- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 77
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 77
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 77
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 77 ความสงสัยของโอเลนน่า
แสงอ่อนยามรุ่งสางส่องลอดเข้ามาในสวน สะท้อนกับกลีบกุหลาบสีทองที่ประดับด้วยหยาดน้ำค้าง ทำให้ทุกหยดประกายราวคริสตัล เปลี่ยนสวนแห่งนี้ให้ดูราวกับสรวงสวรรค์
นกลาเล็ก ๆ ที่งดงามสองสามตัวบินไปมาท่ามกลางพุ่มไม้ ส่งเสียงเจื้อยแจ้วขับกล่อมยามเช้าอย่างสดใส แต่แล้วความสงบในเช้าวันแสนงดงามนี้ก็ถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน ด้วยเสียงโวยวายอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าบ้าแซมเวลล์! เจ้าเด็กนี่ไม่เคยหยุดก่อเรื่องเลย ให้ตายสิ เป็นตัวปวดหัวของข้าชัด ๆ!”
เมซ ไทเรลล์ ผู้สำเร็จราชการแห่งดินแดนรีช ผู้พิทักษ์แห่งแดนใต้ และลอร์ดแห่งไฮการ์เด้น เดินกระทืบเท้าผ่านสวนด้วยท่าทางฉุนเฉียว โบกจดหมายในมือใหญ่ของเขาด้วยสีหน้าแดงก่ำไปด้วยความโกรธ
“ทีแรกก็ขนแรงงานจากท่าเรือของข้าไปเป็นร้อยโดยไม่ปริปาก ข้าก็ยังปล่อยผ่านไป แล้วก็มาขอรับตัวผู้ลี้ภัยจากไฮการ์เด้น ด้วยความเห็นแก่ลูกสาวสุดที่รักของข้า ข้าก็ไม่ขัดอะไร ตอนนี้มันกลับไปก่อเรื่องที่สตาร์ฟอลล์! แล้วมันยังมีหน้ามาขอกำลังจากข้าอีกเหรอ? มันคิดว่าข้าเป็น . . .”
“ท่านพ่อ ดื่มชาสักหน่อยเถอะค่ะ” มาร์เจอรี ไทเรลล์ เอื้อมมือยกถ้วยชาสีเงินขึ้นจ่อริมฝีปากของบิดาหยุดคำพูดของเขาไว้ทัน
เมซรับถ้วยจากนาง และดื่มยาว ๆ ไปหนึ่งอึก ก่อนจะมองรอยยิ้มอ่อนโยนของลูกสาว ทันใดนั้นความโกรธในใจเขาก็เริ่มสงบลง และปล่อยให้นางพาเขาไปนั่งลงที่เก้าอี้
ผ่านไปสักครู่เมซก็หันไปทางโอเลนน่า ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ แล้วพูดต่อ “ท่านแม่ก็อ่านจดหมายนั่นแล้วใช่ไหม? ไม่คิดเหรอว่าไอ้หมอนี่ แซมเวลล์ มันจะก่อปัญหาไม่หยุด?”
โอเลนน่า ไทเรลล์ ซึ่งกำลังชมเหล่านกลาบินไปมาในสวน วางมือไว้บนตักอย่างนิ่งเฉย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองลูกชาย “ใช่ แซมเวลล์เป็นเด็กที่อยู่นิ่งไม่ได้ก็จริง แต่คราวนี้ . . . ไม่ใช่ความผิดของเขา”
“ไม่ใช่ความผิดของเขา?”
หญิงชราพยักหน้าเบา ๆ “ข้าเพิ่งได้รับข่าวจากแบล็กมอนต์ ดูเหมือนว่า เอ็ดดริก เดย์น กับ อัลลิเรีย เดย์น จะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุล่าสัตว์”
เมซขมวดคิ้ว พยายามเชื่อมโยงเรื่องเข้าด้วยกัน “ท่านแม่ เรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าแซมเวลล์นั่น?”
คราวนี้มาร์เจอรีเป็นคนแทรกขึ้นมาเบา ๆ “สองคนนั้นเป็นทายาทคนสุดท้ายของสายหลักแห่งตระกูลเดย์น ไม่แปลกเลยที่สตาร์ฟอลล์จะตกอยู่ในความวุ่นวาย”
เมื่อเมซเริ่มปะติดปะต่อได้ เขาก็อุทานออกมาทันที “อย่าบอกนะว่า ท่านแม่คิดว่าเจ้าเด็กแซมเวลล์มีเอี่ยวกับเรื่องนี้?”
โอเลนน่าเพียงกลอกตาอย่างเหนื่อยใจ ไม่คิดจะเสียเวลาโต้ตอบกับคำถามโง่ ๆ ของลูกชาย
มาร์เจอรีรินชาเพิ่มให้บิดาแล้วพูดต่อ “ต้องมีใครบางคนอยู่เบื้องหลัง คอยยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง”
โอเลนน่ามองหลานสาวอย่างชื่นชม เห็นชัดว่านางพอใจในคำพูดนั้น จากนั้นนางก็หันไปทางเมซด้วยสีหน้าเริ่มหงุดหงิด
“ลอร์ดพัฟฟิช” โอเลนน่าเรียกขานเขาด้วยฉายาที่จิกกัด “เจ้าได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากหนึ่งในขุนศึกของเจ้า เจ้าว่าควรส่งทหารไปไหม?”
