- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 7
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 7
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 7
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 7 มุมมองที่เหนือความคาดหมาย
ป้อมสแตนด์ฟาสต์ตั้งอยู่ทางชายป่าด้านตะวันออกของป่าเรดเลค เคยเป็นของตระกูลออสเกรย์ แต่เมื่อทายาทคนสุดท้ายสิ้นชีวิตลงด้วยอาการเจ็บป่วย ตระกูลก็สูญสิ้นลง ป้อมจึงตกเป็นของตระกูลโรวัน ทว่าด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากที่มั่นหลักในโกลเด้นโกรฟ ตระกูลโรวันจึงมอบหมายให้ตระกูลเวบเบอร์แห่งโคลด์โมตเป็นผู้ดูแล
ทว่าเหล่าเวบเบอร์กลับมุ่งสนใจเพียงแค่ปราสาทโคลด์โมตของตน ปล่อยให้สแตนด์ฟาสต์ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา และในที่สุดก็กลายเป็นที่หลบซ่อนของพวกเร่ร่อน ด้วยทำเลที่อยู่ท้ายแนวเขาแห่งเวสเทอร์แลนด์ป้อมนี้จึงมีค่ายิ่งสำหรับพวกค้าของเถื่อน เส้นทางลับที่ซ่อนอยู่แถวนั้นสามารถลัดเลี่ยงการลาดตระเวนของเหล่าทหารจากเดอะรีช และทะลุไปยังคอร์นฟิลด์แห่งเวสเทอร์แลนด์ได้โดยไม่ถูกตรวจจับ
พวกค้ามนุษย์ที่มีประสบการณ์ต่างหวงแหนความลับของเส้นทางนี้อย่างยิ่ง ถึงขั้นส่งคนไปปลอมตัวเป็นพวกผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในป้อมเพื่อรักษาความลับ ทว่าเหล่าค้าของเถื่อนเหล่านั้นบัดนี้กลับกลายเป็นศพห้อยอยู่บนไม้เสียบรอบป้อม และทหารจำนวน 300 นายได้ยึดป้อมปราการรกร้างนี้เป็นฐานบัญชาการ
ในจำนวนนั้นมีทหารประจำการเพียง 100 นาย อีก 200 เป็นกองกำลังรับจ้าง ซึ่งดูได้จากเครื่องแต่งกาย ทหารประจำการสวมเกราะหนังอย่างดี มีอาวุธหลากหลาย และมีกองพลสนับสนุนด้านเสบียง ในขณะที่กองกำลังรับจ้างแต่งกายอย่างซอมซ่อ บางคนใช้ผ้าบุนวมแทนเกราะ หรือแม้แต่ไม้กระดาน ส่วนอาวุธก็มีตั้งแต่หอกที่ทำจากไม้กวาดยันเคียวและคราด มีเพียงหัวหน้าหมู่บางคนที่มีดาบประจำกาย ซึ่งชัดเจนว่านี่คือกองทหารชาวนาที่เพิ่งถูกรวบรวมมาอย่างเร่งรีบ
ถึงแม้พวกเขาจะไม่ชักธงแสดงตระกูล แต่ตราสัญลักษณ์บนชุดเกราะของอัศวินบางคนก็บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นคนของตระกูลเครนแห่งเรดเลค
จากห้องโถงเพียงแห่งเดียวในป้อมที่ยังคงสภาพได้ ปรากฏกลุ่มอัศวินสวมชุดเกราะเหล็กเต็มยศที่มีท่าทางสง่างาม มั่นใจในฝีมือตัวเอง และหนึ่งในนั้นสูงใหญ่กว่าใครดูก็รู้ว่าเป็นผู้นำของกลุ่มขนาบข้างด้วยผู้ติดตาม ส่วนอีกคนที่สะดุดตาไม่แพ้กันกลับไม่มีเกราะป้องกัน มีเพียงใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยข่วนลึกสามรอยพาดจากหน้าผากผ่านคิ้วลงมาถึงแก้ม เพิ่มความน่าเกรงขามให้เขาอย่างประหลาด
กลุ่มนี้คือกองกำลังของตระกูลเครนมีหน้าที่ปราบโจรป่าในป่าเรดเลค และผู้นำของพวกเขาก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเซอร์โจเอล ฟลาวเวอร์สแห่งตระกูลเครนเอง เดิมทีพวกเขาต้องรวมพลกับตระกูลโรวันจากโกลเด้นโกรฟ และตระกูลโอ๊คฮาร์ทจากโอลด์โอ๊คเพื่อกวาดล้างเหล่าโจรป่า ทว่ากลับเลือกตั้งค่ายที่สแตนด์ฟาสต์ ซึ่งอยู่ริมชายป่าแทน
การตัดสินใจเช่นนี้ทำให้เกิดความสงสัยทั้งในหมู่คนภายนอกและลูกน้องของโจเอล แม้ทุกคนจะเชื่อมั่นในตัวเขา แต่เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุด เด็กรับใช้คนหนึ่งก็กล้าถามขึ้นว่า “นายท่าน พวกเราจะต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนหรือขอรับ? พวกเราควรจะเข้าไปในป่าเรดเลคแล้วไม่ใช่หรือ เพื่อตามล่าพวกที่เหลือของตระกูลทาร์แกเรียน?”
