- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 80
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 80
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 80
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 80 กองกำลังเสริม
“ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส!”
ที่ท่าเรือแซมเวลล์รีบสั่งระดมคนของตนทันที
“เขียนจดหมายถึงท่านหญิงโอเลนน่าทันที บอกว่าสภาพการณ์ตอนนี้คือ ข้าได้ปราบกองกำลังของตระกูลเดย์นและยึดสตาร์ฟอลล์ไว้ได้แล้ว แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับ . . .”
“อะแฮ่ม . . .” ท็อดด์อดไม่ได้ที่จะกระแอมออกมา
แซมเวลล์เหลือบตามองเขาอย่างดุดัน แล้วพูดต่อโดยไม่รู้สึกผิดใด ๆ “อะไรล่ะ? ท่าเรือพวกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสตาร์ฟอลล์ไม่ใช่หรือ? อย่ามาทำเป็นไม่เข้าใจสถานการณ์ มันอันตรายก็จริง แต่ก็นับเป็นโอกาสทองที่จะสร้างชื่อให้เรา! ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส ถ้าเจ้าอยากสลัดมลทินของชื่อบุตรนอกสมรส เจ้าก็ต้องทำตามที่ข้าบอก”
ใบหน้าท็อดด์มีแววลังเลอยู่ชั่วขณะ แต่ไม่นานบุตรนอกสมรสจากเกาะอาร์เบอร์ก็ถอนหายใจและพยักหน้า “ข้าจะบอกท่านหญิงโอเลนน่าตามที่ท่านว่า”
“ดี!” แซมเวลล์ตบไหล่อีกฝ่าย “อย่าลืมบอกเรื่องชาติกำเนิดของนาตาลี เดย์นด้วย เชื่อข้า ท่านหญิงโอเลนน่าไม่มีทางปล่อยโอกาสทองแบบนี้หลุดมือแน่นอน!”
“รับทราบ”
เมื่อท็อดด์เดินจากไป แซมเวลล์ก็ถอนหายใจยาว
เขารู้ดีว่าสงครามครั้งใหญ่กำลังจะปะทุขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าหญิงอาเรียน มาร์เทล ไม่ใช่คนที่จะยอมถอยจนกว่าจะขับไล่พวกเขาลงทะเล แม้ว่าเขาจะถอยกลับไปที่อีเกิลส์พอยท์ อาเรียนผู้ทะเยอทะยานก็คงตามไปจู่โจมถึงที่อยู่ดี
ส่วนฝ่ายรีชท่านหญิงโอเลนน่าจะต้องมองเห็นว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะขยายอำนาจเข้ายึดครองดอร์นฝั่งตะวันตก และน่าจะส่งกองหนุนมาสมทบในไม่ช้า ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การปะทะระหว่างอีเกิลส์พอยท์กับสตาร์ฟอลล์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นชนวนของสงครามเต็มรูปแบบระหว่างรีชกับดอร์นแล้ว
สถานการณ์เริ่มบานปลายจนเกินควบคุม และแซมเวลล์ก็เริ่มเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดอาจเป็นแผนของปีเตอร์ เบลิช มาตั้งแต่ต้น
ความวุ่นวายคือบันได!
นับตั้งแต่ลิตเติลฟิงเกอร์เดินทางมาเยือนอีเกิลส์พอยท์ด้วยข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์จากเหมืองเงิน ทุกอย่างก็ค่อย ๆ หลุดจากการควบคุมของแซมเวลล์
ลิตเติลฟิงเกอร์แสร้งทำเป็นว่าสนใจเหมืองเงิน และวางกับดักเปิดทางให้ดอร์นจับจ้องมายังอีเกิลส์พอยท์ ก่อนที่จะค่อย ๆ บงการการลอบสังหารทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเดย์นสายหลัก และสุดท้ายจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างสตาร์ฟอลล์กับอีเกิลส์พอยท์
ส่วนการมาถึงของอาเรียน? แซมเวลล์มั่นใจว่านั่นก็ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ น่าจะเป็นผลจากแผนการของลิตเติลฟิงเกอร์อีกเช่นกัน ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะลงตัวขนาดนี้ได้อย่างไร? ทั้งที่เขาระแวดระวังเจ้าคนเจ้าเล่ห์คนนี้มาตลอด ทว่าสุดท้ายก็ยังพลาดตกหลุมพรางของปีเตอร์ เบลิชจนได้!
เมื่อนึกย้อนกลับไป เขาเคยหัวเราะเยาะเรนลีย์ บาราเธียน ว่าเป็นแค่หุ่นเชิดในมือท่านหญิงโอเลนน่า แต่ตอนนี้เขาเองกลับไม่ต่างอะไรเลย หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว หากไม่ต้องการทรยศต่อผลประโยชน์ของตัวเอง เขาก็ต้องเล่นตามเกมนี้ และปล่อยให้สงครามดำเนินต่อไป . . . ตามที่ลิตเติลฟิงเกอร์ต้องการ!