เมซซึ่งคุ้นเคยกับคำกระทบกระเทียบของมารดาดีอยู่แล้วไม่ได้สะทกสะท้านอะไร เขานิ่งคิดถึงความยุ่งยากที่แซมเวลล์ก่อไว้ก่อนจะตอบด้วยความเบื่อหน่ายว่า “ปราสาทของมันยังสร้างไม่เสร็จเลย ตามกฎหมายแล้ว อีเกิลส์พอยท์ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเดอะรีชด้วยซ้ำ ข้าจะไปรบเพื่อดินแดนที่ยังถกเถียงกันอยู่ทำไม? ใครในพวกข้ารับใช้จะยอมเอาชีวิตไปเสี่ยงเพราะเรื่องนี้กันล่ะ?”
“แรนดิลล์ ทาร์ลี่” โอเลนน่าตอบด้วยชื่อเพียงคำเดียว
“แรนดิลล์?” เมซชะงัก แล้วขมวดคิ้ว “ก็ใช่ แซมเวลล์เป็นลูกของเขา แต่ก็เป็นลูกที่เขาไล่ออกจากบ้านเองนะ ท่านแม่คิดว่าเขาจะยื่นมือช่วยจริงเหรอ?”
โอเลนน่าเพียงยิ้มบาง ๆ “ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะทำยังไง”
“หืม?” เมซดูงุนงงอีกครั้ง
คราวนี้มาร์เจอรีจึงช่วยอธิบาย “ท่านพ่อ ท่านย่าสงสัยมานานแล้วว่า ลอร์ดทาร์ลี่อาจไม่ได้ตัดขาดกับลูกชายจริง ๆ นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะพิสูจน์เรื่องนั้น”
“อืม ก็ได้ ๆ” เมซไหวไหล่ “ข้าจะส่งข่าวถึงแรนดิลล์ แต่จะไม่ออกคำสั่งอะไร ส่วนเขาจะส่งทหารหรือไม่ก็แล้วแต่เขา”
พูดจบเขาก็จูบหน้าผากท่านแม่กับลูกสาวคนละที ก่อนจะเดินออกจากสวนไป แม้เขาจะรักทั้งคู่มาก แต่เมซก็มักรู้สึกอึดอัดเวลาอยู่ใกล้ โดยเฉพาะกับมารดาของเขาที่มีวิธีทำให้เขารู้สึกโง่ได้เสมอ
หลังจากส่งบิดาออกจากสวนแล้ว มาร์เจอรีก็กลับมานั่งกับโอเลนน่าอีกครั้ง พร้อมรินชาให้ใหม่ “ท่านย่าคะ ถ้าลอร์ดทาร์ลี่ไม่ส่งทหารมาช่วยล่ะคะ?”
โอเลนน่ายกถ้วยชาแตะริมฝีปาก ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “งั้นเจ้าแซมเวลล์ . . . ก็ต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น”
โอเลนน่าวางถ้วยชาลง แล้วยิ้มขณะเอื้อมมือไปจัดสร้อยคอประดับอัญมณีสีน้ำเงินบนอกหลานสาว “เป็นอะไรไปหลานยรัก? เจ้ารู้สึกสงสารอัศวินคนแรกที่เจ้าทำพิธีแต่งตั้งให้หรือไง?”
“นิดหน่อยค่ะ” มาร์เจอรีเอียงแก้มเนียนแนบกับมือเหี่ยวย่นของย่า และลูบมันเบา ๆ อย่างอ่อนโยน “แซมเวลล์เป็นอัศวินบุกเบิกที่มีฝีมือไม่เลวเลย เราเองก็ลงทุนไปมากแล้ว ทั้งส่งเซอร์ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ไป พร้อมทหารฝีมือดีอีกร้อยคน แล้วยังเสียทองไปอีกนับพันเหรียญทองมังกร ตอนนี้อีเกิลส์พอยท์ก็เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของเดอะรีชจริง ๆ แล้ว ทั้งผลิตบรั่นดี ทั้งขุดแร่เงิน ถ้าต้องทิ้งทั้งหมดไป มันก็ดูน่าเสียดายนะคะ”
โอเลนน่าลูบแก้มหลานสาวอย่างรักใคร่ แต่เสียงของนางกลับเย็นเยียบดังน้ำแข็ง “ถ้ากุหลาบต้นหนึ่งในสวนของเจ้าติดโรคร้าย ไม่ว่าเจ้าจะทุ่มเทดูแลมันแค่ไหน หรือมันจะงดงามเพียงไร เจ้าก็ต้องตัดมันทิ้ง . . . ก่อนที่โรคนั้นจะแพร่ไปทั้งสวน”
“แต่เราน่าจะลองรักษามันดูก่อนไม่ใช่หรือคะ?” มาร์เจอรีแย้งอย่างนุ่มนวล และยังไม่อยากยอมแพ้