ลินด์ หนึ่งในผู้ติดตามของโจเอลเหลือบมองเด็กหนุ่มทันที คำว่า ‘พวกที่เหลือของตระกูลทาร์แกเรียน’ ไม่ใช่แค่คำเรียกโจรธรรมดา หากแต่เป็นถ้อยคำที่สะท้อนความทะเยอทะยาน หากพวกเขาทำให้ภารกิจนี้ดูเกี่ยวพันกับราชวงศ์เก่าก็จะได้รับความสนใจและความชอบจากกษัตริย์โรเบิร์ตมากขึ้น ซึ่งหมายถึงชื่อเสียงและรางวัลที่จะตามมา
แต่เซอร์โจเอลมองทะลุเจตนาเหล่านั้น เขารู้ดีว่าพวกโจรป่าเหล่านี้แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับทาร์แกเรียนจริง ๆ ทว่าเพื่อรักษาภาพลักษณ์และหลีกเลี่ยงความสนใจจากราชสำนัก เขาจึงตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “หน้าที่ของพวกเราคือปราบโจรป่า”
คำพูดนั้นทำให้ผู้ติดตามยิ่งสับสนหนักเข้าไปอีก จนโจเอลต้องถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะถามกลับ “ลองนึกดู หากเจ้าถูกศัตรูล้อมไว้ แล้วจู่ ๆ พบเส้นทางหนีหนึ่งช่อง เจ้าจะทำอย่างไร?”
ทุกคนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะมีคนหนึ่งตอบว่า “ข้าจะส่งคนไปตรวจสอบเส้นทางนั้นก่อน หากปลอดภัยข้าก็จะพาคนทั้งหมดหนีไปทางนั้น ใช่หรือไม่ขอรับ?”
โจเอลพยักหน้าเบา ๆ แล้วพูดต่อ “ถ้าทางออกอื่นล้วนแต่เป็นอันตราย มีเพียงเส้นทางลับเส้นเดียวที่แทบไม่มีใครรู้ แต่ปลอดภัยจากศัตรู เจ้าจะทำอย่างไร?”
ทันใดนั้นใครคนหนึ่งก็อุทาน “ท่านหมายความว่า . . . พวกที่เหลือของทาร์แกเรียนจะหนีออกทางสแตนด์ฟาสต์?”
โจเอลพยักหน้าเป็นคำตอบ “มีเส้นทางลับของพวกค้ามนุษย์แถวนี้ ลัดผ่านเทือกเขาเวสเทอร์แลนด์ อ้อมเมืองเรดเลคไปยังภูเขานอกเมืองคอร์นฟิลด์ พวกค้ามนุษย์ที่อยู่ในกลุ่มโจรป่าต้องรู้จักเส้นทางนี้แน่ และนั่นคือเส้นทางที่พวกมันจะเลือกใช้”
สีหน้าของอัศวินทั้งหลายพลันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นทันที แต่น้ำเสียงของอีกคนกลับแทรกขึ้นอย่างมีเหตุผลว่า “แต่พวกมันมีเป็นร้อย แม้จะตายบ้างระหว่างหลบหนีก็ยังมากกว่าเราหลายเท่า แถมยังเป็นทหารที่เคยรบเคียงข้างตระกูลทาร์แกเรียน ฝีมือไม่ธรรมดาแน่นอน ทหารของเราจะรับมือไหวหรือ?”
