เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 91

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 91

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 91


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 91 ก้าวไปข้างหน้า

แสงแดดแผดเผาจากดวงอาทิตย์ร้อนระอุ เปรียบเสมือนไฟที่ลุกโชนอยู่ในใจของแซมเวลล์

แซมเวลล์สวมเกราะเต็มยศ ถือทวนในมือ มีดาบใหญ่เหล็กวาเลเรียน ‘ฮาร์ตส์เบน’ สะพายไว้ที่หลัง และขี่ม้าเผือกยืนอยู่หน้าสุดของขบวน

อัศวินกว่าเจ็ดร้อยนายทุกคนสวมเกราะที่ส่องประกายแวววาว พวกเขายืนเรียงรายเหมือนรูปปั้นเหล็กอยู่บนสันเขา รอคอยคำสั่งให้บุกโจมตี

ลมแห้งร้อนพัดมาทำได้แค่ทำให้ธงรบพลิ้วสะบัดเสียงดัง แต่ไม่อาจเขย่าขวัญพวกเขาแม้แต่น้อย ภายใต้แสงแดดอันโหดร้ายของดอร์น เกราะเหล็กของพวกเขาร้อนจัดจนแทบทนไม่ไหว แต่ไม่อัศวินจากรีชคนใดแสดงอาการไม่สบายหรือไม่พอใจเลย

แซมเวลล์อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปแตะดาบใหญ่ที่สะพายอยู่บนหลัง ดาบฮาร์ตส์เบน ดาบเหล็กวาเลเรียนซึ่งตกทอดอยู่ในตระกูลทาร์ลี่มานานกว่าห้าร้อยปี แผ่ไอเย็นออกมาให้เขารู้สึกผ่อนคลายจากความร้อนอบอ้าวรอบตัว

เมื่อครึ่งปีก่อน มาร์เจอรี ไทเรลล์ ดอกกุหลาบแห่งไฮการ์เดน ได้ใช้ดาบเล่มนี้ทำพิธีอัศวินให้เขา ซึ่งภาพวันนั้นยังชัดเจนในความทรงจำ ในเวลานั้นบิดาของเขา ลอร์ดแรนดิลล์ ทาร์ลี่ เคยพูดว่าแซมเวลล์ไม่คู่ควรแม้แต่จะสัมผัสกับด้ามดาบฮาร์ตส์เบน แต่ตอนนี้บิดาของเขากลับมอบดาบเล่มนี้ให้ เขาใช้มันนำอัศวินของตระกูลเข้าสู่สนามรบ

โชคชะตานั้นช่างแปลกประหลาดและคาดเดาไม่ได้จริง ๆ!

บู่ววว!!!

ทันใดนั้นเสียงแตรต่ำลึกก็ดังขัดจังหวะความคิดของแซมเวลล์ เขาหันไปมองตามเสียง และเห็นกองทหารของแรนดิลล์ ทาร์ลี่กำลังโจมตีจากแนวหลังของกองทัพดอร์น ในเวลาเดียวกันกองทหารรักษาการณ์ที่ท่าเรือก็เริ่มโต้กลับตามสัญญาณ

ลมหายใจของแซมเวลล์เริ่มเร็วขึ้น แต่เขาก็บังคับตัวเองให้สงบ พลางบอกกับตัวเองว่า ‘ยังไม่ถึงเวลา’

. . .

“เกิดอะไรขึ้น?”

“พวกรีชมาตีจากด้านหลังได้ยังไง?”

“พวกมันคงยกพลขึ้นฝั่งทางตอนบนของแม่น้ำทอร์เรนไทน์ แล้วลอบตีจากทางนั้นแน่!”

“หน่วยลาดตระเวนหายหัวไปไหน พวกยอนวูดโง่นั่น! ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเหรอ?”

ความตื่นตระหนกและสับสนปกคลุมกองทัพดอร์น โดยในหมู่พวกเขาอัศวินจากไฮเฮอร์มิเทจมีสีหน้ามืดมนที่สุด

พวกเขารู้ดีว่าบริเวณตอนบนของแม่น้ำทอร์เรนไทน์มีจุดที่เหมาะสำหรับยกพลขึ้นฝั่งเพียงไม่กี่แห่ง และหากใช้เวลาเพียงสั้น ๆ จุดเดียวที่สามารถรองรับกองทัพใหญ่ได้ก็มีเพียงท่าเรือของไฮเฮอร์มิเทจเท่านั้น

ถ้าพวกรีชยกพลขึ้นที่ไฮเฮอร์มิเทจจริง ๆ เช่นนั้นปราสาทก็คง . . .

เจอรอลด์ เดนน์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ดาร์คสตาร์’ โกรธจนแทบอยากจะบินกลับบ้านไปทันที

“เงียบให้หมด!” เสียงเฉียบขาดของเจ้าหญิงอาเรียนดังแทรกความโกลาหล นางกวาดตามองเหล่าอัศวินรอบตัวอย่างรวดเร็ว พูดด้วยเสียงต่ำมั่นคง “จะกลัวอะไร? ถ้าพวกรีชกล้าโผล่ออกจากแนวไม้แหลม ก็ทำให้พวกมันเสียใจที่ทำแบบนั้นสิ!”

