เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 4

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 4

มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 4


มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 4 เตรียมความพร้อม

ลินด์ราวกับมีตาอยู่ด้านหลังศีรษะ เขาหลบการโจมตีจากด้านหลังได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะหมุนตัวหวดดาบฟาดเข้าหน้าอกของผู้จู่โจมอย่างแม่นยำ หากเป็นดาบจริงการโจมตีครั้งนี้คงทำให้ฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัสจนสู้ต่อไม่ได้ แต่เพราะเป็นดาบไม้ผู้โจมตีจึงยังพอมีแรงสู้ต่อ และอีกสองคนก็เข้ามาสมทบเพื่อรุมเล่นงานลินด์

ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะลนลานเมื่อโดนรุมโจมตีพร้อมกันแบบนี้ ทว่าลินด์ยังคงใจเย็น ฝีเท้าเขาเบาราวกับกวางวิ่งในป่า ท่วงท่าพลิ้วไหวเหมือนผีเสื้อบินตอมดอกไม้ เขาไม่เพียงแต่หลบการโจมตีได้อย่างเฉียดฉิว แต่ยังสวนกลับได้แม่นยำโจมตีใส่จุดตายของคู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง

หากในมือเขาเป็นดาบจริง และหากฝ่ายตรงข้ามไม่ได้สวมเกราะหนัง พวกนั้นคงล้มลงไปตายนับสิบครั้งแล้ว และแม้จะเป็นแค่การซ้อม แต่ดาบไม้ของลินด์ก็ยังสามารถตีโดนจุดที่เกราะป้องกันไม่ถึง ทำให้คู่ต่อสู้ต้องร้องด้วยความเจ็บปวด

“พอแล้ว ๆ!” ชายคนหนึ่งร้องขึ้นหลังจากถูกแทงด้วยดาบไม้อย่างแรง เขาถอยหลังออกมาและยกมือเป็นสัญญาณยอมแพ้ ก่อนจะถอดเกราะหนังออก เผยให้เห็นลำตัวที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำห้อเลือด และหอบหายใจเฮือกพลางพูดว่า “ไม่ไหวแล้ว ถ้ายังซ้อมต่อ พ่อข้าคงต้องขายบ้านจ่ายค่ายาแน่ ๆ”

ชายอีกสองคนก็วางอาวุธลงอย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณว่าพวกเขาก็หมดแรงเช่นกัน

ลินด์ที่เหงื่อโชกทั่วตัวหอบหายใจแรงและใช้ดาบไม้ค้ำพื้นไว้เพื่อทรงตัว เขามองเพื่อนร่วมซ้อมทั้งสามคนด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย คนเหล่านี้ล้วนเป็นคู่ซ้อมที่เฒ่าเบนเลือกมาให้ด้วยความตั้งใจ

แม้ลินด์จะหายดีจากบาดแผลเมื่อครึ่งเดือนก่อน แต่เขาก็ยังไม่ได้ข่าวคืบหน้าจากเฒ่าเบนเลย แม้แต่เมื่อไปพบนายทหาร ‘วิลยิบไม่หุบ’ อีกฝ่ายก็พูดเพียงว่าให้รอจนกว่ากองกำลังเรดเลคจะเริ่มรับคนเพิ่ม

อย่างไรก็ตามลินด์ก็ไม่ได้กังวลนัก เพราะข่าวลือในโรงเตี๊ยมบอกว่า เรดเลค โอลด์โอ๊ค และโกลเด้นโกรฟ ต่างก็เตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง และเมื่อถึงเวลาแน่นอนว่าเรดเลคต้องระดมกำลังพล ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าด้วยฝีมือของตนจะสามารถแสดงผลงานโดดเด่นในสนามรบได้ และเมื่อรวมกับชื่อเสียงการล่าหมี ภายใต้ตระกูลเครนก็ย่อมต้องให้ความสำคัญ และอาจมีโอกาสข้ามขั้นจากทหารยามธรรมดาขึ้นไปในตำแหน่งที่สูงกว่าได้ทันที

ด้วยความมุ่งมั่นนี้ลินด์จึงมุ่งฝึกฝนอย่างเข้มข้น นอกจากการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายแล้ว เขายังไม่ละเลยการฝึกดาบ แต่การฝึกคนเดียวทำให้รู้สึกขาดอะไรบางอย่างเช่นกัน

