- หน้าแรก
- ข้าก้าวสู่บัลลังก์เทพด้วยเวทอาร์เคน
- บทที่12: ตักเตือน
บทที่12: ตักเตือน
บทที่12: ตักเตือน
ขณะที่หลี่ซีกำลังแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องอาหารเลิศรสกับเด็กสาวในงานเลี้ยงอยู่นั้น
คฤหาสน์ไวส์เคานต์เคน
จอยซ์ พ่อบ้าน กำลังนั่งพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ข้างหน้าต่างในห้องนอนของตนเอง ในมือกำลังแกว่งแก้วไวน์ทรงสูงที่บรรจุของเหลวสีแดงเข้มเบาๆ แม้จะสวมชุดนอนก็ยังไม่สามารถบดบังรัศมีความสง่างามของเขาได้
คิดว่าถ้าคนภายนอกมาเห็นภาพนี้ คงจะคิดว่าเป็นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์คนไหนสักคนเป็นแน่?
“ก๊อก ก๊อก~”
“เชิญเข้ามา” จอยซ์พูด พลางยกแก้วไวน์ขึ้นจรดจมูก สูดดมกลิ่นหอมสดชื่นของผลไม้ที่ค่อยๆ ระเหยออกมาจากของเหลวในแก้ว
“ขออภัยที่รบกวนครับ ท่านจอยซ์!”
ปรากฏว่าเป็นเวลฟ์ หัวหน้าองครักษ์ เดินเข้ามา แล้วค่อยๆ ปิดประตูลงเบาๆ
“มีอะไร?”
จอยซ์ไม่ได้แม้แต่จะเหลือบมองเวลฟ์ ราวกับว่าไวน์เลิศรสตรงหน้ามีค่าน่าสนใจกว่าเวลฟ์เสียอีก
เวลฟ์จำได้ในทันทีว่าไวน์ในมือของจอยซ์คือไวน์มู่เกอที่ผลิตจากเนินเขาพันวายุทางตอนใต้ของอาณาจักรเฟย์ส เป็นที่ต้องการอย่างสูงเนื่องจากกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของผลไม้และรสชาติที่นุ่มนวล เพียงขวดเดียวก็ราคานับร้อยเหรียญทองแล้ว
แน่นอนว่า ของหรูหราเช่นนี้เวลฟ์เองก็ไม่เคยได้ลิ้มลอง ที่เขาสามารถจำได้ก็มีแต่ขวดไวน์สีเขียวอมฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างๆ
แต่เวลฟ์ก็ไม่ได้รู้สึกว่าการที่จอยซ์กำลังเพลิดเพลินกับไวน์ราคาแพงนี้เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมแต่อย่างใด เขากลับตอบอย่างนอบน้อมว่า:
“เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณชายหลี่ซีครับ”
“โอ้?” จอยซ์ถึงได้หันมามองเวลฟ์แวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างเชื่องช้าว่า:
“ฉันจำได้ว่าคุณชายกำลังฝึกอาวุธกับพวกนายอยู่ไม่ใช่เหรอ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?”
“ไม่มีอะไรใหญ่หลวงครับ คุณชายเรียนรู้ได้เร็วมาก และตั้งใจมากด้วย เพียงแต่...”
เวลฟ์ก้มหน้าลง พูดอย่างระมัดระวังว่า: “คุณชายหลี่ซีดูเหมือนจะไม่มีความอดทนเอาเสียเลย ถึงแม้จะเรียนรู้ได้เร็ว แต่พอคุ้นเคยกับอาวุธชนิดหนึ่งแล้วก็เปลี่ยนไปใช้อาวุธอีกชนิดทันที แถมที่เรียนส่วนใหญ่ก็เป็นพวกท่าสวยแต่ไร้ประโยชน์ พวกเราก็จนปัญญาเหมือนกันครับ”
“แล้วก็หลายวันนี้ ตอนกลางคืนคุณชายก็ทดลองจนดึกดื่น พวกเราทุกคนพักผ่อนกันไม่เพียงพอ...”
เวลฟ์กัดฟัน รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงพูดความคิดในใจของตัวเองออกมา
“ท่านจอยซ์ครับ ท่านพอจะช่วยเกลี้ยกล่อมคุณชายได้ไหมครับ ท่านนักเวทผู้สูงศักดิ์จะเรียนทักษะยุทธ์ไปก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร”
เวลฟ์ที่ต้องทนวุ่นวายกับหลี่ซีมาหลายวันก็เริ่มมีอารมณ์ขุ่นเคืองอยู่บ้าง แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาคิดว่าหลี่ซีที่เป็นนักเวทจะมาเสียแรงเสียเวลาเรียนการใช้อาวุธไปทำไมกัน มันเป็นการเสียเวลาเปล่าชัดๆ!
