เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 10

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 10

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 10


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 10 ความตายในสายฝน

เมื่อเห็นควันดำลอยขึ้น ลินด์ยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขากลับเข้าไปในป่าที่เคยวางกับดักไว้เช็กทีละจุดอย่างพิถีพิถัน แก้ไขหรือซ่อมแซมจุดที่อาจทำงานผิดพลาด จากนั้นจึงกลับไปยังจุดซุ่มโจมตี พร้อมจับจ้องไปยังเส้นทางแคบบนภูเขาที่ทอดไปยังอุโมงค์ลักลอบขนของที่ซ่อนอยู่ด้านหน้า

สายฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เช้ากลับยิ่งหนักข้อขึ้น ทัศนวิสัยแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของลินด์เองก็ยังถูกเสียงฝนกลบจนแทบไม่ได้ยินสิ่งผิดปกติ

สถานการณ์เช่นนี้เป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ด้านหนึ่งฝนช่วยพรางกับดักในป่าให้แนบเนียนยิ่งขึ้น ด้านกลับกันมันก็ทำให้ลินด์ไม่สามารถประเมินความเคลื่อนไหวของศัตรูได้เต็มที่

ควันสัญญาณในระยะไกลค่อย ๆ จางหายไปไม่ว่าจะเพราะฝนกลบหรือเพราะศึกที่นั่นจบลงแล้ว แต่ลินด์ยังคงสงบ เขาเปลี่ยนท่าทางเล็กน้อยคลายความเมื่อยล้า และยังคงซ่อนตัวท่ามกลางสายฝนเย็นยะเยือกที่ซึมผ่านเสื้อผ้า

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ลินด์รู้สึกถึงเสียงแปลกปลอมบางอย่าง ทำให้เขาเอียงศีรษะตั้งใจฟังและเพ่งสมาธิไปทางป่าซึ่งกับดักถูกวางไว้ ซึ่งในห้วงขณะนั้นเขาได้เข้าสู่สภาวะรับรู้พิเศษ เสียงฝนที่เคยอื้ออึงกลับกลายเป็นชั้น ๆ ของข้อมูล ทำให้เขาสามารถแยกแยะเสียงต่าง ๆ ราวกับอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงไม่กี่วินาที แต่ก็เพียงพอแล้ว!

“มี 23 คน บาดเจ็บ 13 คน เจ็บหนัก 7 คน และติดกับดัก 6 คน ไม่มีทางรอด” เขากระซิบพลางดึงดาบออกมา “สองคนใส่เกราะเหล็กเต็มยศ คงเป็นอัศวิน พวกนี้จะจัดการยากหน่อย”

ทันใดนั้นร่างคนกลุ่มหนึ่งก็เริ่มปรากฏให้เห็นในม่านฝน จนลินด์สามารถแยกแยะพวกเขาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้ภาพจะพร่ามัว

สองคนในชุดเกราะอยู่กลางกลุ่ม ที่เหลือมีทั้งใส่เกราะหนังหรือเพียงเสื้อผ้าชาวบ้าน บางคนถือหอก บางคนมีดาบ ซึ่งลินด์คาดการณ์ว่ามีบางคนตายจากกับดักไปแล้วก่อนถึงตรงนี้

กลุ่มคนเหล่านี้ค้นพบเส้นทางลับ และรีบรุดหน้าต่อโดยไม่ทันระวังภัยใด ๆ ร่างกายของพวกเขาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากการต่อสู้และการหลบหนีท่ามกลางพายุฝน จนกระทั่งเมื่อกลุ่มนั้นใกล้ถึงตีนเนินเขาที่ลินด์ดักรออยู่ พวกเขาก็ไม่รู้เลยว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย และลินด์ก็ตัดสินใจไม่ปล่อยให้ศัตรูผ่านไปอย่างเงียบ ๆ และเลือกจะลงมือจากด้านหน้า

ทันทีที่อัศวินทั้งสองมาถึงตำแหน่ง ลินด์ก็พุ่งตัวออกมาราวศรพุ่งจากคันธนู รวดเร็วและเงียบงันจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ดาบคู่ของเขาวูบไหววาบวับเพียงพริบตา ลำคอของทั้งสองอัศวินก็ถูกเฉือนตรงช่องว่างระหว่างหมวกกับเกราะ ส่งเลือดไหลซึมออกมาราวธารน้ำตก พร้อมกับร่างทั้งสองทรุดฮวบลงโดยแทบไม่ทันร้อง

