- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 10
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 10
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 10
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 10 ความตายในสายฝน
เมื่อเห็นควันดำลอยขึ้น ลินด์ยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขากลับเข้าไปในป่าที่เคยวางกับดักไว้เช็กทีละจุดอย่างพิถีพิถัน แก้ไขหรือซ่อมแซมจุดที่อาจทำงานผิดพลาด จากนั้นจึงกลับไปยังจุดซุ่มโจมตี พร้อมจับจ้องไปยังเส้นทางแคบบนภูเขาที่ทอดไปยังอุโมงค์ลักลอบขนของที่ซ่อนอยู่ด้านหน้า
สายฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เช้ากลับยิ่งหนักข้อขึ้น ทัศนวิสัยแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของลินด์เองก็ยังถูกเสียงฝนกลบจนแทบไม่ได้ยินสิ่งผิดปกติ
สถานการณ์เช่นนี้เป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ด้านหนึ่งฝนช่วยพรางกับดักในป่าให้แนบเนียนยิ่งขึ้น ด้านกลับกันมันก็ทำให้ลินด์ไม่สามารถประเมินความเคลื่อนไหวของศัตรูได้เต็มที่
ควันสัญญาณในระยะไกลค่อย ๆ จางหายไปไม่ว่าจะเพราะฝนกลบหรือเพราะศึกที่นั่นจบลงแล้ว แต่ลินด์ยังคงสงบ เขาเปลี่ยนท่าทางเล็กน้อยคลายความเมื่อยล้า และยังคงซ่อนตัวท่ามกลางสายฝนเย็นยะเยือกที่ซึมผ่านเสื้อผ้า
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ลินด์รู้สึกถึงเสียงแปลกปลอมบางอย่าง ทำให้เขาเอียงศีรษะตั้งใจฟังและเพ่งสมาธิไปทางป่าซึ่งกับดักถูกวางไว้ ซึ่งในห้วงขณะนั้นเขาได้เข้าสู่สภาวะรับรู้พิเศษ เสียงฝนที่เคยอื้ออึงกลับกลายเป็นชั้น ๆ ของข้อมูล ทำให้เขาสามารถแยกแยะเสียงต่าง ๆ ราวกับอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงไม่กี่วินาที แต่ก็เพียงพอแล้ว!
“มี 23 คน บาดเจ็บ 13 คน เจ็บหนัก 7 คน และติดกับดัก 6 คน ไม่มีทางรอด” เขากระซิบพลางดึงดาบออกมา “สองคนใส่เกราะเหล็กเต็มยศ คงเป็นอัศวิน พวกนี้จะจัดการยากหน่อย”
ทันใดนั้นร่างคนกลุ่มหนึ่งก็เริ่มปรากฏให้เห็นในม่านฝน จนลินด์สามารถแยกแยะพวกเขาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้ภาพจะพร่ามัว
สองคนในชุดเกราะอยู่กลางกลุ่ม ที่เหลือมีทั้งใส่เกราะหนังหรือเพียงเสื้อผ้าชาวบ้าน บางคนถือหอก บางคนมีดาบ ซึ่งลินด์คาดการณ์ว่ามีบางคนตายจากกับดักไปแล้วก่อนถึงตรงนี้
กลุ่มคนเหล่านี้ค้นพบเส้นทางลับ และรีบรุดหน้าต่อโดยไม่ทันระวังภัยใด ๆ ร่างกายของพวกเขาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากการต่อสู้และการหลบหนีท่ามกลางพายุฝน จนกระทั่งเมื่อกลุ่มนั้นใกล้ถึงตีนเนินเขาที่ลินด์ดักรออยู่ พวกเขาก็ไม่รู้เลยว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย และลินด์ก็ตัดสินใจไม่ปล่อยให้ศัตรูผ่านไปอย่างเงียบ ๆ และเลือกจะลงมือจากด้านหน้า
ทันทีที่อัศวินทั้งสองมาถึงตำแหน่ง ลินด์ก็พุ่งตัวออกมาราวศรพุ่งจากคันธนู รวดเร็วและเงียบงันจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ดาบคู่ของเขาวูบไหววาบวับเพียงพริบตา ลำคอของทั้งสองอัศวินก็ถูกเฉือนตรงช่องว่างระหว่างหมวกกับเกราะ ส่งเลือดไหลซึมออกมาราวธารน้ำตก พร้อมกับร่างทั้งสองทรุดฮวบลงโดยแทบไม่ทันร้อง
