เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 5

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 5

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 5


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 5 นักร่ายรำดาบคู่

“คราวนี้ลุงเบนโดนแน่!”

“ทุจริตเนี่ยนะ? ไอ้วิลล์ที่ยิ้มเก่งนั่นน่ะเหรอ? ข้าจำได้ว่าเขาถือเกียรติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเลยนะ”

“เจ้าไม่รู้อะไรเลย การกล่าวหาทุจริตก็แค่ข้ออ้าง มันเป็นเรื่องของศึกชิงอำนาจในตระกูลเครนชัด ๆ”

“เลือกข้างผิดงั้นหรือ?”

“เปล่า เขาเลือกข้างถูกแล้วต่างหาก แค่มองไม่ออกว่าคนที่เขาเลือก . . . ไม่เห็นค่าเขาเท่าที่เขาคิด”

“หมายความว่ายังไง?”

“เจ้าโง่เอ๊ย เขาก็แค่หมากตัวหนึ่งในเกมแลกเปลี่ยนเท่านั้นแหละ!”

ท่ามกลางฝูงชนที่มามุงดูเหตุการณ์หน้าโรงเหล้า และส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าที่เดินทางระหว่างเมืองอยู่เป็นประจำ พวกเขาย่อมรู้ข้อมูลมากกว่าชาวบ้านทั่วไป และเสียงกระซิบของพวกเขาได้เปิดเผยถึงการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจล่าสุดในเมืองเรดเลค

ลินด์ ซึ่งหูของเขามีความสามารถเหนือกว่าคนปกติอยู่เล็กน้อยจับใจความได้อย่างชัดเจน ทำให้เขาเริ่มต่อจิ๊กซอว์เหตุการณ์เข้าด้วยกัน และวางแผนก้าวต่อไปทันที

ในความเป็นจริงแม้ไม่มีคำสั่งจากเฒ่าเบน ลินด์ก็ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะสู้สุดตัว เขาจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงในกลุ่มขุนนางแห่งเรดเลค

เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงพยักหน้าให้เฒ่าเบนเล็กน้อยเพื่อแสดงความเข้าใจ แล้วเดินออกไปยืนในลานหน้าโรงเหล้าโดยไม่แม้แต่จะมองเซอร์โคลฟ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เข้ามาเลย”

ท่าทีสุขุมและแววตาที่ไร้ความลังเลของลินด์ทำเอาผู้ชมตกตะลึง พวกเขาคิดว่าเขาน่าจะแสดงออกอย่างโกรธแค้น หวาดกลัว หรือสิ้นหวังเสียอีก เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงชายบริสุทธิ์คนหนึ่งที่โดนลากเข้ามาในเกมอำนาจของตระกูลเครนโดยไม่ยุติธรรม

แต่ลินด์กลับนิ่งเฉยอย่างประหลาด ราวกับชายติดอาวุธที่ยืนตรงหน้าเขาเป็นแค่คนแปลกหน้าผ่านทาง ซึ่งท่าทีแบบนั้นยิ่งทำให้ข่าวลือที่แพร่สะพัดในเรดเลคเกี่ยวกับเขาดูมีน้ำหนักขึ้นอีก

ตอนนั้นเองทหารที่เซอร์โคลฟเลือกก็เริ่มออกอาการประหม่า บรรยากาศที่ลินด์แผ่ออกมานั้นกดดันอย่างไม่อาจอธิบายได้ คล้ายกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ ทำให้เขาเผลอหวนคิดถึงข่าวลือที่ว่าลินด์ได้กลืนกินจิตวิญญาณของหมีภูเขา

แต่เช่นเดียวกับลินด์เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขากัดฟันแน่น กระชับดาบในมือ พอเห็นแววตาไม่สบอารมณ์ของเซอร์โคลฟ เขาก็สูดหายใจลึกแล้วพุ่งเข้าหา เป้าหมายคือบ่ากับคอของลินด์ ด้วยท่วงท่าที่ฝึกมาอย่างช่ำชอง

