เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 80

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 80

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 80


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 80 กองกำลังเสริม

“ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส!”

ที่ท่าเรือแซมเวลล์รีบสั่งระดมคนของตนทันที

“เขียนจดหมายถึงท่านหญิงโอเลนน่าทันที บอกว่าสภาพการณ์ตอนนี้คือ ข้าได้ปราบกองกำลังของตระกูลเดย์นและยึดสตาร์ฟอลล์ไว้ได้แล้ว แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับ . . .”

“อะแฮ่ม . . .” ท็อดด์อดไม่ได้ที่จะกระแอมออกมา

แซมเวลล์เหลือบตามองเขาอย่างดุดัน แล้วพูดต่อโดยไม่รู้สึกผิดใด ๆ “อะไรล่ะ? ท่าเรือพวกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสตาร์ฟอลล์ไม่ใช่หรือ? อย่ามาทำเป็นไม่เข้าใจสถานการณ์ มันอันตรายก็จริง แต่ก็นับเป็นโอกาสทองที่จะสร้างชื่อให้เรา! ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส ถ้าเจ้าอยากสลัดมลทินของชื่อบุตรนอกสมรส เจ้าก็ต้องทำตามที่ข้าบอก”

ใบหน้าท็อดด์มีแววลังเลอยู่ชั่วขณะ แต่ไม่นานบุตรนอกสมรสจากเกาะอาร์เบอร์ก็ถอนหายใจและพยักหน้า “ข้าจะบอกท่านหญิงโอเลนน่าตามที่ท่านว่า”

“ดี!” แซมเวลล์ตบไหล่อีกฝ่าย “อย่าลืมบอกเรื่องชาติกำเนิดของนาตาลี เดย์นด้วย เชื่อข้า ท่านหญิงโอเลนน่าไม่มีทางปล่อยโอกาสทองแบบนี้หลุดมือแน่นอน!”

“รับทราบ”

เมื่อท็อดด์เดินจากไป แซมเวลล์ก็ถอนหายใจยาว

เขารู้ดีว่าสงครามครั้งใหญ่กำลังจะปะทุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าหญิงอาเรียน มาร์เทล ไม่ใช่คนที่จะยอมถอยจนกว่าจะขับไล่พวกเขาลงทะเล แม้ว่าเขาจะถอยกลับไปที่อีเกิลส์พอยท์ อาเรียนผู้ทะเยอทะยานก็คงตามไปจู่โจมถึงที่อยู่ดี

ส่วนฝ่ายรีชท่านหญิงโอเลนน่าจะต้องมองเห็นว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะขยายอำนาจเข้ายึดครองดอร์นฝั่งตะวันตก และน่าจะส่งกองหนุนมาสมทบในไม่ช้า ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การปะทะระหว่างอีเกิลส์พอยท์กับสตาร์ฟอลล์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นชนวนของสงครามเต็มรูปแบบระหว่างรีชกับดอร์นแล้ว

สถานการณ์เริ่มบานปลายจนเกินควบคุม และแซมเวลล์ก็เริ่มเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดอาจเป็นแผนของปีเตอร์ เบลิช มาตั้งแต่ต้น

ความวุ่นวายคือบันได!

นับตั้งแต่ลิตเติลฟิงเกอร์เดินทางมาเยือนอีเกิลส์พอยท์ด้วยข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์จากเหมืองเงิน ทุกอย่างก็ค่อย ๆ หลุดจากการควบคุมของแซมเวลล์

ลิตเติลฟิงเกอร์แสร้งทำเป็นว่าสนใจเหมืองเงิน และวางกับดักเปิดทางให้ดอร์นจับจ้องมายังอีเกิลส์พอยท์ ก่อนที่จะค่อย ๆ บงการการลอบสังหารทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเดย์นสายหลัก และสุดท้ายจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างสตาร์ฟอลล์กับอีเกิลส์พอยท์

ส่วนการมาถึงของอาเรียน? แซมเวลล์มั่นใจว่านั่นก็ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ น่าจะเป็นผลจากแผนการของลิตเติลฟิงเกอร์อีกเช่นกัน ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะลงตัวขนาดนี้ได้อย่างไร? ทั้งที่เขาระแวดระวังเจ้าคนเจ้าเล่ห์คนนี้มาตลอด ทว่าสุดท้ายก็ยังพลาดตกหลุมพรางของปีเตอร์ เบลิชจนได้!

เมื่อนึกย้อนกลับไป เขาเคยหัวเราะเยาะเรนลีย์ บาราเธียน ว่าเป็นแค่หุ่นเชิดในมือท่านหญิงโอเลนน่า แต่ตอนนี้เขาเองกลับไม่ต่างอะไรเลย หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ

ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว หากไม่ต้องการทรยศต่อผลประโยชน์ของตัวเอง เขาก็ต้องเล่นตามเกมนี้ และปล่อยให้สงครามดำเนินต่อไป . . . ตามที่ลิตเติลฟิงเกอร์ต้องการ!

