื่องของโจเอล ฟลาวเวอร์ ที่ทะลวงแนวศัตรูเข้าไปสังหารหัวหน้าโจร หรืออาริส โอ๊คฮาร์ต ที่นำทัพอัศวินสิบสามนายตีกระหน่ำโจรกว่าร้อยคนจนแตกพ่าย แต่ในบรรดานามทั้งหลายกลับมีหนึ่งชื่อดังกว่าทุกคน ลินด์ นักล่าหมี!
ต่างจากอัศวินผู้สูงส่งซึ่งเรื่องราวฟังดูไกลเกินฝัน ลินด์คือคนธรรมดาที่ชาวบ้านรู้สึกเข้าถึงได้ เรื่องราวของเขาถูกถ่ายทอดผ่านเสียงพิณและบทเพลงในโรงเตี๊ยม ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนได้ร่วมยืนเคียงข้างเขาในสมรภูมิ
แม้ก่อนศึกเรดเลคชื่อเสียงของลินด์ในฐานะนักล่าหมีล้างแค้นให้บิดาจะเป็นที่รู้จักอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มีใครเห็นว่าเขาคือยอดนักรบที่แท้จริง จนกระทั่งศึกนี้ที่เปลี่ยนทุกอย่างไปสิ้นเชิง
เขาปฏิเสธทหารสิบคนที่มอบให้ แล้วลุยเดี่ยวไปยังจุดยุทธศาสตร์ ก่อนจะสังหารโจรที่หนีออกมาจากสนามรบเกือบร้อยคน รวมถึงผู้ติดตามทาร์แกเรียนอีกสองคน เรื่องนี้ดูเกินจริงเสียจนบางคนคิดว่าเป็นเรื่องแต่งจากนักขับร้อง แต่แล้วเซอร์โรมัน เวบเบอร์ กับเซอร์โจเอล ฟลาวเวอร์ อัศวินผู้ซื่อสัตย์ ก็ยืนยันความจริงของเหตุการณ์นั้น
ทำให้ทันทีที่ความกล้าหาญของลินด์ได้รับการยืนยัน บทเพลงแห่งวีรบุรุษก็ถูกแต่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และโรงเหล้าจากเรดเลค โอลด์โอ๊ค และโกลเด้นโกรฟ ต่างแย่งกันร้องจนโด่งดังไปทั่วดินแดน ไม่เว้นแม้แต่นิวบาร์เรล
เมื่อค่ำคืนย่างกรายโรงเตี๊ยมใกล้ท่าเรือของเมืองก็แน่นขนัดไปด้วยชาวเมืองและทหารรับจ้างที่มาหาความสนุก ที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งนักขับร้องประจำเมืองกำลังบรรเลง ‘บทเพลงนักล่าหมี’ เป็นรอบที่สามของคืน เสียงเขาอาจธรรมดา แต่ทุกหูกลับตั้งใจฟังอย่างลุ่มหลง
“แด่วีรบุรุษนักล่าหมีของพวกเรา!” เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นทำลายความเงียบชั่วขณะ
ทันใดนั้นถ้วยเหล้าทั้งหลายก้ยกขึ้นพร้อมเสียงตะโกนตอบรับ “แด่วีรบุรุษนักล่าหมี!”
“แด่วีรบุรุษนักล่าหมี!”
. . .
