- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 93
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 93
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 93
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 93 น้ำชายามบ่ายของราชินีหนาม
ไฮการ์เดน
ในขณะที่เดินผ่านสวนที่เต็มไปด้วยกุหลาบสีทอง ดิกคอน ทาร์ลี่ก็จัดปกเสื้อของตนเป็นครั้งที่เจ็ด ทำให้พ่อบ้านที่เดินนำอยู่สังเกตเห็นความประหม่าในท่าทางของชายหนุ่มจึงยิ้มให้กำลังใจเล็กน้อย
“เซอร์ดิกคอน ไม่ต้องเกร็งนักก็ได้ นี่ไม่ใช่การพบปะอย่างเป็นทางการ แถมท่านลอร์ดก็ไม่อยู่ มีแค่ท่านหญิงโอเลนน่าและสุภาพสตรีแห่งตระกูลไทเรลล์ที่มาดื่มชายามบ่ายเท่านั้น”
แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ดิกคอนยิ่งรู้สึกประหม่า เขายอมรับตามตรงว่าอยากเผชิญหน้ากับลอร์ดเมซ ไทเรลล์ เสียมากกว่าที่จะต้องพบกับ ‘ราชินีหนาม’ ท่านหญิงโอเลนน่า ที่แม้แต่แววตาของนางก็ยังเหมือนหนามกุหลาบที่แหลมคม
‘คงจะดีกว่านี้ถ้าท่านพ่ออยู่ด้วย’ เขาคิดในใจขณะเดินต่อไป
ระหว่างทางพวกเขาเดินผ่านลานฝึกซ้อม ดิกคอนเห็นชายประมาณสิบคนกำลังฝึกอยู่ เขาจำเซอร์การ์แลน ไทเรลล์ บุตรชายคนรองของตระกูลไทเรลล์ได้ทันที ซึ่งตอนนี้อีกฝ่ายกำลังถือโล่ประดับกุหลาบทองต่อสู้กับศัตรูสามคนพร้อมกัน
หัวใจของดิกคอนเต้นแรงขึ้น เขาอยากทดสอบฝีมือตัวเองกับอัศวินฝีมือเยี่ยมเช่นนั้น แต่เขาก็เตือนตัวเองถึงเหตุผลที่เขามาที่นี่และพยายามระงับใจ
ดิกคอนถอนหายใจเล็กน้อย และถอนสายตาออกจากลานฝึก ก่อนจะเดินตามพ่อบ้านต่อไป พวกเขาเดินข้ามสะพานตกแต่งเล็ก ๆ และมาถึงศาลาขนาดกว้างที่ซึ่งกลุ่มสุภาพสตรีกำลังนั่งดื่มชาพูดคุยกันอย่างออกรส
ดิกคอนฝืนยิ้มให้ดูเป็นธรรมชาติและพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับสายตาที่จับจ้องมาทางเขา
“เซอร์ดิกคอน!”
ดิกคอนหันไปมองตามเสียง และเห็นมาร์เจอรี ไทเรลล์ หญิงสาวแสนงดงามจากตระกูลไทเรลล์กำลังเดินยิ้มเข้ามาหาเขา นางสวมชุดผ้าไหมสีเขียวพร้อมสร้อยรูปดอกกุหลาบที่ถักจากเส้นด้ายทองคำ ดวงตาสีน้ำตาลของนางอบอุ่นเป็นประกายจนเขาไม่กล้าสบตานาง
“ท่านหญิงมาร์เจอรี” เขากล่าวทักพร้อมก้มศีรษะลงเล็กน้อย
‘นางสวยเหลือเกิน แค่เห็นเขารู้สึกหน้าแดงวาบแล้ว ไม่ได้สิ . . . เราเป็นตัวแทนของลอร์ดทาร์ลี่ และตระกูลทาร์ลี่ . . .’ ดิกคอนสูดหายใจลึก พยายามควบคุมสติ
“ตามข้ามาสิดิกคอน ท่านยายของข้ารอเจอเจ้าอยู่ และเรามีข่าวใหญ่จะบอกด้วยนะ”
“ข่าวใหญ่?” ดิกคอนขมวดคิ้วอย่างสงสัย ก่อนเดินตามมาร์เจอรีไปยังหัวโต๊ะที่ซึ่งท่านหญิงโอเลนน่านั่งอยู่
“นั่งสิ เด็กน้อย” ท่านหญิงโอเลนน่ายิ้มเล็กน้อย “เจ้าคงสงสัยว่าทำไมเราถึงเชิญเจ้ามาดื่มชาด้วย”
ดิกคอนนั่งเกร็ง ๆ ตรงขอบเก้าอี้ “ข้าคิดว่าคงเกี่ยวกับข่าวใหญ่ที่ท่านหญิงมาร์เจอรีพูดถึง?”
