เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 66 ฉันเป็นแค่ตัวประกอบที่ยืนดู . . .!

ตอนที่ 66 ฉันเป็นแค่ตัวประกอบที่ยืนดู . . .!

ตอนที่ 66 ฉันเป็นแค่ตัวประกอบที่ยืนดู . . .!


ตอนที่ 66 ฉันเป็นแค่ตัวประกอบที่ยืนดู . . .!

“ป้าแครอล! แม่คะ! นั่นป้าแครอล!”

เด็กหญิงผิวดำตัวเล็ก ๆ วิ่งออกมาต้อนรับด้วยความดีใจเมื่อเครื่องบินลงจอดที่สนามหลังบ้านในลุยเซียนา ก่อนที่เธอจะพุ่งเข้าไปกอดแครอลแน่นพลางร้องเรียกด้วยเสียงใส “หนูรู้ว่าป้ายังไม่ตาย! ทุกคนบอกว่าป้าตายแล้ว!”

คำพูดของเด็กน้อยคนนี้ยิ่งทำให้สีหน้าของแครอลยิ่งเต็มไปด้วยความสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนคนที่แครอลตามหา มาเรีย แรมโบ ในตอนนี้เธอก็ดูงุนงงไม่แพ้กัน ก่อนที่ทั้งสองจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการพบปะที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก หลังจากการพูดคุยกันอย่างยาวนานและการเปิดดูรูปถ่ายเก่า ๆ ร่วมกัน ในที่สุดแครอลก็เริ่มจดจำตัวตนในฐานะชาวโลกของเธอได้

เอริคนั่งดูทุกอย่างอยู่ห่าง ๆ พร้อมกับฟิวรี่ ก่อนที่ทันใดนั้นพวกเขาจะได้ยินเสียงเคาะประตู ทำให้พวกเขาลุกขึ้นเดินไปทางประตูหลังทันที

. . .

ในขณะที่แครอลและคนอื่น ๆ กำลังจัดการกับเพื่อนบ้านร่างท้วมของมาเรีย เอริคก็เดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่นพร้อมกับมนุษย์ต่างดาวผิวเขียวคนหนึ่ง

“เฮ้ พวกเจ้าเป็นมิตรหน่อยไม่ได้รึไง?” มนุษย์ต่างดาวผิวเขียวปัดฝุ่นออกจากตัวก่อนลุกขึ้นพร้อมบ่น “โคล่าของข้าล่ะ?”

“ทำตัวดี ๆ หน่อยเถอะ!” ฟิวรี่ชักปืนขึ้นมาทันที “ให้ตายสิ เอริค ทำไมนายไม่จับมันมัดเอาไว้หรือต่อยให้สลบไปเลยล่ะ?”

“โอ้พระเจ้า!” มาเรียมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความตกใจ เพราะตอนนี้เธอพบว่าลูกสาวของเธอกำลังคุยกับใครบางคนที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเธอราวกับแกะ

“พวกสกรัลล์—พวกของแอนโดรเมดาผู้โหดร้ายและกระหายเลือด พวกมันสามารถแปลงร่างเป็นใครก็ได้ ด้วยความสามารถนี้ ทำให้พวกมันโค่นล้มรัฐบาลของดาวเคราะห์นับไม่ถ้วน!” แครอลอธิบายให้มาเรียฟังเบา ๆ ขณะที่หมัดของเธอเริ่มเรืองแสงเล็กน้อย

“ไม่มีใครทำร้ายลูกเธอได้หรอก ถ้าเธอไม่ทำอะไรข้าก่อน เพราะงั้นระวังให้ดีด้วย!” มนุษย์ต่างดาวผิวเขียวพูดอย่างมั่นใจพร้อมกับหันไปหาเอริค “ขออนุญาตแนะนำตัวหน่อย ข้าทาลอส สกรัลล์ผู้โหดเหี้ยมกระหายเลือด”

“ระวังให้ดี? ดูเหมือนแกจะมั่นใจจริง ๆ ในตัวเองมากเลยสินะ?” เอริคพูดพร้อมกับยกมือขึ้นเบา ๆ ทันใดนั้นสกรัลล์ที่อยู่ข้างนอกหน้าต่างในร่างของมาเรีย แรมโบก็ลอยขึ้นมาราวกับถูกบีบรัดด้วยเชือกที่มองไม่เห็น พร้อมกับใบหน้าที่แสดงออกถึงความทรมาน