และในขณะที่บรรดาโจรที่เหลือยังคงยืนงงเป็นไก่ตาแตก ลินด์ก็ไม่รอช้าหมุนตัวฟันกวาดออกไปทางกลุ่มโจรที่ถือดาบยาว ดาบของเขาปักเข้าจุดตายอย่างแม่นยำ ทะลุผ่านช่องว่างของเกราะหนังอย่างไร้ความปรานี โดยที่ทุกการฟันของเขาล้วนมีจังหวะ มีเป้าหมาย และระลึกถึงคำสอนของเหล่า ‘พีซคีปเปอร์’ ที่ว่า ‘จงโจมตีจุดอ่อน’ อย่างเคร่งครัด

แม้ร่างกายพวกเขาจะไม่เหนือกว่าทหารธรรมดานัก แต่พวกพีซคีปเปอร์กลับอาศัยความเร็วและความแม่นยำเป็นหลัก จึงไม่แปลกที่ลินด์จะล้มศัตรูถึงห้าคนในสิบวินาที

ทันใดนั้นเสียงร้องตะโกน ‘มีศัตรู!’ ก็ดังลั่นจากด้านหลัง บรรดาโจรที่รอดอยู่ก็เริ่มตื่นตระหนก ทว่าทุกอย่างสายเกินไปแล้ว ลินด์พุ่งเข้าใส่พวกที่ถือหอกฟันเฉือนตามลำคอและจุดเปลือยที่ไร้การป้องกัน โดยที่ทุกการฟาดฟันคือการสังหาร

กลุ่มโจรเองก็แตกตื่นหนักเมื่อไร้ผู้นำ หอกในมือไม่มีประโยชน์ในระยะประชิด พวกเขาไม่อาจตอบโต้ได้แม้แต่ครั้งเดียว สิ่งที่เห็นมีเพียงแสงแวววาวของดาบคู่ และเสียงร่างเพื่อนร่วมขาล้มกระแทกพื้นทีละคน

ซึ่งเสียงโกลาหลนั้นดึงดูดความสนใจของกลุ่มโจรอีกห้าคนที่อยู่ล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พวกเขาจะหันกลับมาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก แต่สิ่งที่เห็นคือภาพสยองกลางสายฝน ศพสิบกว่าคนนอนเกลื่อนพื้น เลือดไหลปะปนกับน้ำฝน และตรงกลางคือชายหนุ่มผู้ยืนอย่างโดดเดี่ยว ดาบในมือทั้งสองเปื้อนเลือด แววตาเยือกเย็นของเขาราวกับสัตว์ร้ายในตำนาน

ทันใดนั้นหัวใจของโจรทั้งห้าก็แทบหยุดเต้น พวกเขาหันหลังหนีด้วยความตื่นตระหนกผลักกันเองเพื่อแย่งทางรอด ใครจะตายก็ได้ ขอแค่ไม่ใช่ตัวเขาที่ถูกตามฆ่าก็พอ แต่การหนีอย่างไม่เป็นระบบคือหายนะ พวกเขาเปิดหลังให้ศัตรู!

ซึ่งลินด์ก็ไม่พลาดโอกาสบั่นคอศัตรูไปทีละคน และไม่ถึงสิบก้าวทุกคนก็สิ้นใจ

หลังจากตรวจศพและมั่นใจว่าทุกคนตายหมดแล้ว ลินด์จึงถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เขาไม่ได้เก็บศพหรือจัดการกับกับดักที่เหลือ แต่เลือกเข้าไปในป่าเพื่อตรวจดูว่ากับดักที่เหลือยังทำงานอยู่หรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ของมันเองก็น่าพอใจ กับดักสามารถสังหารศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศพอีก 14 คนกระจัดกระจายอยู่ในจุดต่าง ๆ ของป่า

ลินด์เองก็ไม่ได้สนใจเก็บกู้หรือดัดแปลงกับดัก เขาเลือกนั่งซ่อนตัวอยู่บริเวณนอกสุดรอ ‘เหยื่อรายถัดไป’ ด้วยความอดทน จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงถัดมากลุ่มโจรอีกสองกลุ่มก็หลุดจากสมรภูมิมาถึง กลุ่มหนึ่งมีเจ็ดคน อีกกลุ่มสิบสาม พวกเขาโชคดีที่ฝนทำให้วงล้อมของฝ่ายพันธมิตรเกิดช่องโหว่

แต่โชคนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะทันทีที่พวกเขาเข้าไปในป่า ลินด์ก็ออกล่าอีกครั้ง ทั้งจากเงามืดและจากกับดักที่เขาวางไว้ ทำให้ป่าแห่งนี้กลายเป็นสุสานแห่งใหม่ พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นไปทั่วบริเวณ ดึงดูดฝูงสัตว์กินเนื้อเข้ามาอีกระลอก

. . .