“ใช่! เรายังได้เปรียบเรื่องจำนวน! ไม่มีแนวกั้น พวกมันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เรา!”

“สู้มันตรง ๆ เลย!”

“เราจะไม่แพ้!”

เมื่อเห็นจิตวิญญาณนักรบของพวกเขาลุกโชนอีกครั้ง อาเรียนก็ลอบถอนหายใจโล่งอก พวกรีชมาถึงโดยไม่ให้ตั้งตัว และไม่มีเวลาแม้แต่จะจัดทัพใหม่ แต่นางก็แบ่งหน้าที่การรบออกอย่างเด็ดขาดและมั่นคงดั่งเคย

“นักรบแห่งดอร์น! วันนี้คือวันที่เราจะพิสูจน์ความกล้าหาญต่อหน้าเทพทั้งเจ็ด! ข้าจะตีกลองนำชัยไปด้วยตนเอง!”

เมื่อกล่าวจบเจ้าหญิงแห่งดอร์นก็หันหลังขึ้นเนินเขาใกล้ ๆ ซึ่งบนนั้นมีกลองศึกของดอร์นรออยู่

“เพื่อเจ้าหญิงอาเรียน!”

“เพื่อดอร์น!”

“เพื่อเกียรติยศ!”

. . .

เสียงกลองคำรามก้องสะท้อนไปทั่ว คล้ายจะกระแทกเข้าหัวใจของทุกคน แซมเวลล์เฝ้าดูขณะที่สองกองทัพปะทะกันราวกับแม่น้ำสองสายไหลชนกัน เกิดเป็นละอองเลือดแดงฉานลอยขึ้นสู่ฟ้า

‘ถึงเวลาแล้ว’ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วบังคับม้าเดินช้า ๆ ไปข้างหน้า อัศวินอีกเจ็ดร้อยนายก็ตามมาติด ๆ อย่างเป็นระเบียบ พวกเขาลงจากสันเขาไปยังเนินลาดด้วยจังหวะที่ยังช้าอยู่ เพราะด้วยระยะทางที่ไกลเกินไป หากให้ม้าวิ่งเต็มฝีเท้าตั้งแต่ตอนนี้ มันจะหมดแรงเสียก่อน

เมื่อพวกเขาเหยียบถึงพื้นราบ รูปขบวนของดอร์นก็ปรากฏชัดขึ้นตรงหน้า พร้อมกับบรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป แรงอาฆาตพยาบาทแผ่ซ่านออกมาจากพวกอัศวินแห่งรีช ทำให้อากาศรอบตัวหนาหนักไปด้วยกลิ่นไอแห่งความตาย

แซมเวลล์ลดหมวกเหล็กลง ก้มตัวเล็กน้อย แล้วยกทวนขึ้นในระดับพร้อมโจมตี ซึ่งม้าศึกผู้เคยผ่านสมรภูมิของเขาก็รับรู้เจตนาในทันที มันเริ่มเร่งฝีเท้า พร้อมกับอัศวินทั้งเจ็ดร้อยนายที่อยู่ข้างหลังก็เคลื่อนไหวพร้อมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว เลียนแบบท่าทางของเขา

เสียงกีบม้าดังขึ้นเรื่อย ๆ จนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฟ้าร้องคำรามก้องสะท้อนไปทั่วทุ่งหญ้า พื้นดินสั่นสะเทือนอยู่ใต้ฝ่าเท้าพวกเขา ราวกับเกิดแผ่นดินไหวเล็ก ๆ กรวดเม็ดเล็ก ๆ กลิ้งกระจายตามพื้น หญ้าป่าพลิ้วไหวโอนต่ำ แม้แต่ดวงอาทิตย์ที่แผดเผาอยู่ ก็ราวกับหลบซ่อนหลังเมฆเหมือนเกรงกลัวภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า

ในที่สุดภาพอันน่าสะพรึงนี้ก็เป็นที่สังเกตของกองทัพดอร์น แต่ในตอนนั้น . . . มันสายเกินไปแล้ว!

กองทหารม้าจากรีชเร่งความเร็วถึงขีดสุด และในพริบตาระยะหลายร้อยหลาระหว่างพวกเขากับปีกขวาของดอร์นก็หายไป พวกเขาพุ่งเข้าไปเหมือนลูกธนูจากคันศร เจาะทะลุแนวปีกขวาของกองทัพดอร์น

‘ก้าวไปข้างหน้า’ แซมเวลล์ท่องคำสั่งของบิดาในใจ ขจัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งปวง

อัศวินดอร์นพยายามต้านทาน รวบรวมพลรอบ ๆ นายทหารไม่กี่คนเพื่อเสริมแนวปีกขวาที่อ่อนแอ แต่มันก็สายเกินไป ไม่เพียงกำลังพลไม่เพียงพอ แต่พวกเขายังไม่มีขบวนที่เป็นรูปแบบชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาไม่มีเวลาและพื้นที่ที่จะเร่งความเร็ว และความเร็วคือทุกสิ่งของทหารม้า!

