เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 8

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 8

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 8


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 8 การปะทะเล็กน้อย

“แล้วไงต่อหรือขอรับ? เกิดอะไรขึ้นต่อ?” ลินด์ถามอย่างกระตือรือร้น

โจเอลหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ข้าได้ยินมาว่า หลังสงครามเขาได้รับรางวัลจากตระกูล แล้วก็ถอนตัวจากหน่วยรักษาการณ์”

“เกษียณ?” ลินด์ขมวดคิ้ว คำคำนั้นเหมือนเสียงปิดหนังสือดังปังในช่วงสำคัญ

“จะอยู่ต่อไปทำไมในเมื่อเขาเกษียณแล้ว?” โจเอลถอนหายใจเบา ๆ เสียงแฝงความเสียดาย “ตอนนั้นเขาอายุมากแล้ว แถมยังบาดเจ็บสาหัส ถึงจะหายดีก็คงจับหอกจับดาบได้ไม่เต็มที่หรอก ฝีมือของเขาอาจพอได้บรรดาศักดิ์เป็นอัศวินก็จริง แต่เพราะต้นกำเนิดต่ำต้อย มันก็ทำให้หมดสิทธิ์ พอไม่มีทางก้าวหน้า การอยู่ในหน่วยก็ไม่มีความหมายอะไรอีก”

ลินด์ขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม “ชาวบ้านธรรมดาเป็นขุนนางไม่ได้หรือขอรับ?”

“ได้สิ” โจเอลพยักหน้า “แต่มันยากกว่าคนที่เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ร้อยเท่า ต้องทั้งโชคดี มีฝีมือ และเล่นเกมการเมืองเก่ง ซึ่งเฒ่าเบนไม่มีทั้งโชคและไหวพริบพวกนั้น”

ขณะที่โจเอลพูด ลินด์ก็หวนคิดถึงสองชื่อที่เขารู้จักดี คนธรรมดาที่ฝ่าฟันขึ้นสู่จุดสูงสุด

คนแรกคือ จาโนส สลินท์ ลูกคนขายเนื้อ ที่ปีนขึ้นไปเป็นผู้บัญชาการกองกำลังประจำคิงส์แลนดิ้ง และได้รับแต่งตั้งเป็นลอร์ดแห่งแฮร์เรนฮอลด้วยพลังของความมุ่งมั่น

อีกคนคือ บรอนน์ ทหารรับจ้างที่ร่วมมือกับทีเรียน แลนนิสเตอร์ จนกลายเป็นลอร์ดแห่งไฮการ์เดนและวอร์เดนแห่งแดนใต้ ชายผู้เอาชีวิตรอดจากสงครามแห่งอำนาจและได้รับรางวัลอันเหนือความคาดหมาย

เมื่อตอนที่ดูซีรีส์ลินด์ไม่เคยตั้งคำถามกับเนื้อเรื่องเหล่านี้ แต่เมื่อมาเผชิญกับโลกแห่งเวสเทอรอสจริง ๆ เขากลับรู้สึกว่าการไต่เต้าของบรอนน์นั้นช่าง . . . ไร้เหตุผลสิ้นดี!

แฮร์เรนฮอล เป็นที่ต้องคำสาปจนแม้แต่จาโนสยังไม่กล้าไปอยู่ ส่วนแดนใต้ซึ่งมั่งคั่ง มีประชากรมาก และเต็มไปด้วยขุนนางเก่าแก่ คงไม่มีวันยอมให้ทหารรับจ้างต่ำต้อยขึ้นมาเป็นผู้ปกครองได้ง่าย ๆ การแต่งตั้งแบบนั้นคงปลุกระดมกบฏ และอาจถึงขั้นสงครามครั้งใหม่ เห็นได้ชัดว่าเป็นจุดอ่อนของบทซีรีส์

อย่างไรก็ตามแม้จะไร้เหตุผล แต่บรอนน์ก็ยังเป็นบุคคลต้นแบบที่ลินด์อยากเอาเยี่ยงอย่าง

ในขณะกำลังคิดฟุ้งซ่าน ลินด์ก็แทบไม่ทันสังเกตสายตาคมกริบของโจเอลที่จับจ้องเขาอยู่ ขณะพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง “เฒ่าเบนอาจไม่เก่งเท่าใคร แต่เขาฝึกเจ้าไว้ดีทีเดียว ถึงเจ้าจะไม่มีโชคอย่างเขา แต่เจ้าก็แข็งแกร่งและหัวไวกว่า”

