- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 87
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 87
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 87
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 87 สภาแห่งราชา I
คิงส์แลนดิ้ง เมืองหลวงของทั้งเจ็ดอาณาจักร ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเวสเทอรอสที่สามารถมองออกไปยังอ่าวแบล็ควอเตอร์ได้อย่างชัดเจน เมื่อสามร้อยปีก่อน เอกอน ทาร์แกเรียน ได้ยกพลขึ้นบกที่นี่พร้อมมังกรทั้งสามตัว เพื่อเริ่มต้นการพิชิตเวสเทอรอส
หลังจากที่สงครามพิชิตสิ้นสุดลง เอกอนได้รับการสวมมงกุฎที่เมืองโอลด์ทาวน์ ในฐานะกษัตริย์แห่งชาวอันดาล ชาวรอยนาร์ และบุรุษคนแรก ลอร์ดแห่งทั้งเจ็ดอาณาจักร และผู้พิทักษ์แผ่นดิน
ว่ากันว่าในเวลานั้น ตระกูลไฮทาวเวอร์ได้ถวายเมืองโอลด์ทาวน์แด่ราชวงศ์ทาร์แกเรียนเพื่อใช้เป็นเมืองหลวง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เอกอนกลับปฏิเสธ และแทนที่จะเลือกเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในเวสเทอรอส เขากลับสร้างเมืองใหม่ตรงปากแม่น้ำแบล็ควอเตอร์ ณ ที่ที่เขาขึ้นบกครั้งแรก และนั่นคือที่มาของชื่อ ‘คิงส์แลนดิ้ง’ หรือ ‘ท่าจอดเรือของกษัตริย์’
สามศตวรรษต่อมา หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนั้นได้กลายเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดของเวสเทอรอส และมีประชากรเกือบห้าแสนคน โดยหลังจากกบฏโรเบิร์ตล้มล้างราชวงศ์ทาร์แกเรียน ตระกูลบาราเธียนก็ยังคงใช้คิงส์แลนดิ้งเป็นเมืองหลวงของทั้งเจ็ดอาณาจักร
เมืองใหม่แห่งนี้ยังคงรุ่งเรือง . . . แต่ก็กำลังทรุดโทรมลงภายใต้ภาระหนักอึ้งของประชากรที่เพิ่มพูน
บนเนินเขาสูงของคิงส์แลนดิ้ง ณ มุมตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองมีที่ตั้งของปราสาทหลวง เรดคีป ตั้งอยู่ มันสร้างจากหินสีแดงซีด ปราสาทขนาดมหึมาราวกับมังกรที่หลับใหลเฝ้ามองทุกสิ่งเบื้องล่างอย่างเงียบงัน
ปีเตอร์ เบลิช หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ลิตเติ้ลฟิงเกอร์’ ขุนนางเหรัญญิกแห่งอาณาจักร ควบม้าผ่านประตูสำริดสูงตระหง่านเข้าสู่เรดคีป
เข็มกลัดรูปนกเลียนแบบบนผ้าคลุมสะท้อนแดดระยิบระยับ และเอ่ยทักทายทหารยามและคนรับใช้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดทาง
เมื่อเดินเข้าสู่ห้องประชุมสภา ปีเตอร์ก็เห็นว่า จอน แอริน หัตถ์แห่งราชา ได้มาถึงก่อนแล้ว
หัตถ์แห่งราชา หรือ มือขวาแห่งราชา ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาสูงสุด และเป็นผู้ปฏิบัติตามพระบัญชาของกษัตริย์ รับผิดชอบดูแลการบริหารราชการประจำวันทั่วทั้งเจ็ดอาณาจักร
ซึ่งลอร์ดจอน แอรินในวัยกว่าเจ็ดสิบ บ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยแห่งกาลเวลาอย่างชัดเจน เส้นผมสีทองสดใสในอดีตกลายเป็นสีเทา หัวไหล่กว้างที่เคยสง่างามบัดนี้โน้มต่ำลงด้วยภาระแห่งบ้านเมือง แต่ดวงตาสีฟ้าของเขายังคงเปล่งประกายด้วยไหวพริบที่ไม่เคยเสื่อมคลาย
เมื่อเห็นปีเตอร์ จอนก็พยักหน้าให้คนที่เขาเคยชุบเลี้ยงจนได้เป็นขุนคลัง แล้วก้มหน้ากลับไปจดจ่อกับเอกสารเบื้องหน้า
ปีเตอร์โค้งคำนับอย่างเคารพและนั่งลงอย่างเงียบ ๆ เขารู้ดีว่าเจ้านายสูงวัยไม่ชอบให้ขัดจังหวะเวลาครุ่นคิด เขาจึงนั่งรอ พลางปล่อยสายตามองไปรอบห้องอย่างไร้จุดหมาย
ห้องประชุมสภาตกแต่งอย่างหรูหรา พรมลายหรูจากเมียร์ปูพื้น ผนังประดับภาพวาดจากทั่วทุกมุมโลก สองข้างประตูมีรูปปั้นสฟิงซ์แห่งวาลีเรียยืนเฝ้า ดวงตาคล้ายจ้องลึกเข้ามาในจิตใจของขุนคลังผู้กระวนกระวาย
ไม่นานนักสมาชิกสภาคนอื่นก็เริ่มทยอยมาถึง สแตนนิส บาราเธียน วาริส และไพเซล แกรนด์เมสเตอร์แห่งราชสำนัก
หลังจากนั้นไม่นานจอน แอรินก็เงยหน้าขึ้นเอ่ยว่า “ทุกคนมาแล้วหรือยัง?”