และในขณะที่บรรดาโจรที่เหลือยังคงยืนงงเป็นไก่ตาแตก ลินด์ก็ไม่รอช้าหมุนตัวฟันกวาดออกไปทางกลุ่มโจรที่ถือดาบยาว ดาบของเขาปักเข้าจุดตายอย่างแม่นยำ ทะลุผ่านช่องว่างของเกราะหนังอย่างไร้ความปรานี โดยที่ทุกการฟันของเขาล้วนมีจังหวะ มีเป้าหมาย และระลึกถึงคำสอนของเหล่า ‘พีซคีปเปอร์’ ที่ว่า ‘จงโจมตีจุดอ่อน’ อย่างเคร่งครัด
แม้ร่างกายพวกเขาจะไม่เหนือกว่าทหารธรรมดานัก แต่พวกพีซคีปเปอร์กลับอาศัยความเร็วและความแม่นยำเป็นหลัก จึงไม่แปลกที่ลินด์จะล้มศัตรูถึงห้าคนในสิบวินาที
ทันใดนั้นเสียงร้องตะโกน ‘มีศัตรู!’ ก็ดังลั่นจากด้านหลัง บรรดาโจรที่รอดอยู่ก็เริ่มตื่นตระหนก ทว่าทุกอย่างสายเกินไปแล้ว ลินด์พุ่งเข้าใส่พวกที่ถือหอกฟันเฉือนตามลำคอและจุดเปลือยที่ไร้การป้องกัน โดยที่ทุกการฟาดฟันคือการสังหาร
กลุ่มโจรเองก็แตกตื่นหนักเมื่อไร้ผู้นำ หอกในมือไม่มีประโยชน์ในระยะประชิด พวกเขาไม่อาจตอบโต้ได้แม้แต่ครั้งเดียว สิ่งที่เห็นมีเพียงแสงแวววาวของดาบคู่ และเสียงร่างเพื่อนร่วมขาล้มกระแทกพื้นทีละคน
ซึ่งเสียงโกลาหลนั้นดึงดูดความสนใจของกลุ่มโจรอีกห้าคนที่อยู่ล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พวกเขาจะหันกลับมาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก แต่สิ่งที่เห็นคือภาพสยองกลางสายฝน ศพสิบกว่าคนนอนเกลื่อนพื้น เลือดไหลปะปนกับน้ำฝน และตรงกลางคือชายหนุ่มผู้ยืนอย่างโดดเดี่ยว ดาบในมือทั้งสองเปื้อนเลือด แววตาเยือกเย็นของเขาราวกับสัตว์ร้ายในตำนาน
ทันใดนั้นหัวใจของโจรทั้งห้าก็แทบหยุดเต้น พวกเขาหันหลังหนีด้วยความตื่นตระหนกผลักกันเองเพื่อแย่งทางรอด ใครจะตายก็ได้ ขอแค่ไม่ใช่ตัวเขาที่ถูกตามฆ่าก็พอ แต่การหนีอย่างไม่เป็นระบบคือหายนะ พวกเขาเปิดหลังให้ศัตรู!
ซึ่งลินด์ก็ไม่พลาดโอกาสบั่นคอศัตรูไปทีละคน และไม่ถึงสิบก้าวทุกคนก็สิ้นใจ
หลังจากตรวจศพและมั่นใจว่าทุกคนตายหมดแล้ว ลินด์จึงถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เขาไม่ได้เก็บศพหรือจัดการกับกับดักที่เหลือ แต่เลือกเข้าไปในป่าเพื่อตรวจดูว่ากับดักที่เหลือยังทำงานอยู่หรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ของมันเองก็น่าพอใจ กับดักสามารถสังหารศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศพอีก 14 คนกระจัดกระจายอยู่ในจุดต่าง ๆ ของป่า
ลินด์เองก็ไม่ได้สนใจเก็บกู้หรือดัดแปลงกับดัก เขาเลือกนั่งซ่อนตัวอยู่บริเวณนอกสุดรอ ‘เหยื่อรายถัดไป’ ด้วยความอดทน จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงถัดมากลุ่มโจรอีกสองกลุ่มก็หลุดจากสมรภูมิมาถึง กลุ่มหนึ่งมีเจ็ดคน อีกกลุ่มสิบสาม พวกเขาโชคดีที่ฝนทำให้วงล้อมของฝ่ายพันธมิตรเกิดช่องโหว่
แต่โชคนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะทันทีที่พวกเขาเข้าไปในป่า ลินด์ก็ออกล่าอีกครั้ง ทั้งจากเงามืดและจากกับดักที่เขาวางไว้ ทำให้ป่าแห่งนี้กลายเป็นสุสานแห่งใหม่ พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นไปทั่วบริเวณ ดึงดูดฝูงสัตว์กินเนื้อเข้ามาอีกระลอก
. . .