นี่แหละอำนาจของผู้เล่นระดับบอสของเกมบัลลังก์ตัวจริง!

มุมปากแซมเวลล์ยกยิ้มอย่างขมขื่น แต่การตระหนักถึงความจริงนี้กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง เพราะยังไงปีเตอร์ เบลิชก็ไม่ใช่พระเจ้า เขาไม่สามารถควบคุมทุกตัวแปรได้

เขาอาจวางแผนเปิดฉากได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ไม่มีทางควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้ และเขาไม่มีวันรู้เลยว่าหนึ่งใน ‘หุ่นเชิด’ ของเขาได้มองเห็นเส้นเชือกที่เชื่อมโยงกลับไปหาตัวเขาแล้ว

“ปีเตอร์ เบลิช . . .” แซมเวลล์พึมพำผ่านไรฟัน “คอยดูเถอะ สักวัน ข้าจะคืนทุกสิ่งที่เจ้าทำไว้แน่นอน”

. . .

ฮอร์นฮิลล์ ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาทางตอนเหนือของเทือกเขาเรดเมาเทน คือป้อมปราการที่สำคัญที่สุดในการคุ้มกันชายแดนใต้ของรีช

ไม่ว่าฝูงคนเถื่อนจากภูเขา หรือกองทัพนักรบดอร์นจะพยายามบุกเข้ามาเพียงใด หากหวังจะเข้าสู่ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ของรีช ย่อมต้องผ่านฮอร์นฮิลล์ ป้อมปราการแห่งสงครามแห่งนี้ให้ได้ก่อน และในวันนี้ป้อมปราการแห่งชายแดนรีชแห่งนี้ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ธงรบปลิวไสวไปตามแรงลม บ่งบอกถึงกองทหารที่เรียงแถวเข้าเมือง อัศวินในชุดเกราะเงาวับเตรียมตัวพร้อม ราวกับแทบรอไม่ไหวที่จะออกศึกเพื่อเกียรติยศของตนเอง

“ท่านพ่อ! ทำไมถึงระดมทหาร? เรากำลังจะทำสงครามหรือ?” ดิกคอน ทาร์ลี่วิ่งขึ้นมายังเชิงกำแพง ปลาบปลื้มจนแววตาเป็นประกาย ใบหน้าของเขาเปล่งปลั่งด้วยความตื่นเต้นของวัยหนุ่ม แม้จะเพิ่งอายุสิบสี่ปี แต่เขาก็สูงเท่าผู้ใหญ่แล้ว บ่ากว้าง หน้าตาหล่อเหลา ไม่แปลกที่ลอร์ดแรนดิลล์ ทาร์ลี่จะเลือกเขาเป็นทายาทคนใหม่

“ใช่” แรนดิลล์ตอบสั้น ๆ

“กับใครครับ?” ดวงตาของดิกคอนทอประกาย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความกระหายศึก สายเลือดนักรบของตระกูลทาร์ลี่ไหลเวียนอย่างแรงกล้า . . . เว้นแต่ลูกชายคนหนึ่งที่ถูกตัดออกจากตระกูลไปแล้ว

“ดอร์น”

“สงครามกับพวกดอร์นเหรอ? เยี่ยมเลย! ข้าไม่เคยชอบนักรบพวกนั้นที่คลุกทรายอยู่แล้ว!” ใบหน้าดิกคอนแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น “เป็นคำสั่งจากท่าลอร์ดใช่ไหมครับ? มีตระกูลไหนร่วมด้วยอีก?”

“ไม่ใช่คำสั่งจากท่านลอร์ด” แรนดิลล์ตอบพลางมองไปยังอัศวินขุนนางที่กำลังถอดหมวกเหล็กเพื่อคำนับ “มีแค่เราเท่านั้นที่จะร่วมรบ”

“อ้อ . . .” ดิกคอนเริ่มหมดความตื่นเต้น กลายเป็นสีหน้าฉงนแทน

จากนั้นแรนดิลล์หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมายื่นให้ลูกชาย “นี่คือจดหมายจากลอร์ดเมซ ไทเรลล์ เขียนไว้เมื่อสามวันก่อน เจ้าอ่านดูเอง”

ดิกคอนอ่านผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วร้องออกมา “เป็นพี่แซม! พวกดอร์นบุกที่ดินของเขา! พวกมันไม่น่าให้อภัย! ท่านพ่อ ขอข้าไปรบด้วยเถอะ!”

“ไม่ได้” แรนดิลล์ปฏิเสธทันทีโดยไม่ลังเล

ใบหน้าของดิกคอนหม่นลง เขารู้ดีว่าท่านพ่อไม่ค่อยเปลี่ยนใจง่าย ๆ แต่เขาก็ยังถามต่อ “ทำไมข้าถึงไปไม่ได้?”