ลินด์กลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยตื่นตระหนก เขาเอียงตัวหลบไปด้านข้างอย่างสบาย ๆ ราวกับแค่เดินเล่นในสวน จากนั้นจู่ ๆ ก็พุ่งตัวเข้าหาทหารคนนั้น แรงปะทะทำให้ทหารคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ทิศทาง และยังไม่ทันตั้งตัวเท้าของลินด์ก็กระแทกลงบนลำคอของเขา ส่งเสียงกระดูกหักดังก้อง พร้อมกับร่างที่แน่นิ่งในทันที

บรรยากาศเงียบกริบทุกคนยังประมวลผลไม่ทันว่ามันเกิดอะไรขึ้น พวกเขาแค่จำได้ว่าเห็นลินด์เดินสองสามก้าวแล้วทุกอย่างก็จบลง ด้วยการเหยียบเพียงครั้งเดียวที่จบชีวิตอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์

เซอร์โคลฟเริ่มเสียอาการ เขาขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะสะบัดมือ ส่งสัญญาณให้นายทหารคนถัดไปเข้าสู้แทน

ทหารคนที่สองมีสีหน้าหมดหวัง เขารู้ดีว่าฝีมือตนก็ไม่ต่างจากสหายที่พึ่งถูกสังหาร และการต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่จัดการเพื่อนเขาได้ในพริบตานั้นเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวสุดขีด แต่เขาก็ไม่มีทางถอยได้ เขากัดฟันแน่นและพุ่งเข้าใส่ด้วยความจำยอม ซึ่งผลลัพธ์ไม่ต่างจากเดิม ลินด์สังหารเขาได้อย่างง่ายดาย ราวกับเด็ดกิ่งไม้ข้างทาง

ทันใดนั้นเสียงซุบซิบจากผู้ชมก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮือฮา พลังของลินด์เกินกว่าที่ใครคาดไว้ แม้ทหารรับจ้างในขบวนพ่อค้าจะมีบางคนที่อาจสู้ได้สูสี แต่ก็ไม่มีใครทำได้ง่ายและสบายตาเช่นนี้ ที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือสีหน้าของลินด์ยังคงสงบนิ่ง เหมือนกับว่าการพรากชีวิตเป็นเพียงเรื่องปกติ

“นั่นคือวิญญาณของหมีภูเขา! วิญญาณของหมีภูเขา!” มีเสียงร้องจากชาวไวท์โฮลด์ฟาสต์หลายคนในฝูงชน พวกเขารู้จักลินด์สมัยก่อนดี และการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อในข่าวลือที่เหนือธรรมชาติ

แต่ลินด์ดูไม่แยแสต่อสายตาหรือเสียงซุบซิบ เขาก้มเก็บดาบยาวของทหารทั้งสองขึ้นมาเหวี่ยงเล่นเล็กน้อยเพื่อให้ชินมือ จากนั้นก็หันไปมองเซอร์โคลฟ พร้อมกล่าวเรียบ ๆ ว่า “ที่เหลือ มากันพร้อมเลยก็ได้นะ”

สีหน้าของเซอร์โคลฟแดงจัด ความอับอายแผดเผาเขาแทบจะทุกอณูผิว เดิมทีเขาอาจตั้งใจจะรับลินด์เข้าร่วมด้วยหากพิสูจน์ได้ว่าฝีมือดี แต่ตอนนี้ลินด์กลายเป็นรอยด่างในศักดิ์ศรีของเขาแล้ว ดังนั้นเป้าหมายของเขาจึงมีเพียงหนึ่งเดียว ลบความอัปยศนี้ให้หมดสิ้น!

