- หน้าแรก
- ฉันก็แค่แม็กนีโตที่อยากเป็นคนดี
- ตอนที่ 93 ดาวเซน-โวเบรี่!
ตอนที่ 93 ดาวเซน-โวเบรี่!
ตอนที่ 93 ดาวเซน-โวเบรี่!
ตอนที่ 93 ดาวเซน-โวเบรี่!
ตาแก่โรคจิต! ฉันก็แค่อยากสู้กับนาย แต่นายกลับอยากได้ร่างของฉัน!
ใบหน้าของเอริคเปลี่ยนสีแทบจะทันที สลับไปมาระหว่างสีเขียวเข้มและสีม่วงคล้ำด้วยความโกรธ
แต่อะโพคาลิปส์ไม่สนใจว่าเอริคจะคิดเช่นไร เขาเดินหน้าโจมตีต่อโดยมีเป้าหมายชัดเจนคือร่างกายของเอริค! เพราะด้วยความสามาถในการฟื้นฟูตัวเองของเขา ถ้าหากส่วนสำคัญไม่เสียหายจนหมดสิ้น เขาก็สามารถรักษาตัวได้ทันที
ลำแสงพลังงานพุ่งออกจากฝ่ามือของอะโพคาลิปส์ พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังงานหลากหลายธาตุออกมาอย่างไม่ขาดสาย บางครั้งเผาไหม้ด้วยเปลวไฟ บางครั้งเย็นยะเยือกด้วยน้ำแข็ง บางครั้งดำสนิทราวกับหมึก และบางครั้งที่ขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะ
ในช่วงแรก เอริคยังสามารถใช้พลังงานจากมิติเพื่อเปิดประตูมิติและหลบหนีการโจมตีได้ แต่เมื่อพลังงานเหล่านี้เริ่มปั่นป่วนกันเอง มันกลับรบกวนการควบคุมพลังงานมิติของเขา ทำให้ประตูมิติที่เปิดขึ้นบางครั้งพาเขากลับมาใกล้จุดเดิมจนเขาไม่กล้าใช้อีกต่อไป ดังนั้นเอริคจึงต้องพึ่งพาโล่แม่เหล็กและชุดเกราะไวเบรเนียมเพื่อป้องกันตัว
“แบบนี้ไปต่อไม่ได้แน่!” เอริคซ่อนตัวอยู่หลังโล่แม่เหล็ก พลางขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ
พลังของอะโพคาลิปส์มีมากเกินไป! คนส่วนใหญ่ที่มีพลังหลากหลายมักไม่สามารถเชี่ยวชาญได้ทุกด้าน แต่จะเลือกมุ่งเน้นในบางพลังที่แข็งแกร่งกว่า ทว่ากรณีของอะโพคาลิปส์นั้นต่างออกไป เขามีทั้งเวลาอันยาวนานและชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทำให้เขาสามารถเชี่ยวชาญทุกพลังที่มีได้อย่างไม่ยากเย็น
ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี การป้องกัน การเปลี่ยนแปลงโมเลกุล หรือการเคลื่อนย้ายผ่านมิติ อะโพคาลิปส์สามารถใช้พลังทั้งหมดได้อย่างลื่นไหลและทรงพลังในทุกด้าน อีกทั้งยังสามารถใช้พลังหลายอย่างพร้อมกันได้อีกด้วย
‘ดูเหมือนฉันจะต้องใช้วิธีเดิมที่จัดการกับแครอล!’
ถ้าถามว่าวิธีอะไรน่ะเหรอ? แน่นอนว่าคือการดึงสนามแม่เหล็กของทั้งดาวเคราะห์มาใช้! เขาไม่เชื่อว่าอะโพคาลิปส์จะต้านทานพลังของทั้งดาวเคราะห์ได้!
เมื่อคิดได้ดังนี้เอริคก็ลงมือทันที!
เขายกมือขึ้น ขยายขอบเขตของโล่แม่เหล็ก ก่อนจะเปิดประตูมิติแล้วกระโดดเข้าไป
ในขณะเดียวกันโล่แม่เหล็กที่ขาดพลังสนับสนุนจากเอริคก็ถูกทำลายในทันที พลังงานหลากหลายพุ่งชนเข้าหากันก่อให้เกิดระเบิดอย่างรุนแรง เสาเพลิงผสมกับพลังงานหลากสีปกคลุมทั่วท้องฟ้าบดบังร่องรอยของเอริคได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อะโพคาลิปส์รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าการโจมตีเล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำลายร่างของเอริคจนสิ้นซาก หรือว่าเอริคจะยอมทำลายตัวเองเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองเอาไว้หรือไม่?