ทาลอสมองภาพด้านนอกและหน้าถอดสีทันที ก่อนที่เขาจะทำท่ายกมือยอมแพ้ และถูกฟิวรี่พุ่งเข้ามากดร่างลงกับพื้น ส่วนมาเรียก็วิ่งเข้ามาต่อยทาลอสสองครั้งด้วยความโกรธ ก่อนจะวิ่งออกไปกอดลูกสาวอย่างแนบแน่น

“ไม่คิดเลยว่าชาวโลกจะมีพลังแบบนี้ด้วย” ทาลอสพูดขณะที่ร่างกายตัวเองถูกมัดเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีท่าทางเกรงกลัวอะไรเลย

“บอกมาเถอะ สถานการณ์เป็นยังไง? ดูจากสภาพนายแล้วคงไม่ได้มาทำสงครามใช่ไหม?” เอริคดึงเก้าอี้มานั่งตรงข้ามทาลอส

“แน่นอน! ข้าไม่ได้อยากทำสงคราม” ทาลอสทำสีหน้าถูกใส่ร้าย “ข้าก็แค่ต้องการให้เจ้าช่วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น!”

“เรื่องเล็ก ๆ งั้นเหรอ?”

“ช่วยถอดรหัสพิกัดให้หน่อย แค่นั้นเอง!”

แครอลหัวเราะเยาะทันที “ถอดรหัสพิกัด? ครั้งก่อนที่พวกนายจับฉันห้อยหัวก็เพื่อถอดรหัสพิกัดงั้นสิ?”

“ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าเจ้าพิเศษขนาดนี้!” ทาลอสรีบยกมือขึ้นแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ดันทำเชือกที่มัดตัวอยู่ขาดออก ทำให้เขาเผยสีหน้าเจื่อน ๆ ราวกับนักแสดงที่ทำผิดคิว ก่อนที่เขาจะมองเชือกที่พื้นและบ่นพึมพำเบา ๆ “ขอโทษที เชือกของพวกเจ้าดูเหมือนจะไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่”

“เอาล่ะ เราจะไม่มัดนายแล้ว นายพูดต่อได้เลย” เอริคโบกมือและจัดการปลดเชือกทั้งหมด

ทาลอสลุกขึ้นยืนก่อนจะยิ้มให้อย่างเป็นมิตร “ขอบคุณมาก! ข้ามีบันทึกเสียงจากโปรเจกต์เพกาซัส ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องสนใจแน่นอน”

โปรเจกต์เพกาซัสได้รับทุนสนับสนุนจากกองทัพอากาศและนำโดยดร.เวนดี้ ลอว์สัน เป้าหมายคือการพัฒนาเครื่องยนต์ความเร็วแสง โดยที่แครอลและมาเรียเคยเป็นนักบินทดสอบในโปรเจกต์นี้มาก่อน

“ใส่พิกัด . . .”

ทันใดนั้นบันทึกเสียงก็เริ่มเล่น ขณะที่ภาพความทรงจำต่าง ๆ ที่เริ่มผุดขึ้นมาในหัวของแครอล ทำให้ความสงสัยในใจเธอเริ่มคลี่คลายทีละน้อย แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกว้าวุ่นยิ่งขึ้น

ดร.เวนดี้ ลอว์สันที่เคยทำงานกับเธอไม่ใช่ชาวโลก แต่เป็นชาวครีชื่อ มาร์-เวลล์ พลังของเธอไม่ได้มาจากพวกครี แต่เกิดจากการดูดซับพลังงานของแกนพลังงานที่มาร์-เวลล์พัฒนาขึ้นและระเบิดออกมา แต่ครูและหัวหน้าที่เธอเคารพอย่างยอน ร็อกก์กลับเป็นคนที่ยิงเครื่องบินของเธอตกและพาเธอกลับไปยังครี . . .

“พวกข้าทุกคนต่างเป็นเหยื่อ พวกครีทำลายบ้านเกิดของข้าและทำให้ข้าไร้ที่อยู่อาศัย นี่คือสงครามที่ไม่เป็นธรรม ข้าแค่ต้องการที่อยู่ใหม่เท่านั้น!” ทาลอสพูดกับแครอลด้วยน้ำเสียงจริงใจ “มาร์-เวลล์ช่วยพัฒนาเครื่องยนต์ความเร็วแสงเพื่อให้ข้าหนีจากการไล่ล่าของครี ไปยังที่ที่ครีตามหาเราไม่เจอ ไม่ใช่เพื่อทำสงคราม”

