เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 93

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 93

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 93


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 93 น้ำชายามบ่ายของราชินีหนาม

ไฮการ์เดน

ในขณะที่เดินผ่านสวนที่เต็มไปด้วยกุหลาบสีทอง ดิกคอน ทาร์ลี่ก็จัดปกเสื้อของตนเป็นครั้งที่เจ็ด ทำให้พ่อบ้านที่เดินนำอยู่สังเกตเห็นความประหม่าในท่าทางของชายหนุ่มจึงยิ้มให้กำลังใจเล็กน้อย

“เซอร์ดิกคอน ไม่ต้องเกร็งนักก็ได้ นี่ไม่ใช่การพบปะอย่างเป็นทางการ แถมท่านลอร์ดก็ไม่อยู่ มีแค่ท่านหญิงโอเลนน่าและสุภาพสตรีแห่งตระกูลไทเรลล์ที่มาดื่มชายามบ่ายเท่านั้น”

แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ดิกคอนยิ่งรู้สึกประหม่า เขายอมรับตามตรงว่าอยากเผชิญหน้ากับลอร์ดเมซ ไทเรลล์ เสียมากกว่าที่จะต้องพบกับ ‘ราชินีหนาม’ ท่านหญิงโอเลนน่า ที่แม้แต่แววตาของนางก็ยังเหมือนหนามกุหลาบที่แหลมคม

‘คงจะดีกว่านี้ถ้าท่านพ่ออยู่ด้วย’ เขาคิดในใจขณะเดินต่อไป

ระหว่างทางพวกเขาเดินผ่านลานฝึกซ้อม ดิกคอนเห็นชายประมาณสิบคนกำลังฝึกอยู่ เขาจำเซอร์การ์แลน ไทเรลล์ บุตรชายคนรองของตระกูลไทเรลล์ได้ทันที ซึ่งตอนนี้อีกฝ่ายกำลังถือโล่ประดับกุหลาบทองต่อสู้กับศัตรูสามคนพร้อมกัน

หัวใจของดิกคอนเต้นแรงขึ้น เขาอยากทดสอบฝีมือตัวเองกับอัศวินฝีมือเยี่ยมเช่นนั้น แต่เขาก็เตือนตัวเองถึงเหตุผลที่เขามาที่นี่และพยายามระงับใจ

ดิกคอนถอนหายใจเล็กน้อย และถอนสายตาออกจากลานฝึก ก่อนจะเดินตามพ่อบ้านต่อไป พวกเขาเดินข้ามสะพานตกแต่งเล็ก ๆ และมาถึงศาลาขนาดกว้างที่ซึ่งกลุ่มสุภาพสตรีกำลังนั่งดื่มชาพูดคุยกันอย่างออกรส

ดิกคอนฝืนยิ้มให้ดูเป็นธรรมชาติและพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับสายตาที่จับจ้องมาทางเขา

“เซอร์ดิกคอน!”

ดิกคอนหันไปมองตามเสียง และเห็นมาร์เจอรี ไทเรลล์ หญิงสาวแสนงดงามจากตระกูลไทเรลล์กำลังเดินยิ้มเข้ามาหาเขา นางสวมชุดผ้าไหมสีเขียวพร้อมสร้อยรูปดอกกุหลาบที่ถักจากเส้นด้ายทองคำ ดวงตาสีน้ำตาลของนางอบอุ่นเป็นประกายจนเขาไม่กล้าสบตานาง

“ท่านหญิงมาร์เจอรี” เขากล่าวทักพร้อมก้มศีรษะลงเล็กน้อย

‘นางสวยเหลือเกิน แค่เห็นเขารู้สึกหน้าแดงวาบแล้ว ไม่ได้สิ . . . เราเป็นตัวแทนของลอร์ดทาร์ลี่ และตระกูลทาร์ลี่ . . .’ ดิกคอนสูดหายใจลึก พยายามควบคุมสติ

“ตามข้ามาสิดิกคอน ท่านยายของข้ารอเจอเจ้าอยู่ และเรามีข่าวใหญ่จะบอกด้วยนะ”

“ข่าวใหญ่?” ดิกคอนขมวดคิ้วอย่างสงสัย ก่อนเดินตามมาร์เจอรีไปยังหัวโต๊ะที่ซึ่งท่านหญิงโอเลนน่านั่งอยู่

“นั่งสิ เด็กน้อย” ท่านหญิงโอเลนน่ายิ้มเล็กน้อย “เจ้าคงสงสัยว่าทำไมเราถึงเชิญเจ้ามาดื่มชาด้วย”

ดิกคอนนั่งเกร็ง ๆ ตรงขอบเก้าอี้ “ข้าคิดว่าคงเกี่ยวกับข่าวใหญ่ที่ท่านหญิงมาร์เจอรีพูดถึง?”

