- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 78
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 78
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 78
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 78 การเผชิญหน้า
“อะไรนะ? อุลริคแพ้รบเหรอ?”
“ใช่ เขาแพ้ไปแล้ว”
“เป็นไปไม่ได้! เขาแพ้ได้ยังไงกัน?”
“ไฟ! พวกมันใช้ไฟ . . . ไฟอยู่ทุกหนแห่ง! พี่น้องของเรา . . . ฮึก . . . พวกเขาถูกเผาทั้งเป็นหมดเลย . . .”
“แล้วค้อนสงคราม . . . ค้อนสงครามที่ลุกเป็นไฟ . . . ขุนนางจากรีชคนนั้นเหวี่ยงค้อนที่ไฟลุกโชน . . . แค่ฟาดเดียวก็กระแทกคนกลายเป็นเถ้าถ่าน . . .”
“มันน่าสะพรึงกลัว . . . พวกมันราวกับปีศาจจากนรก! น่ากลัวจริง ๆ!”
. . .
ภายในห้องโถงใหญ่แห่งปราสาทสตาร์ฟอลล์ เหล่าทหารไม่กี่คนที่หนีรอดมาจากเคปแรธได้อย่างหวุดหวิด กำลังเล่าเหตุการณ์ความพ่ายแพ้อย่างสับสน
อัลฟ์ ผู้ดูแลของปราสาทยืนฟังพวกเขาอย่างเงียบ ๆ พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเละเทะเพื่อค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่สิ่งที่เขาได้ยินนั้นยากจะเชื่อได้ ศึกที่คิดว่าไร้พ่ายกลับจบลงด้วยความล้มเหลว เป็นไปได้อย่างไรที่กองกำลังชั้นยอดของตระกูลเดย์นจะพ่ายแพ้ต่ออัศวินบุกเบิกคนหนึ่ง ที่ยังสร้างปราสาทของตัวเองไม่เสร็จด้วยซ้ำ?
แม้อุลริคจะไม่ได้บัญชาการกองทัพทั้งหมดของตระกูลเดย์นเนื่องจากฐานะที่ต่ำกว่า แต่ในสายตาอัลฟ์ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะพ่ายแพ้ต่อจุดยุทธศาสตร์ที่ห่างไกลเช่นนั้น ขอสาบานต่อเจ็ดเทพเลยว่ามันไม่มีเหตุผลเลยสักนิด!
ทหารยังคงเล่าเรื่องราวอย่างร้อนรนและเกินจริงเกี่ยวกับประสบการณ์อันน่าสะพรึงที่อีเกิลส์พอยท์ แต่อัลฟ์ไม่สนใจฟังอีกต่อไป สิ่งเดียวที่เขาคิดตอนนี้คือจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี
อุลริค แซนด์ เป็นแค่ลูกนอกสมรส การสูญเสียเขาอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สตาร์ฟอลล์จะปล่อยให้ไร้ผู้นำไม่ได้ พวกเขาต้องตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งทันที มิฉะนั้นประชาชนอาจหมดศรัทธา และศัตรูก็อาจฉวยโอกาสโจมตี
นั่นแหละใช่เลย!
อัลฟ์ลุกพรวดขึ้น แล้วหันไปสั่งทหารข้างตัวว่า “รวมกำลังของเราเดี๋ยวนี้ แล้วเสริมกำลังที่ท่าเรือ ป้องกันไม่ให้พวกรีชบุกโจมตี . . .”
แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ ข้ารับใช้ก็วิ่งพรวดเข้ามาแจ้งว่า “ท่านอัลฟ์ เจ้าหญิง . . . เจ้าหญิงมาถึงแล้ว!”
“เจ้าหญิง?” อัลฟ์อึ้งไปชั่วขณะ “เจ้าหญิงคนไหน?”
“เจ้าหญิงอาเรียนขอรับ”
‘อะไรทำให้เจ้าหญิงเดินทางมาที่สตาร์ฟอลล์?’ อัลฟ์ไม่มีเวลาคิดมาก และรีบเดินออกไปต้อนรับทันที
ที่หน้าทางเข้าปราสาทเจ้าหญิงและคนรับใช้ได้เดินผ่านประตูเหล็กเข้ามาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งข้ารับใช้กำลังจัดน้ำดื่มและผ้าสำหรับเช็ดเนื้อตัวให้
อัลฟ์รีบก้าวไปข้างหน้า โค้งคำนับด้วยความเคารพ “ยินดีต้อนรับสู่สตาร์ฟอลล์ พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
อาเรียนส่งผ้าเช็ดหน้าผืนไหมคืนให้สาวใช้ แล้วยิ้มอย่างสง่างาม “ขออภัยที่มาโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า หวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนนะ”
“หาใช่เช่นนั้นไม่พะย่ะค่ะฝ่าบาท สตาร์ฟอลล์เปิดต้อนรับพระองค์เสมอ”
“เซอร์อุลริคอยู่ที่ไหน?”