หลังจากพูดจบ เวลฟ์ก็เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาจอยซ์ ราวกับว่าพ่อบ้านที่ดูบอบบางตรงหน้าเป็นอสูรร้ายอะไรสักอย่าง
เงียบไปครู่หนึ่ง ขณะที่ในใจของเวลฟ์เริ่มรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มเสียใจกับการกระทำที่ผลีผลาม “ฟ้องเรื่องเล็กน้อย” ของตัวเอง...
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ?”
น้ำเสียงที่ไม่รีบร้อนของจอยซ์ดังขึ้นข้างหูของเวลฟ์อย่างแผ่วเบา
เมื่อเห็นเวลฟ์ไม่พูดอะไร เขาก็พูดต่อว่า:
“ดูเหมือนว่าข้าจะใจดีกับพวกเจ้ามากเกินไปสินะ”
อึ้ง~
จอยซ์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเบาๆ ทันใดนั้น แรงกดดันอันแหลมคมและน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุดก็แผ่คลุมร่างของหัวหน้าองครักษ์ทั้งร่าง
“อ๊ากกกกก”
เวลฟ์ทรุดเข่าลงกับพื้นทันที สองมือยันพื้นไว้แน่นเพื่อพยุงร่างกาย ความกลัวตายถาโถมเข้ามาในใจ เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับเสียงหอบหายใจดังเล็ดลอดออกมาจากปากไม่หยุด แต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเอากากาศเข้าไป ราวกับว่าอีกเพียงวินาทีเดียวร่างทั้งร่างของเขาก็จะถูกแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนี้บดขยี้จนแหลกละเอียด
อะไร... เกิดอะไรขึ้น?
เพียงแค่ไอสังหารและพลังปราณที่แผ่ออกมาก็ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้แล้วงั้นหรือ?
ข้า... ข้าจะไม่ตายที่นี่ใช่ไหม?
ผิดแล้ว เขาคิดผิดมหันต์ เดิมทีคิดว่าหลังจากเลื่อนขั้นเป็นนักรบระดับทองแล้วจะพอมีหน้ามีตาอยู่บ้างต่อหน้าท่านผู้นี้ ใครจะไปคิดว่าเพียงแค่แรงกดดันนี้เขาก็ทนรับไม่ไหวแล้ว!
นี่มันไม่ใช่ผู้มีอาชีพระดับสูงอย่างที่เขาคาดเดาไว้เลยสักนิด นี่มันคือผู้ที่ชีวิตได้รับการยกระดับ ก้าวเข้าสู่ขอบเขตระดับตำนานแล้วชัดๆ!
นั่นคือบุคคลที่แม้แต่องค์กษัตริย์ก็ยังต้องเชิญให้เป็นแขกผู้มีเกียรติ ปฏิบัติต่ออย่างเคารพนับถือ เรื่องราววีรกรรมของพวกเขาจะถูกเล่าขานไปทั่วทั้งทวีป ใครจะไปคิดว่าพ่อบ้านชราตรงหน้าเขาจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย?
จะตาย จะตาย จะตาย จะตาย จะตาย!!!
ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายกระชากดึงเส้นประสาทของนักรบอย่างบ้าคลั่ง หัวใจของเวลฟ์จมดิ่งอยู่กับความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ขณะที่สติของเวลฟ์กำลังจะเลือนหายไป...
“จงจำหน้าที่ของเจ้าไว้”
นิ้วของจอยซ์เคาะลงบนโต๊ะทีละครั้ง แต่เวลฟ์กลับรู้สึกเหมือนทุกครั้งที่เคาะนั้นเป็นการทุบลงบนหัวใจของเขาอย่างแรง
“คำพูดของคุณชายหลี่ซีคือคำสั่ง แม้จะให้พวกเจ้าไปตายก็ตาม!”
จอยซ์หยุดเคาะนิ้ว มองดูนักรบระดับทองที่นอนฟุบอยู่บนพื้น เหงื่อท่วมตัว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า:
“มิฉะนั้น เจ้าจะได้รู้ว่า ความตายนั้นคือสิ่งที่สุขสบายที่สุดแล้ว”
เวลฟ์รู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับนรก ไอสังหารอันลึกล้ำแทงทะลุผ่านผิวหนังเข้าไปถึงอวัยวะภายใน ร่างทั้งร่างราวกับถูกแช่แข็ง เลือดในกายแทบจะหยุดไหลและจับตัวเป็นก้อน
“ไสหัวไป!”