“พวกเจ้า! ทุกคน ลุยพร้อมกันเลย!” เซอร์โคลฟตะโกนลั่น

เสียงโห่จากฝูงชนดังขึ้นทันที แม้ว่าข้อเสนอจะมาจากลินด์เอง แต่การที่เซอร์โคลฟสั่งบุกพร้อมกันกลับยิ่งทำให้เขาถูกดูแคลนยิ่งขึ้น พร้อมกับเสียงวิจารณ์ดังขึ้นอย่างพร้อมเพียง ทำให้โคลฟยิ่งเดือดดาลมากขึ้นกว่าเดิม

ในขณะเดียวกันทหารทั้งสี่ก็ลังเลเล็กน้อยก่อนจะสื่อสารกันด้วยสายตา และดึงโล่ไม้กลมออกจากหลังจัดรูปขบวน ‘กำแพงโล่’ เดินหน้าอย่างระมัดระวัง

ทันใดนั้นเสียงเยาะเย้ยก็ยิ่งดังขึ้นไปใหญ่ เมื่อเห็นชายคนเดียวถูกล้อมด้วยขบวนตั้งรับแบบนี้ แม้แต่ชาวไวท์โฮลด์ฟาสต์ที่ไม่ถูกกับลินด์นักยังอดตำหนิเซอร์โคลฟไม่ได้

แต่ลินด์ยังคงใจเย็น และในคราวนี้เขาไม่ได้ตั้งรับอีกต่อไป เขาพุ่งตรงเข้าหาช่องว่างระหว่างโล่สองอันตรงกลาง คล้ายจะใช้พละกำลังทะลวงแนวรับ ซึ่งแผนนี้เป็นกลยุทธ์ที่อัศวินเกราะหนักใช้บุกกำแพงโล่ แต่ลินด์สวมแค่เสื้อสั้นบาง ๆ ไม่มีเกราะป้องกัน ดังนั้นดูเผิน ๆ มันจึงเหมือนการฆ่าตัวตายไม่มีผิด

ทหารที่เตรียมรับแรงกระแทกต่างก็คิดเช่นนั้น พวกเขาชิดโล่แน่น พร้อมให้เพื่อนที่อยู่ด้านข้างฟันใส่เขาทันทีที่เขาชนเข้ามา ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมาย ลินด์เปลี่ยนทิศทางในพริบตา หมุนตัวหลบอย่างอ่อนช้อยราวกับนักร่ายรำผู้ช่ำชอง เขาหลุดผ่านด้านข้างแนวโล่ได้อย่างไร้เสียง และในจังหวะที่หมุนตัวนั้น ดาบคู่ในมือเขาก็ไม่อยู่นิ่ง ใบมีดฟันลงบนท้ายทอยของทั้งสี่คนด้วยความแม่นยำอันน่าตะลึง

แรงเหวี่ยงของลินด์ผสานกับกำลังแขนที่มหาศาล ผลลัพธ์คือหัวสามคนหลุดจากบ่าพุ่งลอยขึ้นกลางอากาศ ส่วนคนที่สี่หัวยังห้อยอยู่ด้วยเศษเนื้อเพียงเล็กน้อย เลือดพุ่งกระเซ็นเปรอะเปื้อนเสื้อของลินด์และพื้นดินจนแดงฉาน

เสียงโห่ร้องเงียบลงทันที ความเงียบปกคลุมพื้นที่ มีเพียงเสียงเลือดที่ไหลซู่ดังเบา ๆ บนพื้นเท่านั้น

“นักล่าหมี!”

“นักล่าหมี!”

. . .

ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนตะโกนฉายานั้นก่อน แต่ในชั่วพริบตาเสียงเชียร์ก็ดังระงม ฝูงชนตะโกนด้วยสำเนียงหลากหลาย แต่ล้วนแสดงความตื่นเต้น แม้แต่ชาวไวท์โฮลด์ฟาสต์เองก็ร่วมร้องด้วยราวกับเป็นชัยชนะของพวกเขา

แม้การต่อสู้จะจบลงภายในไม่กี่วินาที แต่มันคือการต่อสู้ที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตของผู้ชม ไม่มีใครเคยเห็นใครจัดการศัตรูสี่คนได้เร็วและงดงามเช่นนี้มาก่อน

