- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 3
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 3
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 3
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 3 ความนิ่งสงบของลินด์
หลังจากส่งเจ้าหนุ่มขี้เมากลับบ้านไป ลินด์ก็กลับกระท่อมของตนทันที การแสดงเพลงดาบในโรงเตี๊ยมทำให้เขาเหนื่อยล้าแทบหมดแรง เขาอยากจะล้มตัวลงนอนเสียเดี๋ยวนั้น แต่ความปวดแปลบที่กลางหลังเตือนให้เขารู้ว่ายังไม่ถึงเวลาพักผ่อน เพราะต้องจัดผ้าพันแผลใหม่ก่อน มิฉะนั้นอาการอาจทรุดหนักกว่าเดิม
แม้การใช้กระบวนท่าดาบคู่จะซ้ำเติมอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดี แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ตอนนี้เขาแค่ต้องรออยู่ในบ้าน รอให้ขั้นตอนต่อไปมาถึง
นับแต่ลืมตาขึ้นและรู้ตัวว่ากลับชาติมาเกิดในโลกที่คล้ายยุคกลาง ลินด์ก็เริ่มวางแผนอนาคตอย่างรอบคอบ เขาตัดความคิดที่จะใช้ชีวิตเป็นชาวบ้านธรรมดาทิ้งไปโดยไม่ลังเล เพราะในเมื่อได้รับโอกาสที่สองในชีวิต เขาย่อมไม่คิดจะจมอยู่ในชนชั้นล่าง โดยเฉพาะเมื่อเขามี ‘ระบบโกง’
เส้นทางพ่อค้าเองก็ถูกปัดตกอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในโลกตะวันออกหรือตะวันตก พ่อค้าแทบไม่เคยได้รับความเคารพ เว้นแต่จะอยู่ในเมืองการค้าที่รุ่งเรืองเช่นนครเสรี มิเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากถุงใส่เหรียญที่เดินได้
ดังนั้น ‘ขุนนาง’ คือเป้าหมายเดียวที่เขาจะเดินไปให้ถึง!
ตลอดหนึ่งเดือนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง เขาใช้เวลาทุกวินาทีวางแผนสู่เป้าหมายนั้น คิดล่วงหน้าถึงทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน
แม้โลกนี้จะแตกต่างจากยุคกลางแบบที่เขาเคยนึกไว้ในตอนแรก เพราะแท้จริงแล้วมันคือ ‘โลกแห่งไฟและน้ำแข็ง’ แต่ระบบสังคมยังใกล้เคียงกันพอที่แผนการของเขาจะยังใช้ได้เพียงแค่ต้องปรับเล็กน้อย ซึ่งบางการปรับอาจช่วยให้เขาก้าวหน้าเร็วขึ้นด้วยซ้ำ หนึ่งในนั้นคือ ‘การเข้าร่วมงานประลอง’
เดิมทีเขาไม่เคยนึกถึงแนวทางนี้ เพราะในประวัติศาสตร์ยุคกลางจริง ๆ มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์ลงแข่ง งานประลองที่ชาวบ้านสวมชุดเกราะแอบลงแข่งและชนะจนมีชื่อเสียงนั้นมีแค่ในนิยายโรแมนติกเท่านั้น เพราะทุกการแข่งขันล้วนมีการตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวด
แต่ในการแข่งขันของเจ็ดอาณาจักรนั้นแตกต่างออกไป นอกจากการประลองม้าหอกที่สงวนไว้ให้ขุนนาง ยังมีการต่อสู้เป็นทีมและการแข่งธนูที่เปิดให้ชาวบ้านร่วมได้ แม้จะไม่หรูหราเท่า แต่ก็เป็นเวทีสร้างชื่อได้
เมื่อมีชื่อเสียงก็อาจได้เข้ารับใช้นายท่านกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากสร้างผลงานได้ก็อาจได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวิน หรืออย่างน้อยก็ได้เป็นเด็กรับใช้หรือสหายศึก ซึ่งเป็นเส้นทางหนึ่งสู่การได้รับยศ โดยที่ตำแหน่ง ‘อัศวิน’ ถือเป็นบันไดขั้นแรกของชนชั้นขุนนาง แม้จะยังไม่เทียบเท่าขุนนางเต็มขั้น แต่ก็เป็นประตูบานแรกสู่โลกนั้น
แน่นอนว่าเขาเคยพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การใช้ความรู้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาของขุนนาง แล้วค่อยปีนไต่จากตรงนั้น แต่ตำแหน่งลักษณะนั้นแม้จะได้ชื่อว่าเป็นขุนนางก็จริง แต่กลับไร้ซึ่งรากฐาน ไม่มีอำนาจ และถูกดูแคลนเสมอ ที่ชัดเจนที่สุดคือลอร์ดลิตเติ้ลฟิงเกอร์ แม้จะวางแผนอย่างแยบยลมาหลายปี แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครปกป้องเขาในยามคับขัน
สำหรับลินด์แล้วการได้เป็นทหารรักษาการณ์ในเรดเลคไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้วยอิทธิพลของลุงเบนทุกอย่างก็เหมือนวางอยู่บนฝ่ามือ แม้ไม่มีเพลงดาบคู่เขาก็ยังเชื่อว่าตัวเองจะผ่านได้ แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการไต่เต้าหลังจากนั้น และสะสมผลงานให้มากพอจนได้เป็นอัศวิน นี่คือการกระโดดข้ามช่องว่างขนาดใหญ่สำหรับคนธรรมดา
บรอนน์ นักดาบรับจ้างเป็นตัวอย่างชั้นดี แม้จะมีฝีมือไม่เป็นสองรองใคร แต่ก็ยังต้องร่อนเร่รับงานอยู่หลายปีกว่าจะโชคดีได้เจอกับทายาทแห่งแลนนิสเตอร์อย่างทีเรียนจึงได้เป็นอัศวิน ลินด์รู้ดีว่าการจะเป็นอัศวินได้ต้องมีคน ‘เปิดประตู’ ให้ก่อน เพราะความสามารถล้วนไร้ค่า หากไร้โอกาส!
นอกจากนี้เขายังจำได้ว่าเคยอ่านบทวิเคราะห์หนึ่งในฟอรั่มเกี่ยวกับตระกูลเครน ขุนนางย่อยในแคว้นเดอะรีช โดยเนื้อหาย่อ ๆ มีเพียงคำเดียว ‘พึ่งพา’ ตระกูลเครนขึ้นอยู่กับตระกูลฟลอเรนซ์มานาน ไร้อิทธิพลและความทะเยอทะยาน ดังนั้นหวังอะไรกับพวกเขาไม่ได้มากนัก
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว ลินด์นึกถึง ‘วอร์ทิเมอร์ เครน’ สมาชิกสาขาย่อยของตระกูลที่ในอนาคตจะได้เป็นหัวหน้าฝึกอาวุธประจำไฮการ์เดน หากเขาสามารถสร้างความสัมพันธ์กับวอร์ทิเมอร์ได้ก็อาจมีโอกาสเข้าใกล้ตระกูลไทเรลล์ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่!
