- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 83
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 83
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 83
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 83 พยานแห่งเจ็ดเทพ
เต็นท์ที่คับแคบยิ่งแคบลงกว่าเดิม เมื่อเหล่าอัศวินแห่งดอร์นในชุดเกราะทยอยเข้ามาไม่หยุดจนแน่นขนัดไปทั่วบริเวณ พอใกล้ค่ำแสงสว่างก็มืดลง เจ้าหญิงอาเรียนจึงสั่งให้ทหารของนางจุดเทียน
กลิ่นน้ำมันจากจิ้งเหลนทะเลทรายลอยตลบไปทั่ว และตอนนี้มีอัศวินกว่าร้อยคนเบียดเสียดอยู่ในเต็นท์
สายตาของเจ้าหญิงอาเรียนกวาดไปทั่วห้อง จำชื่อสกุล ความจงรักภักดี และลักษณะเฉพาะของแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งนี่เป็นทักษะที่ผู้นำทุกคนจำเป็นต้องมี
ทางด้านซ้ายของนาง ชายที่ยืนอยู่เป็นชายร่างสูงผู้มีจมูกงุ้มเด่นชัด ผมดำแซมสีเงิน และดวงตาสีม่วงอ่อน ซึ่งนางจำเขาได้ทันทีว่าคือ เจอรอลด์ ‘ดาร์คสตาร์’ เดย์น บุตรชายคนโตแห่งไฮเฮอร์มิเทจ ตระกูลเดย์นแห่งไฮเฮอร์มิเทจนั้น เป็นสาขาที่ทรงอำนาจที่สุดของตระกูลเดย์น และเห็นได้ชัดว่าพวกเขามีเป้าหมายจะชิงสตาร์ฟอลมาเป็นของตน โดยเฉพาะเมื่อสายหลักของตระกูลเริ่มเสื่อมถอย
ดังนั้นกองกำลังของเจอรอลด์จึงมากที่สุดในที่นี้ มีถึงสามพันคน และแทบจะเป็นกำลังรบทั้งหมดของไฮเฮอร์มิเทจ
อย่างไรก็ดีชื่อเสียงของเจอรอลด์ไม่ได้ดีนัก และอาเรียนก็ไม่ชอบสายตาที่เขามองนางเลย แต่ถึงกระนั้นนางก็จะไม่ตีตัวออกห่างเพียงเพราะเหตุผลนั้น ตรงกันข้ามนางกลับมองว่าเขาเป็นผู้มีศักยภาพสูงสุดที่จะสืบทอดสตาร์ฟอล แน่นอนว่าสมควรมากกว่าหญิงสาวนิรนามนามว่า นาตาลี เดย์น
เมื่อสบตาเขาอย่างเร่าร้อน อาเรียนจึงยิ้มเย้ายวนกลับไป และมันก็เป็นอย่างที่คาดไว้ เจอรอลด์หายใจแรงขึ้นและยืดตัวตรงดูตื่นตัวขึ้นทันที
“เซอร์เจอรอลด์ ท่านใช้นามสกุลเดย์น ดินแดนของตระกูลเดย์นในขณะนี้ถูกรีชยึดไว้ ท่านคิดว่าเราควรทำเช่นไร?”
“ขับไล่มันลงทะเล!” เจอรอลด์ทุบกำปั้นลงบนหน้าอกตนเอง พลางตะโกนด้วยความฮึกเหิม
“ยอดเยี่ยม! นี่แหละคือจิตวิญญาณแท้จริงของตระกูลเดย์น!” อาเรียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเจาะจง
จากนั้นนางหันไปหาอัศวินถัดมา ชายหนุ่มผู้มีตราประจำตระกูลเป็นแร้งดำคาบทารกสีชมพูอยู่บนเกราะ ตราประจำตระกูลแบล็กมอนต์ นางจำเขาได้ว่าคือ แพร์รอส แบล็กมอนต์ ทายาทตระกูลแบล็กมอนต์ และเคยเป็นศิษย์ติดตามของลุงนาง ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งเขาเป็นอัศวิน
เมื่อได้รับความสนใจจากอาเรียน แพร์รอสจึงรีบโค้งคำนับ
อาเรียนพยักหน้าอย่างพึงใจ พลางคิดในใจว่า ‘อัศวินผู้นี้ไว้ใจได้’
“เซอร์แพร์รอส ท่านมีความเห็นเช่นไร?”