วาริส หรือที่รู้จักกันว่า ‘แมงมุม’ ยิ้มอย่างนุ่มนวล เสียงเขาอ่อนหวานดุจน้ำเชื่อม “ทุกคนมาแล้ว ยกเว้นลอร์ดเรนลีย์ ขุนนางฝ่ายกฎหมายที่ลาหยุด และเซอร์บาร์ริสตัน ผู้บัญชาการหน่วยคิงส์การ์ดที่ติดตามฝ่าบาทออกล่าสัตว์”
แน่นอนว่าวาริสจงใจไม่กล่าวถึงอีกผู้ที่หายตัวไปอีกคน กษัตริย์โรเบิร์ต บาราเธียน!
แต่ทุกคนในห้องต่างเคยชินกับการที่กษัตริย์ไม่เข้าร่วมประชุมเสียแล้ว ในตอนนี้สิ่งที่น่าตกใจกว่าคือหากเขา ‘เข้าร่วม’ เสียมากกว่า เพราะอดีตนักรบผู้เร่าร้อนคนนั้น หลังจากชนะบัลลังก์ก็เหมือนเด็กที่เบื่อของเล่นใหม่อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้เขาจะใช้เวลาไปกับเหล้า การล่าสัตว์ และความหฤหรรษ์ ปล่อยให้จอน แอริน ผู้เป็นบิดาอุปถัมภ์ดูแลราชการแทนทั้งหมด
ราวกับว่าท่านลอร์ดผู้นี้ไม่เพียงเป็นหัตถ์แห่งราชา หากแต่เป็น ‘สมอง ดวงตา และหู’ ของราชา ขณะที่โรเบิร์ตเหลือเพียง ‘ปากไว้ดื่มเหล้า กับ . . .’
“ถ้าเช่นนั้น มาเริ่มการประชุมกันเถอะ” จอนกล่าวขึ้น พลางเคาะโต๊ะเบา ๆ “เริ่มจากข้อพิพาทระหว่างรีชกับดอร์น ทุกท่านคงได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้ว มีใครอยากแสดงความคิดเห็นหรือไม่?”
ความเงียบวาบหนึ่งครอบงำห้อง ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงของวาริสในโทนเสียงเนียนนุ่มดังเดิม
“ท่านขุนนางเหรัญญิกของเรา เพิ่งเดินทางกลับจากอีเกิลส์พอยต์ ท่านคงทราบเรื่องนี้ดีไม่น้อย”
‘เจ้าสารเลวไร้ไข่’ ปีเตอร์ยิ้มตอบสายตาช่างเจรจาของวาริสอย่างคมคาย พลางสบถในใจ แต่ภายนอกกลับตอบอย่างนุ่มนวล “ข้าเพียงไปตรวจสอบเหมืองเงินที่อีเกิลส์พอยต์ และจัดเตรียมการผลิตเหรียญเงิน สำหรับเรื่องพิพาทนั้น ข้าเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าท่านทั้งหลาย”
วาริสแสร้งทำหน้าตกใจ พร้อมยกมือเรียวปิดปากเบา ๆ “โอ้ . . . ข้ามิคิดเลยว่าแค่เหมืองเงินเล็ก ๆ จะทำให้ขุนนางเหรัญญิกแห่งอาณาจักรต้องเดินทางไกลปานนั้น”
“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหน้าที่” ปีเตอร์ยิ้มบาง “ในเมื่อท้องพระคลังแทบจะว่างเปล่า ข้าจะพลาดโอกาสตรวจสอบเหมืองใหม่ด้วยตนเองได้อย่างไรเล่า?”
