- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 91
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 91
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 91
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 91 ก้าวไปข้างหน้า
แสงแดดแผดเผาจากดวงอาทิตย์ร้อนระอุ เปรียบเสมือนไฟที่ลุกโชนอยู่ในใจของแซมเวลล์
แซมเวลล์สวมเกราะเต็มยศ ถือทวนในมือ มีดาบใหญ่เหล็กวาเลเรียน ‘ฮาร์ตส์เบน’ สะพายไว้ที่หลัง และขี่ม้าเผือกยืนอยู่หน้าสุดของขบวน
อัศวินกว่าเจ็ดร้อยนายทุกคนสวมเกราะที่ส่องประกายแวววาว พวกเขายืนเรียงรายเหมือนรูปปั้นเหล็กอยู่บนสันเขา รอคอยคำสั่งให้บุกโจมตี
ลมแห้งร้อนพัดมาทำได้แค่ทำให้ธงรบพลิ้วสะบัดเสียงดัง แต่ไม่อาจเขย่าขวัญพวกเขาแม้แต่น้อย ภายใต้แสงแดดอันโหดร้ายของดอร์น เกราะเหล็กของพวกเขาร้อนจัดจนแทบทนไม่ไหว แต่ไม่อัศวินจากรีชคนใดแสดงอาการไม่สบายหรือไม่พอใจเลย
แซมเวลล์อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปแตะดาบใหญ่ที่สะพายอยู่บนหลัง ดาบฮาร์ตส์เบน ดาบเหล็กวาเลเรียนซึ่งตกทอดอยู่ในตระกูลทาร์ลี่มานานกว่าห้าร้อยปี แผ่ไอเย็นออกมาให้เขารู้สึกผ่อนคลายจากความร้อนอบอ้าวรอบตัว
เมื่อครึ่งปีก่อน มาร์เจอรี ไทเรลล์ ดอกกุหลาบแห่งไฮการ์เดน ได้ใช้ดาบเล่มนี้ทำพิธีอัศวินให้เขา ซึ่งภาพวันนั้นยังชัดเจนในความทรงจำ ในเวลานั้นบิดาของเขา ลอร์ดแรนดิลล์ ทาร์ลี่ เคยพูดว่าแซมเวลล์ไม่คู่ควรแม้แต่จะสัมผัสกับด้ามดาบฮาร์ตส์เบน แต่ตอนนี้บิดาของเขากลับมอบดาบเล่มนี้ให้ เขาใช้มันนำอัศวินของตระกูลเข้าสู่สนามรบ
โชคชะตานั้นช่างแปลกประหลาดและคาดเดาไม่ได้จริง ๆ!
บู่ววว!!!
ทันใดนั้นเสียงแตรต่ำลึกก็ดังขัดจังหวะความคิดของแซมเวลล์ เขาหันไปมองตามเสียง และเห็นกองทหารของแรนดิลล์ ทาร์ลี่กำลังโจมตีจากแนวหลังของกองทัพดอร์น ในเวลาเดียวกันกองทหารรักษาการณ์ที่ท่าเรือก็เริ่มโต้กลับตามสัญญาณ
ลมหายใจของแซมเวลล์เริ่มเร็วขึ้น แต่เขาก็บังคับตัวเองให้สงบ พลางบอกกับตัวเองว่า ‘ยังไม่ถึงเวลา’
. . .
“เกิดอะไรขึ้น?”
“พวกรีชมาตีจากด้านหลังได้ยังไง?”
“พวกมันคงยกพลขึ้นฝั่งทางตอนบนของแม่น้ำทอร์เรนไทน์ แล้วลอบตีจากทางนั้นแน่!”
“หน่วยลาดตระเวนหายหัวไปไหน พวกยอนวูดโง่นั่น! ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเหรอ?”
ความตื่นตระหนกและสับสนปกคลุมกองทัพดอร์น โดยในหมู่พวกเขาอัศวินจากไฮเฮอร์มิเทจมีสีหน้ามืดมนที่สุด
พวกเขารู้ดีว่าบริเวณตอนบนของแม่น้ำทอร์เรนไทน์มีจุดที่เหมาะสำหรับยกพลขึ้นฝั่งเพียงไม่กี่แห่ง และหากใช้เวลาเพียงสั้น ๆ จุดเดียวที่สามารถรองรับกองทัพใหญ่ได้ก็มีเพียงท่าเรือของไฮเฮอร์มิเทจเท่านั้น
ถ้าพวกรีชยกพลขึ้นที่ไฮเฮอร์มิเทจจริง ๆ เช่นนั้นปราสาทก็คง . . .
เจอรอลด์ เดนน์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ดาร์คสตาร์’ โกรธจนแทบอยากจะบินกลับบ้านไปทันที
“เงียบให้หมด!” เสียงเฉียบขาดของเจ้าหญิงอาเรียนดังแทรกความโกลาหล นางกวาดตามองเหล่าอัศวินรอบตัวอย่างรวดเร็ว พูดด้วยเสียงต่ำมั่นคง “จะกลัวอะไร? ถ้าพวกรีชกล้าโผล่ออกจากแนวไม้แหลม ก็ทำให้พวกมันเสียใจที่ทำแบบนั้นสิ!”