แต่ในขณะที่อะโพคาลิปส์กำลังครุ่นคิด เอริคก็ปรากฎตัวขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับมังกรโลหะขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ด้านหลัง
เมื่ออะโพคาลิปส์เห็นเอริคกลับมาอีกครั้ง เขาก็แสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดทันที “เจ้าน่าจะหนีไปให้ไกล!”
“การหนีไม่ใช่สไตล์ของฉัน! เอ่อ . . . อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้!” เอริคหดคอเล็กน้อยด้วยความละอาย ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังอีกครั้ง เขาชี้นิ้วออกไปด้านหน้าสั่งให้มังกรโลหะพุ่งโจมตีอะโพคาลิปส์ และดึงโลหะขึ้นมาโจมตีอีกละลอกหนึ่ง
“ไร้ประโยชน์!” อะโพคาลิปส์หัวเราะเยาะ พร้อมกับโล่พลังงานสีม่วงส่องแสงเจิดจ้าป้องกันการโจมตีของมังกรโลหะเอาไว้ได้ทั้งหมด
ส่วนโลหะจำนวนมากที่ชนเข้ากับโล่พลังงานถูกบดขยี้จนแตกกระจาย ก่อนจะถูกพลังงานทำลายจนระเหยกลายเป็นไออย่างสมบูรณ์ ทำให้ควันไฟและละอองไอขาวล้อมรอบโล่พลังงานเอาไว้
เอริคเพิ่มพลังเข้าไปอีก ส่งผลให้โลหะจำนวนมหาศาลถูกดึงขึ้นมาจากใต้ดินอีกครั้งกลายเป็นกระแสน้ำโลหะถาโถมเข้าใส่โล่พลังงานอย่างต่อเนื่อง
“คงได้ผลแล้วมั้ง?” เอริคมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าพลางพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะเปิดกระเป๋ามิติ และหยิบเทสเซอร์แร็คออกมา
การควบคุมพลังมิติของเขายังอยู่ในขั้นเริ่มต้น หากต้องการเดินทางออกสู่อวกาศ เขาต้องพึ่งพลังของมณีอันนี้!
เอริคถือเทสเซอร์แร็คเอาไว้ในมือ และเดินตรงมาที่ด้านล่างของอะโพคาลิปส์ที่กำลังบินอยู่บนฟ้า ก่อนที่เขาจะเลือกพิกัดในอวกาศแบบสุ่มแล้วเปิดใช้งาน
ทันใดนั้นหมอกควันสีน้ำเงินก็พวยพุ่งขึ้นมาที่ใต้ร่างของอะโพคาลิปส์ พร้อมกับเอริคที่เปลี่ยนพลังจากสนามแม่เหล็กเป็นแรงโน้มถ่วงทันที
“ตาแก่! ลงมาเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้นแรงโน้มถ่วงระหว่างอะโพคาลิปส์กับพื้นโลกก็เพิ่มขึ้นเป็นพันเท่า! แม้แต่อะโพคาลิปส์ก็ไม่อาจต้านทานแรงนี้ได้ในทันที ทำให้ร่างของเขาร่วงลงตรงเข้าสู่หมอกควันสีน้ำเงินและหายไปทันที
ในขณะเดียวกันเอริคก็รีบปิดเทสเซอร์แร็ค และเปิดมันอีกครั้งที่พิกัดที่ต่างออกไปเล็กน้อย ก่อนจะกระโดดตามเข้าไป
ทันทีที่เคลื่อนย้ายข้ามมิติ เอริคก็รู้สึกได้ถึงพลังจิตอันมหาศาลที่ปกคลุมอยู่ในอากาศ ซึ่งทันที่เขารับรู้ถึงพลังนี้เขาก็สัมผัสได้ถึงความโกรธเกรี้ยวที่ไร้ขอบเขตของอะโพคาลิปส์ทันที!
เอริครีบซ่อนตัวอยู่หลังหินก้อนใหญ่ด้วยการใช้พลังแห่งมิติเพื่อปกปิดตัวตน พร้อมทั้งสร้างสนามแม่เหล็กป้องกันสนามแม่เหล็กของตัวเอง และบิดเบือนแสงที่ตามองเห็น จากนั้นเขาก็นั่งเงียบ ๆ พลางเชื่อมต่อกับสนามแม่เหล็กโลกและค่อย ๆ สัมผัสตำแหน่งของอะโพคาลิปส์อย่างระมัดระวัง
แต่ทันทีที่เปิดความสามารถในการรับรู้สนามแม่เหล็ก สีหน้าของเอริคก็เปลี่ยนไปทันที บนดาวดวงนี้มีร่องรอยของอารยธรรม!
นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เขาตั้งใจจะค้นหา! เขาไม่อาจทำลายอารยธรรมหนึ่งเพื่อจัดการกับอะโพคาลิปส์ได้
แต่ยิ่งเขาสัมผัสมากขึ้นเท่าใด เขาก็ยิ่งรู้สึกแปลกมากขึ้นเท่านั้น เพราะบนดาวดวงนี้มีอารยธรรมแน่นอน แต่เขากลับไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาได้เลย
เขาตรวจพบสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มีรถยนต์หรือยานพาหนะที่คล้ายกัน และยังมีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างอาวุธเลเซอร์และยานอวกาศอีกด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าอารยธรรมนี้เคยก้าวข้ามขอบเขตดาวเคราะห์ของตัวเองแล้ว และมีระดับอารยธรรมที่สูงกว่ามนุษย์โลก
อย่างไรก็ตามทุกสิ่งในตอนนี้กลับถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนาแน่น ทำให้เอริคไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาอื่น ๆ ยกเว้นแต่สัตว์ป่าที่ไร้สติปัญญาเลย
“ดูเหมือนว่าอารยธรรมของดาวดวงนี้จะถูกทำลายไปแล้ว และมันคงเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้!” ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ยานพาหนะ หรืออาวุธ ล้วนมีร่องรอยของสงครามปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าอุปกรณ์บางอย่างภายในอาคารจะยังคงทำงานอยู่ แต่เจ้าของของมันได้ตายไปหมดแล้ว
“นี่แหละคือจักรวาล! จักรวาลที่โหดร้าย!” เอริคส่ายศีรษะด้วยความเสียใจ ก่อนจะตั้งสมาธิเชื่อมต่อกับสนามแม่เหล็กโลก ทำให้ด้วยพลังของสนามแม่เหล็กโลกเขาจึงสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอะโพคาลิปส์กำลังเคลื่อนย้ายไปตามจุดต่าง ๆ บนดาวดวงนี้อย่างรวดเร็วเพื่อตามหาเขาอยู่
แน่นอนว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่ และมีผู้แข็งแกร่งอยู่มากมาย ดังนั้นแม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างอะโพคาลิปส์ก็ไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนมากเกินไป
แต่เมื่อเห็นว่าขอบเขตการค้นหาของอะโพคาลิปส์เริ่มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เอริคก็รู้ทันทีว่าเขามีเวลาไม่มากนัก
ในขณะเดียวกัน อะโพคาลิปส์ที่เพิ่งถูกเอริคส่งตัวมายังดาวดวงนี้ก็กำลังโกรธจัด เขาคิดว่าเอริคพยายามเนรเทศเขาไปนอกโลก ซึ่งเป็นกลวิธีที่เหล่าจอมเวทย์บนโลกมักใช้กันบ่อยครั้ง แม้ว่าเขาจะรู้สึกโกรธ แต่ก็ไม่ได้วิตกกังวลนัก เพราะเขามั่นใจว่าเขาสามารถใช้พลังของตัวเองเพื่อกลับไปยังโลกได้
แต่ไม่นานนัก อะโพคาลิปส์ก็สัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนของมิติอีกครั้ง ทำให้เขารู้ทันทีว่าเอริคกำลังพยายามที่จะกักขังเขาเอาไว้บนดาวดวงนี้ตลอดกาล!
“ฮ่า ๆ ความคิดโง่เง่าสิ้นดี!” อะโพคาลิปส์หัวเราะเยาะขณะที่ค้นหาเอริคไปพร้อมกับแสดงความดูถูกในความพยายามของเอริค
อะโพคาลิปส์เองก็สังเกตเห็นตั้งนานแล้วว่าอารยธรรมบนดาวดวงนี้ถูกทำลายไปเมื่อไม่นานมานี้ คาดว่าน่าจะไม่เกินสิบปี อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ใส่ใจมันนัก เพราะเรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแทบทุกวันในจักรวาล ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยออกจากโลก แต่ความรู้เกี่ยวกับจักรวาลของเขานั้นล้ำหน้าผู้คนส่วนใหญ่บนโลกอย่างมาก
ถ้าดูจากซากปรักหักพังที่อยู่รอบตัว อะโพคาลิปส์ก็ค่อย ๆ เดาได้ว่าที่นี่คือดาวดวงใด
ดาวเซน-โบวเบรี! บ้านเกิดของเผ่าพันธุ์เซโฮเบเรย์ . . .
โปรดติดตามตอนต่อไป …