ทำให้หลังจากเฒ่าเบนเฝ้าดูลินด์ซ้อมคนเดียวอยู่พักหนึ่ง เขาก็ตัดสินใจว่าการฝึกแบบนี้ไม่ได้ผลอีกต่อไป จึงเริ่มจ้างทหารรับจ้างจากขบวนคาราวานที่เดินทางผ่านหมู่บ้านมาเป็นคู่ซ้อมให้ลินด์

ในช่วงแรกเป็นการประลองตัวต่อตัว แต่ผลลัพธ์กลับไม่ต่างจากการฝึกธรรมดา ลินด์เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด จนการแข่งขันไม่มีความหมายอีกต่อไป ลินด์เองก็รู้ดีว่าทักษะดาบคู่ของตนล้ำหน้าเกินกว่าทหารรับจ้างธรรมดาจะรับมือได้ มีเพียงอัศวินผู้ผ่านการฝึกฝนมายาวนานเท่านั้นที่จะท้าทายเขาได้จริง ๆ

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเสนอให้เพิ่มจำนวนคู่ต่อสู้ในการซ้อม และหลังจากผ่านไปไม่ถึงสิบวัน เขาก็สามารถต่อกรกับทหารรับจ้างพร้อมกันสามคนได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหากดูจากพัฒนาการในตอนนี้ คงต้องเพิ่มจำนวนคู่ต่อสู้เป็นห้าคนขึ้นไปถึงจะเริ่มรู้สึกกดดันจริงจัง

แม้การฝึกซ้อมในช่วงหลังจะทำให้ฝีมือของลินด์น่าทึ่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็เผยให้เห็นจุดอ่อนทางกายภาพบางอย่าง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในการต่อสู้อย่างเข้มข้นติดต่อกัน เขามักหมดแรงภายในเวลาเพียงสองถึงสามนาที จนความสามารถในการต่อสู้ของเขาจะลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งจุดอ่อนนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ในเวลาอันสั้น และต้องอาศัยการฝึกฝนร่างกายอย่างต่อเนื่อง

เฒ่าเบนยื่นยาห้ามเลือดที่เตรียมไว้ให้ทหารรับจ้าง แล้วหันมาหาลินด์พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทหารรับจ้างธรรมดาเอาเจ้าไม่อยู่แล้ว ต่อให้รุมกันก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่เจ้าต้องการตอนนี้คือการสู้รบจริงกับคู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์”

เขาหยุดชั่วครู่มองลินด์ที่ยังหอบหายใจ แล้วพูดต่อ “ตอนนี้หยุดซ้อมดาบก่อน ไปเน้นฝึกกล้ามเนื้อน่าจะดีกว่า”

หลังจากนั้นไม่นานเฒ่าเบนก็เดินเข้ามาใกล้คว้าแขนลินด์แล้วบีบแน่น “ผอมเกินไปแล้ว ต้องเพิ่มน้ำหนัก ข้าจะทำโจ๊กเนื้อเน่าป้อนให้ แน่นอนว่ามันกินไม่อร่อยหรอก แต่ช่วยเพิ่มกล้ามได้ดี”

ลินด์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะแผนการฝึกของเขาไม่เน้นเพิ่มมวลร่างกายมากนัก แต่ก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเขารู้ว่าการใช้พลังงานเยอะเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับแคลอรีเพิ่ม และโจ๊กเนื้อเน่าก็อาจเป็นคำตอบที่ดี แม้จะไม่น่ารับประทานก็ตาม อีกทั้งเฒ่าเบนก็พูดมีเหตุผล เนื่องจากวิชาดาบคู่ของพีซคีปเปอร์เน้นคล่องแคล่ว เบา และรวดเร็ว ทำให้ลินด์ดูผอมและไม่มีไขมันติดตัวเลย

อย่างไรก็ตามไขมันก็มีประโยชน์ในสนามรบ เพราะสามารถรับแรงกระแทกและป้องกันกล้ามเนื้อกับกระดูกจากการบาดเจ็บหนัก หากร่างกายลินด์ยังบางอย่างนี้ต่อไป โอกาสเจ็บสาหัสก็ย่อมสูงขึ้นมาก

“เข้าใจแล้ว” ลินด์พยักหน้า “ข้าจะปรับแผนการฝึกตามที่ลุงแนะนำแล้วกัน”