“ใช่! เรายังได้เปรียบเรื่องจำนวน! ไม่มีแนวกั้น พวกมันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เรา!”
“สู้มันตรง ๆ เลย!”
“เราจะไม่แพ้!”
เมื่อเห็นจิตวิญญาณนักรบของพวกเขาลุกโชนอีกครั้ง อาเรียนก็ลอบถอนหายใจโล่งอก พวกรีชมาถึงโดยไม่ให้ตั้งตัว และไม่มีเวลาแม้แต่จะจัดทัพใหม่ แต่นางก็แบ่งหน้าที่การรบออกอย่างเด็ดขาดและมั่นคงดั่งเคย
“นักรบแห่งดอร์น! วันนี้คือวันที่เราจะพิสูจน์ความกล้าหาญต่อหน้าเทพทั้งเจ็ด! ข้าจะตีกลองนำชัยไปด้วยตนเอง!”
เมื่อกล่าวจบเจ้าหญิงแห่งดอร์นก็หันหลังขึ้นเนินเขาใกล้ ๆ ซึ่งบนนั้นมีกลองศึกของดอร์นรออยู่
“เพื่อเจ้าหญิงอาเรียน!”
“เพื่อดอร์น!”
“เพื่อเกียรติยศ!”
. . .
เสียงกลองคำรามก้องสะท้อนไปทั่ว คล้ายจะกระแทกเข้าหัวใจของทุกคน แซมเวลล์เฝ้าดูขณะที่สองกองทัพปะทะกันราวกับแม่น้ำสองสายไหลชนกัน เกิดเป็นละอองเลือดแดงฉานลอยขึ้นสู่ฟ้า
‘ถึงเวลาแล้ว’ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วบังคับม้าเดินช้า ๆ ไปข้างหน้า อัศวินอีกเจ็ดร้อยนายก็ตามมาติด ๆ อย่างเป็นระเบียบ พวกเขาลงจากสันเขาไปยังเนินลาดด้วยจังหวะที่ยังช้าอยู่ เพราะด้วยระยะทางที่ไกลเกินไป หากให้ม้าวิ่งเต็มฝีเท้าตั้งแต่ตอนนี้ มันจะหมดแรงเสียก่อน
เมื่อพวกเขาเหยียบถึงพื้นราบ รูปขบวนของดอร์นก็ปรากฏชัดขึ้นตรงหน้า พร้อมกับบรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป แรงอาฆาตพยาบาทแผ่ซ่านออกมาจากพวกอัศวินแห่งรีช ทำให้อากาศรอบตัวหนาหนักไปด้วยกลิ่นไอแห่งความตาย
แซมเวลล์ลดหมวกเหล็กลง ก้มตัวเล็กน้อย แล้วยกทวนขึ้นในระดับพร้อมโจมตี ซึ่งม้าศึกผู้เคยผ่านสมรภูมิของเขาก็รับรู้เจตนาในทันที มันเริ่มเร่งฝีเท้า พร้อมกับอัศวินทั้งเจ็ดร้อยนายที่อยู่ข้างหลังก็เคลื่อนไหวพร้อมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว เลียนแบบท่าทางของเขา
เสียงกีบม้าดังขึ้นเรื่อย ๆ จนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฟ้าร้องคำรามก้องสะท้อนไปทั่วทุ่งหญ้า พื้นดินสั่นสะเทือนอยู่ใต้ฝ่าเท้าพวกเขา ราวกับเกิดแผ่นดินไหวเล็ก ๆ กรวดเม็ดเล็ก ๆ กลิ้งกระจายตามพื้น หญ้าป่าพลิ้วไหวโอนต่ำ แม้แต่ดวงอาทิตย์ที่แผดเผาอยู่ ก็ราวกับหลบซ่อนหลังเมฆเหมือนเกรงกลัวภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ในที่สุดภาพอันน่าสะพรึงนี้ก็เป็นที่สังเกตของกองทัพดอร์น แต่ในตอนนั้น . . . มันสายเกินไปแล้ว!
กองทหารม้าจากรีชเร่งความเร็วถึงขีดสุด และในพริบตาระยะหลายร้อยหลาระหว่างพวกเขากับปีกขวาของดอร์นก็หายไป พวกเขาพุ่งเข้าไปเหมือนลูกธนูจากคันศร เจาะทะลุแนวปีกขวาของกองทัพดอร์น
‘ก้าวไปข้างหน้า’ แซมเวลล์ท่องคำสั่งของบิดาในใจ ขจัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งปวง
อัศวินดอร์นพยายามต้านทาน รวบรวมพลรอบ ๆ นายทหารไม่กี่คนเพื่อเสริมแนวปีกขวาที่อ่อนแอ แต่มันก็สายเกินไป ไม่เพียงกำลังพลไม่เพียงพอ แต่พวกเขายังไม่มีขบวนที่เป็นรูปแบบชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาไม่มีเวลาและพื้นที่ที่จะเร่งความเร็ว และความเร็วคือทุกสิ่งของทหารม้า!