นี่แหละอำนาจของผู้เล่นระดับบอสของเกมบัลลังก์ตัวจริง!
มุมปากแซมเวลล์ยกยิ้มอย่างขมขื่น แต่การตระหนักถึงความจริงนี้กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง เพราะยังไงปีเตอร์ เบลิชก็ไม่ใช่พระเจ้า เขาไม่สามารถควบคุมทุกตัวแปรได้
เขาอาจวางแผนเปิดฉากได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ไม่มีทางควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้ และเขาไม่มีวันรู้เลยว่าหนึ่งใน ‘หุ่นเชิด’ ของเขาได้มองเห็นเส้นเชือกที่เชื่อมโยงกลับไปหาตัวเขาแล้ว
“ปีเตอร์ เบลิช . . .” แซมเวลล์พึมพำผ่านไรฟัน “คอยดูเถอะ สักวัน ข้าจะคืนทุกสิ่งที่เจ้าทำไว้แน่นอน”
. . .
ฮอร์นฮิลล์ ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาทางตอนเหนือของเทือกเขาเรดเมาเทน คือป้อมปราการที่สำคัญที่สุดในการคุ้มกันชายแดนใต้ของรีช
ไม่ว่าฝูงคนเถื่อนจากภูเขา หรือกองทัพนักรบดอร์นจะพยายามบุกเข้ามาเพียงใด หากหวังจะเข้าสู่ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ของรีช ย่อมต้องผ่านฮอร์นฮิลล์ ป้อมปราการแห่งสงครามแห่งนี้ให้ได้ก่อน และในวันนี้ป้อมปราการแห่งชายแดนรีชแห่งนี้ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ธงรบปลิวไสวไปตามแรงลม บ่งบอกถึงกองทหารที่เรียงแถวเข้าเมือง อัศวินในชุดเกราะเงาวับเตรียมตัวพร้อม ราวกับแทบรอไม่ไหวที่จะออกศึกเพื่อเกียรติยศของตนเอง
“ท่านพ่อ! ทำไมถึงระดมทหาร? เรากำลังจะทำสงครามหรือ?” ดิกคอน ทาร์ลี่วิ่งขึ้นมายังเชิงกำแพง ปลาบปลื้มจนแววตาเป็นประกาย ใบหน้าของเขาเปล่งปลั่งด้วยความตื่นเต้นของวัยหนุ่ม แม้จะเพิ่งอายุสิบสี่ปี แต่เขาก็สูงเท่าผู้ใหญ่แล้ว บ่ากว้าง หน้าตาหล่อเหลา ไม่แปลกที่ลอร์ดแรนดิลล์ ทาร์ลี่จะเลือกเขาเป็นทายาทคนใหม่
“ใช่” แรนดิลล์ตอบสั้น ๆ
“กับใครครับ?” ดวงตาของดิกคอนทอประกาย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความกระหายศึก สายเลือดนักรบของตระกูลทาร์ลี่ไหลเวียนอย่างแรงกล้า . . . เว้นแต่ลูกชายคนหนึ่งที่ถูกตัดออกจากตระกูลไปแล้ว
“ดอร์น”
“สงครามกับพวกดอร์นเหรอ? เยี่ยมเลย! ข้าไม่เคยชอบนักรบพวกนั้นที่คลุกทรายอยู่แล้ว!” ใบหน้าดิกคอนแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น “เป็นคำสั่งจากท่าลอร์ดใช่ไหมครับ? มีตระกูลไหนร่วมด้วยอีก?”
“ไม่ใช่คำสั่งจากท่านลอร์ด” แรนดิลล์ตอบพลางมองไปยังอัศวินขุนนางที่กำลังถอดหมวกเหล็กเพื่อคำนับ “มีแค่เราเท่านั้นที่จะร่วมรบ”
“อ้อ . . .” ดิกคอนเริ่มหมดความตื่นเต้น กลายเป็นสีหน้าฉงนแทน
จากนั้นแรนดิลล์หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมายื่นให้ลูกชาย “นี่คือจดหมายจากลอร์ดเมซ ไทเรลล์ เขียนไว้เมื่อสามวันก่อน เจ้าอ่านดูเอง”
ดิกคอนอ่านผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วร้องออกมา “เป็นพี่แซม! พวกดอร์นบุกที่ดินของเขา! พวกมันไม่น่าให้อภัย! ท่านพ่อ ขอข้าไปรบด้วยเถอะ!”