เฒ่าเบนขมวดคิ้วเล็กน้อยรู้สึกประหลาดใจกับการตอบรับอย่างง่ายดาย เพราะลินด์ในอดีตนั้นขึ้นชื่อเรื่องดื้อดึง ยิ่งกับเรื่องล่าหมีในอดีต เขายืนยันจะทำในสิ่งที่ตนเองตัดสินใจไว้ไม่เปลี่ยน

“เป็นอะไรหรือเปล่าลุงเบน?” ลินด์สังเกตสีหน้าของเฒ่าเบนจึงเอ่ยถามขึ้น

“เปล่า ไม่มีอะไร” เฒ่าเบนตอบพร้อมรอยยิ้ม แม้ท่าทีของลินด์จะเปลี่ยนไป แต่สำหรับเขาแล้วมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี

. . .

เวลาผ่านไปอีกครึ่งเดือน ระหว่างนั้นลินด์มุ่งมั่นฝึกฝนทั้งการยกน้ำหนักและกินอาหารที่มีแคลอรีสูงที่เฒ่าเบนจัดเตรียมไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นผลจากการฝึกอย่างเข้มงวดหรือผลลัพธ์ของความสามารถพิเศษลึกลับที่เขามี ผลลัพธ์ก็ออกมาน่าทึ่งเกินคาด ส่วนสูงและน้ำหนักของเขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

จากชายหนุ่มที่สูงโดยเฉลี่ยราว 1.7 เมตร ความสูงที่พบได้ทั่วไปในหมู่นายพรานของไวท์โฮลด์ฟาสต์ ลินด์กลายเป็นชายร่างสูงถึง 1.9 เมตร รูปร่างที่ใหญ่ขึ้นทำให้เขาโดดเด่นจนไม่สามารถเดินเข้าร้านเหล้าของเฒ่าเบนได้โดยไม่ต้องก้มหัว เมื่อรวมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นร่างของเขาก็ทั้งใหญ่และแข็งแกร่งจนหากมองจากระยะไกลอาจนึกว่าเป็นหมีที่เดินสองขา

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่อาจเล็ดลอดสายตาใครได้ ชาวบ้านไวท์โฮลด์ฟาสต์และพ่อค้าเร่ที่ผ่านมาพากันพูดถึงเขาอย่างรวดเร็ว หลายคนลือกันว่าที่ลินด์เปลี่ยนไปเช่นนี้ก็เพราะการต่อสู้กับหมีภูเขา และมีคำเล่าลือว่าการที่เขาล้มสัตว์ร้ายตนนั้นได้ ทำให้เขาดูดซับพลังของมันมาไว้กับตัว จนได้ความแข็งแกร่งและรูปร่างอันน่าเกรงขามมาเป็นของตัวเอง

ข่าวลือเหล่านั้นทำให้เกิดทั้งความยำเกรงและความหวาดกลัว คนในหมู่บ้านที่เคยดูแคลนลินด์พากันตีตัวออกห่าง แม้แต่ตอนเดินสวนกันยังหลบเลี่ยงสายตา ไม่กล้ามองหน้าเขาโดยตรง

สำหรับลินด์การเปลี่ยนแปลงของผู้คนเช่นนี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับที่นี่มากขึ้น แม้จะไม่มีความแค้นเคืองต่อคนในไวท์โฮลด์ฟาสต์ที่ทอดทิ้งเขาตอนใกล้ตาย แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับพวกเขา เพราะในความเป็นจริงเขาก็ไม่ใช่ ‘ลินด์’ ตัวจริง และไม่มีความผูกพันทางใจใด ๆ กับผู้คนหรือสถานที่แห่งนี้ อีกทั้งเขาก็เข้าใจดีว่าในโลกที่โหดร้ายเช่นนี้ คนเราจำเป็นต้องคว้าโอกาสทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด หากเขาอยู่ในจุดเดียวกันก็คงทำไม่ต่างกันนัก

ด้วยเหตุนี้หลังจากฟื้นตัวได้ไม่นานลินด์จึงเริ่มคิดหาวิธีผูกสัมพันธ์กับชาวไวท์โฮลด์ฟาสต์ เพราะเขาเห็นศักยภาพของคนเหล่านี้ว่าอาจกลายเป็นกำลังสำคัญในอนาคตได้ ในโลกที่ยังล้าหลังเช่นนี้ ‘สามัญชน’ คือทรัพยากรหลักของการสร้างอำนาจ และคนในไวท์โฮลด์ฟาสต์ส่วนใหญ่ก็มีทักษะพื้นฐานทั้งการยิงธนูและใช้ดาบ จึงเหมาะสำหรับฝึกให้เป็นนักรบที่ไว้ใจได้