ความตื่นเต้นถูกแทนที่ด้วยความเงียบ แล้วมีคนเสนอว่า “พวกเราน่าจะขอกำลังเสริมจากตระกูลเวบเบอร์ ปราสาทโคลด์โมตก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่”
คนอื่นพยักหน้าเห็นด้วย แล้วหันไปหาโจเอล แต่เขากลับไม่ตอบอะไร เพียงออกเดินตรวจค่ายต่อโดยไม่พูดสักคำ ทุกคนจึงได้แต่มองหน้ากันอย่างงงงันไม่กล้าท้วงถาม
หลังตรวจเสร็จโจเอลจึงสั่งให้แต่ละคนออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบเพื่อหาจุดดักโจร และก่อนจะแยกย้ายเขาก็เรียกลินด์ให้รั้งอยู่เพียงลำพัง
“เจ้าคิดว่าอย่างไร?” โจเอลถาม ขณะนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องโถง
ลินด์ชะงัก “เรื่องอะไรหรือขอรับ?”
“การขอกำลังเสริมจากตระกูลเวบเบอร์” โจเอลกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ลินด์ตอบหลังคิดเพียงครู่ “ไม่จำเป็นต้องขอขอรับ ตระกูลเวบเบอร์น่าจะส่งกำลังมาเองก่อนตะวันตกเสียอีก”
โจเอลเลิกคิ้ว “เพราะเหตุใด?”
“เพราะพวกเขาต้องการล้างข้อครหา” ลินด์ตอบ “ตอนที่โจรป่าปล้นกองคาราวานของตระกูลโรวัน พวกมันผ่านดินแดนของตระกูลเวบเบอร์ แต่เวบเบอร์กลับปล่อยให้หลุดรอดไปได้ง่าย ๆ จนคนสงสัยว่าอาจมีเอี่ยว และการที่โรวันไม่ชวนเวบเบอร์ร่วมภารกิจปราบโจรครั้งนี้ก็บ่งชัดว่าไม่ไว้ใจพวกเขาแล้ว”
ลินด์โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อว่า “ดังนั้นเวบเบอร์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบแสดงความภักดี สนับสนุนทั้งคน และทรัพยากรให้เต็มที่เพื่อให้พ้นจากข้อกล่าวหา ดังนั้นพวกเขาจะมาแน่นอน”
โจเอลมองลินด์อย่างพิจารณา ราวกับมองปรากฏการณ์ประหลาดแทนที่จะเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าหรือสิบหกปี
“มีแค่นั้นหรือ?” เขาถาม
“การที่ท่านมาปักหลักที่สแตนด์ฟาสต์ ไม่เพียงเพื่อดักทางหลบหนีของโจร แต่ยังทำให้ดูราวกับว่าโรวันส่งท่านมาจับตาเวบเบอร์อีกด้วย นั่นจะยิ่งทำให้พวกเขากระตือรือร้นมากขึ้น ไม่กล้าทำอะไรผิดพลาดอีก” ลินด์พูดต่อ
ดวงตาของโจเอลทอประกาย ราวกับได้ยินถ้อยคำจากผู้รู้ในมหาวิหารไม่ใช่จากเด็กหนุ่มบ้านนอก ก่อนที่เขาจะถามต่ออีกครั้งว่า “เจ้าคิดว่าตระกูลเวบเบอร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับโจรเหล่านี้หรือไม่?”
ลินด์คิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “ส่วนตัวข้าเชื่อว่าพวกเวบเบอร์เคยให้การสนับสนุนพวกโจรอย่างลับ ๆ แต่พวกโจรคงไม่ได้บอกพวกเขาว่าจะปล้นขบวนของตระกูลโรวันด้วย พอเรื่องเลยเถิดถึงขั้นฆ่าสมาชิกคนสำคัญของโรวัน พวกเวบเบอร์ก็เริ่มรู้ว่าตัวเองโดนลากไปพัวพันโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ตอนนั้นมันก็สายเกินจะถอนตัวแล้ว”
โจเอลหรี่ตาลง พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ใครเป็นคนสอนเจ้ามาทั้งหมดนี้?”