เสียงโห่ร้องนั้นดังกระหึ่มจากโรงเตี๊ยมหนึ่งไปยังอีกแห่ง ราวกับไฟลุกลามไม่อาจหยุดยั้งได้ และในที่สุด ‘นักล่าหมี’ ก็กลายเป็นตัวแทนของ ‘วีรบุรุษของสามัญชน’ ที่ผู้คนฝากความฝัน ความหวัง และความชื่นชมทั้งหมดไว้ในชื่อของเขา เหมือนพวกเขาเองได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวอันยิ่งใหญ่เหล่านั้น ทั้งที่ไม่เคยเห็นแม้แต่ใบหน้าของชายผู้นั้นเลย
“ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ข้าว่าคงมีคนตะโกน ‘ขอพระเจ้าอวยพรนักล่าหมี!’ แน่ ๆ” ในมุมมืดของโรงเตี๊ยมชายสองคนคลุมผ้านั่งอยู่เงียบ ๆ
ชายสูงวัยคนหนึ่งยกเหล้าขึ้นจิบพลางหัวเราะเบา ๆ “ก็แค่หวังว่ากษัตริย์คนใหม่จะไม่ตัดหัวข้าเพราะเรื่องนี้ก็พอ”
อีกคนหัวเราะเบา ๆ “ไม่น่าใช่ ถ้าเป็นกษัตริย์ของเราล่ะก็ . . . ข้าว่าเขาอาจจะให้รางวัลเจ้าด้วยซ้ำ และอาจได้เป็นอัศวินคิงส์การ์ดเลยก็ได้”
“ไม่เอาหรอก ข้ายังอยากมีลูกมีหลานนะขอรับ” ชายผู้นั้นปฏิเสธด้วยน้ำเสียงล้อเลียน แต่จริงจัง
“เจ้าก็ยังมีความทะเยอทะยานอยู่นั่นแหละ!” ชายสูงวัยยิ้มพลางดื่มอีกคำ และพูดด้วยน้ำเสียงปนระหว่างเย้าและยอมรับ
ชายสองคนนี้คือโจเอล ฟลาวเวอร์ และลินด์ นักล่าหมี ที่กำลังนั่งดื่มอยู่ท่ามกลางเสียงร้องชื่อของลินด์ในโรงเตี๊ยม โดยไม่มีใครรู้ว่าผู้เป็นตำนานนั่งอยู่กลางฝูงชน
‘หากข้าเปิดเผยตัวต่อหน้าฝูงชนตอนนี้ พวกเขาจะหามข้าขึ้นบ่าแห่ไปรอบเมือง หรือโยนเขาออกไปนอกโรงเตี๊ยมเพราะคิดว่าข้าเป็นพวกโกหกกันนะ?’ ลินด์คิดในใจ
พวกเขาทั้งสองมาอยู่ที่นี่เพราะโจเอลรับปากจะแนะนำลินด์ให้กับเซอร์วอร์ทิเมอร์ เครน เพื่อเริ่มต้นฝึกเป็นเด็กรีบใช้ ซึ่งหลังจากงานเลี้ยงใหญ่ที่โกลเด้นโกรฟจบลง โจเอลไม่ได้ร่วมวงเจรจาต่อ และไม่ได้กลับพร้อมขบวนตระกูลเครนไปยังเรดเลค แต่พาลินด์ล่องเรือมาทางใต้
เดิมทีเขาตั้งใจจะมุ่งหน้าไปไฮการ์เดน แต่เมื่อเรือเทียบท่าที่ปราสาทนิวบาร์เรล เขาได้ยินคนงานพูดถึงคณะเดินทางจากไฮการ์เดนที่จะไปยังคิงส์แลนดิ้งเพื่อร่วมงานแข่งขันของกษัตริย์องค์ใหม่ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของโอรสองค์แรก
ในขบวนนี้มีเซอร์การ์แลน ไทเรลล์ บุตรคนรองของลอร์ดแห่งไฮการ์เดน และเซอร์วอร์ทิเมอร์ เครน ปรมาจารย์ด้านดาบ และอาจารย์ของเซอร์การ์แลน ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่ง ‘มาสเตอร์ออฟอาร์มส์’ แห่งไฮการ์เดน
เมื่อรู้เช่นนี้โจเอลจึงเปลี่ยนแผนไม่ไปไกลถึงไฮการ์เดน แต่พาลินด์ขึ้นฝั่งที่นิวบาร์เรลแทน แม้จะดึกมากแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามการไปหาตระกูลไทเรลล์กลางดึกก็ไม่เหมาะสมนัก และโรงแรมในเมืองก็เต็มหมด พวกเขาจึงมาหลบพักที่โรงเตี๊ยมก่อน แล้วค่อยไปพบเซอร์วอร์ทิเมอร์ในยามเช้า
“ไม่ดื่มหน่อยหรือ?” โจเอลถามหลังจากยกแก้วตัวเองหมดแล้ว พลางเหลือบมองแก้วของลินด์ที่ยังคงเต็มอยู่
“ข้าไม่ดื่ม” ลินด์ตอบเรียบ ๆ
“น่าเบื่อชะมัด!” โจเอลบ่น ก่อนจะคว้าแก้วของลินด์ไปดื่มเอง และเฝ้าดูลินด์เคี้ยวอาหารอย่างใจเย็น กินอย่างมีระเบียบเสียจนเวลาช่างยืดยาว และหลังจากสองวันที่เดินทางร่วมกัน โดยเฉพาะวันที่ใช้ล่องเรือ มันก็ทำให้โจเอลเริ่มเข้าใจลินด์มากขึ้น
วินัย วินัยระดับสุดโต่ง นั่นคือสิ่งที่เขาสรุปได้จากการเฝ้าดูลินด์
ลินด์ทำทุกอย่างตามตารางเป๊ะ ฝึกดาบ พักผ่อน กิน ทุกอย่างมีเวลาที่แน่นอนเหมือนมีสมุดบันทึกอยู่ในหัว ซึ่งสำหรับโจเอลแบบนี้มันน่าเบื่อสุด ๆ จนทำให้เขานึกถึงลอร์ดแรนดิลล์ ทาร์ลี่ แห่งฮอร์นฮิล อีกคนที่เคร่งวินัยระดับนี้ แต่โชคดีที่ลินด์ไม่เย็นชาหรือไร้อารมณ์ขันเท่าทาร์ลี่ และยังพอคุยเล่นได้บ้าง ไม่งั้นโจเอลคงทนไม่ไหวจริง ๆ.