“แน่นอน เราเพิ่งได้รับข่าวจากอีเกิลส์พอยท์ บิดาและพี่ชายของเจ้าชนะชาวดอร์นที่สตาร์ฟอลล์”

“จริงหรือ?” ดิกคอนตื่นเต้นแทบจะลุกพรวดจากเก้าอี้

“จริง” มาร์เจอรียื่นจานชีสให้เขา พร้อมรินชาสมุนไพรลงถ้วย แล้วเสริมว่า “พวกเขาโค่นกองทัพดอร์นเกือบสองหมื่นคน! เป็นชัยชนะที่เราไม่ได้เห็นมานาน”

ลมหายใจของดิกคอนถี่ขึ้น เขาอยากจะอยู่ที่สตาร์ฟอลล์ในตอนนั้นนัก อยากร่วมรบเคียงข้างบิดาและพี่ชาย

“บางครั้งข้าก็อิจฉาแรนดิลล์ ทาร์ลี่นะ” ท่านหญิงโอเลนน่าถอนหายใจ “ที่มีลูกชายเก่งกาจถึงสองคน”

ดิกคอนรีบตอบกลับ “บุตรของท่านก็น่าชื่นชมไม่แพ้กันขอรับ ท่านหญิง . . .”

“ฮ่า ๆ!” ท่านหญิงโอเลนน่าหัวเราะเบา ๆ “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้จุดอ่อนของลูกตัวเองหรือ? บางครั้งข้าอยากเอาทัพพีไม้ตีหัวเขาแล้วกรอกปัญญาใส่ลงไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด”

รอยยิ้มของดิกคอนเริ่มแข็งกระด้าง ไม่แน่ใจว่าจะตอบยังไงดี

“ท่านยาย” มาร์เจอรีรีบพูดแทรกเพื่อให้เขาหายเกร็ง “ระวังคำพูดหน่อยนะคะ เดี๋ยวเซอร์ดิกคอนจะคิดว่าเราประหลาดกันหมด”

“เขาจะคิดว่าเราน่ารักต่างหากล่ะ” ท่านหญิงโอเลนน่าหันสายตาแหลมคมมาทางดิกคอน “ใช่ไหมล่ะ?”

ดิกคอนพยักหน้ารัว ๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะเตรียมตัวพูดคำชมสองสามคำเกี่ยวกับลอร์ดเมซเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปาก ท่านหญิงโอเลนน่าก็พูดต่อเสียก่อน

“นอกจากนี้ ข้าก็พูดแต่ความจริงเท่านั้น ลูกชายข้าน่ะโง่จริง พวกเจ้าก็เรียกเขาว่า ‘ลอร์ดปลาปักเป้า’ กันใช่ไหมล่ะ? ข้าว่าเขาน่าจะเอาปลาปักเป้ามาเป็นตราประจำตัวเสียเลย เอามาสวมมงกุฎไว้ด้วย เขาคงจะพอใจไม่น้อย”

“และอย่าให้ข้าเริ่มพูดถึงบิดาของเขาเลย ใช่ ข้าหมายถึงสามีสุดที่รักของข้านั่นแหละ ข้ารักเขานะ เขาใจดี แล้วก็เก่งบนเตียงพอตัวอยู่ . . . แต่หัวของเขาน่ะช้าเหมือนอิฐก้อนใหญ่เลยทีเดียว”

ดิกคอนรู้สึกมึนงงเหมือนโลกหมุน คำพูดของท่านหญิงโอเลนน่าทั้งตรงไปตรงมาและเจ็บแสบ ทำให้เขาหน้าแดงวาบและหัวใจเต้นแรง ราวกับถูกคลื่นถาโถมเข้าหาโดยไม่ทันตั้งตัว

ในขณะที่ดิกคอนกำลังอยู่ในความสับสน ท่านหญิงโอเลนน่าก็หันมาถามดิกคอนในจังหวะที่แทบไม่ทันตั้งตัวว่า “ว่าแต่ ข้าได้ยินมาว่าหลายคนบอกว่าพี่ชายของเจ้าก็เคยเป็นคนเซ่อเหมือนกัน จริงไหม?”

“พี่ข้าก็ . . . เอ่อ . . .” ดิกคอนชะงักปากตัวเองทัน เขาจะเอ่ยถึงพี่ชายในทางเสียหายต่อหน้าคนอื่นได้ยังไง?

“พี่ชายของเจ้าเป็นคนยังไงเหรอ?” มาร์เจอรีถามด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานดั่งทุ่งดอกไม้ในฤดูร้อน ยิ่งทำให้หัวใจเขาวูบวาบยิ่งกว่าเดิม

“พี่ข้า . . . เขา . . .”