ซึ่งลินด์วาดภาพไว้แล้วว่าหากวันหนึ่งเขาได้เข้ารับใช้ขุนนาง เขาก็จะสามารถเกณฑ์คนจากไวท์โฮลด์ฟาสต์ไปสร้างกองกำลังส่วนตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าความหวาดกลัวที่คนในหมู่บ้านมีต่อตัวเขาในตอนนี้ได้ทำลายแผนเหล่านั้นก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ และเขาก็รู้ดีว่าไม่ว่าจะพูดหรือแสดงเจตนาดีแค่ไหนก็ไม่อาจลบล้างความไม่ไว้วางใจที่ฝังรากลึกได้

เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ลินด์จึงตัดสินใจอย่างมีแบบแผน เมื่อข่าวลือว่าตนดูดซับพลังของหมีภูเขาแพร่สะพัด เขาก็ไม่คิดจะปฏิเสธซ้ำยังจงใจเสริมความน่าเชื่อถือด้วยการแสดงความสามารถบางอย่างที่ไม่เคยเผยออกมาก่อนเพื่อให้เรื่องเล่าดูสมจริงยิ่งขึ้น ผลที่ได้ก็คือชาวไวท์โฮลด์ฟาสต์กลายเป็นผู้เผยแพร่ ‘ตำนาน’ ของเขาโดยไม่รู้ตัว และในไม่ช้าข่าวลือเหล่านั้นก็จะเริ่มออกดอกออกผล

วันหนึ่งหลังฝึกฝนร่างกายตามกิจวัตรประจำวันเสร็จ ลินด์ก็เตรียมตัวจะไปร้านเหล้าของเฒ่าเบนเพื่อกินอาหารเพิ่มน้ำหนักอีกมื้อ ทว่าเมื่อเขาใกล้ถึงประตูร้านก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“เจ้าคือนักล่าหมีงั้นหรือ? ตัวใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก น่าประทับใจจริง ๆ!” ผู้พูดเป็นชายหนุ่มแต่งกายหรูหรา พูดด้วยน้ำเสียงยโสพลางมองลินด์ด้วยแววตาราวกับกำลังประเมินสินค้า

สายตาของลินด์กวาดมองชายผู้นั้นอย่างรวดเร็ว เขาเห็นตรานกกระเรียนทองประทับบนอานม้าชั้นดีที่จอดอยู่หน้าโรงเหล้า ข้าง ๆ ยังมีทหารอีกหกนายยืนเรียงแถวอย่างมีระเบียบ พฤติกรรมและท่วงท่าของพวกเขาบ่งบอกถึงการฝึกฝนมาอย่างดี และจากข้อมูลเหล่านี้ลินด์ก็พอจะคาดเดาได้ว่าชายผู้นี้คือใคร

แม้จะยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายมาหาเขาด้วยจุดประสงค์ใด แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือแววตาเย็นชาที่แฝงไปด้วยศัตรูไมตรี

แม้จะสัมผัสได้ถึงอันตราย แต่ลินด์ก็ยังรักษาท่าที สุขุมเยือกเย็น และก้าวถอยหลังเล็กน้อยทำทีเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่เผชิญกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน ส่วนมือก็เลื่อนไปแตะขวานสั้นที่พกไว้ข้างเอวอย่างแนบเนียน

“ท่านเป็นใคร? ข้าไม่รู้จัก” ลินด์ถามด้วยน้ำเสียงระวังตัว แม้จะเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความพร้อมรับมือ

สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากถ้อยคำตรงไปตรงมาของลินด์ แต่เขาก็รีบเก็บอารมณ์ยิ้มเย้ยอย่างคนถือดี ก่อนจะโบกมือให้ทหารคนหนึ่งประกาศชื่อของตน

“ลินด์ ไอ้บื้อเอ๊ย! เจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่!” เฒ่าเบนโผล่ออกมาจากร้านอย่างร้อนรนตั้งใจจะตะคอกใส่ลินด์ มือที่เงื้อมาจะฟาดศีรษะเขานั้นด้วยความสูงที่ต่างกันกลับตบลงไปที่หลังแทน ก่อนที่เขาจะแอบบีบแขนลินด์เบา ๆ อย่างมีนัยก่อนจะรีบโค้งคำนับชายหนุ่มตรงหน้าอย่างสุภาพ

“ท่านเซอร์โคลฟได้โปรดอย่าถือโทษเขาเลย” เฒ่าเบนพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น “ตั้งแต่ฟื้นจากบาดเจ็บ เขาก็หวาดระแวงเหมือนกระต่ายน้อยตกใจไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินเลย ท่านถามใครในหมู่บ้านก็ได้!”

