- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 2
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 2
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 2
มหาศึกชิงบัลลังก์ : เกียรติยศของอัศวิน ตอนที่ 2 ผู้ได้รับพร
“เจ้าวางแผนจะทำอะไรต่อไป?” เมื่อโรงเหล้าเงียบสงบลงและผู้คนเริ่มทยอยกลับบ้าน ผู้เฒ่าเบนก็มีเวลาพักเสียที เขาทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามลินด์ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
ลินด์นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นว่า “ลุงเบน . . . ยังพอมีเส้นสายกับหน่วยรักษาการณ์ที่เรดเลคอยู่ไหม?”
“เจ้าคิดจะสมัครเป็นทหารที่เรดเลคหรือ?” เบนขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ขณะเหลือบตามองไปยังมือและขาที่พิการของตนเอง “งานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะ”
ครั้งหนึ่งเบนเคยเป็นถึงหัวหน้าหน่วยรักษาการณ์เมืองเรดเลค และประวัติของเขาเองก็ไม่ธรรมดา เขาเคยติดตามผู้นำตระกูลเครนไปยังไฮการ์เดนพบปะขุนนางใหญ่แห่งแดนใต้มากมาย แต่โชคร้ายได้บังเกิดขึ้นระหว่างภารกิจปราบโจรในป่าเรดเลค เขาถูกซุ่มโจมตีและได้รับบาดเจ็บสาหัส หากไม่ได้บิดาของลินด์ช่วยชีวิตไว้เขาคงไม่รอดกลับมา
ดังนั้นหนี้บุญคุณนี้จึงคือเหตุผลที่เขาให้ความรักและดูแลลินด์อย่างจริงใจ และแม้จะเกษียณมานาน แต่เบนก็ยังมีสายสัมพันธ์ในเรดเลค การฝากคนเข้าหน่วยรักษาการณ์ก็ไม่ใช่เรื่องเกินตัวเช่นกัน
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เบนก็ถามเสียงหนัก “ทำไมเจ้าถึงอยากเข้าร่วมหน่วยรักษาการณ์? ข้าเคยเห็นว่าเจ้าตั้งใจจะเป็นนักล่าฝีมือฉกาจเหมือนพ่อเสียอีก”
“ข้าอยากออกไปเห็นโลก” ลินด์ตอบพลางปิดบังจุดประสงค์ที่แท้จริงด้วยข้ออ้างฟังขึ้น “ข้าไม่อยากตายทั้งที่รู้จักแค่ไวท์โฮลด์ฟาสต์กับป่าเรดเลค ข้าอยากเห็นไฮการ์เดน คิงส์แลนดิ้ง แม้แต่กำแพงทางเหนือ ถ้ายังอยู่ที่นี่ก็คงไม่มีโอกาส จนกว่าความตายจะมาเคาะประตู”
เบนจ้องมองเขาเนิ่นนาน ก่อนจะพูดเบา ๆ “อาการบาดเจ็บนี่ . . . เปลี่ยนเจ้าไปแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของลินด์เต้นแรง แต่เขาก็ยังรักษาสีหน้าให้นิ่งเฉย
“ความตายมันเปลี่ยนคนได้โดยสิ้นเชิง ข้ารู้เรื่องนั้นดี” เบนกล่าวพลางถอนหายใจ ก่อนที่เขาจะเอนตัวไปข้างหน้าด้วยสายตาจริงจัง “แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าแค่เป็นทหารในเรดเลค มันจะพาเจ้าไปเห็นโลกอย่างที่ว่า?”