ปัง!

การปะทะครั้งแรกระเบิดขึ้น อัศวินจากรีชพุ่งชนเข้ากับกลุ่มอัศวินดอร์นที่รวมตัวกันอย่างลวก ๆ แต่อัศวินเหล่านี้ก็กล้าหาญไม่ยอมถอย พวกเขาลุกขึ้นสู้เพื่อถ่วงเวลาให้ทหารราบของตนตั้งขบวนใหม่

แต่ชะตากรรมของพวกเขาได้ถูกลิขิตไว้แล้ว ทวนของแซมเวลล์แทงทะลุเข้าใส่อัศวินดอร์นคนแรก เลือดร้อน ๆ กระเซ็นเปื้อนเกราะของเขา ราวกับคลุมเขาไว้ด้วยม่านสีเลือด แต่เขาไม่ชะลอแม้แต่นิดเดียว

‘ก้าวไปข้างหน้า’

อัศวินจากรีชทั้งเจ็ดร้อยบุกเข้าไปเหมือนพายุเหล็ก กรีดผ่านปีกขวาของดอร์นเป็นทางแห่งความตาย

ภายใต้เสียงตะโกนสั่งของนายทหารดอร์น กองทหารราบกลุ่มหนึ่งพยายามตั้งแนวโล่ไม้โอ๊กและหอกยาวเพื่อสกัดพวกรีชที่กำลังบุกมา แต่ในสายตาของพวกเขา มีเพียงความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ต่อหน้าทหารม้าเกราะเหล็กที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ใครเล่าจะรักษาสติไว้ได้?

เสียงกีบม้าดังก้องไปทั่วสนามรบ เป็นเพียงเสียงเดียวที่หลงเหลืออยู่ ทุกจังหวะราวกับทุบลงกลางหัวใจของทหารดอร์นปลุกความกลัว ทำให้พวกเขาตัวสั่น และก่อให้เกิดแรงผลักดันอยากหนีเอาตัวรอด

แต่การหนี . . . เป็นไปได้จริงหรือ?

แซมเวลล์มองเห็นความหวาดกลัวในแววตาของศัตรู เขาสูดลมหายใจลึกกลั้นไว้ เตรียมตัวเผชิญกับเหล็กกล้าและเลือดเบื้องหน้า

‘ก้าวไปข้างหน้า’

ปัง! ปัง! บูม!

เสียงปะทะดังสนั่นหลายระลอก อัศวินกลุ่มแรกของรีชพุ่งชนแนวโล่ของดอร์นที่จัดขึ้นแบบเร่งด่วน ในพริบตาเดียวทหารดอร์นนับไม่ถ้วนราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสาย และถูกเหวี่ยงลอยขึ้นกลางอากาศ ส่งเลือดพุ่งจากร่างของพวกเขา

แนวรับของดอร์นทางขวาบอบบางราวกระดาษ ไม่อาจต้านแรงกระแทกของทหารม้ารีชได้เลย มันถูกฉีกเปิดเป็นแผลเหวอะหวะ พวกนักรบเกราะเหล็กก็ทะลุเข้าไปอย่างไม่มีใครหยุดยั้งได้

‘ก้าวไปข้างหน้า’

สายตาแซมเวลล์กลายเป็นสีแดง จมูกเขาเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเหล็ก ทวนของเขาแตกกระจายไปแล้ว แต่เขาก็ไม่หยุด เขาทิ้งทวนหักนั่นไป และคว้าดาบฮาร์ตส์เบนจากด้านหลังแล้วเหวี่ยงเต็มแรง

ดาบเหล็กวาเลเรียนที่แหลมคมเกินมนุษย์จะจินตนาการ ฟันผ่านทุกสิ่งที่ขวางทางไม่ว่าจะเป็นดาบ เกราะ หรือโล่ และแน่นอนรวมถึงเนื้อหนังและกระดูกด้วย

‘ก้าวไปข้างหน้า’

แซมเวลล์นำทัพอัศวินรีชทะลวงลึกเข้าไปในใจกลางกองทัพดอร์น ราวกับคมมีดร้อนแดงเฉือนเนยอ่อน ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันชะงัก สิ่งใดก็ตามที่ขวางหน้าพวกเขาไม่อาจรอดพ้นคมดาบของเขา

‘ก้าวไปข้างหน้า’

ทุกที่ที่พวกเขาผ่านไปมักตามมาด้วยพายุโลหิต ทิ้งไว้เพียงสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพและโล่แตกกระจาย แขนของแซมเวลล์ชาไปหมดแล้ว หน้ากากบนหมวกเกราะของเขาเต็มไปด้วยเลือดจนแทบมองไม่เห็น แต่เขายังคงจดจำคำสั่งของบิดาไว้ในใจ

‘ก้าวไปข้างหน้า!!!’

จบบทที่ ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 91

คัดลอกลิงก์แล้ว