“กระต่ายงั้นรึ? กระต่ายตัวนี้ดูจะไม่เล็กเท่าไรนะ เฒ่าเบน” เซอร์โคลฟ เครนตอบ พลางจ้องลินด์ด้วยแววตาเยือกเย็นจนเฒ่าเบนต้องเงียบไป

“ข้ารู้ดีว่าเขาเป็นใคร นักล่าหมีผู้กล้านี่เอง!” น้ำเสียงของเขาเจือด้วยการเย้ยหยันชัดเจน ก่อนจะหันกลับมาทางลินด์อีกครั้ง “ข้าคือเซอร์โคลฟ เครน แห่งเรดเลค ได้ยินเรื่องของเจ้าในโรงเหล้าเลยอยากมาดูหน้าคนที่เขาเรียกว่านักล่าหมีให้เห็นกับตา ซึ่งเจ้าก็ไม่เลว . . . แม้จะไม่เหมือนที่ข้าคิดไว้ก็ตาม”

ลินด์ไม่ตอบอะไร เพียงจ้องกลับไปอย่างมั่นคงไม่หลบสายตา

ใบหน้าของเซอร์โคลฟเริ่มมืดมนเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ พร้อมกับแววตาเริ่มฉายแววเยาะหยัน “แต่ข้ายังไม่เชื่อข่าวลือทั้งหมดหรอกนะ ดังนั้น . . .”

เขาหันไปมองทหารคนหนึ่ง ก่อนจะถอยหลังไปสองก้าว “ถ้าเจ้าฆ่าหมีภูเขาได้การสู้กับทหารของข้าคนหนึ่งด้วยมือเปล่าก็คงไม่ใช่เรื่องยากนักหรอก จริงหรือไม่?”

“ท่านเซอร์ . . .” ใบหน้าของเฒ่าเบนซีดเผือดรีบก้าวมาขวางด้วยสีหน้าร้อนรน เขารู้ดีว่าการให้ชายมือเปล่าสู้กับทหารติดอาวุธนั้นคือการฆ่าตัวตาย แม้ลินด์จะมีฝีมือร้ายกาจในเพลงดาบคู่ แต่นี่มันไม่ใช่การต่อสู้ที่ยุติธรรมเลย

“เฒ่าเบน ข้ารู้ว่าเจ้าไปหา ‘วิลล์’ เพื่อให้เด็กนี่เข้ากองรักษาการณ์ ดังนั้นนี่ถือว่าเป็นบททดสอบแล้วกัน” เซอร์โคลฟพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเหยียดกว้างขึ้น “อีกอย่าง ข้าลืมบอกไปวิลล์ตอนนี้ถูกปลดจากตำแหน่งกัปตันกองรักษาการณ์เรดเลคแล้ว เพราะข้อหาทุจริต ตอนนี้นอนอยู่ในคุกรอประหารพร้อมนักโทษคนอื่น ข้านี่แหละกัปตันคนใหม่ของกองรักษาการณ์เมืองเรดเลค เซอร์โคลฟ เครน”

เฒ่าเบนตัวแข็ง ราวกับถูกสายลมเย็นยะเยือกโถมเข้าใส่ ข้อความที่อีกฝ่ายต้องการสื่อนั้นชัดเจน เซอร์โคลฟไม่ได้มาทดสอบลินด์เท่านั้น หากแต่จงใจโจมตีโดยตรง ดังนั้นการที่เขาพยายามช่วยลินด์กลับดึงทั้งสองคนเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจภายในตระกูลเครนโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเห็นว่าไม่มีทางห้ามได้แล้วสีหน้าของเฒ่าเบนก็แข็งกร้าวขึ้น และหันไปหาลินด์วางมือบนบ่าพลางกระซิบเบา ๆ “ใช้พลังทั้งหมดของเจ้า อย่าออมมือเด็ดขาด”

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 4

คัดลอกลิงก์แล้ว