วาริสเหมือนจะพูดต่อ แต่เสียงกระแอมเบา ๆ จากจอนก็พาทุกคนกลับเข้าสู่หัวข้อเดิมในที่สุด “พอได้แล้ว ปีเตอร์ บอกความเห็นของเจ้ามาเรื่องอัศวินจากอีเกิลส์พอยท์”
ปีเตอร์พยักหน้าให้จอน แอริน ก่อนตอบว่า “เซอร์แซมเวลล์เป็นอัศวินฝีมือดี แต่เขาไม่ใช่คนที่จะทนให้ใครหยามได้โดยไม่ตอบโต้”
จอนพยักหน้าอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังต่อชิ้นส่วนของภาพที่เริ่มสมบูรณ์ จากนั้นเขาหันไปทางวาริส “แล้วเจ้าล่ะ ลอร์ดวาริส เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
วาริสขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเสียงสูงแบบเนียนนุ่ม “ท่านลอร์ด ข้ามีข่าวมากมายเลยทีเดียว ข้อพิพาทนี้มิได้จำกัดอยู่แค่ที่อีเกิลส์พอยท์กับสตาร์ฟอลอีกต่อไปแล้ว ขุนนางแทบทุกคนในดอร์นตะวันตกต่างส่งกองทัพเข้าร่วม ส่วนฝ่ายรีชก็มีทั้งตระกูลทาร์ลี่, ฟลอเรนท์, เรดไวน์, มัลเลนดอร์ และคาย รวมตัวกันอย่างน่าประทับใจเลยทีเดียว”
คิ้วของจอนขมวดเข้าหากัน “แล้วตระกูลมาร์เทลกับไทเรลล์ล่ะ ได้สั่งระดมกองทัพหรือไม่?”
“ยังไม่ถึงขั้นนั้น” วาริสตอบ พลางลูบศีรษะล้านที่มันวาวของตน “ดูเหมือนว่าเจ้าหญิงอาเรียนจะอยู่ที่สตาร์ฟอล และเป็นนางที่ออกคำสั่งเรียกระดมพลจากเหล่าขุนนางดอร์นตะวันตก ส่วนทางไทเรลล์นั้น . . . เงียบสนิท”
ในขณะนั้นเองสแตนนิส บาราเธียน ผู้ซึ่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้นว่า “ไทเรลล์เงียบงั้นหรือ? แล้วทำไมถึงมีขุนนางจากรีชมากมายยกพลไปช่วยอีเกิลส์พอยท์กัน?”
น้องชายของกษัตริย์โรเบิร์ตไม่ได้เป็นคนตัวใหญ่ แต่ร่างกายของเขาอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อและแข็งแกร่ง ผิวกร้านแดดจนเข้มจัด เส้นผมบางลงเหลือเพียงขอบดำรอบหนังศีรษะ ดูคล้ายเงาของมงกุฎ ซึ่งน้ำเสียงของสแตนนิสนั้นแห้งแล้งและตัดตรง ราวกับสอบสวนคนผิด
วาริสไม่สะทกสะท้าน พลางหัวเราะเบา ๆ และตอบว่า “ไทเรลล์อาจนิ่งเฉยก็จริง แต่ข้าก็ไม่ทราบเหตุผลแน่ชัดว่าทำไมขุนนางคนอื่น ๆ ในรีชจึงยอมร่วมศึก”
ปีเตอร์แค่นเสียงเยาะ “แล้วนกน้อยของเจ้าไม่บอกอะไรเลยหรือว่าเหตุใดขุนนางรีชถึงได้เข้าข้างอีเกิลส์พอยท์?”
“นกน้อยของข้ามีตาและหู แต่ไม่ค่อยมีสมอง” วาริสตอบด้วยรอยยิ้มบาง “พวกมันนำแต่สิ่งที่ได้ยินและเห็นมา ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับพวกเราว่าจะตีความอย่างไร”
ปีเตอร์แค่นหัวเราะ “งั้นนกของเจ้าก็โง่เหมือนเจ้าของมันน่ะสิ . . .”
“พอได้แล้ว” จอนเคาะโต๊ะดัง ‘ปัง’ ขัดการโต้เถียงทันที และถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนหันไปยังแกรนด์เมสเตอร์ไพเซล ซึ่งนั่งอยู่สุดปลายโต๊ะ และเอ่ยว่า “ท่านมีความเห็นอย่างไร แกรนด์เมสเตอร์?”
อย่างไรก็ตามมันกลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
“แกรนด์เมสเตอร์ไพเซล? ท่านได้ยินหรือไม่? แกรนด์เมสเตอร์?”