“อย่าเขินไปเลย เด็กน้อย” ท่านหญิงโอเลนน่าลูบมือเขาด้วยปลายนิ้วเหี่ยวย่น “สิ่งที่พูดกันที่นี่จะไม่หลุดออกไปไหน ข้าเองยังตำหนิสามีและลูกชายได้เลย พูดตามสบายเถอะ ในโลกนี้เกือบทุกคนล้วนเป็นคนโง่ ไม่มีอะไรต้องอายที่จะยอมรับหรอก”

เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกอีกต่อไป ดิกคอนจึงยอมพูดในที่สุด “พี่ข้าไม่ได้โง่หรอกขอรับ เขาแค่ . . . เมื่อก่อนไม่ชอบการต่อสู้ และปฏิเสธที่จะฝึกเป็นอัศวิน ท่านพ่อของข้าเลยไม่ค่อยพอใจบ่อย ๆ”

ท่านหญิงโอเลนน่าหรี่ตาเล็กน้อย พลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจ้ามาจากไบรท์วอเตอร์คีปใช่ไหม?”

“ใช่ครับ ท่านหญิง”

“แล้วเจ้าแก่อเลสเตอร์ ฟลอเรนท์ เป็นยังไงบ้าง?”

“ท่านตาข้ายังสุขภาพดีดีขอรับ ขอบคุณท่านที่ถามไถ่”

“ก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะ” น้ำเสียงของท่านหญิงโอเลนน่ากลับมาแหลมคมอีกครั้ง “รู้ไหม พวกคนที่ขี้บ่นเนี่ยมักจะอายุยืน อย่างอเลสเตอร์ หรือแม้แต่ตัวข้าเองนั่นแหละ พูดตามตรงคนประเภทนี้น่ะอยู่ทน และเขาคงบ่นถึงตระกูลไทเรลล์ไม่หยุดใช่ไหมล่ะ?”

ดิกคอนส่ายหัวแรง ๆ อย่างปฏิเสธ

ท่านหญิงโอเลนน่าหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่เชื่อสักนิด “โอ้ อย่าปฏิเสธข้าเลย ข้าเคยได้ยินเขาพูดอยู่หลายหนว่าสายเลือดตระกูลฟลอเรนท์สืบเชื้อสายตรงมาจาก ‘ฟลอริส เดอะ ฟ็อกซ์’ ลูกสาวของ ‘การ์ธ กรีนแฮนด์’ แล้วก็เคลมว่าพวกเขามีสายเลือดใกล้ชิดกับกษัตริย์แห่งตระกูลการ์ดเนอร์มากกว่าพวกข้า ฟลอเรนท์ควรได้ครองไฮการ์เดน ไม่ใช่พวกไทเรลล์ . . .”

ดิกคอนเริ่มเวียนหัวอีกครั้ง และรู้ตัวว่าหลังเสื้อของตนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเรียบร้อยแล้ว การนั่งคุยกับท่านหญิงโอเลนน่าแค่ช่วงสั้น ๆ ยังเหนื่อยกว่าลงสนามรบเสียอีก

ในขณะที่ห้วงสติกำลังหลุดลอย เขาก็ได้ยินท่านหญิงโอเลนน่าเปลี่ยนหัวข้ออีกครั้ง ราวกับสายลมพลิกทิศ

“บิดาของเจ้าเสนอเงื่อนไขอะไรให้ตระกูลฟลอเรนท์เพื่อให้พวกเขาสนับสนุนคราวนี้?”

“ท่านพ่อข้าสัญญาว่าจะให้พี่ชายของข้า . . .” ดิกคอนหยุดพูดทันที และรู้ตัวว่าเกือบหลุดบางอย่างออกมา

“สัญญาว่าจะให้เขากับใครล่ะ?” มาร์เจอรีถามต่อด้วยรอยยิ้มสดใสเช่นเดิม

ดิกคอนก้มหน้าหลบสายตานางทันที

“อโลร่า ฟลอเรนท์ ใช่ไหม?” ท่านหญิงโอเลนน่าพูดพร้อมยิ้มมุมปาก

ดิกคอนรีบยกถ้วยชาขึ้นจิบ ปิดหน้าตนเองไว้ แต่การปกปิดอะไรจาก ‘ราชินีหนาม’ เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

ท่านหญิงโอเลนน่ามองเขาด้วยแววตาเฉียบคม แต่ก็อ่อนลงนิดหน่อยก่อนพูดเบา ๆ “ดูท่าข้าจะเดาถูก ยินดีด้วย ตระกูลทาร์ลี่กับฟลอเรนท์จะยิ่งผูกพันกันแน่นแฟ้นขึ้น”

ดิกคอนไม่รู้จะตอบยังไง ใบหน้าของเขาแดงก่ำเหมือนผลทับทิมสุกจัด “ท่านหญิง . . . ข้า . . . ข้าขอตัว . . . เอ่อ . . .”

ท่านหญิงโอเลนน่ามองชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายแล้วยิ้มหัวเราะเบา ๆ “แน่นอน ไปเถอะจ้ะ”

ดิกคอนรีบลุกขึ้น ย่อหัวคำนับอย่างเร็ว และเดินหนีออกจากศาลาอย่างไม่รีรอ

จบบทที่ ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 93

คัดลอกลิงก์แล้ว