“ขอบคุณสำหรับคำชมขอรับ” ลินด์กล่าว พลางรู้สึกว่าโจเอลน่าจะมองทะลุความทะเยอทะยานของเขาไปแล้ว ถึงอย่างนั้นโจเอลก็ไม่ได้แสดงความรังเกียจหรือเป็นศัตรูแม้แต่น้อย

โจเอลเผยรอยยิ้มบาง พร้อมกับดวงตาเป็นประกาย “ชื่อเสียงของนักล่าหมี กับจอมดาบคู่กำลังแพร่กระจายไปทั่วเรดเลค ตอนนี้ขนาดนักขับขานเร่ยังแต่งเพลง ‘ตำนานนักล่าหมี’ ร้องกันในไฮการ์เดน ข้าได้ยินมาว่าลอร์ดวิลลาส ไทเรลล์ยังเคยถามถึงเจ้าด้วยซ้ำ”

ลินด์เลิกคิ้ว “เพราะแบบนี้ท่านถึงอยากแนะนำข้าให้ลอร์ดวอร์ทิเมอร์ใช่หรือไม่ขอรับ?”

โจเอลพยักหน้า “ใช่ แต่คำแนะนำนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเจ้าทำผลงานดีในการศึกครั้งหน้า”

“แล้วทำไมท่านถึงช่วยข้ามากขนาดนี้?” ลินด์ถามตรง ๆ

โจเอลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เพราะที่นี่มันน่าเบื่อเหลือเกิน ตั้งแต่หัวถึงหางทั้งแดนใต้ต่างชะงักงัน ไม่มีอะไรขยับได้เลย ซึ่งข้าอยากสร้างแรงสั่นสะเทือนบ้าง เพราะงั้นอย่าทำให้ข้าผิดหวังก็พอ”

พูดจบเขาก็โบกมือไล่เบา ๆ เป็นสัญญาณให้ลินด์ออกไป

เมื่อเดินออกจากห้องลินด์ก็คิดถึงคำพูดของโจเอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันชัดเจนว่าโจเอลไม่พอใจระบบศักดินาที่ฝังรากลึกของแดนใต้ แต่เขาก็ไม่คิดต่อต้านมันโดยตรง เขาแค่ต้องการ ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา’ และลินด์อาจเป็นคนนั้น

ส่วนลินด์ไม่ว่าความตั้งใจของโจเอลจะลึกล้ำเพียงใด เขาก็คือพันธมิตรของลินด์ในตอนนี้ และหน้าที่ของเขาก็ชัดเจน พิสูจน์ตนเอง!

ด้วยความมุ่งมั่นนี้ลินด์จึงเดินไปยังหน่วยสนับสนุนที่ตั้งอยู่ตรงหอคอยมุมกำแพงที่พังไปแล้ว และเข้าไปหา ‘ช่างหนัง’ ถอดชุดเกราะหนังเก่าออก แล้วยื่นให้พร้อมบอกให้ปรับแต่งให้เข้ากับตัวเขามากขึ้น

เกราะที่เขาใส่อยู่นั้นเดิมเป็นของเฒ่าเบน ซึ่งมันหลวมเกินไปและเกะกะเวลาต่อสู้ แม้พวกช่างหนังจะไม่มีฝีมือพอทำชุดใหม่ แต่ก็ยังพอปรับให้ไม่เป็นภาระในสนามรบได้

“สองเหรียญเงินกวาง” ช่างหนังกล่าวหลังดูเกราะแล้ว

ลินด์ขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ว่าสมาชิกทีมจะซ่อมอาวุธกับอุปกรณ์ฟรีหรือ?”

“สำหรับสมาชิกทีม ใช่ . . . แต่เจ้ายังไม่ใช่พวกเรานี่นา” ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังจากข้างหลัง ก่อนช่างหนังจะตอบ

ลินด์หันกลับไปมอง และพบกับใบหน้าคุ้นตา เด็กรับใช้หนุ่มคนเดียวกับที่เคยตะโกนดูถูกเขาที่หน้าโรงเหล้าของเฒ่าเบนเมื่อสองวันก่อน แม้วันนั้นโจเอลจะตำหนิไปแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะยังผูกใจเจ็บและรอจังหวะป่วนมาตลอด เพราะตลอดสองวันที่ผ่านมาเขาแกล้งทำตัวสุภาพ แต่ตอนนี้ตัวตนที่แท้จริงได้โผล่ออกมาแล้ว

อย่างไรก็ตามลินด์กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขามองชายคนนั้นแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไปหาช่างหนัง หยิบเหรียญเงินสองเหรียญออกมาวางบนโต๊ะอย่างตั้งใจ

