- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 5
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 5
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 5
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 5 นักร่ายรำดาบคู่
“คราวนี้ลุงเบนโดนแน่!”
“ทุจริตเนี่ยนะ? ไอ้วิลล์ที่ยิ้มเก่งนั่นน่ะเหรอ? ข้าจำได้ว่าเขาถือเกียรติสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเลยนะ”
“เจ้าไม่รู้อะไรเลย การกล่าวหาทุจริตก็แค่ข้ออ้าง มันเป็นเรื่องของศึกชิงอำนาจในตระกูลเครนชัด ๆ”
“เลือกข้างผิดงั้นหรือ?”
“เปล่า เขาเลือกข้างถูกแล้วต่างหาก แค่มองไม่ออกว่าคนที่เขาเลือก . . . ไม่เห็นค่าเขาเท่าที่เขาคิด”
“หมายความว่ายังไง?”
“เจ้าโง่เอ๊ย เขาก็แค่หมากตัวหนึ่งในเกมแลกเปลี่ยนเท่านั้นแหละ!”
ท่ามกลางฝูงชนที่มามุงดูเหตุการณ์หน้าโรงเหล้า และส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าที่เดินทางระหว่างเมืองอยู่เป็นประจำ พวกเขาย่อมรู้ข้อมูลมากกว่าชาวบ้านทั่วไป และเสียงกระซิบของพวกเขาได้เปิดเผยถึงการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจล่าสุดในเมืองเรดเลค
ลินด์ ซึ่งหูของเขามีความสามารถเหนือกว่าคนปกติอยู่เล็กน้อยจับใจความได้อย่างชัดเจน ทำให้เขาเริ่มต่อจิ๊กซอว์เหตุการณ์เข้าด้วยกัน และวางแผนก้าวต่อไปทันที
ในความเป็นจริงแม้ไม่มีคำสั่งจากเฒ่าเบน ลินด์ก็ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะสู้สุดตัว เขาจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงในกลุ่มขุนนางแห่งเรดเลค
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงพยักหน้าให้เฒ่าเบนเล็กน้อยเพื่อแสดงความเข้าใจ แล้วเดินออกไปยืนในลานหน้าโรงเหล้าโดยไม่แม้แต่จะมองเซอร์โคลฟ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เข้ามาเลย”
ท่าทีสุขุมและแววตาที่ไร้ความลังเลของลินด์ทำเอาผู้ชมตกตะลึง พวกเขาคิดว่าเขาน่าจะแสดงออกอย่างโกรธแค้น หวาดกลัว หรือสิ้นหวังเสียอีก เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงชายบริสุทธิ์คนหนึ่งที่โดนลากเข้ามาในเกมอำนาจของตระกูลเครนโดยไม่ยุติธรรม
แต่ลินด์กลับนิ่งเฉยอย่างประหลาด ราวกับชายติดอาวุธที่ยืนตรงหน้าเขาเป็นแค่คนแปลกหน้าผ่านทาง ซึ่งท่าทีแบบนั้นยิ่งทำให้ข่าวลือที่แพร่สะพัดในเรดเลคเกี่ยวกับเขาดูมีน้ำหนักขึ้นอีก
ตอนนั้นเองทหารที่เซอร์โคลฟเลือกก็เริ่มออกอาการประหม่า บรรยากาศที่ลินด์แผ่ออกมานั้นกดดันอย่างไม่อาจอธิบายได้ คล้ายกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ ทำให้เขาเผลอหวนคิดถึงข่าวลือที่ว่าลินด์ได้กลืนกินจิตวิญญาณของหมีภูเขา