สีหน้าอัลฟ์เปลี่ยนทันที แสดงถึงความอึดอัดอย่างชัดเจน
เดม่อน แซนด์ ที่เห็นสีหน้านั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เขาออกไปโจมตีอีเกิลส์พอยท์แล้วหรือ?”
“ใช่ . . . เซอร์อุลริคออกเดินทางไปเมื่อเช้าวานนี้ . . .”
“งั้นก็อาจจะยังยึดจุดนั้นไม่ได้” เดม่อนดูมีความหวัง “บางทีเราอาจตามเขาทัน”
อัลฟ์ไอแห้ง ๆ ก่อนจะยอมพูดความจริงอย่างฝืนใจ “ฝ่าบาท เซอร์เดม่อน . . . เซอร์อุลริคพ่ายแพ้แล้ว”
“งั้นก็ชนะอย่างรวดเร็วน่ะสิ . . .” เดม่อนพูดขึ้นก่อนจะชะงัก พร้อมกับเบิกตากว้างหันมามองอัลฟ์ “ว่าไงนะ? ท่านบอกว่า . . . อุลริคแพ้?”
สีหน้าอาเรียนแข็งกร้าวขึ้น ดวงตาดำสนิทราวกับโอปอลจ้องเขม็งไปที่อัลฟ์
“ใช่พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ข้าไม่กล้าโกหก ทหารที่รอดจากอีเกิลส์พอยท์ยังอยู่ในห้องโถง หากพระองค์ต้องการสามารถสอบถามด้วยพระองค์เอง”
“อุลริคช่างขายหน้าดอร์นยิ่งนัก!” เดม่อนสบถ ด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว
ในขณะที่สีหน้าอาเรียนยังคงสงบ นางถอดผ้าคลุมศีรษะออก ปล่อยให้เส้นผมสีเข้มราวกับผ้าไหมหล่นลงบนไหล่ “ข้าจะสอบถามพวกทหารด้วยตนเอง อัลฟ์ พาข้าไป”
“ทางนี้พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
คณะของเจ้าหญิงเดินเข้าสู่ห้องโถง ที่ซึ่งอาเรียนนั่งฟังเหล่าทหารผู้ผ่านประสบการณ์สยองเล่าเรื่องอย่างละเอียด จนกระทั่งสุดท้ายความจริงที่ไม่น่าเชื่อก็เปิดเผยออกมา อุลริคแพ้จริง ๆ และมันคือความพ่ายแพ้ที่เลวร้ายมาก!
“หรือว่าอัศวินแห่งรีชคนนั้นจะเป็นพ่อมดเพลิงอะไรสักอย่าง?” เดม่อนพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
อาเรียนยังคงใจเย็น นางสั่งให้อัลฟ์พาทหารออกไปจากห้อง ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “คนพ่ายศึกมักไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ พวกเขามักแต่งเติมเรื่องราวให้ศัตรูดูน่าสะพรึงกลัวขึ้นเพื่อเลี่ยงโทษ หรือให้ตัวเองดูไร้ความผิดน้อยลง”
เดม่อนพยักหน้า แต่ก็เสริมอย่างระมัดระวังว่า “แต่อุลริคดูเหมือนจะแพ้จริง ๆ”
“ข้ารู้” อาเรียนหยิบผลทับทิมจากถาดบนโต๊ะ แล้วค่อย ๆ ปอกเปลือกอย่างระมัดระวัง “อัลฟ์ อุลริคพาทหารไปโจมตีอีเกิลส์พอยท์กี่คน?”
“ประมาณสองพันคน พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“แล้วมีอัศวินไปด้วยกี่คน?”
“มีอัศวินสิบสองนายร่วมเดินทางไปด้วย”
อาเรียนหยิบเมล็ดทับทิมเข้าปากไปสองสามเม็ดพลางครุ่นคิด ก่อนจะถามว่า “ตระกูลเดย์นมีอัศวินสาบานตนน้อยขนาดนี้เลยหรือ?”