“ตระกูลแบล็กมอนต์จะเดินตามเส้นทางของซันสเปียร์เสมอ!” เขาตอบพลางหน้าแดงเล็กน้อย และไม่กล้าสบตานาง
“ดีมาก! ตระกูลแบล็กมอนต์ถือเป็นเสาหลักที่มั่นคงของเราเสมอมา!” อาเรียนชมเชย ก่อนจะหันไปยังกลุ่มถัดไป
ถัดจากกลุ่มแบล็กมอนต์ คืออัศวินห้าคนผู้มีตรากะโหลกทองบนเกราะ อาเรียนจำชื่อพวกเขาไม่ได้ แต่จากตรานั้นนางรู้ว่าพวกเขามาจากตระกูลแมนวูดดี้แห่งคิงส์เกรฟ
คิงส์เกรฟเป็นป้อมปราการทางประตูเหนือของดอร์นมีความสำคัญอย่างมาก และตระกูลมาร์เทลก็ได้สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อพวกเขามาโดยตลอด แต่ถึงอย่างนั้นสมาชิกสายตรงของแมนวูดดี้กลับไม่ได้มาเอง ซึ่งทำให้อาเรียนรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นนางก็กล่าวว่า “ตระกูลแมนวูดดี้เคยเป็นผู้นำในการต่อต้านรีชมาโดยตลอด หากข้าจำไม่ผิด ตรามงกุฎทองของท่านคือเกียรติยศที่ได้มาจากการที่บรรพบุรุษของท่านสังหารกษัตริย์แห่งรีชใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว ฝ่าบาท” หนึ่งในอัศวินแมนวูดดี้ก้าวออกมา “ความแค้นของเราต่อรีชฝังลึก และเราจะไม่มีวันก้มหัวให้พวกมัน!”
อาเรียนพยักหน้าอย่างชื่นชม แล้วหันมองไปทางขวาเห็นกลุ่มอัศวินที่มีสัญลักษณ์เปลวไฟสีแดงและเหลือง ตราประจำตระกูลอุลเลอร์แห่งเฮลล์โฮลต์
ลูกสาวนอกสมรสของลอร์ดฮาร์เมน อุลเลอร์ เคยเป็นคนรักของลุงนาง และได้ให้กำเนิดลูกสาวสี่คนที่รู้จักกันในนาม ‘งูทะเลทราย’ ซึ่งเคยเป็นเพื่อนเล่นของอาเรียนในวัยเด็ก ดังนั้นเมื่อนางเห็นอัศวินจากตระกูลอุลเลอร์ สายตานางจึงอ่อนลงเล็กน้อย
ซึ่งตระกูลอุลเลอร์ก็ตอบรับคำเรียกของนางอย่างกระตือรือร้น โดยส่งทหารมาสองพันคน นำโดยน้องชายของลอร์ดฮาร์เมนคือ เซอร์อุลวิค อุลเลอร์ และก่อนที่อาเรียนจะพูดอะไร เซอร์อุลวิคก็เดินออกมาข้างหน้าและโค้งคำนับ “ฝ่าบาท ทหารของตระกูลอุลเลอร์พร้อมรับคำสั่งเสมอ!”
“ความภักดีของตระกูลอุลเลอร์ไม่เคยเป็นที่สงสัยเลยจริง ๆ!” อาเรียนตอบด้วยความอบอุ่น
หลังจากนั้นสายตานางก็กวาดต่อไปอย่างตั้งใจ และหยุดที่แต่ละตระกูลที่ให้ความช่วยเหลือ พร้อมกล่าวขอบคุณพวกเขาอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลคอร์ไกล์แห่งแซนด์สโตน ตระกูลฟาวเลอร์แห่งสกายรีช ตระกูลยอนวูด . . .