แต่เช่นเดียวกับลินด์เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขากัดฟันแน่น กระชับดาบในมือ พอเห็นแววตาไม่สบอารมณ์ของเซอร์โคลฟ เขาก็สูดหายใจลึกแล้วพุ่งเข้าหา เป้าหมายคือบ่ากับคอของลินด์ ด้วยท่วงท่าที่ฝึกมาอย่างช่ำชอง
ลินด์กลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยตื่นตระหนก เขาเอียงตัวหลบไปด้านข้างอย่างสบาย ๆ ราวกับแค่เดินเล่นในสวน จากนั้นจู่ ๆ ก็พุ่งตัวเข้าหาทหารคนนั้น แรงปะทะทำให้ทหารคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ทิศทาง และยังไม่ทันตั้งตัวเท้าของลินด์ก็กระแทกลงบนลำคอของเขา ส่งเสียงกระดูกหักดังก้อง พร้อมกับร่างที่แน่นิ่งในทันที
บรรยากาศเงียบกริบทุกคนยังประมวลผลไม่ทันว่ามันเกิดอะไรขึ้น พวกเขาแค่จำได้ว่าเห็นลินด์เดินสองสามก้าวแล้วทุกอย่างก็จบลง ด้วยการเหยียบเพียงครั้งเดียวที่จบชีวิตอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์
เซอร์โคลฟเริ่มเสียอาการ เขาขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะสะบัดมือ ส่งสัญญาณให้นายทหารคนถัดไปเข้าสู้แทน
ทหารคนที่สองมีสีหน้าหมดหวัง เขารู้ดีว่าฝีมือตนก็ไม่ต่างจากสหายที่พึ่งถูกสังหาร และการต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่จัดการเพื่อนเขาได้ในพริบตานั้นเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวสุดขีด แต่เขาก็ไม่มีทางถอยได้ เขากัดฟันแน่นและพุ่งเข้าใส่ด้วยความจำยอม ซึ่งผลลัพธ์ไม่ต่างจากเดิม ลินด์สังหารเขาได้อย่างง่ายดาย ราวกับเด็ดกิ่งไม้ข้างทาง
ทันใดนั้นเสียงซุบซิบจากผู้ชมก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฮือฮา พลังของลินด์เกินกว่าที่ใครคาดไว้ แม้ทหารรับจ้างในขบวนพ่อค้าจะมีบางคนที่อาจสู้ได้สูสี แต่ก็ไม่มีใครทำได้ง่ายและสบายตาเช่นนี้ ที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือสีหน้าของลินด์ยังคงสงบนิ่ง เหมือนกับว่าการพรากชีวิตเป็นเพียงเรื่องปกติ
“นั่นคือวิญญาณของหมีภูเขา! วิญญาณของหมีภูเขา!” มีเสียงร้องจากชาวไวท์โฮลด์ฟาสต์หลายคนในฝูงชน พวกเขารู้จักลินด์สมัยก่อนดี และการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อในข่าวลือที่เหนือธรรมชาติ
แต่ลินด์ดูไม่แยแสต่อสายตาหรือเสียงซุบซิบ เขาก้มเก็บดาบยาวของทหารทั้งสองขึ้นมาเหวี่ยงเล่นเล็กน้อยเพื่อให้ชินมือ จากนั้นก็หันไปมองเซอร์โคลฟ พร้อมกล่าวเรียบ ๆ ว่า “ที่เหลือ มากันพร้อมเลยก็ได้นะ”
สีหน้าของเซอร์โคลฟแดงจัด ความอับอายแผดเผาเขาแทบจะทุกอณูผิว เดิมทีเขาอาจตั้งใจจะรับลินด์เข้าร่วมด้วยหากพิสูจน์ได้ว่าฝีมือดี แต่ตอนนี้ลินด์กลายเป็นรอยด่างในศักดิ์ศรีของเขาแล้ว ดังนั้นเป้าหมายของเขาจึงมีเพียงหนึ่งเดียว ลบความอัปยศนี้ให้หมดสิ้น!