อัลฟ์เหลือบมองเจ้าหญิง และรู้สึกได้ถึงความนัยในคำถาม “ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท หากรวมสาขาที่ไฮเฮอร์มิเทจแล้ว ตระกูลเดย์นมีอัศวินทั้งหมดสามสิบห้านาย”
นั่นหมายความว่ามีน้อยกว่าครึ่งที่เข้าร่วมกับอุลริค ซึ่งเป็นการยืนยันว่าอิทธิพลของเขามีจำกัด แต่ถึงอย่างนั้น แม้ว่าตระกูลเดย์นจะยังไม่ได้ส่งกำลังทั้งหมด การพ่ายแพ้ต่ออัศวินชายแดนที่ปราสาทของเขายังสร้างไม่เสร็จก็เป็นเรื่องยากจะเข้าใจ
เมื่อแน่ใจแล้วในความคิดของตน อาเรียนจึงหันไปหาอัลฟ์ “ส่งสารไปถึงอัศวินทุกนายของตระกูลเดย์นที่ไม่ได้ร่วมศึกครั้งนี้ แจ้งว่าข้ามาถึงสตาร์ฟอลล์แล้ว และข้าต้องการพบพวกเขาทันที”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” อัลฟ์ลังเลเล็กน้อย “จะให้ข้าแจ้งเรื่องความพ่ายแพ้ของอุลริคด้วยหรือไม่?”
“บอกทุกอย่างไปเลย”
“เข้าใจแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากอัลฟ์ออกไป เดม่อนก็ถามว่า “เจ้าหญิง เหตุใดจึงเรียกอัศวินทั้งหมดมารวมตัวกัน? ท่านตั้งใจจะยกทัพไปที่อีเกิลส์พอยท์อีกครั้งหรือ?”
“ใช่แล้ว”
“แต่ . . .”
“เจ้ากลัวหรือ?” อาเรียนเลิกคิ้วข้างหนึ่ง ขัดคำเขาทันที
เมื่อเผชิญกับสายตาแน่วแน่ของเจ้าหญิงแห่งดอร์น เดม่อนก็ตั้งหลังตรงแล้วประกาศว่า “แน่นอนว่าไม่พ่ะย่ะค่ะ!”
. . .
“ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก” แซมเวลล์ช่วยนาตาลีลงจากเรือด้วยรอยยิ้ม “เมื่อข้าอยู่ที่นี่ ไม่มีใครในสตาร์ฟอลล์กล้าทำร้ายเจ้าแน่นอน”
“อืม” นาตาลีพยักหน้าแน่น พลางเกาะแขนเสื้อเขาไว้แน่น
ผู้คนชาวดอร์นที่อยู่บนท่าเรือ ต่างมองกลุ่มคนจากรีชและพวกคนเถื่อนที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันด้วยความสงสัยและระแวดระวัง โชคดีที่ฮิวจ์ เดย์น และคนรู้จักบางคนอยู่ในกลุ่มพวกเขาด้วย ไม่เช่นนั้นแม้จะไม่มีการปะทะกันตรง ๆ ก็ต้องมีคนวิ่งกลับไปแจ้งข่าวที่สตาร์ฟอลล์แน่นอน
แซมเวลล์เรียกฮิวจ์เข้ามา แล้วสั่งการอย่างชัดเจน “พาคนไปที่สตาร์ฟอลล์ บอกกับตระกูลเดย์นว่าท่านหญิงนาตาลีกลับมาแล้ว ขอให้พวกเขาออกมาต้อนรับที่ท่าเรือ หากพวกเขาปฏิเสธ ให้ยึดประตูปราสาทไว้ แล้วกลับมารายงานข้า เข้าใจไหม?”
“ครับท่าน”
หลังจากฮิวจ์กับลูกน้องออกเดินทาง แซมเวลล์ก็ยังคงยืนรออยู่ที่ท่าเรือ รอให้ทหารคนอื่น ๆ ลงจากเรือให้หมด
แม้ว่านาตาลีจะเป็นทายาทอันดับหนึ่งของตระกูลเดย์นในตอนนี้ แซมเวลล์ก็ไม่คิดเลยว่าแค่พาเด็กสาวคนหนึ่งมาก็จะสามารถทำให้คนในสตาร์ฟอลล์ยอมศิโรราบได้ทันที
พลัง คืออำนาจสูงสุดเสมอมา และถ้าหากตระกูลเดย์นไม่ยอม เขาก็พร้อมจะสู้รบอีกครั้ง!
หลังจากความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุด พวกเขาแทบไม่มีแรงต้านเหลือแล้ว และพวกเขาคงยังไม่มีเวลารวบรวมกำลังเพิ่ม
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาฮิวจ์ก็กลับมาครั้ง พร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียดอย่างประหลาด “ท่านลอร์ดซีซาร์ ท่านหญิงนาตาลี เจ้าหญิงอาเรียนประทับอยู่ที่สตาร์ฟอลล์ในตอนนี้”
“ใครนะ?” แซมเวลล์ถึงกับตกใจ
“เจ้าหญิงอาเรียน มาร์เทล” ฮิวจ์ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เจ้าหญิงขอให้ท่านกับท่านหญิงนาตาลีไปเข้าเฝ้าที่สตาร์ฟอลล์เพื่อถวายความเคารพ”