“นี่คือสองเหรียญเงินกวาง” ลินด์กล่าวเสียงเย็น “ข้าต้องการให้เจ้าปรับเกราะให้เสร็จภายในคืนนี้ ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ ข้าไม่เพียงแค่จะเอาเงินคืน แต่จะตัดมือเจ้าทิ้งด้วย”

ช่างหนังชะงักงันด้วยใบหน้าซีดเผือด น้ำเสียงของลินด์ไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะออกมาได้อีก ก่อนที่เขาจะมองไปทางเด็กรับใช้อย่างขอความช่วยเหลือ แต่เด็กรับใช้เองก็ตกใจไม่คิดว่าลินด์จะกล้าพูดขนาดนี้ ทำให้เขาก้าวเข้ามาขวางทันที “เจ้าจะทำอะไร? จะใช้ความรุนแรงในกองทัพหรือไง!?”

ลินด์ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา และเอ่ยกับช่างหนังเสียงต่ำ “ถ้าเป็นข้า ข้าจะเริ่มลงมือซะตอนนี้ เพราะเจ้าไม่มีเวลาเหลือมากนัก หรือเจ้าคิดว่าเขา . . .” ลินด์พยักหน้าไปทางเด็กรับใช้ “จะปกป้องเจ้าได้? ตอนนี้เขาอยู่ก็จริง แต่คืนนี้ล่ะ? ตอนที่เจ้านอนหลับ เขาจะยืนเฝ้าไหม? พอเขาไปเจ้าคิดว่าข้าจะอยู่เฉยไหม?”

สีหน้าช่างหนังซีดเผือดลงอีกขั้น และรีบกวักมือเรียกลูกมือ แล้วรีบเริ่มงานทันทีโดยไม่ปริปากโต้แย้ง

ลินด์หันกลับไปมองเด็กรับใช้ที่ตอนนี้ใบหน้าชายหนุ่มแดงก่ำด้วยโทสะ “เจ้าทำผิดที่เอาคนอื่นมาเกี่ยวทั้งที่ปกป้องเขาไม่ได้ แบบนี้มันก็แค่เด็กเล่นกล แถมยังน่ารังเกียจอีกต่างหาก”

“สารเลว!” เด็กรับใช้สบถเสียงสั่น ด้วยความโกรธที่เกินควบคุม

ลินด์เอียงศีรษะราวกับเพิ่งนึกอะไรออก “ชื่อเจ้าคืออะไรนะ?”

เด็กรับใช้ทำท่าจะตอบ แต่ลินด์ก็โบกมือห้ามทันที “ช่างมัน ข้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก เจ้าก็แค่ตัวประกอบ”

พูดจบเขาก็หันหลังให้ทันที เดินมุ่งหน้าไปยังประตูปราสาท

“หยุดเดี๋ยวนี้! ข้า เอิร์ล มอร์ริสัน แห่งลองโบท ขอท้าดวลเจ้า!” มอร์ริสันตะโกนลั่น พร้อมถอดถุงมือข้างหนึ่งขว้างใส่ลินด์

ลินด์ปล่อยให้ถุงมือตกพื้นไม่แม้แต่จะรับไว้ ก่อนจะหยุดหันกลับไปมองถุงมือ แล้วสบตากับมอร์ริสัน จากนั้นเพียงชั่วพริบตาลินด์ก็ก้าวพรวดเข้าหาอีกฝ่ายต่อยใส่ปลายคางเต็มแรง จนเกิดเสียงกระดูกลั่นดังกรอบ พร้อมกับมอร์ริสันที่ทรุดลงกองพื้นหมดสติในทันที

ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวได้ เหล่าเด็กรับใช้ที่อยู่รอบ ๆ เองก็แทบไม่ได้ขยับ ราวกับเห็นเงามืดพุ่งเข้าโจมตีอย่างแม่นยำไร้ปรานี

ลินด์หันไปพูดเสียงต่ำกังวาน “พาเจ้าคนโง่นี่กลับไปซะ คราวหน้าข้าไม่สัญญาว่าจะใช้แค่มือเปล่า”

พูดจบเขาก็หันกลับเดินต่อไปอย่างไม่ชายตามองใคร

“หยุดเดี๋ยวนี้!” หนึ่งในผู้ติดตามอัศวินตะโกนไล่หลัง

ลินด์หยุดหันกลับมามอง และเลื่อนมือลงจับด้ามดาบคู่ที่เอวด้วยสายตาเย็นชาสงบนิ่ง “ว่าไง? เจ้าจะปาถุงมือใส่ข้าด้วยหรือ?”

ทุกคนเงียบกริบไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่คนที่ตะโกน พวกเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แค่พรานบ้านนอกอีกต่อไป บรรยากาศรอบตัวลินด์เต็มไปด้วยแรงกดดัน เหมือนที่พวกเขาเคยรู้สึกจาก โจเอล ฟลาวเวอร์ ไม่มีผิด

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหว ลินด์ก็ละมือจากดาบ แล้วหันหลังให้เดินผ่านประตูปราสาทที่แตกพัง โดยที่ไม่มีใครกล้าตามหรือเอ่ยอะไรอีกเลย จนกระทั่งเงาของเขาลับหายไปหลังประตู พวกที่เหลือจึงได้หายใจเฮือกยาวด้วยความหวาดหวั่น

เหล่าเด็กรับใช้สบตากันอย่างอึดอัดด้วยใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะรีบสั่งให้ผู้ติดตามช่วยกันแบกร่างหมดสติของมอร์ริสันกลับไปยังห้องพัก แม้พวกเขาจะสาบานว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ และย้ำกันว่าห้ามให้ลอร์ดโจเอล ฟลาวเวอร์รู้เด็ดขาด แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือเรื่องนี้ไปถึงหูของเขาแล้ว และเมื่อโจเอลได้รับรายงาน เขาก็เพียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ โดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ

เมื่อยามเย็นใกล้เข้ามาลินด์ก็เดินทางกลับสแตนด์ฟาสต์ หลังจากเสร็จสิ้นการสำรวจป่าและอุโมงค์ลักลอบขนของ ถึงแม้ว่าตอนนี้ความทรงจำที่ยังไม่สมบูรณ์ของเขาจะยังคงกระจัดกระจาย แต่มันก็ได้หล่อหลอมสัญชาตญาณของพรานป่า ทำให้เขาสามารถค้นพบเส้นทางลับและจุดซุ่มโจมตีในป่าได้อย่างแม่นยำ และด้วยข้อมูลเหล่านี้เขาจึงเลือกตำแหน่งซุ่มโจมตีไว้เรียบร้อย ก่อนจะมุ่งหน้ากลับมายังปราสาท

แต่สแตนด์ฟาสต์ที่เขากลับมา มันกลับไม่เหมือนกับตอนที่เขาจากไปในช่วงเช้าอีกต่อไป ที่เชิงเขาเต็นท์จำนวนมากตั้งเรียงรายเป็นแนวยาวดั่งเมืองย่อม ๆ ค่ายพักชั่วคราวขนาดใหญ่ผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว คบไฟสว่างไสวตลอดแนว ลมเย็นพัดพาเสียงพูดคุยและเสียงโลหะกระทบกันให้แว่วมาไม่ขาดสาย

จากการประเมินคร่าว ๆ ลินด์คาดว่ามีทหารอยู่ที่นั่นราวหกร้อยถึงเจ็ดร้อยคนที่ล้วนติดอาวุธครบมือ ปลายหอกเหล็กวาววับสะท้อนแสงไฟ ขวานและกริบห้อยอยู่ข้างตัวนักรบแต่ละคน ขณะที่เหล่าอัศวินราวหนึ่งโหลเดินไปมาในค่ายอย่างมีเป้าหมายชัดเจน

เหนือค่ายธงผืนใหญ่โบกสะบัดกลางอากาศ ประดับด้วยตราแมงมุมสีดำของตระกูลเวบเบอร์ แม้ในความมืดของป่าลวดลายอันซับซ้อนของแมงมุมก็มองเห็นเด่นชัด แฝงไว้ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด

คำทำนายของลินด์ที่พูดกับโจเอลไว้ก่อนหน้านี้ถูกต้องทุกอย่าง! ตระกูลเวบเบอร์ที่แสดงความวิตกอย่างชัดเจนจนส่งกองกำลังขนาดใหญ่เข้ามาช่วยปราบโจรในป่าเรดเลค หรืออาจจะเพื่อไล่ล่าผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์ทาร์แกเรียน

ขนาดและความพร้อมของกองกำลังก็บ่งบอกเจตนาอย่างชัดเจนว่าตระกูลเวบเบอร์ไม่ได้มาเพื่อ ‘ช่วย’ เท่านั้น แต่ตั้งใจจะบดขยี้ภัยคุกคามให้สิ้นซาก และปิดโอกาสไม่ให้ตระกูลโรวัน หรือตระกูลใดก็ตามฉวยสถานการณ์นี้เป็นช่องทางต่อรองทางการเมือง

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 8

คัดลอกลิงก์แล้ว