ถึงอย่างนั้นโจเอลก็อดรู้สึกโล่งใจไม่ได้ที่เขาไม่ได้รับลินด์มาเป็นเด็กรับใช้ตอนที่เขาได้อ่านบันทึกการรบของลินด์ครั้งแรก ตอนแรกเขายังเคยคิดเล่น ๆ อยู่บ้างว่าการมีเด็กรับใช้ฝีมือดีอย่างลินด์คอยช่วยเหลือในสนามรบย่อมเป็นประโยชน์มหาศาล ต่างจากเด็กรับใช้ที่เขามีตอนนี้ซึ่งต้องคอยดูแลตลอดเวลา
แต่ความคิดนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว การฝึกคนสามัญชนให้กลายเป็นอัศวินต้องใช้ทั้งเวลาและแรงมากกว่าที่โจเอลยินดีจะทุ่มเท และที่สำคัญ เขาไม่มั่นใจว่าลินด์จะไปได้ไกลนักในอนาคต
โจเอลยกแก้วหมดอีกใบ พร้อมกับความมึนเมาจากเหล้าที่เริ่มครอบงำเขาเล็กน้อย ซึ่งปกติแล้วเขาไม่ใช่คนคอแข็งนัก ดื่มเพียงสองแก้วใหญ่ก็เริ่มเมาแล้ว
เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะจนทนไม่ไหว เขาก็ลุกขึ้นโดยที่ตัวเอนไปเล็กน้อย และเดินโซเซออกไปนอกโรงเตี๊ยมสู่อากาศเย็นยามค่ำคืน พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะหามุมเงียบ ๆ ข้างตัวอาคาร
ในขณะที่โจเอลกำลังปลดทุกข์ เขาก็ไม่ทันสังเกตเห็นเงาคนที่ย่องเข้ามาทางด้านหลัง และในวินาทีต่อมาไม้กระบองหนักก็ฟาดเข้าที่หัวของเขาอย่างรุนแรงจนโจเอลทรุดลงไปกับพื้นหมดสติทันที หลังจากนั้นผู้ลงมือรีบค้นตัวเขาอย่างรวดเร็ว ควักเอาถุงเงิน ดาบ และของมีค่าทั้งหลายออกมา แม้แต่ผ้าคลุมหนังหมีที่เขาสวมอยู่ก็ไม่เว้น
ในขณะเดียวกันภายในโรงเตี๊ยม ลินด์ยังไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับโจเอล เขายังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะจดจ่ออยู่กับขนมปังตรงหน้า การเคี้ยวอย่างเชื่องช้านั้นบ่งบอกถึงคุณภาพของอาหารได้เป็นอย่างดี
แม้จะใส่องุ่นแห้งและทาน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสชาติ แต่ขนมปังก็แข็งเกินไปต้องใช้ความพยายามมากจึงจะเคี้ยวและกลืนลงได้ ทำให้ลินด์ต้องอดทนไม่โยนทิ้งไป เพราะเขารู้ว่าในอนาคตอาหารที่เลวกว่านี้ยังรออยู่ และมันคงจะดีกว่าที่จะฝึกความเคยชินไว้เสียแต่ตอนนี้
ระหว่างที่เขากำลังต่อสู้กับมื้อค่ำที่แสนทรมานอยู่ ประตูโรงเตี๊ยมก็เปิดออก พร้อมกับชายสองคนหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยเดินเข้ามา ก่อนที่พวกเขาจะกวาดตามองไปรอบห้อง และทันทีที่เห็นลินด์นั่งอยู่คนเดียว พวกเขาก็ตรงมาที่โต๊ะโดยไม่เอ่ยคำทักทายแม้แต่น้อย และเตรียมตัวจะนั่งลงตรงที่ว่างฝั่งตรงข้ามเขาทันที