แต่เมื่อสายตานางตกมาที่อัศวินตรงทางเข้าเต็นท์ชายผมทองที่มีดวงตาสีฟ้า นัยน์ตาของอาเรียนก็หรี่ลง บนเกราะของเขาคือตราประตูเหล็กสีดำบนพื้นทราย ตราประจำตระกูลยอนวูด
ยอนวูดเป็นหนึ่งในตระกูลที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในดอร์น โดยมีหลายสมญานามที่เรียกขานไม่ว่าจะเป็น เจ้าแห่งยอนวูด ราชันโลหิต ผู้พิทักษ์โบนเวย์ และเจ้าแห่งกรีนฮิลล์ แต่นามที่โดดเด่นที่สุดของพวกเขาเคยคือ ‘ราชาใหญ่แห่งดอร์น’
ก่อนที่มาร์เทลจะรวมดอร์นเป็นหนึ่ง ตระกูลยอนวูดเคยเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุด และแม้ว่าพวกเขาจะยอมสยบต่อซันสเปียร์แล้วก็ตาม ความบาดหมางก็ยังคงหลงเหลืออยู่
ครั้งหนึ่งลุงของนางเคยถูกสงสัยว่าเป็นผู้วางยาพิษลอร์ดยอนวูด ดังนั้นเพื่อประนีประนอม เจ้าชายโดรานจึงส่งบุตรชาย เควนติน ไปอยู่กับพวกเขา ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ฝึกงาน แต่เป็นเชิงตัวประกันเลยทีเดียว
ด้วยประวัติความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ อาเรียนจึงไม่คาดหวังว่าตระกูลยอนวูดจะส่งใครมาช่วย โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาอยู่ห่างจากสตาร์ฟอล และมีข้ออ้างมากมายที่จะปฏิเสธ
แต่พวกเขาก็มาจนได้ แม้จะส่งมาเพียงอัศวินคนเดียวพร้อมทหารอีกสามสิบคน ดูแล้วคล้ายคณะสังเกตการณ์มากกว่าการให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตามอาเรียนก็ทักทายเขาเช่นเดียวกับที่ทำกับคนอื่น ๆ “ข้ารู้สึกซาบซึ้งที่ตระกูลยอนวูดยอมเดินทางมาไกลเพียงนี้เพื่อยืนเคียงข้างเรา”
อัศวินผมทองโค้งคำนับ “ฝ่าบาท ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ นั่นคือหน้าที่ของเรา”
สีหน้าของอาเรียนเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด “น้องชายข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เจ้าชายเควนตินสบายดีขอรับ ฝ่าบาท” อัศวินตอบ “ลอร์ดยอนวูดตั้งใจจะให้เขาแต่งงานกับท่านหญิงกวินเนธ”
“อย่างนั้นหรืออ? งั้นเจ้าโปรดส่งคำขอบคุณของข้าไปยังตระกูลยอนวูดที่ดูแลน้องชายของข้าเป็นอย่างดี” อาเรียนกล่าว พลางกลืนความรู้สึกหลากหลายในใจลงไป “ข้าขอถามหน่อยได้หรือไม่ว่าตระกูลยอนวูดยังยืนหยัดเคียงข้างมาร์เทลอยู่หรือไม่?”
“แน่นอน ตระกูลยอนวูดยังคงจงรักภักดีต่อซันสเปียร์”
“ดี!” อาเรียนตบมือสองครั้ง ก่อนที่อูฐตัวหนึ่งจะถูกนำเข้ามาในเต็นท์
ทันใดนั้นอาเรียนก็ชักดาบของนางออกมา แล้วเดินเข้าไปใกล้สัตว์ตัวนั้น ท่ามกลางสายตาสงสัยของเหล่าอัศวิน นางแทงดาบลึกเข้าไปที่หน้าอกของอูฐ แทงทะลุเข้าอวัยวะภายในจนเลือดพุ่งทะลักออกจากบาดแผลสาดเปรอะเปื้อนร่างของอาเรียนเป็นสีแดงฉาน แต่นางก็ยังยืนอย่างมั่นคง รอจนกว่าสัตว์จะดิ้นทุรนทุรายเป็นครั้งสุดท้ายจึงชักดาบออกแล้วถอยกลับ โดยที่ดวงตาของนางไม่ไหวติง
เดม่อน แซนด์เป็นคนแรกที่ตอบสนอง เขาชักดาบออกมาและแทงลงในร่างอูฐที่ล้มอยู่ ตามด้วยอัศวินคนอื่น ๆ ที่เข้าใจถึงพิธีกรรมนี้ที่ร่วมกันลงดาบ
เมื่อดาบทุกเล่มเปื้อนเลือดแล้ว สีหน้าของอาเรียนก็เปลี่ยนเป็นพึงพอใจ นางชูดาบที่เปื้อนเลือดขึ้นสูง แล้วประกาศด้วยเสียงแน่วแนาดุจเหล็กกล้า “ตราบใดที่ผู้รุกรานยังไม่ถูกขับไล่ออกจากแผ่นดินของเรา ผู้ใดที่บังอาจยุแยงหรือเอ่ยถึงการล่าถอยจะพบจุดจบเยี่ยงอูฐตัวนี้! ขอให้เจ็ดเทพทรงเป็นพยาน!”
เหล่าอัศวินชูดาบที่เปื้อนเลือดขึ้นพร้อมกัน ตะโกนกึกก้อง “เจ็ดเทพทรงเป็นพยาน!”