“อย่าเข้ามา!” เสียงตะโกนปนหวาดกลัวของเซอร์โคลฟดังฝ่าเสียงโห่ร้อง ตอนนี้เขาทิ้งมาดขุนนางอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าซีดเซียว และก้าวถอยหลังทันทีที่ลินด์ซึ่งเปื้อนเลือดหันมามองเขา ก่อนที่เขาจะรีบแกะเชือกม้า กระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบหนีหายไปจากหมู่บ้านอย่างสิ้นท่า

ฝูงชนมองตามด้วยแววตารังเกียจ แม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาอย่างเปิดเผย เพราะถึงอย่างไรเซอร์โคลฟก็ยังเป็นคนของตระกูลเครน ผู้ปกครองเมืองเรดเลค แม้จะเสื่อมอำนาจลง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าท้าทาย

“แยกย้าย! ทุกคนแยกย้าย!” เสียงดุของเฒ่าเบนดึงสติฝูงชนกลับมาโดยที่สีหน้าของเขายังเคร่งเครียด ไม่ได้ปลื้มปิติไปกับฝูงชนแม้แต่น้อย ก่อนที่เขาจะหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้ม “ไปตามไอ้ตาตี่นั่นมาจัดการเก็บศพพวกนี้ อาวุธกับเกราะถอดให้หมด เพราะของมีค่าพวกนี้ เดี๋ยวตระกูลเครนก็ส่งคนมาเอาคืนแน่”

จากนั้นเฒ่าเบนก็ยื่นมือออกมาขอรับดาบจากลินด์ ซึ่งชายหนุ่มไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาส่งดาบที่เปื้อนเลือดให้คนงานในโรงเหล้าทันที เมื่อได้รับมาแล้วเฒ่าเบนก็พยักหน้าเรียกให้ลินด์ตามเขาไปทางด้านหลังของโรงเหล้า

แม้ลินด์และเฒ่าเบนจะเดินลับสายตาไปแล้ว ผู้ชมจำนวนมากยังยืนอยู่ที่เดิม ราวกับยังไม่อาจหลุดพ้นจากภาพเหตุการณ์อันน่าตื่นตะลึงเมื่อครู่ได้ พวกทหารรับจ้างที่กล้าแกร่งกว่าใครในขบวนคาราวานต่างก็เดินไปมุงดูศพด้วยสีหน้าสนใจ และพยายามเลียนแบบท่วงท่าดาบของลินด์ ทดลองขยับอย่างช้า ๆ เพื่อจับจังหวะการเคลื่อนไหวที่แม่นยำและลื่นไหล

แต่ก็มีบางกลุ่มที่กระซิบกระซาบกันด้วยน้ำเสียงกังวล

“ตระกูลเครนจะตอบโต้หรือเปล่า?”

“พวกเขาจะส่งคนมาจับลินด์ไหม . . . หรืออาจถึงขั้นประหารเขา?”

ขณะที่ฝูงชนต่างถกเถียงถึงชะตากรรมของลินด์ เฒ่าเบนก็เอ่ยคำถามเดียวกันนี้กับเจ้าตัวตรงลานหลังโรงเหล้า

“เจ้าทำได้ยังไงกัน?” เฒ่าเบนถามด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นทันทีที่อยู่กันตามลำพัง

ลินด์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยความงุนงง “ลุงหมายถึงอะไร?”

เฒ่าเบนพยายามเลียนแบบท่วงท่าที่ลินด์ใช้จัดการทหารทั้งสี่คนนั้น ตอนที่ลินด์ใช้มันดูสง่างามราวกับร่ายรำ แต่พอเป็นเฒ่าเบนเองมันกลับดูเหมือนคนพยายามเหวี่ยงถังไวน์ใหญ่ ๆ อย่างทุลักทุเล ทำเอาดูตลกโดยไม่ได้ตั้งใจ

ลินด์ฝืนกลั้นหัวเราะไว้ ก่อนตอบอย่างสำรวม “ก็ลุงบอกให้ข้าจัดเต็มเองไม่ใช่หรือไง”