โดยไม่รอคำตอบ จอยซ์ไม่แม้แต่จะมองเวลฟ์อีกต่อไป เขาโบกมือทีหนึ่ง เวลฟ์ร้องครางออกมาเบาๆ ร่างทั้งร่างพลันลอยขึ้น แล้วถูกเหวี่ยงออกไปนอกหน้าต่างข้างๆ อย่างแรง
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น พ่อบ้านชราก็ยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง ราวกับว่าการกระทำอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่ไม่ใช่ฝีมือของตนเอง
ดวงตาของจอยซ์มองลึกลงไปยังของเหลวสีแดงเข้มที่ไหลวนอยู่ในแก้วในมือ ดื่มด่ำกับกลิ่นอายของแสงแดดและน้ำค้างอันน่าหลงใหลของไวน์มู่เกอต่อไป โดยไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
“นักเวทอาร์เคนงั้นหรือ?——
ถนนเฟย์ส หมายเลข 116
หลี่ซีไม่รู้เลยว่าหัวหน้าองครักษ์ของตนเองถูกพ่อบ้านตักเตือนอย่างหนักโทษฐานที่มาฟ้องเรื่องเล็กน้อยของเขา เขากำลังอารมณ์ดีแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องอาหารเลิศรสกับเด็กสาวนักชิมที่เจอในงานเลี้ยง
งานนี้ถือว่าเจอพวกเดียวกันแล้ว !
“จะว่าไปแล้ว เส้นทองจริงๆ น่ะมีวิธีทำหลายแบบนะ ทั้งเส้นไข่ เส้นมันฝรั่ง หรือแม้แต่เส้นที่ทำจากแป้งก็ยังได้ แน่นอนว่าฉันชอบแบบที่ทำจากเส้นมันฝรั่งที่สุด มันเข้ากันได้ดีกับเนื้อกุ้งที่นุ่มเด้งและลื่นคอ!”
หลี่ซีพูดพล่ามไม่หยุด
“โอ้~~~! ต้องอร่อยมากแน่ๆ เลย!” เด็กสาวมองหลี่ซีที่ดูเหมือนจะมีออร่าเปล่งประกายออกมาจากทั้งตัวด้วยสายตาชื่นชม ไม่ได้ตระหนี่คำชื่นชมของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
เหลือบมองสลัดกุ้งหวานเบอร์ดิชในจาน ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยหอมเหมือนเดิมแล้ว!
ดวงตาของเด็กสาวกลอกไปมา ยื่นมือน้อยๆ ที่ขาวละเอียดออกมา พูดกับหลี่ซีว่า:
“ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อหย่าเอ๋อร์”
หลี่ซีก็ไม่ได้ใส่ใจกับชื่อปลอมที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการแอบอ้างนี้ เขายกมือขวาขึ้นจับมือน้อยๆ ที่เด็กสาวยื่นมาอย่างสุภาพบุรุษ แล้วก้มลงจุมพิตที่หลังมือเบาๆ (แบบไม่โดน)
“ผมคือหลี่ซี เคน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
หย่าเอ๋อร์มองหลี่ซีอย่างประหลาดใจเล็กน้อย แล้วก็หัวเราะคิกคักออกมา:
“ท่านหลี่ซี เคน ผู้สูงศักดิ์คะ ฉันยังไม่ได้แต่งงานเลยนะคะ ไม่มีใครเคยบอกท่านหรือคะว่าการจุมพิตมือของหญิงสาว (ที่ยังไม่แต่งงาน) น่ะมันเสียมารยาทมาก?”
เอ่อ ฉันก็แค่อยากจะทำตามธรรมเนียมของที่นี่เท่านั้นเอง ไม่ทันได้สังเกตเรื่องนี้จริงๆ
หลี่ซีคิดอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่เด็กสาวหย่าเอ๋อร์ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร กลับเปลี่ยนเรื่องคุยโดยชี้ไปทางร่างหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองคน
“เพื่อนฉันมาหาแล้วล่ะค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าต้องเลี้ยงกุ้งทอดเส้นทองที่ท่านพูดถึงให้ฉันด้วยนะคะ!”
พูดจบ ร่างนั้นก็เดินมาถึงตรงหน้าหลี่ซีกับหย่าเอ๋อร์ กวาดตามองหลี่ซีด้วยสายตาระแวดระวังเล็กน้อย แล้วหันไปพูดกับหย่าเอ๋อร์ว่า:
“คุณหนูหย่าเอ๋อร์ ได้เวลาแล้วครับ พวกเราควรจะกลับกันได้แล้ว”
“อื้ม ได้เลยค่ะ”
พูดจบก็ยังโบกมือลาหลี่ซี แล้วเดินตามชายคนนั้นจากไปข้างๆ กลุ่มคนในงานเลี้ยง
“น่าสนใจดีนี่!” หลี่ซีมองดูร่างของทั้งสองคนที่จากไป พลางยิ้มเล็กน้อย