ในขณะเดียวกันทางฝั่งกองกำลังของตระกูลเวบเบอร์นั้น มีชายผู้หนึ่งไล่ตามเหล่าผู้รอดชีวิตจากการสู้รบอย่างกระชั้นชิด เขาคือ โรมัน เวบเบอร์ บุตรของลอร์ดลินเดน เวบเบอร์ และญาติของลอร์ดเอ็มมอนแห่งคาสเซิลโคลด์โมต
โรมันมีใบหน้าที่ยาวและนิสัยเงียบขรึมจนได้รับฉายาว่า ‘ตัวตุ่น’ แห่งเดอะรีช เพราะมักซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์ และปรากฏตัวก็ต่อเมื่อได้กลิ่นผลประโยชน์ เหมือนตอนนี้ที่เขามาร่วมล่ากลุ่มโจรในป่าเรดเลค
แม้ฉายาจะดูแคลน แต่ผู้ใดประมาทเขาย่อมตกหลุมพราง ครั้งนี้โรมันได้รับมอบหมายให้นำกองลาดตระเวนร้อยคนคอยกวาดล้างพวกที่หลุดจากวงล้อม โดยเฉพาะพวกที่อาจเป็น ‘พวกเหลือรอดของทาร์แกเรียน’ อดีตพันธมิตรของตระกูลเวบเบอร์ การจับกุมหรือกำจัดพวกนั้นคือเป้าหมายสูงสุด
ซึ่งทุกอย่างควรเป็นไปตามแผน แต่ฝนที่ตกไม่หยุดกลับทำให้เส้นทางกลายเป็นโคลนตมเกิดช่องโหว่ในแนวล้อม โจรบางคนจึงฉวยโอกาสหนีออกไปได้หลายทาง และลินด์คือคนที่ไล่ล่าพวกนั้นอย่างไร้ความปรานี
ในขณะที่ผู้หลบหนีส่วนใหญ่ถูกสังหารระหว่างพยายามหลบหนี ยังมีบางคนที่สามารถเล็ดลอดออกมาได้สำเร็จ โรมันซึ่งได้รับมอบหมายให้ตามล่าและกำจัดพวกนั้นกลับต้องพบกับอุปสรรคเดียวกับกองกำลังพันธมิตร ฝนที่ตกหนักไม่หยุดทำให้การติดตามเป็นไปอย่างล่าช้า แม้เขาจะสังหารผู้หลบหนีได้หลายราย แต่ก็ยังมีบางคนรอดไปได้หลบเข้าไปในป่าภูเขาใกล้ป้อมแสตนด์ฟาสต์
แต่สิ่งที่ดึงความสนใจของโรมันมากที่สุดกลับเป็นสองคนในกลุ่มผู้หลบหนีที่สวมชุดเกราะเหล็กเต็มยศ เพราะชุดเกราะประเภทนี้หาได้ยากยิ่งในหมู่โจรทั่วไป ผู้ที่สวมใส่มักเป็นบุคคลสำคัญ หรือไม่ก็เป็นคนที่รู้ความลับบางอย่างที่ต้องปกป้องไว้ โรมันจึงตัดสินใจในทันทีว่าจะต้องจับหรือล่าพวกมันให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ทำให้เขานำลูกน้องมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าโดยไม่หยุดพัก
อย่างไรก้ตามป่าตรงหน้านั้นกลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าครั้งใด เงาไม้ทึบและเปียกชื้นจากสายฝนซุกซ่อนอะไรบางอย่างไว้อย่างเงียบงัน กลุ่มทหารของโรมันติดตามร่องรอยที่พวกผู้หลบหนีทิ้งไว้มุ่งหน้าเข้าสู่พงหนาทึบด้วยความระแวดระวัง ทว่าการเคลื่อนพลกลับต้องหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
พวกเขาเบรกฝีเท้าแทบจะพร้อมกัน และลมหายใจสะดุดจากสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า ด้านหน้าของพวกเขามีร่างของศพหนึ่งแขวนต่องแต่งอยู่กับกิ่งไม้เหนือพื้นดิน ถูกปลายท่อนไม้แหลมเสียบทะลุอกจากด้านล่างจนทะลุขึ้นมา ทำให้จากระยะไกลฉากอันน่าสยดสยองนั้นดูราวกับป่าเองเป็นผู้ลงมือสังหารด้วยเงื้อมมือของมันเองไม่มีผิด