“นี่ไม่ใช่แค่โรคพืชธรรมดา เจ้าก็รู้ดีว่าทายาทคนสุดท้ายสองคนของตระกูลเดย์นเพิ่งเสียชีวิต และเวลามันก็พอดีเกินไป เห็นได้ชัดว่าใครบางคนจับตาแผนของเราที่อีเกิลพอยต์ และพยายามยั่วยุให้เราต้องเปิดศึก” โอเลนน่าถอนหายใจเบา ๆ “ที่จริงแล้ว เราตั้งใจให้อีเกิลพอยต์เป็นแนวป้องกันต่อดอร์น แต่เราจะปล่อยให้คนอื่นเป็นฝ่ายกำหนดเวลาเปิดศึกไม่ได้ มิฉะนั้นเราจะเสียเปรียบไปตลอด และแม้แต่กุหลาบที่เราปลูกไว้ที่อื่น . . . ก็อาจได้รับผลไปด้วย”
โอเลนน่าหยุดเล็กน้อย แล้วสังเกตสีหน้าของมาร์เจอรี “อีเกิลพอยต์ตอนนี้ก็เหมือนแผลเน่าที่เปิดออกให้แร้งลง ปล่อยให้ชาวดอร์นจัดการมันแทนเราก็พอ บรั่นดีเราสามารถผลิตที่อื่นได้ ส่วนแร่เงิน ข้าไม่คิดว่าเราจะถึงกับต้องการมันนักหรอก”
เมื่อเห็นว่าย่าของนางเด็ดเดี่ยวหนักแน่น มาร์เจอรีจึงพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็อดถามไม่ได้ “ท่านย่าทราบหรือยังคะว่าใครอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้?”
“มีอยู่หลายคนที่น่าสงสัย แต่พวกมันระวังตัวมาก ข้าจึงยังฟันธงไม่ได้” โอเลนน่าลูบหน้าผากของมาร์เจอรีเบา ๆ ราวกับจะลบล้างความกังวลจากใบหน้า “เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ไอ้ลูกนอกสมรสจากสตาร์ฟอลล์นั่น คงเห็นนี่เป็นโอกาสสร้างชื่อ มันจะไม่กล้าทำให้เราขุ่นเคืองหรอก ต่อให้แซมเวลล์แพ้ ก็คงไม่ถึงตาย”
“พอถึงตอนนั้น เราก็สามารถจ่ายเงินไถ่ตัวเขาออกมา ปลอบขวัญเล็กน้อย แล้วค่อยหาที่ให้เขาไปทำประโยชน์ที่อื่นเสียก็ได้ และพูดตามตรง . . . เจ้าเด็กนั่นควรถูกสั่งสอนเสียบ้าง ช่วงหลัง ๆ มานี่ชักจะมั่นหน้าเกินไปแล้ว” โอเลนน่าถอนหายใจพร้อมหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างขำขัน “เจ้ารู้ไหมว่า แพ็กซ์เตอร์เคยพยายามจับคู่เขากับเดสเมร่า แต่เจ้าหนูนั่นปฏิเสธ!”
ดวงตาของมาร์เจอรีเบิกกว้าง “เขากล้าปฏิเสธลูกสาวคนโตของอาร์เบอร์เนี่ยนะ? เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”
“ใครจะไปรู้” โอเลนน่าบ่นพึมพำอย่างไม่ประทับใจนัก
มาร์เจอรีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถาม “แล้วถ้าลอร์ดทาร์ลี่ส่งทหารมาช่วยแซมเวลล์ป้องกันอีเกิลส์พอยท์ล่ะคะ?”
“งั้นเราก็จะรู้แน่ชัดว่าแรนดิลล์ ทาร์ลี่ไม่ได้ตัดขาดจากลูกชายจริง ๆ และอาจมีแผนบางอย่างอยู่” โอเลนน่าตอบ “ตราบใดที่เรายังไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของเขา เราจะไม่เข้าไปยุ่ง ให้พวกทาร์ลี่จัดการความวุ่นวายที่อีเกิลส์พอยท์กันไปเอง และเราจะถอนการสนับสนุนจากแซมเวลล์ทั้งหมด”
มาร์เจอรีพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่ย่าหมายถึง แต่ในใจของนางก็ยังอดคิดไม่ได้ถึงอีกความเป็นไปได้หนึ่ง ว่าแซมเวลล์อาจสามารถรักษาอีเกิลส์พอยท์ไว้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งใครเลย
แต่ความคิดนั้นก็ฟังดูไร้สาระเหลือเกิน เพราะกองทหารของตระกูลเดย์นไม่ใช่พวกคนเถื่อน หากแต่ได้รับการฝึกมาอย่างดีและมีระเบียบวินัย ดังนั้นถึงแม้ว่าแซมเวลล์จะเก่งแค่ไหน ก็คงไม่มีทางต้านไหว
มาร์เจอรีรีบสลัดความคิดนั้นทิ้ง และอธิษฐานต่อเทพเจ้าแห่งทั้งเจ็ดเงียบ ๆ ขอให้คุ้มครองอัศวินของนางในศึกที่กำลังจะมาถึงนี้