“ไม่ได้” แรนดิลล์ปฏิเสธทันทีโดยไม่ลังเล
ใบหน้าของดิกคอนหม่นลง เขารู้ดีว่าท่านพ่อไม่ค่อยเปลี่ยนใจง่าย ๆ แต่เขาก็ยังถามต่อ “ทำไมข้าถึงไปไม่ได้?”
“เพราะเจ้ามีหน้าที่ที่สำคัญกว่า” แรนดิลล์พูดพลางหยิบจดหมายอีกฉบับหนึ่งที่ผนึกไว้แน่นหนามายื่นให้ “นำจดหมายนี่ไปส่งที่ไบรท์วอเตอร์คีป มอบให้ลอร์ดอเลสเตอร์ด้วยตัวเจ้าเอง”
ดิกคอนค้านทันที “ต้องให้ข้าไปเองจริง ๆ หรือ? ส่งอีกาบินไปไม่ได้หรือ? หรือให้ท่านแม่ไปแทนก็ได้ เมื่ออาทิตย์ก่อนท่านแม่ยังบ่นคิดถึงบ้านริมทะเลสาบอยู่เลย คงยินดีไปเยือนแน่ ๆ”
แรนดิลล์หรี่ตา มองลูกชายด้วยสายตาเย็นเฉียบ “อีกาแทนตระกูลทาร์ลี่ได้หรือ? หรือแม่ของเจ้าจะเป็นตัวแทนตระกูลได้?”
เมื่อเข้าใจถึงความสำคัญของสาร ดิกคอนก็รีบเก็บจดหมายนั้นอย่างระมัดระวัง และพอเชื่อมโยงเรื่องจดหมายกับสงครามที่กำลังจะเกิด เขาก็ถามขึ้นอีกครั้ง “ท่านพ่อ ท่านกำลังขอความช่วยเหลือจากไบรท์วอเตอร์เพื่อช่วยปกป้องท่านพี่ใช่ไหม?”
“ใช่” สีหน้าของแรนดิลล์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เหตุผลและเงื่อนไขของการสนับสนุนอยู่ในจดหมายนั้น บอกปู่ของเจ้าว่า ตระกูลทาร์ลี่จะไม่มีวันลืมบุญคุณของตระกูลฟลอเรนซ์”
ดิกคอนเก็บจดหมายไว้ให้ปลอดภัย ก่อนจะถามอีก “แต่ถ้าเป็นแค่สตาร์ฟอลล์ที่โจมตีเขา เราจำเป็นต้องระดมทหารมากมายขนาดนี้เลยหรือครับ?”
แรนดิลล์ถอนหายใจเบา ๆ “เมื่อเสียงกลองศึกดังขึ้น ไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะสงบลงเมื่อไหร่”
ดิกคอนเกาศีรษะ ยังไม่เข้าใจนัก “ท่านพ่อหมายถึงว่าพวกดอร์นจะยกทัพใหญ่มาถล่มอีเกิลส์พอยท์งั้นเหรอครับ? แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมดยุคถึงไม่จัดกองทัพไปช่วย ปล่อยให้มีแค่เรากับไบรท์วอเตอร์?”
“เจ้ายังมองไม่เห็นอีกหรือ? พี่ชายของเจ้าได้ถูกสังเวยเป็นเบี้ยไปแล้ว” แรนดิลล์แค่นหัวเราะเย็น พร้อมกับรอยยิ้มเหน็บแนมผุดขึ้นที่มุมปากแรนดิลล์ แต่ไม่ชัดเจนนักว่าเขาดูถูกใครกันแน่
“สังเวย?” ดิกคอนอึกอัก เขาอยากพูดว่าก็ท่านพ่อเองไม่ใช่หรือที่เป็นคนทอดทิ้งท่านพี่ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดออกมา เพราะบางครั้งดิกคอนก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจโลกของผู้ใหญ่ไม่ได้เลย มันทั้งซับซ้อน และทั้งบิดเบี้ยวเกินรับมือ
ดิกคอนกลั้นคำพูดไว้ และเปลี่ยนเป็นถามแทนว่า “ถ้าท่านตายอมส่งกองทัพช่วย อย่างนั้นข้าจะไปร่วมรบด้วยได้หรือไม่?”
แรนดิลล์ส่ายหน้า “ไม่ได้ หลังจากส่งจดหมายแล้ว เจ้าต้องเดินทางต่อไปยังไฮการ์เดน งานเฉลิมฉลองวันเกิดปีที่ห้าสิบของท่านลอร์ดใกล้เข้ามาแล้ว เจ้าจะต้องไปในฐานะตัวแทนของตระกูลทาร์ลี่”
“อ้อ . . .” ดิกคอนแม้จะผิดหวัง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้
“ไปหาแม่ของเจ้าเถอะ” แรนดิลล์พูดต่อ “ถ้านางอยากไปเยือนไบรท์วอเตอร์ ก็พานางไปด้วย”
“ครับ ท่านพ่อ”