“แน่นอน เราเพิ่งได้รับข่าวจากอีเกิลส์พอยท์ บิดาและพี่ชายของเจ้าชนะชาวดอร์นที่สตาร์ฟอลล์”
“จริงหรือ?” ดิกคอนตื่นเต้นแทบจะลุกพรวดจากเก้าอี้
“จริง” มาร์เจอรียื่นจานชีสให้เขา พร้อมรินชาสมุนไพรลงถ้วย แล้วเสริมว่า “พวกเขาโค่นกองทัพดอร์นเกือบสองหมื่นคน! เป็นชัยชนะที่เราไม่ได้เห็นมานาน”
ลมหายใจของดิกคอนถี่ขึ้น เขาอยากจะอยู่ที่สตาร์ฟอลล์ในตอนนั้นนัก อยากร่วมรบเคียงข้างบิดาและพี่ชาย
“บางครั้งข้าก็อิจฉาแรนดิลล์ ทาร์ลี่นะ” ท่านหญิงโอเลนน่าถอนหายใจ “ที่มีลูกชายเก่งกาจถึงสองคน”
ดิกคอนรีบตอบกลับ “บุตรของท่านก็น่าชื่นชมไม่แพ้กันขอรับ ท่านหญิง . . .”
“ฮ่า ๆ!” ท่านหญิงโอเลนน่าหัวเราะเบา ๆ “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้จุดอ่อนของลูกตัวเองหรือ? บางครั้งข้าอยากเอาทัพพีไม้ตีหัวเขาแล้วกรอกปัญญาใส่ลงไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด”
รอยยิ้มของดิกคอนเริ่มแข็งกระด้าง ไม่แน่ใจว่าจะตอบยังไงดี
“ท่านยาย” มาร์เจอรีรีบพูดแทรกเพื่อให้เขาหายเกร็ง “ระวังคำพูดหน่อยนะคะ เดี๋ยวเซอร์ดิกคอนจะคิดว่าเราประหลาดกันหมด”
“เขาจะคิดว่าเราน่ารักต่างหากล่ะ” ท่านหญิงโอเลนน่าหันสายตาแหลมคมมาทางดิกคอน “ใช่ไหมล่ะ?”
ดิกคอนพยักหน้ารัว ๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะเตรียมตัวพูดคำชมสองสามคำเกี่ยวกับลอร์ดเมซเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปาก ท่านหญิงโอเลนน่าก็พูดต่อเสียก่อน
“นอกจากนี้ ข้าก็พูดแต่ความจริงเท่านั้น ลูกชายข้าน่ะโง่จริง พวกเจ้าก็เรียกเขาว่า ‘ลอร์ดปลาปักเป้า’ กันใช่ไหมล่ะ? ข้าว่าเขาน่าจะเอาปลาปักเป้ามาเป็นตราประจำตัวเสียเลย เอามาสวมมงกุฎไว้ด้วย เขาคงจะพอใจไม่น้อย”
“และอย่าให้ข้าเริ่มพูดถึงบิดาของเขาเลย ใช่ ข้าหมายถึงสามีสุดที่รักของข้านั่นแหละ ข้ารักเขานะ เขาใจดี แล้วก็เก่งบนเตียงพอตัวอยู่ . . . แต่หัวของเขาน่ะช้าเหมือนอิฐก้อนใหญ่เลยทีเดียว”
ดิกคอนรู้สึกมึนงงเหมือนโลกหมุน คำพูดของท่านหญิงโอเลนน่าทั้งตรงไปตรงมาและเจ็บแสบ ทำให้เขาหน้าแดงวาบและหัวใจเต้นแรง ราวกับถูกคลื่นถาโถมเข้าหาโดยไม่ทันตั้งตัว
ในขณะที่ดิกคอนกำลังอยู่ในความสับสน ท่านหญิงโอเลนน่าก็หันมาถามดิกคอนในจังหวะที่แทบไม่ทันตั้งตัวว่า “ว่าแต่ ข้าได้ยินมาว่าหลายคนบอกว่าพี่ชายของเจ้าก็เคยเป็นคนเซ่อเหมือนกัน จริงไหม?”
“พี่ข้าก็ . . . เอ่อ . . .” ดิกคอนชะงักปากตัวเองทัน เขาจะเอ่ยถึงพี่ชายในทางเสียหายต่อหน้าคนอื่นได้ยังไง?
“พี่ชายของเจ้าเป็นคนยังไงเหรอ?” มาร์เจอรีถามด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานดั่งทุ่งดอกไม้ในฤดูร้อน ยิ่งทำให้หัวใจเขาวูบวาบยิ่งกว่าเดิม
“พี่ข้า . . . เขา . . .”