ปัง!
การปะทะครั้งแรกระเบิดขึ้น อัศวินจากรีชพุ่งชนเข้ากับกลุ่มอัศวินดอร์นที่รวมตัวกันอย่างลวก ๆ แต่อัศวินเหล่านี้ก็กล้าหาญไม่ยอมถอย พวกเขาลุกขึ้นสู้เพื่อถ่วงเวลาให้ทหารราบของตนตั้งขบวนใหม่
แต่ชะตากรรมของพวกเขาได้ถูกลิขิตไว้แล้ว ทวนของแซมเวลล์แทงทะลุเข้าใส่อัศวินดอร์นคนแรก เลือดร้อน ๆ กระเซ็นเปื้อนเกราะของเขา ราวกับคลุมเขาไว้ด้วยม่านสีเลือด แต่เขาไม่ชะลอแม้แต่นิดเดียว
‘ก้าวไปข้างหน้า’
อัศวินจากรีชทั้งเจ็ดร้อยบุกเข้าไปเหมือนพายุเหล็ก กรีดผ่านปีกขวาของดอร์นเป็นทางแห่งความตาย
ภายใต้เสียงตะโกนสั่งของนายทหารดอร์น กองทหารราบกลุ่มหนึ่งพยายามตั้งแนวโล่ไม้โอ๊กและหอกยาวเพื่อสกัดพวกรีชที่กำลังบุกมา แต่ในสายตาของพวกเขา มีเพียงความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ต่อหน้าทหารม้าเกราะเหล็กที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ใครเล่าจะรักษาสติไว้ได้?
เสียงกีบม้าดังก้องไปทั่วสนามรบ เป็นเพียงเสียงเดียวที่หลงเหลืออยู่ ทุกจังหวะราวกับทุบลงกลางหัวใจของทหารดอร์นปลุกความกลัว ทำให้พวกเขาตัวสั่น และก่อให้เกิดแรงผลักดันอยากหนีเอาตัวรอด
แต่การหนี . . . เป็นไปได้จริงหรือ?
แซมเวลล์มองเห็นความหวาดกลัวในแววตาของศัตรู เขาสูดลมหายใจลึกกลั้นไว้ เตรียมตัวเผชิญกับเหล็กกล้าและเลือดเบื้องหน้า
‘ก้าวไปข้างหน้า’
ปัง! ปัง! บูม!
เสียงปะทะดังสนั่นหลายระลอก อัศวินกลุ่มแรกของรีชพุ่งชนแนวโล่ของดอร์นที่จัดขึ้นแบบเร่งด่วน ในพริบตาเดียวทหารดอร์นนับไม่ถ้วนราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสาย และถูกเหวี่ยงลอยขึ้นกลางอากาศ ส่งเลือดพุ่งจากร่างของพวกเขา
แนวรับของดอร์นทางขวาบอบบางราวกระดาษ ไม่อาจต้านแรงกระแทกของทหารม้ารีชได้เลย มันถูกฉีกเปิดเป็นแผลเหวอะหวะ พวกนักรบเกราะเหล็กก็ทะลุเข้าไปอย่างไม่มีใครหยุดยั้งได้
‘ก้าวไปข้างหน้า’
สายตาแซมเวลล์กลายเป็นสีแดง จมูกเขาเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเหล็ก ทวนของเขาแตกกระจายไปแล้ว แต่เขาก็ไม่หยุด เขาทิ้งทวนหักนั่นไป และคว้าดาบฮาร์ตส์เบนจากด้านหลังแล้วเหวี่ยงเต็มแรง
ดาบเหล็กวาเลเรียนที่แหลมคมเกินมนุษย์จะจินตนาการ ฟันผ่านทุกสิ่งที่ขวางทางไม่ว่าจะเป็นดาบ เกราะ หรือโล่ และแน่นอนรวมถึงเนื้อหนังและกระดูกด้วย
‘ก้าวไปข้างหน้า’
แซมเวลล์นำทัพอัศวินรีชทะลวงลึกเข้าไปในใจกลางกองทัพดอร์น ราวกับคมมีดร้อนแดงเฉือนเนยอ่อน ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันชะงัก สิ่งใดก็ตามที่ขวางหน้าพวกเขาไม่อาจรอดพ้นคมดาบของเขา
‘ก้าวไปข้างหน้า’
ทุกที่ที่พวกเขาผ่านไปมักตามมาด้วยพายุโลหิต ทิ้งไว้เพียงสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพและโล่แตกกระจาย แขนของแซมเวลล์ชาไปหมดแล้ว หน้ากากบนหมวกเกราะของเขาเต็มไปด้วยเลือดจนแทบมองไม่เห็น แต่เขายังคงจดจำคำสั่งของบิดาไว้ในใจ
‘ก้าวไปข้างหน้า!!!’