“เห็นไหม!! ฉันว่าแล้ว พวกครีมันพวกบ้า! แม้แต่ดาวบ้านเกิดตัวเองยังถูกทำลาย!” เอริคพูดจาเสริมเชิงยุแหย่ พร้อมกับทำท่าทางสนุกสนานราวกับกำลังดูละครด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งตอนนี้เขาแทบจะหยิบถุงป๊อปคอร์นขึ้นมาเคี้ยวเล่นเลยด้วยซ้ำ

“ลอว์สันสอนฉันมาตลอดว่า โปรเจกต์เพกาซัสจะไม่เป็นเครื่องมือของสงคราม แต่จะเป็นจุดสิ้นสุดของสงคราม” มาเรียก้าวเข้ามาสมทบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“มาร์-เวลล์หวังให้พวกเจ้าช่วยพวกข้าตามหาแกนพลังงาน มันจะเป็นตัวขับเคลื่อนเครื่องยนต์ความเร็วแสงและนำพวกข้าไปยังบ้านใหม่ ดังนั้นข้าขอร้องเจ้า ช่วยพวกเราด้วยเถอะ!” ทาลอสโค้งตัวลงเล็กน้อยและก้มหน้าลงด้วยความจริงใจ

หมัดของแครอลเริ่มเรืองแสงสีแดงขึ้นอีกครั้ง “เห็นไหม? พลังของฉันมาจากแกนพลังงาน และแกนพลังงานนั้นถูกทำลายไปแล้ว ฉันดูดซับพลังงานจากมันมาเอง”

“มีเพียงเครื่องยนต์ความเร็วแสงที่ถูกทำลาย แกนพลังงานนั้นถูกมาร์-เวลล์ซ่อนไว้ในที่ห่างไกล และพิกัดนั้นคือสิ่งที่จะนำทางเราไปหาแกนพลังงาน” ทาลอสกล่าวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

แครอลจ้องมองทาลอสด้วยสายตาแข็งกร้าว “แล้วนายจะเอามันไปกวาดล้างพวกเราทั้งหมดใช่ไหม?”

“พวกข้าก็แค่อยากมีบ้านเท่านั้น!”

เมื่อเห็นความจริงใจของทาลอส ในที่สุดแครอลก็ใจอ่อน ทำให้เธอเผยความลับของพิกัดออกมาอย่างช้า ๆ “ตัวเลขเหล่านั้นไม่ใช่พิกัด แต่เป็นเวกเตอร์สถานะ ใช้สำหรับกำหนดตำแหน่งวงโคจรและความถี่”

“ห้องทดลองของเธอไม่ได้อยู่บนโลก นายไม่มีทางหาเจอหรอก”

“พิกัดนั้นบอกตำแหน่งวงโคจรของห้องทดลองเมื่อหกปีก่อน ถ้าคำนวณวงโคจรได้ เราก็จะหามันเจอ”

“ใช้แค่ความรู้ฟิสิกส์ระดับมัธยมต้นเท่านั้น!”

ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ แครอลและมาเรียก็ไขปริศนาที่ทำให้พวกสกรัลล์ปวดหัวมาหลายปีได้อย่างง่ายดาย ทำให้ทาลอสถึงกับอึ้ง และมองลูกทีมของตัวเองก่อนจะบ่นออกมา “มันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ? พวกเจ้ากับไม่เข้าใจเรื่องแค่นี้ แล้วยังกล้าเรียกตัวเองว่าหัวหน้านักวิทยาศาสตร์อีกเหรอ?”

“ยอน ร็อกก์จะตามตัวฉันมาเร็ว ๆ นี้ เราต้องหาแกนพลังงานให้เจอก่อนที่เขาจะมาถึง” แครอลพูดพร้อมยักไหล่ ตอนนี้เธอได้เพิ่มเดดไลน์ให้กับภารกิจของทุกคนเรียบร้อยแล้ว

“เราจะไปอวกาศยังไง?” คำถามของมาเรียทำให้ฟิวรี่อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเอริค

ถ้าหากรูปถ่ายที่พวกเขามีอยู่ใช้การได้ เอริคอาจจะเป็นคนที่มีวิธีพาพวกเขาไปสู่อวกาศ

เมื่อเอริคเห็นฟิวรี่มองมาที่ตัวเอง เขาก็หดคอด้วยความบริสุทธิ์ใจและพูดขึ้นมาว่า “มองฉันทำไม? ฉันมันแค่ตัวประกอบ ดูสิ ฉันพูดแค่ห้าประโยคเองในตอนนี้!”

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ ตอนที่ 66 ฉันเป็นแค่ตัวประกอบที่ยืนดู . . .!

คัดลอกลิงก์แล้ว