“อย่างน้อยมันก็เปิดเส้นทางได้มากกว่าตอนนี้” ลินด์ตอบตรง
เขาอาจหนีออกจากไวท์โฮลด์ฟาสต์และออกเดินทางตามลำพังก็ได้ แต่หากทำเช่นนั้นเขาจะสูญเสียสถานะของพลเมือง กลายเป็นคนเร่ร่อนไร้ชื่อในแผ่นดินเวสเทอรอส ชีวิตเร่ร่อนนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก บางคนจบชีวิตในมุมมืดของเมือง บางคนกลายเป็นโจร หรือหนักกว่านั้นถูกจับขายข้ามทะเลแคบ บางรายเคราะห์ร้ายถึงขั้นถูกส่งไปเป็นแรงงานในเหมือง ชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย
ในสังคมที่เส้นแบ่งชนชั้นแข็งแกร่งเช่นนี้ การไต่เต้าของสามัญชนก็ยากอยู่แล้ว แต่สำหรับคนไร้สถานะมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นการเป็นทหารในเรดเลคจึงเป็นก้าวแรกในแผนของลินด์เพื่อเข้าใกล้ชนชั้นสูง และเปิดโอกาสให้ตัวเองไต่ระดับขึ้นในโลกใบนี้
เบนมองเขาเงียบ ๆ เหมือนตรึกตรองอะไรบางอย่างนาน ก่อนจะกล่าวว่า “หัวหน้าหน่วยรักษาการณ์เรดเลคตอนนี้คือ ‘วิลล์ ยิ้มไม่หุบ’ เขาเคยเป็นลูกน้องข้า แถมเราก็เข้ากันได้ดี ข้าคิดว่าคงไม่ยากที่จะฝากเจ้าให้เขา”
แม้หัวใจของลินด์จะเต้นแรงด้วยความดีใจ แต่เขาก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย
เบนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาชื่นชมความนิ่งของลินด์มาก เมื่อก่อนเจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นคนเปิดเผยทุกอารมณ์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นอีกคน เสมือนถูกความตายปั้นขึ้นมาใหม่
“ข้าฝากเจ้าได้ก็จริง และวิลล์คงจะให้โอกาสตามคำข้า แต่จะผ่านด่านหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้าเองล้วน ๆ”
“ฝีมือแบบไหน?” ลินด์ถาม พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ตามข้ามา” เบนลุกขึ้นพร้อมพยักหน้าเรียกให้ลินด์ตามไป จากนั้นเขาก็บอกอะไรบางอย่างกับเด็กรับใช้ ก่อนพาอีกฝ่ายไปยังลานหลังโรงเหล้า
ลินด์ใช้ไม้ค้ำพยุงตัวแล้วตามไปเงียบ ๆ เมื่อถึงลานด้านหลังเบนก็ให้ลินด์รอสักครู่ก่อนหายเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับดาบใหญ่และโล่กลมที่เสริมขอบด้วยเหล็กกล้า
“ลองดูสิ” เบนกล่าว พลางยื่นอาวุธให้
ลินด์วางไม้ค้ำลงแล้วรับอาวุธมาทดสอบน้ำหนักด้วยการสะบัดดาบเบา ๆ ไม่กี่ครั้ง แต่ทันทีที่เขาพยายามรำดาบตามแบบฝึกหัดที่เคยจำได้ ความรู้สึกไม่ลงตัวก็พลันจู่โจม การเคลื่อนไหวที่ควรจะลื่นไหลกลับกลายเป็นแข็งทื่อขาดความประณีต
เบนยืนมองอยู่เงียบ ๆ โดยไม่แสดงความแปลกใจ เพราะมันคือสิ่งที่เขาคาดไว้ คนที่ไม่ได้จับดาบมานานย่อมฝีมือตกเป็นธรรมดา
แต่ลินด์เองกลับไม่พอใจ เขาหยุดแล้วหันไปพูดกับเบนว่า “ขอลองเปลี่ยนดาบได้ไหม?”
เบนลังเลเล็กน้อยคิดว่าดาบอาจไม่เหมาะมือ แต่เขาก็ไม่พูดอะไรเพียงหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน และกลับออกมาพร้อมดาบอีกเล่ม
ดาบเล่มนี้เป็นดาบอัศวิน สภาพดูดี ใบดาบไม่มีสนิม สัญลักษณ์ที่ด้ามถูกลบไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นของทหารคนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นผู้ติดตามอัศวิน หรืออัศวินระดับล่าง
ลินด์ไม่วางดาบใหญ่ แต่วางโล่ลงแทน แล้วถือดาบอัศวินในมืออีกข้างตั้งท่าถือดาบคู่
เบนชะงักมองเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อ การใช้ดาบสองมือพร้อมกันเป็นเรื่องของนักดาบระดับตำนาน ไม่ใช่สามัญชนธรรมดา แต่ก่อนที่เบนจะเอ่ยห้าม ลินด์ก็เริ่มเคลื่อนไหว
เขาเอนตัวต่ำใช้ไม้ค้ำเป็นแรงส่งร่างพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ราวกับความพิการเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่ ดาบทั้งสองเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเฉียบคม พริ้วไหวแต่ทรงพลัง การฟัน แทง และปัดป้องประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ
เบนถึงกับกลั้นลมหายใจ เขาเคยเห็นการประลองนับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ลินด์แสดงออกในตอนนี้เกินกว่าที่นักดาบทั่วไปจะทำได้
วิธีที่ลินด์ใช้ดาบใหญ่กับดาบอัศวินสองเล่มขนาดต่างกัน ราวกับเป็นนักดวลที่ผ่านสนามรบมาแล้วนับไม่ถ้วน การโจมตีแม่นยำ พุ่งเป้าไปยังจุดอ่อนของเกราะ หากต้องรับมือในสนามจริง คงไม่มีใครตั้งรับได้นาน
“ดาบสไตล์นี้ . . . เป็นของพวกอัศวินหรือเปล่า?” เบนพึมพำออกมาเบา ๆ
แต่แล้วลินด์ก็หยุดอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะหมดวิชา แต่เพราะร่างกายถึงขีดจำกัด หากฝืนต่ออีกนิดอาจกระทบแผลเก่าได้
“ลุงเบน . . . ท่านคิดว่า . . . ฝีมือข้าตอนนี้ . . . พอจะสมัคร . . . เป็นทหารได้ไหม?” ลินด์หอบหายใจหนักใช้ดาบทั้งสองพยุงตัวไว้
“เจ้าผ่าน” เบนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง แม้ในใจยังเต็มไปด้วยคำถาม “แต่ข้าขอถามเจ้าหน่อย . . . เจ้าเรียนวิชาดาบแบบนี้จากที่ไหนกัน? ข้าไม่เคยเห็นเจ้าทำแบบนี้มาก่อนเลย”
ลินด์เตรียมคำตอบไว้แล้วตั้งแต่ก่อนจะเริ่มการแสดง เขาเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าสงบแต่เปี่ยมด้วยศรัทธา ก่อนจะพนมมือแนบอก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ตอนข้าบาดเจ็บจนหมดสติ ข้าได้พบกับเทพนักรบ ท่านประทับใจในความกล้าหาญของข้าที่ล่าหมีและแก้แค้นให้พ่อ ข้าได้รับพรจากท่าน และได้รับวิชาดาบราวกับฝึกมานับสิบปี”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเศร้า “แต่ร่างกายข้ายังอ่อนแอ ข้าใช้ได้แค่ทักษะถือดาบคู่ ส่วนวิชาอื่นที่ท่านประทานมา . . . ยังถูกผนึกไว้ รอวันที่ร่างข้าจะแข็งแกร่งพอจึงจะเข้าถึงได้”
เบนถึงกับนิ่งงัน เพราะนี่ไม่ใช่คำตอบที่เขาคาดไว้เลย ในแดนใต้ศรัทธาแห่งเจ็ดเทพคือศาสนาหลักของผู้คน แต่เบนไม่ใช่ผู้ศรัทธา เขาเคยเห็นนักบวชหาผลประโยชน์หลอกลวงคนธรรมดา เห็นขุนนางจัดฉากปาฏิหาริย์เพื่อเรียกศรัทธา หรือพ่อค้าที่ขายวัตถุปลอมเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สำหรับเบน ‘เจ็ดเทพ’ เป็นเพียงเครื่องมือของผู้มีอำนาจ เขาแสร้งศรัทธาแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความระแวง
ทว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ลินด์ ผู้ที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็ก กลับกล่าวคำเหล่านั้นด้วยความเชื่อมั่นอย่างจริงใจ
เบนอยากจะหาว่าเป็นเรื่องโกหก แต่เมื่อมองไปยังร่างหอบเหนื่อยนั้นแล้วเขากลับเริ่มลังเล เด็กหนุ่มธรรมดาจากไวท์โฮลด์ฟาสต์ ผู้ไม่เคยแสดงพรสวรรค์ด้านดาบเลยตลอดสิบห้าปี จู่ ๆ ก็สามารถแสดงกระบวนท่าที่แม้แต่เหล่าอัศวินยังต้องทึ่ง . . .
การเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่อธิบายได้ง่าย ๆ เลยจริง ๆ!