ในขณะเดียวกันทางฝั่งกองกำลังของตระกูลเวบเบอร์นั้น มีชายผู้หนึ่งไล่ตามเหล่าผู้รอดชีวิตจากการสู้รบอย่างกระชั้นชิด เขาคือ โรมัน เวบเบอร์ บุตรของลอร์ดลินเดน เวบเบอร์ และญาติของลอร์ดเอ็มมอนแห่งคาสเซิลโคลด์โมต

โรมันมีใบหน้าที่ยาวและนิสัยเงียบขรึมจนได้รับฉายาว่า ‘ตัวตุ่น’ แห่งเดอะรีช เพราะมักซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์ และปรากฏตัวก็ต่อเมื่อได้กลิ่นผลประโยชน์ เหมือนตอนนี้ที่เขามาร่วมล่ากลุ่มโจรในป่าเรดเลค

แม้ฉายาจะดูแคลน แต่ผู้ใดประมาทเขาย่อมตกหลุมพราง ครั้งนี้โรมันได้รับมอบหมายให้นำกองลาดตระเวนร้อยคนคอยกวาดล้างพวกที่หลุดจากวงล้อม โดยเฉพาะพวกที่อาจเป็น ‘พวกเหลือรอดของทาร์แกเรียน’ อดีตพันธมิตรของตระกูลเวบเบอร์ การจับกุมหรือกำจัดพวกนั้นคือเป้าหมายสูงสุด

ซึ่งทุกอย่างควรเป็นไปตามแผน แต่ฝนที่ตกไม่หยุดกลับทำให้เส้นทางกลายเป็นโคลนตมเกิดช่องโหว่ในแนวล้อม โจรบางคนจึงฉวยโอกาสหนีออกไปได้หลายทาง และลินด์คือคนที่ไล่ล่าพวกนั้นอย่างไร้ความปรานี

ในขณะที่ผู้หลบหนีส่วนใหญ่ถูกสังหารระหว่างพยายามหลบหนี ยังมีบางคนที่สามารถเล็ดลอดออกมาได้สำเร็จ โรมันซึ่งได้รับมอบหมายให้ตามล่าและกำจัดพวกนั้นกลับต้องพบกับอุปสรรคเดียวกับกองกำลังพันธมิตร ฝนที่ตกหนักไม่หยุดทำให้การติดตามเป็นไปอย่างล่าช้า แม้เขาจะสังหารผู้หลบหนีได้หลายราย แต่ก็ยังมีบางคนรอดไปได้หลบเข้าไปในป่าภูเขาใกล้ป้อมแสตนด์ฟาสต์

แต่สิ่งที่ดึงความสนใจของโรมันมากที่สุดกลับเป็นสองคนในกลุ่มผู้หลบหนีที่สวมชุดเกราะเหล็กเต็มยศ เพราะชุดเกราะประเภทนี้หาได้ยากยิ่งในหมู่โจรทั่วไป ผู้ที่สวมใส่มักเป็นบุคคลสำคัญ หรือไม่ก็เป็นคนที่รู้ความลับบางอย่างที่ต้องปกป้องไว้ โรมันจึงตัดสินใจในทันทีว่าจะต้องจับหรือล่าพวกมันให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ทำให้เขานำลูกน้องมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าโดยไม่หยุดพัก

อย่างไรก้ตามป่าตรงหน้านั้นกลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าครั้งใด เงาไม้ทึบและเปียกชื้นจากสายฝนซุกซ่อนอะไรบางอย่างไว้อย่างเงียบงัน กลุ่มทหารของโรมันติดตามร่องรอยที่พวกผู้หลบหนีทิ้งไว้มุ่งหน้าเข้าสู่พงหนาทึบด้วยความระแวดระวัง ทว่าการเคลื่อนพลกลับต้องหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน

พวกเขาเบรกฝีเท้าแทบจะพร้อมกัน และลมหายใจสะดุดจากสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า ด้านหน้าของพวกเขามีร่างของศพหนึ่งแขวนต่องแต่งอยู่กับกิ่งไม้เหนือพื้นดิน ถูกปลายท่อนไม้แหลมเสียบทะลุอกจากด้านล่างจนทะลุขึ้นมา ทำให้จากระยะไกลฉากอันน่าสยดสยองนั้นดูราวกับป่าเองเป็นผู้ลงมือสังหารด้วยเงื้อมมือของมันเองไม่มีผิด

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 10

คัดลอกลิงก์แล้ว