“ใช่ ข้าบอกให้เจ้าลงมือเต็มกำลังก็จริง . . .” เฒ่าเบนยอมรับพร้อมรอยยิ้มเจื่อน ๆ “แต่ข้าไม่คิดเลยว่า ‘เต็มกำลัง’ ของเจ้าจะร้ายแรงขนาดนี้ ทหารของตระกูลเครนอาจไม่ได้เก่งกาจเท่าหน่วยองครักษ์ของลอร์ดแห่งเดอะรีชก็เถอะ แต่พวกเขาก็ยังเป็นทหารฝีมือดี ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะฆ่าได้หกคนรวดแบบนี้ ข้าประเมินเจ้าต่ำไปลินด์ . . . ถ้าข้ารู้ว่าฝีมือเจ้าร้ายกาจขนาดนี้ ข้าคงตรงไปหาลอร์ดวอร์ทิเมอร์ตั้งแต่แรกไม่ต้องไปพึ่งวิลล์ให้ยุ่งยาก และทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้”

ลินด์กลับมีสีหน้าจริงจังขึ้น “ลุง . . . ที่เรดเลคเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมนักรบขุนนางถึงมาเล่นงานข้าถึงที่นี่?”

เฒ่าเบนถอนหายใจยาว พลางพูดด้วยเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “เจ้าถูกดึงเข้ามาเพราะข้าเอง ข้าไม่คิดเลยว่าความขัดแย้งภายในตระกูลเครนจะปะทุขึ้นอีกครั้ง . . . และมันก็บังเอิญเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ข้าไปเยี่ยมวิลล์”

จากนั้นเฒ่าเบนก็เริ่มเล่าในสิ่งที่เขารู้ ในอดีตตระกูลเครนเคยแบ่งออกเป็นสองฝ่าย เนื่องจากความเห็นไม่ลงรอยกันเรื่องพันธมิตร ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าในฐานะที่ตระกูลไทเรลล์คือเจ้าแห่งไฮการ์เดน และเป็นผู้คุมแดนใต้โดยชอบธรรม ตระกูลเครนควรแสดงความจงรักภักดีและเข้าร่วมกับตระกูลไทเรลล์ทั้งเพื่อเกียรติและความมั่นคง

แต่อีกฝ่ายกลับมองต่างพวกเขาชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเครนกับไทเรลล์นั้นห่างเหินไม่เคยมีสายสัมพันธ์ที่มั่นคง หรือการร่วมมือสำคัญใด ๆ มาก่อน การผูกมิตรกับไทเรลล์จึงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ในทางกลับกันตระกูลฟลอเรนท์แห่งไบรต์วอเตอร์คีปนั้นใกล้ชิดกับเครนมากกว่าทั้งในด้านสายเลือด การแต่งงาน เศรษฐกิจ และการเมือง ตระกูลฟลอเรนท์แม้ไม่ยิ่งใหญ่เท่าไทเรลล์ แต่ก็มีอำนาจมากพอ และความร่วมมือกับพวกเขาก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่ชัดเจนกว่า

ความเห็นต่างนี้สั่งสมอยู่หลายปี แม้จะไม่เคยปะทุเต็มรูปแบบเนื่องจากช่วงหนึ่งตระกูลไทเรลล์กับฟลอเรนท์ดูเหมือนจะเริ่มปรองดองกัน แต่รอยร้าวในตระกูลเครนไม่ได้หายไป ตรงกันข้ามมันกลับลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ความขัดแย้งก็ระเบิดออกเต็มตัว

ซึ่งผลลัพธ์ของศึกภายในนั้นทั้งคาดเดาได้และน่าประหลาดใจในคราวเดียว ฝ่ายที่จงรักภักดีต่อไทเรลล์พ่ายแพ้อย่างราบคาบ และอำนาจในตระกูลเครนทั้งหมดก็ตกอยู่ในมือของกลุ่มที่สนับสนุนฟลอเรนท์

เซอร์โคลฟ ชายที่ลินด์เพิ่งต่อสู้ด้วย ก็คือหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญของฝ่ายนั้นเช่นกัน!

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 5

คัดลอกลิงก์แล้ว