“เพราะเจ้ามีหน้าที่ที่สำคัญกว่า” แรนดิลล์พูดพลางหยิบจดหมายอีกฉบับหนึ่งที่ผนึกไว้แน่นหนามายื่นให้ “นำจดหมายนี่ไปส่งที่ไบรท์วอเตอร์คีป มอบให้ลอร์ดอเลสเตอร์ด้วยตัวเจ้าเอง”

ดิกคอนค้านทันที “ต้องให้ข้าไปเองจริง ๆ หรือ? ส่งอีกาบินไปไม่ได้หรือ? หรือให้ท่านแม่ไปแทนก็ได้ เมื่ออาทิตย์ก่อนท่านแม่ยังบ่นคิดถึงบ้านริมทะเลสาบอยู่เลย คงยินดีไปเยือนแน่ ๆ”

แรนดิลล์หรี่ตา มองลูกชายด้วยสายตาเย็นเฉียบ “อีกาแทนตระกูลทาร์ลี่ได้หรือ? หรือแม่ของเจ้าจะเป็นตัวแทนตระกูลได้?”

เมื่อเข้าใจถึงความสำคัญของสาร ดิกคอนก็รีบเก็บจดหมายนั้นอย่างระมัดระวัง และพอเชื่อมโยงเรื่องจดหมายกับสงครามที่กำลังจะเกิด เขาก็ถามขึ้นอีกครั้ง “ท่านพ่อ ท่านกำลังขอความช่วยเหลือจากไบรท์วอเตอร์เพื่อช่วยปกป้องท่านพี่ใช่ไหม?”

“ใช่” สีหน้าของแรนดิลล์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เหตุผลและเงื่อนไขของการสนับสนุนอยู่ในจดหมายนั้น บอกปู่ของเจ้าว่า ตระกูลทาร์ลี่จะไม่มีวันลืมบุญคุณของตระกูลฟลอเรนซ์”

ดิกคอนเก็บจดหมายไว้ให้ปลอดภัย ก่อนจะถามอีก “แต่ถ้าเป็นแค่สตาร์ฟอลล์ที่โจมตีเขา เราจำเป็นต้องระดมทหารมากมายขนาดนี้เลยหรือครับ?”

แรนดิลล์ถอนหายใจเบา ๆ “เมื่อเสียงกลองศึกดังขึ้น ไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะสงบลงเมื่อไหร่”

ดิกคอนเกาศีรษะ ยังไม่เข้าใจนัก “ท่านพ่อหมายถึงว่าพวกดอร์นจะยกทัพใหญ่มาถล่มอีเกิลส์พอยท์งั้นเหรอครับ? แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมดยุคถึงไม่จัดกองทัพไปช่วย ปล่อยให้มีแค่เรากับไบรท์วอเตอร์?”

“เจ้ายังมองไม่เห็นอีกหรือ? พี่ชายของเจ้าได้ถูกสังเวยเป็นเบี้ยไปแล้ว” แรนดิลล์แค่นหัวเราะเย็น พร้อมกับรอยยิ้มเหน็บแนมผุดขึ้นที่มุมปากแรนดิลล์ แต่ไม่ชัดเจนนักว่าเขาดูถูกใครกันแน่

“สังเวย?” ดิกคอนอึกอัก เขาอยากพูดว่าก็ท่านพ่อเองไม่ใช่หรือที่เป็นคนทอดทิ้งท่านพี่ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดออกมา เพราะบางครั้งดิกคอนก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจโลกของผู้ใหญ่ไม่ได้เลย มันทั้งซับซ้อน และทั้งบิดเบี้ยวเกินรับมือ

ดิกคอนกลั้นคำพูดไว้ และเปลี่ยนเป็นถามแทนว่า “ถ้าท่านตายอมส่งกองทัพช่วย อย่างนั้นข้าจะไปร่วมรบด้วยได้หรือไม่?”

แรนดิลล์ส่ายหน้า “ไม่ได้ หลังจากส่งจดหมายแล้ว เจ้าต้องเดินทางต่อไปยังไฮการ์เดน งานเฉลิมฉลองวันเกิดปีที่ห้าสิบของท่านลอร์ดใกล้เข้ามาแล้ว เจ้าจะต้องไปในฐานะตัวแทนของตระกูลทาร์ลี่”

“อ้อ . . .” ดิกคอนแม้จะผิดหวัง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้

“ไปหาแม่ของเจ้าเถอะ” แรนดิลล์พูดต่อ “ถ้านางอยากไปเยือนไบรท์วอเตอร์ ก็พานางไปด้วย”

“ครับ ท่านพ่อ”

จบบทที่ ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 80

คัดลอกลิงก์แล้ว