เบนไตร่ตรองทางเลือกที่เป็นไปได้ หากลินด์ไม่ได้แอบฝึกฝนวิชาเหล่านี้มานานหลายปี และเขาก็มั่นใจว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นเหตุผลเดียวที่ฟังดูสมเหตุสมผลก็คือสิ่งที่ลินด์บอกมา: พรจากเทพนักรบ
แม้ฟังดูเหลวไหล แต่เมื่อลองคิดดูแล้วมันกลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด ตำนานและนิทานเล่าขานมักกล่าวถึงการแทรกแซงจากเทพเจ้าเพื่อตอบแทนความกล้าหาญและความมุ่งมั่น เรื่องของลินด์ เด็กหนุ่มที่ล่าหมีภูเขาตัวมหึมาเพื่อล้างแค้นให้บิดาเพียงลำพัง มันคือเรื่องเล่าที่คู่ควรกับบทกวี และที่จริงแล้วมีนักกวีพเนจรผู้หนึ่งได้ยินเรื่องราวของเขาเข้า และตั้งใจจะถ่ายทอดมันออกมาเป็นบทเพลงในไม่ช้า
“สิ่งที่เจ้าพูด . . . เป็นความจริงหรือ?” ผู้เฒ่าเบนถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมขณะจ้องมองใบหน้าของลินด์อย่างจับผิด
“ข้าสาบานต่อเจ็ดเทพว่าทุกคำที่ข้ากล่าวล้วนเป็นความจริง” ลินด์ตอบเสียงหนักแน่น พลางวางมือทาบอกแสดงความนบนอบแบบผู้ศรัทธาโดยแท้
สำหรับลินด์แล้วคำสาบานนี้ไม่มีพิษภัยอะไร เขาไม่เชื่อว่าเจ็ดเทพมีอยู่จริง และแม้พวกเขาจะมีอยู่จริง สิ่งที่เขาพูดก็ไม่ได้โกหก พลังโกงของเขาก็เป็นพรแห่งการต่อสู้อย่างแท้จริง แม้จะไม่ได้มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม
“แล้วเจ้าบอกเรื่องนี้กับใครไปบ้าง?” เบนถามต่อด้วยสีหน้ายังคงจริงจัง
“นอกจากท่าน ข้ายังไม่บอกใครเลย” ลินด์ตอบตรง ๆ สายตาสื่อความจริงจนน่าเชื่อสนิท “ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป ถ้ามีใครรู้เข้า อาจเป็นปัญหา ข้าเลยไม่คิดจะเปิดเผย . . . แต่ท่านไม่เหมือนใครอื่น ลุงเบน ท่านคือคนที่ข้าไว้ใจที่สุดในโลกนี้ ข้ารู้ว่าบอกท่านแล้ว . . . จะไม่เกิดเรื่องร้ายแรงตามมา”
สีหน้าเข้มของเบนค่อย ๆ อ่อนลง พร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏใต้เคราหนา เป็นสัญญาณของความโล่งใจ เขาพยักหน้าเบา ๆ แล้วถามต่อ “แล้วแผนของเจ้าที่อยากออกไปเห็นโลกภายนอก . . . เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?”
“บางส่วนก็ใช่” ลินด์ตอบโดยไม่ปิดบัง
“เข้าใจแล้ว” เบนพยักหน้าชั่งใจครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “พออาการเจ้าหายดี ข้าจะไปเรดเลคเองเพื่อฝากฝังเจ้า . . . แต่ก่อนหน้านั้น เจ้าต้องมีอาวุธของตัวเองเสียก่อน อาวุธที่เหมาะกับเจ้า”
ลินด์ก้มมองดาบอัศวินกับดาบใหญ่ในมือ “ดาบพวกนี้ใช้ไม่ได้หรือ?”
“ดาบของอัศวินนั่นเจ้าเก็บไว้ไม่ได้” เบนส่ายหัวทันที “มันอาจทำให้เจ้ามีปัญหา ส่วนดาบใหญ่นั่น . . . ก็พอใช้ได้ ถ้าเจ้าอยากเป็นแค่ทหารธรรมดา แต่ถ้าเจ้าหวังจะไต่เต้าขึ้นไปไกลกว่านั้น เจ้าต้องมีอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ อุปกรณ์ที่เหมาะสมจะเพิ่มโอกาสให้เจ้ารอดชีวิตในสนามรบ และสะสมผลงานได้เร็วกว่าเดิมมาก”
ลินด์พยักหน้าเข้าใจ แม้เขาจะใช้ดาบทั้งสองเล่มได้ดีเมื่อครู่ แต่เขาก็รู้สึกถึงความไม่ลงตัวบางอย่าง ดาบพวกนั้นไม่ใช่ของเขาจริง ๆ หากเขาได้ดาบที่ถูกสร้างมาเพื่อมือของเขาโดยเฉพาะ ความสามารถในการต่อสู้ก็คงพัฒนาไปได้อีกขั้น
เขาครุ่นคิดสักพัก ก่อนถามขึ้น “ช่างตีเหล็กในหมู่บ้านพอจะทำได้ไหม?”
เบนหัวเราะเบา ๆ อย่างดูแคลน “เขาตีเคียวกับเกือกม้าได้ดี แต่ถ้าพูดถึงดาบจริง ๆ ล่ะก็ . . . ลืมไปเถอะ”
พอเห็นลินด์มีท่าทีลังเล เขาจึงเสริมด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ไม่ต้องห่วง ข้ายังเก็บเหรียญทองมังกรห้าเหรียญของเจ้าไว้อยู่ เงินเท่านี้เพียงพอจะสั่งทำดาบคู่ดี ๆ ได้แน่นอน”