“อย่าเขินไปเลย เด็กน้อย” ท่านหญิงโอเลนน่าลูบมือเขาด้วยปลายนิ้วเหี่ยวย่น “สิ่งที่พูดกันที่นี่จะไม่หลุดออกไปไหน ข้าเองยังตำหนิสามีและลูกชายได้เลย พูดตามสบายเถอะ ในโลกนี้เกือบทุกคนล้วนเป็นคนโง่ ไม่มีอะไรต้องอายที่จะยอมรับหรอก”
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกอีกต่อไป ดิกคอนจึงยอมพูดในที่สุด “พี่ข้าไม่ได้โง่หรอกขอรับ เขาแค่ . . . เมื่อก่อนไม่ชอบการต่อสู้ และปฏิเสธที่จะฝึกเป็นอัศวิน ท่านพ่อของข้าเลยไม่ค่อยพอใจบ่อย ๆ”
ท่านหญิงโอเลนน่าหรี่ตาเล็กน้อย พลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจ้ามาจากไบรท์วอเตอร์คีปใช่ไหม?”
“ใช่ครับ ท่านหญิง”
“แล้วเจ้าแก่อเลสเตอร์ ฟลอเรนท์ เป็นยังไงบ้าง?”
“ท่านตาข้ายังสุขภาพดีดีขอรับ ขอบคุณท่านที่ถามไถ่”
“ก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะ” น้ำเสียงของท่านหญิงโอเลนน่ากลับมาแหลมคมอีกครั้ง “รู้ไหม พวกคนที่ขี้บ่นเนี่ยมักจะอายุยืน อย่างอเลสเตอร์ หรือแม้แต่ตัวข้าเองนั่นแหละ พูดตามตรงคนประเภทนี้น่ะอยู่ทน และเขาคงบ่นถึงตระกูลไทเรลล์ไม่หยุดใช่ไหมล่ะ?”
ดิกคอนส่ายหัวแรง ๆ อย่างปฏิเสธ
ท่านหญิงโอเลนน่าหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่เชื่อสักนิด “โอ้ อย่าปฏิเสธข้าเลย ข้าเคยได้ยินเขาพูดอยู่หลายหนว่าสายเลือดตระกูลฟลอเรนท์สืบเชื้อสายตรงมาจาก ‘ฟลอริส เดอะ ฟ็อกซ์’ ลูกสาวของ ‘การ์ธ กรีนแฮนด์’ แล้วก็เคลมว่าพวกเขามีสายเลือดใกล้ชิดกับกษัตริย์แห่งตระกูลการ์ดเนอร์มากกว่าพวกข้า ฟลอเรนท์ควรได้ครองไฮการ์เดน ไม่ใช่พวกไทเรลล์ . . .”
ดิกคอนเริ่มเวียนหัวอีกครั้ง และรู้ตัวว่าหลังเสื้อของตนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเรียบร้อยแล้ว การนั่งคุยกับท่านหญิงโอเลนน่าแค่ช่วงสั้น ๆ ยังเหนื่อยกว่าลงสนามรบเสียอีก
ในขณะที่ห้วงสติกำลังหลุดลอย เขาก็ได้ยินท่านหญิงโอเลนน่าเปลี่ยนหัวข้ออีกครั้ง ราวกับสายลมพลิกทิศ
“บิดาของเจ้าเสนอเงื่อนไขอะไรให้ตระกูลฟลอเรนท์เพื่อให้พวกเขาสนับสนุนคราวนี้?”
“ท่านพ่อข้าสัญญาว่าจะให้พี่ชายของข้า . . .” ดิกคอนหยุดพูดทันที และรู้ตัวว่าเกือบหลุดบางอย่างออกมา
“สัญญาว่าจะให้เขากับใครล่ะ?” มาร์เจอรีถามต่อด้วยรอยยิ้มสดใสเช่นเดิม
ดิกคอนก้มหน้าหลบสายตานางทันที
“อโลร่า ฟลอเรนท์ ใช่ไหม?” ท่านหญิงโอเลนน่าพูดพร้อมยิ้มมุมปาก
ดิกคอนรีบยกถ้วยชาขึ้นจิบ ปิดหน้าตนเองไว้ แต่การปกปิดอะไรจาก ‘ราชินีหนาม’ เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลย
ท่านหญิงโอเลนน่ามองเขาด้วยแววตาเฉียบคม แต่ก็อ่อนลงนิดหน่อยก่อนพูดเบา ๆ “ดูท่าข้าจะเดาถูก ยินดีด้วย ตระกูลทาร์ลี่กับฟลอเรนท์จะยิ่งผูกพันกันแน่นแฟ้นขึ้น”
ดิกคอนไม่รู้จะตอบยังไง ใบหน้าของเขาแดงก่ำเหมือนผลทับทิมสุกจัด “ท่านหญิง . . . ข้า . . . ข้าขอตัว . . . เอ่อ . . .”
ท่านหญิงโอเลนน่ามองชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายแล้วยิ้มหัวเราะเบา ๆ “แน่นอน ไปเถอะจ้ะ”
ดิกคอนรีบลุกขึ้น ย่อหัวคำนับอย่างเร็ว และเดินหนีออกจากศาลาอย่างไม่รีรอ