“พวกเจ้า! ทุกคน ลุยพร้อมกันเลย!” เซอร์โคลฟตะโกนลั่น
เสียงโห่จากฝูงชนดังขึ้นทันที แม้ว่าข้อเสนอจะมาจากลินด์เอง แต่การที่เซอร์โคลฟสั่งบุกพร้อมกันกลับยิ่งทำให้เขาถูกดูแคลนยิ่งขึ้น พร้อมกับเสียงวิจารณ์ดังขึ้นอย่างพร้อมเพียง ทำให้โคลฟยิ่งเดือดดาลมากขึ้นกว่าเดิม
ในขณะเดียวกันทหารทั้งสี่ก็ลังเลเล็กน้อยก่อนจะสื่อสารกันด้วยสายตา และดึงโล่ไม้กลมออกจากหลังจัดรูปขบวน ‘กำแพงโล่’ เดินหน้าอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นเสียงเยาะเย้ยก็ยิ่งดังขึ้นไปใหญ่ เมื่อเห็นชายคนเดียวถูกล้อมด้วยขบวนตั้งรับแบบนี้ แม้แต่ชาวไวท์โฮลด์ฟาสต์ที่ไม่ถูกกับลินด์นักยังอดตำหนิเซอร์โคลฟไม่ได้
แต่ลินด์ยังคงใจเย็น และในคราวนี้เขาไม่ได้ตั้งรับอีกต่อไป เขาพุ่งตรงเข้าหาช่องว่างระหว่างโล่สองอันตรงกลาง คล้ายจะใช้พละกำลังทะลวงแนวรับ ซึ่งแผนนี้เป็นกลยุทธ์ที่อัศวินเกราะหนักใช้บุกกำแพงโล่ แต่ลินด์สวมแค่เสื้อสั้นบาง ๆ ไม่มีเกราะป้องกัน ดังนั้นดูเผิน ๆ มันจึงเหมือนการฆ่าตัวตายไม่มีผิด
ทหารที่เตรียมรับแรงกระแทกต่างก็คิดเช่นนั้น พวกเขาชิดโล่แน่น พร้อมให้เพื่อนที่อยู่ด้านข้างฟันใส่เขาทันทีที่เขาชนเข้ามา ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมาย ลินด์เปลี่ยนทิศทางในพริบตา หมุนตัวหลบอย่างอ่อนช้อยราวกับนักร่ายรำผู้ช่ำชอง เขาหลุดผ่านด้านข้างแนวโล่ได้อย่างไร้เสียง และในจังหวะที่หมุนตัวนั้น ดาบคู่ในมือเขาก็ไม่อยู่นิ่ง ใบมีดฟันลงบนท้ายทอยของทั้งสี่คนด้วยความแม่นยำอันน่าตะลึง
แรงเหวี่ยงของลินด์ผสานกับกำลังแขนที่มหาศาล ผลลัพธ์คือหัวสามคนหลุดจากบ่าพุ่งลอยขึ้นกลางอากาศ ส่วนคนที่สี่หัวยังห้อยอยู่ด้วยเศษเนื้อเพียงเล็กน้อย เลือดพุ่งกระเซ็นเปรอะเปื้อนเสื้อของลินด์และพื้นดินจนแดงฉาน
เสียงโห่ร้องเงียบลงทันที ความเงียบปกคลุมพื้นที่ มีเพียงเสียงเลือดที่ไหลซู่ดังเบา ๆ บนพื้นเท่านั้น
“นักล่าหมี!”
“นักล่าหมี!”
. . .
ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนตะโกนฉายานั้นก่อน แต่ในชั่วพริบตาเสียงเชียร์ก็ดังระงม ฝูงชนตะโกนด้วยสำเนียงหลากหลาย แต่ล้วนแสดงความตื่นเต้น แม้แต่ชาวไวท์โฮลด์ฟาสต์เองก็ร่วมร้องด้วยราวกับเป็นชัยชนะของพวกเขา
แม้การต่อสู้จะจบลงภายในไม่กี่วินาที แต่มันคือการต่อสู้ที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตของผู้ชม ไม่มีใครเคยเห็นใครจัดการศัตรูสี่คนได้เร็วและงดงามเช่นนี้มาก่อน
“อย่าเข้ามา!” เสียงตะโกนปนหวาดกลัวของเซอร์โคลฟดังฝ่าเสียงโห่ร้อง ตอนนี้เขาทิ้งมาดขุนนางอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าซีดเซียว และก้าวถอยหลังทันทีที่ลินด์ซึ่งเปื้อนเลือดหันมามองเขา ก่อนที่เขาจะรีบแกะเชือกม้า กระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบหนีหายไปจากหมู่บ้านอย่างสิ้นท่า
ฝูงชนมองตามด้วยแววตารังเกียจ แม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาอย่างเปิดเผย เพราะถึงอย่างไรเซอร์โคลฟก็ยังเป็นคนของตระกูลเครน ผู้ปกครองเมืองเรดเลค แม้จะเสื่อมอำนาจลง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าท้าทาย
“แยกย้าย! ทุกคนแยกย้าย!” เสียงดุของเฒ่าเบนดึงสติฝูงชนกลับมาโดยที่สีหน้าของเขายังเคร่งเครียด ไม่ได้ปลื้มปิติไปกับฝูงชนแม้แต่น้อย ก่อนที่เขาจะหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้ม “ไปตามไอ้ตาตี่นั่นมาจัดการเก็บศพพวกนี้ อาวุธกับเกราะถอดให้หมด เพราะของมีค่าพวกนี้ เดี๋ยวตระกูลเครนก็ส่งคนมาเอาคืนแน่”
จากนั้นเฒ่าเบนก็ยื่นมือออกมาขอรับดาบจากลินด์ ซึ่งชายหนุ่มไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาส่งดาบที่เปื้อนเลือดให้คนงานในโรงเหล้าทันที เมื่อได้รับมาแล้วเฒ่าเบนก็พยักหน้าเรียกให้ลินด์ตามเขาไปทางด้านหลังของโรงเหล้า
แม้ลินด์และเฒ่าเบนจะเดินลับสายตาไปแล้ว ผู้ชมจำนวนมากยังยืนอยู่ที่เดิม ราวกับยังไม่อาจหลุดพ้นจากภาพเหตุการณ์อันน่าตื่นตะลึงเมื่อครู่ได้ พวกทหารรับจ้างที่กล้าแกร่งกว่าใครในขบวนคาราวานต่างก็เดินไปมุงดูศพด้วยสีหน้าสนใจ และพยายามเลียนแบบท่วงท่าดาบของลินด์ ทดลองขยับอย่างช้า ๆ เพื่อจับจังหวะการเคลื่อนไหวที่แม่นยำและลื่นไหล
แต่ก็มีบางกลุ่มที่กระซิบกระซาบกันด้วยน้ำเสียงกังวล
“ตระกูลเครนจะตอบโต้หรือเปล่า?”
“พวกเขาจะส่งคนมาจับลินด์ไหม . . . หรืออาจถึงขั้นประหารเขา?”
ขณะที่ฝูงชนต่างถกเถียงถึงชะตากรรมของลินด์ เฒ่าเบนก็เอ่ยคำถามเดียวกันนี้กับเจ้าตัวตรงลานหลังโรงเหล้า
“เจ้าทำได้ยังไงกัน?” เฒ่าเบนถามด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นทันทีที่อยู่กันตามลำพัง
ลินด์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยความงุนงง “ลุงหมายถึงอะไร?”