“ก็ต้องขอบคุณเฒ่าเบนนั่นแหละขอรับ” ลินด์ยิ้มน้อย ๆ พลางตอบเรียบ ๆ โดยไม่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนเอง หรือความรู้มหาศาลที่ติดตัวมาจากโลกอีกใบ เพราะหากเขาเล่าความจริงให้คนอย่างโจเอลมีหวังไม่โดนหาว่าบ้า ก็คงถูกสงสัยว่าเป็นพวกคบเวทมนตร์ ลินด์จึงเลือกโยนเครดิตให้เฒ่าเบนแทน เพราะเขากับชายชรามักจะสนทนาเรื่องพวกนี้อยู่บ่อยครั้ง
โจเอลดูเหมือนจะยอมรับคำอธิบายนั้น “ดูท่าว่าเขาจะเห็นค่าเจ้าไม่น้อย ไม่เพียงแต่ให้เจ้าเป็นครูฝึกดาบให้คนอื่น เขายังอบรมสั่งสอนเจ้าราวกับนักปราชญ์อีกด้วย เขาคงฝากความฝันทั้งหมดที่ตัวเองไปไม่ถึงไว้ที่เจ้านั่นแหละ”
“ความฝัน?” ลินด์ทวนเสียงเบา “ท่านพอจะเล่าอะไรเกี่ยวกับเฒ่าเบนให้ข้าฟังได้หรือไม่ขอรับ?”
สีหน้าของโจเอลแปรเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด “เขาไม่เคยเล่าให้เจ้าฟังเลยหรือ?”
ลินด์ส่ายหน้า
โจเอลเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาเหม่อลอยเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่า “ข้าเองก็รู้ไม่มากนักหรอก มีแค่เศษเสี้ยวที่เคยได้ยินมา สมัยที่พวกโจรคิงส์วูดบราเธอร์ฮูดอาละวาดไปทั่ว ข้ากับเบนก็ได้ร่วมศึกปราบพวกมัน ข้าสังกัดใต้คำสั่งของลอร์ดบาริสตันจึงไม่ได้คลุกคลีกับเขาโดยตรง แต่ก็ได้เห็นเขาบนสนามรบกับตาตัวเอง”
“เขานำกองหอกฝ่าแนวรับของพวกโจรทะลวงจนพวกมันแตกกระเจิง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฝ่ายเราได้เปรียบอย่างมหาศาล แม้ว่าอัศวินชื่อดังคนอื่นอาจได้หน้าไปก็จริง แต่ส่วนตัวข้าเชื่อว่ากองหอกของเบนคือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้เราชนะในศึกนั้น”
ลินด์ฟังอย่างตั้งใจ พร้อมกับจิตใจที่พลันตื่นตะลึงไปกับสิ่งที่ได้ยิน เดิมทีเขาก็ให้ความเคารพต่อเฒ่าเบนอยู่แล้ว แต่ยังมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงครูฝึกฝีมือดีคนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นการได้รู้ว่าชายชราเคยร่วมรบในสงครามตำนานอย่างศึกปราบคิงส์วูดบราเธอร์ฮูด แถมยังสร้างผลงานอันโดดเด่น มันก้ทำให้ภาพของเฒ่าเบนเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“ไม่เคยคิดเลยว่าเฒ่าเบนจะมีอดีตที่น่าทึ่งขนาดนี้” ลินด์พูดด้วยเสียงที่ปนความเคารพ “ข้าคิดว่าเขาฝีมือดีมากก็จริง แต่เรื่องแบบนี้ . . . มันเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการถึงเสียอีก”
แม้จะใช้ชีวิตร่วมกับชายชรามานาน ลินด์ก็ยังไม่เคยมองเบนในฐานะบุรุษระดับตำนาน ทว่าเมื่อได้ยินเรื่องราวนี้ความเข้าใจของเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพียงแค่ได้เข้าร่วมในศึกปราบคิงส์วูดก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว แต่นี่กลับเป็นคนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในสมรภูมิ เฒ่าเบนย่อมเป็นวีรบุรุษตัวจริงเสียงจริงแน่นอน