ในขณะความคิดดำเนินไปมือของเขาก็ไม่หยุดเคลื่อนไหว ลินด์หยิบไม้สองแท่งที่มีความยาวและน้ำหนักใกล้เคียงกับดาบครึ่งใบ แล้วโยนลูกบอลผ้าขึ้นกลางอากาศ จากนั้นก็เริ่มใช้ท่าเพลงดาบคู่ตีลูกบอลให้ลอยอยู่ต่อเนื่อง
ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ลุกขึ้นมานั่งได้ เขาใช้วิธีนี้ฝึกความคุ้นเคยกับเพลงดาบที่ระบบโกงมอบให้ แม้ระบบโกงจะถ่ายทอดประสบการณ์และทักษะมาให้พร้อมสรรพ แต่จะเชี่ยวชาญจริง ๆ ก็ต้องฝึกฝนด้วยตนเอง
ระบบโกงที่เขาได้รับหลังเกิดใหม่คือแก่นหลักของความมั่นใจ แม้มันจะไม่เวอร์วังแบบในนิยายบางเรื่อง แต่มันก็เกินพอสำหรับเปิดทางในโลกนี้
ตอนนี้เขามีข้อได้เปรียบหลักอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือระบบโกง และอีกอย่างคือความสามารถที่ดูเหมือนจะเกิดจากการฟื้นคืนชีพ ร่างกายของเขามีความไว ความแข็งแรง และประสาทสัมผัสที่เหนือมนุษย์
เขาฟื้นจากอาการกระดูกสันหลังเกือบหักภายในเวลาแค่เดือนเดียว แผลเล็ก ๆ หายภายในวันสองวัน แต่ทั้งหมดนี้ต้องแลกกับการกินอาหารมหาศาล ทำให้เงินส่วนใหญ่ที่เขาใช้ระหว่างพักฟื้นจึงหมดไปกับค่าอาหารตามหลัก ‘พลังงานไม่สูญหาย’
ประสาทสัมผัสของเขาไวอย่างเหลือเชื่อ ได้ยินแม้แต่เสียงแมลงนอกบ้าน มองเห็นฝุ่นในอากาศได้ชัดแจ้ง ช่วงแรก ๆ มันทำให้เขาแทบคลั่ง จนต้องฝึกควบคุมอยู่หลายสัปดาห์
ด้านพละกำลังนั้นยังอยู่ในขอบเขตมนุษย์ และต้องฝึกเองแบบธรรมดา แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนมาก เพราะในระหว่างฝึกเขามองเห็น ‘แถบพลังงาน’ เพิ่มขึ้นทีละนิดแบบเดียวกับในเกม
แถบนี้คือหนึ่งในส่วนของระบบโกงที่ติดตัวมาหลังเกิดใหม่ ระบบนี้มีโครงสร้างคล้ายเกม ‘ฟอร์ออเนอร์’ แต่ก็ถูกปรับแต่งจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เหลือเพียงภาพฮีโร่กับสกิลบางส่วน ซึ่งก็ยังไม่ครบ เพราะมีแค่ตัวละคร 9 ตัวจากฝ่ายอัศวินเท่านั้น
ระบบโกงนี้ใช้งานง่ายแค่เลือก ‘ตัวละคร’ ของฮีโร่ในใจก็จะได้รับความสามารถในการต่อสู้ของฮีโร่นั้นทันที แต่จะเปิดใช้ได้ทีละตัว และต้องใช้แถบพลังงานเพื่อเปลี่ยนตัว
ครั้งแรกที่เขาเปิดใช้ระบบโกงนั้นเขายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แค่หวังว่าจะฟื้นตัวทันทีแบบในเกม แต่สิ่งที่ได้คือความรู้จำนวนมหาศาลถาโถมเข้ามาแทน จนเขาแทบหมดสติอยู่นานหลายวันกว่าจะตั้งสติและเริ่มแยกแยะข้อมูลได้
ซึ่งปกติเขาน่าจะเลือก ‘วอร์เดน’ หรือ ‘คองเคอเรอร์’ เพราะทั้งสองเหมาะกับอุดมคติของอัศวิน แต่ตอนนั้นเขากลับเลือก ‘พีซคีปเปอร์’ ซึ่งเป็นฮีโร่สายลอบสังหาร และใช้ดาบคู่เป็นหลัก
แน่นอนว่าเขาเคยพยายามฝืนใช้ดาบเดี่ยว แต่รู้สึกติดขัดจนน่าหงุดหงิด เพราะทักษะทั้งหมดออกแบบมาเพื่อดาบคู่ เขาจึงต้องกลับมาเริ่มใหม่ให้เข้ากับสไตล์ของฮีโร่
แม้จะไม่ชอบสายลอบสังหารนัก แต่ตอนนี้เพลงดาบคู่ของพีซคีปเปอร์คือทางเลือกเดียวที่เขาใช้ได้จึงมุ่งมั่นฝึกอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายพื้นฐานเพื่อเพิ่มพลังร่างกาย แม้แต่การฝึกเบา ๆ ก็ยังทำให้เหนื่อยหอบจนเห็นได้ชัดว่าร่างกายยังตามไม่ทันทักษะ
ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาฝึกฝนทุกวัน พยายามให้เคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับ ‘ฮีโร่’ ที่แท้จริงมากที่สุด ส่วนเวลาว่างเขาก็เดินไปทั่วหมู่บ้าน แวะที่โรงเตี๊ยมของลุงเบนฟังข่าวสารจากผู้เดินทางและพ่อค้า
แม้ไวท์โฮลด์ฟาสต์จะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่มันตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญเชื่อมระหว่างโอลด์โอ๊ค เรดเลค และโกลเดนโกรฟ ทำให้มีพ่อค้าและนักเดินทางผ่านไปมาตลอด และโรงเตี๊ยมก็กลายเป็นศูนย์รวมข่าวลือและเรื่องเล่าที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับลินด์
หัวข้อที่ผู้คนพูดถึงกันมากที่สุดในช่วงนี้ คือแผนของกษัตริย์โรเบิร์ตที่จะจัดงานประลองใหญ่ ณ คิงส์แลนดิ้ง เพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระโอรสองค์แรก จอฟฟรีย์ และในฐานะงานประลองครั้งแรกที่จัดขึ้นโดยราชวงศ์บาราเธียน ความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของมันจึงเป็นที่จับตามองจากเหล่าอัศวินทั่วทั้งเจ็ดอาณาจักร
อย่างไรก็ตามแม้ข่าวตื่นเต้นจากคิงส์แลนดิ้งจะเป็นที่สนใจของบางคน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่กลับกังวลกับเรื่องใกล้ตัวมากกว่า โดยเฉพาะปัญหาการชุกชุมของโจรป่า
ผลพวงของสงครามล้มราชบัลลังก์ยังคงหลงเหลือ แม้จะผ่านไปเกือบหนึ่งปีแล้วก็ตาม พวกผู้ภักดีต่อราชวงศ์ทาร์แกเรียนที่หลบหนีหลังพ่ายแพ้ได้หลบซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขา และจับมือกับชนเผ่าป่าเถื่อนออกปล้นสะดมเป็นระยะ
แคว้นเดอะรีชซึ่งเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่มั่งคั่งที่สุดเต็มไปด้วยพื้นที่เพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์และป่าทึบ จึงเป็นแหล่งกบดานชั้นดีสำหรับเหล่าโจร และ ‘ป่าเรดเลค’ ก็คือหนึ่งในนั้น
เมื่อครึ่งเดือนก่อนมีกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งที่อ้างตนว่าเป็นผู้ภักดีต่อทาร์แกเรียนเข้ามาตั้งฐานอยู่ในป่า พวกมันมุ่งเป้าไปที่กองคาราวานพ่อค้าที่ใช้ทางลัดผ่านป่า ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จนถึงตอนนี้มีคาราวานถูกโจมตีแล้วสี่ถึงห้าขบวน ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันนับร้อย และหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือสมาชิกจากสายย่อยของตระกูลโรวันแห่งโกลเดนโกรฟ ซึ่งเสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ปล้น
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตระกูลโรวันเริ่มประสานงานกับขุนนางบ้านใกล้เรือนเคียง รวมถึงตระกูลเครนแห่งเรดเลค และตระกูลโอ๊คฮาร์ทแห่งโอลด์โอ๊คเพื่อร่วมกันกวาดล้างกลุ่มโจรในป่าเรดเลคให้หมดสิ้น