เฒ่าเบนพยายามเลียนแบบท่วงท่าที่ลินด์ใช้จัดการทหารทั้งสี่คนนั้น ตอนที่ลินด์ใช้มันดูสง่างามราวกับร่ายรำ แต่พอเป็นเฒ่าเบนเองมันกลับดูเหมือนคนพยายามเหวี่ยงถังไวน์ใหญ่ ๆ อย่างทุลักทุเล ทำเอาดูตลกโดยไม่ได้ตั้งใจ
ลินด์ฝืนกลั้นหัวเราะไว้ ก่อนตอบอย่างสำรวม “ก็ลุงบอกให้ข้าจัดเต็มเองไม่ใช่หรือไง”
“ใช่ ข้าบอกให้เจ้าลงมือเต็มกำลังก็จริง . . .” เฒ่าเบนยอมรับพร้อมรอยยิ้มเจื่อน ๆ “แต่ข้าไม่คิดเลยว่า ‘เต็มกำลัง’ ของเจ้าจะร้ายแรงขนาดนี้ ทหารของตระกูลเครนอาจไม่ได้เก่งกาจเท่าหน่วยองครักษ์ของลอร์ดแห่งเดอะรีชก็เถอะ แต่พวกเขาก็ยังเป็นทหารฝีมือดี ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะฆ่าได้หกคนรวดแบบนี้ ข้าประเมินเจ้าต่ำไปลินด์ . . . ถ้าข้ารู้ว่าฝีมือเจ้าร้ายกาจขนาดนี้ ข้าคงตรงไปหาลอร์ดวอร์ทิเมอร์ตั้งแต่แรกไม่ต้องไปพึ่งวิลล์ให้ยุ่งยาก และทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้”
ลินด์กลับมีสีหน้าจริงจังขึ้น “ลุง . . . ที่เรดเลคเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมนักรบขุนนางถึงมาเล่นงานข้าถึงที่นี่?”
เฒ่าเบนถอนหายใจยาว พลางพูดด้วยเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “เจ้าถูกดึงเข้ามาเพราะข้าเอง ข้าไม่คิดเลยว่าความขัดแย้งภายในตระกูลเครนจะปะทุขึ้นอีกครั้ง . . . และมันก็บังเอิญเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ข้าไปเยี่ยมวิลล์”
จากนั้นเฒ่าเบนก็เริ่มเล่าในสิ่งที่เขารู้ ในอดีตตระกูลเครนเคยแบ่งออกเป็นสองฝ่าย เนื่องจากความเห็นไม่ลงรอยกันเรื่องพันธมิตร ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าในฐานะที่ตระกูลไทเรลล์คือเจ้าแห่งไฮการ์เดน และเป็นผู้คุมแดนใต้โดยชอบธรรม ตระกูลเครนควรแสดงความจงรักภักดีและเข้าร่วมกับตระกูลไทเรลล์ทั้งเพื่อเกียรติและความมั่นคง
แต่อีกฝ่ายกลับมองต่างพวกเขาชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเครนกับไทเรลล์นั้นห่างเหินไม่เคยมีสายสัมพันธ์ที่มั่นคง หรือการร่วมมือสำคัญใด ๆ มาก่อน การผูกมิตรกับไทเรลล์จึงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ
ในทางกลับกันตระกูลฟลอเรนท์แห่งไบรต์วอเตอร์คีปนั้นใกล้ชิดกับเครนมากกว่าทั้งในด้านสายเลือด การแต่งงาน เศรษฐกิจ และการเมือง ตระกูลฟลอเรนท์แม้ไม่ยิ่งใหญ่เท่าไทเรลล์ แต่ก็มีอำนาจมากพอ และความร่วมมือกับพวกเขาก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่ชัดเจนกว่า
ความเห็นต่างนี้สั่งสมอยู่หลายปี แม้จะไม่เคยปะทุเต็มรูปแบบเนื่องจากช่วงหนึ่งตระกูลไทเรลล์กับฟลอเรนท์ดูเหมือนจะเริ่มปรองดองกัน แต่รอยร้าวในตระกูลเครนไม่ได้หายไป ตรงกันข้ามมันกลับลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ความขัดแย้งก็ระเบิดออกเต็มตัว
ซึ่งผลลัพธ์ของศึกภายในนั้นทั้งคาดเดาได้และน่าประหลาดใจในคราวเดียว ฝ่ายที่จงรักภักดีต่อไทเรลล์พ่ายแพ้อย่างราบคาบ และอำนาจในตระกูลเครนทั้งหมดก็ตกอยู่ในมือของกลุ่มที่สนับสนุนฟลอเรนท์
เซอร์โคลฟ ชายที่ลินด์เพิ่งต่อสู้ด้วย ก็คือหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญของฝ่ายนั้นเช่นกัน!