เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 75

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 75

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 75


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 75 สังหาร

“ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น! พวกเรายังไม่แพ้! ตระกูลเดย์นไม่เคยยอมแพ้!” อุลริคตะโกนสุดเสียง ดวงตาแดงก่ำจ้องมองด้วยความเดือดดาล

แต่เมื่อเขามองไปรอบ ๆ กลับไม่มีใครตอบรับความดื้อดึงของเขาเลย มีเพียงนักรบดอร์นราวสองร้อยคนที่หนีรอดจากนรกเพลิงมาได้ บางคนก็นั่งนิ่งอยู่กับพื้น ราวกับตกอยู่ในภวังค์ บางคนก็กุมศีรษะ ร้องไห้อย่างขมขื่นราวกับไม่อาจเผชิญหน้ากับความเป็นจริงได้ และอีกไม่กี่คนที่จ้องมองไปยังทะเล ราวกับตัดสินใจแล้วว่าจะทิ้งฝันร้ายนี้ไว้เบื้องหลัง

ไม่มีใครกล้าสบตาอุลริค และไม่มีใครเต็มใจเดินตามผู้บัญชาการที่เสียสติไปสู่ความตายแน่นอน

“ท่านลอร์ด . . . พวกเราแพ้แล้ว ต้องถอยเถอะ . . .”

“แพ้?” อุลริคคว้าคอเสื้อของผู้พูดพร้อมกับตะโกนลั่น “เจ้าคืออัศวินของเจ็ดเทพ! เจ้ายอมรับความพ่ายแพ้ง่ายดายอย่างนี้ได้อย่างไร? ศักดิ์ศรีของเจ้าอยู่ที่ไหน? ความศรัทธา? ความมุ่งมั่นล่ะ?”

อัศวินดอร์นผลักเขาออกอย่างโกรธจัด และตอบกลับทันควัน “อุลริค แซนด์ นี่มันคือสงครามของเจ้า และคำสั่งของเจ้า! ลืมตาดูสิว่าทหารตระกูลเดย์นกล้าหาญต้องตายไปกี่คนเพราะความโง่เขลาของเจ้า เจ้ากล้าพูดกับข้าเรื่องศักดิ์ศรีได้ยังไง?”

“ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขาตายเปล่า!” อุลริคชักดาบออกมา แกว่งไปมาอย่างคลุ้มคลั่ง เสียงสั่นเครือด้วยอารมณ์ “เรายังไม่แพ้! เราจะไม่แพ้! เราคือทายาทแห่งผู้ปกครองลุ่มน้ำทอร์เรนไทน์! อัศวินที่ได้รับการชี้นำจากหมู่ดาว! ทายาทแห่งดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งรุ่งอรุณ . . .”

“เฮ้!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากซากสมรภูมิที่ยังคงคุกรุ่น แฝงด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เจ้าที่พูดถึง ‘ดาบแห่งรุ่งอรุณ’ น่ะ ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้วนะ ไม่คิดจะโชว์ฝีมือดาบให้ข้าดูหน่อยเหรอ?”

อุลริคหันขวับไปยังผู้พูด ทั้งความเกลียดชังและความโกรธพวยพุ่งผ่านชื่อนั้นที่เขากัดฟันพูดออกมา “แซมเวลล์ ซีซาร์!”

“อุลริค แซนด์” แซมเวลล์ถือค้อนสงครามขนาดมหึมาไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างกวักมือเรียก “มาเลยสิ ไหนเจ้าว่ามีแรงสู้เหลืออยู่นักหนาไง?”

“ตาย!” ทันใดนั้นอุลริคก็ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาพุ่งเข้าใส่แซมเวลล์อย่างบ้าคลั่ง ความกลัว ความโกรธ และความสิ้นหวังหลอมรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ทำให้เขาเกรงกลัวความตาย “เพื่อเกียรติยศ!”

แซมเวลล์ยืนรอจนเขาเข้าใกล้สุด ก่อนจะจับค้อนแน่นด้วยสองมือ และในวินาทีสุดท้ายเขาก็ปักเท้าซ้ายลงกับพื้นส่งแรงถีบระเบิดพื้นใต้เท้า ก่อนจะหมุนตัวควงค้อนที่ยังลุกเป็นไฟฟาดเป็นวงโค้งด้วยแรงมหาศาล

ซึ่งอุลริคในความคลั่งไร้สติกลับตัดสินใจโง่เขลาที่สุดในที่ชีวิต เขาเลือกจะปะทะตรง ๆ กับค้อนยักษ์นั้น

ตูม!!!

เสียงปะทะดังสนั่น ดาบยาวของอุลริคแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เลือดไหลเต็มมือเขาจากแรงกระแทก และยังไม่ทันที่เขาจะได้กรีดร้อง ค้อนเพลิงก็พุ่งกระแทกหน้าอกเขาอย่างรุนแรง

ปัง!

ภาพโหดร้ายซ้ำรอยอีกครั้ง เหมือนที่เกิดบนยอดปราสาท หน้าอกอุลริคระเบิดเป็นเศษเลือดและกระดูก ร่างของเขาลอยละลิ่วเหมือนหุ่นผ้า ตกกระแทกพื้นอย่างไร้ชีวิต

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนหัวของอุลริคที่ยังไม่เสียหายแม้แต่น้อย ยังคิดประโยคสุดท้ายได้ ‘ข้าประมาทเกินไป . . . ข้าน่าจะรอบคอบกว่านี้ . . .’

แต่ชีวิตไม่มีโอกาสครั้งที่สอง สุดท้ายบุตรนอกสมรสผู้ทะเยอทะยานแห่งสตาร์ฟอลล์ก็ต้องจ่ายราคาด้วยชีวิตของเขาเอง

‘ต้องฝึกเรื่องความว่องไวเพิ่มซะแล้ว กู้สมดุลช้าเกิน’ หลังจากซัดอุลริคลอยกระเด็นแซมเวลล์ก็ยังต้องหมุนตัวไปอีกรอบกว่าจะทรงตัวได้

แน่นอนว่าถ้าหากอุลริคยังมีสติอยู่ แซมเวลล์คงไม่กล้าเสี่ยงประลองดวลตัวต่อตัวแบบนี้ ถึงแม้เขาจะแข็งแกร่งมหาศาล แต่จุดอ่อนก็ชัดเจนเช่นกัน

‘พวกว่องไว โดยเฉพาะนักลอบสังหาร ต้องระวังเป็นพิเศษ’

ในขณะที่แซมเวลล์ครุ่นคิด เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากกลุ่มดอร์น มันคือเสียงโหยหวนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่ในเวลาไม่กี่อึดใจต่อมา กองทัพทหารที่ตื่นตระหนกจำนวนมากจะพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปยังเรือยาวที่ชายหาด หวังจะหนีออกจากสถานที่นรกนี้ให้เร็วที่สุด

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่หนีไป ยังมีทหารดอร์นราวร้อยคนที่ยืนแข็งอยู่กับที่ บ้างก็หวาดกลัวจนขยับตัวไม่ได้ บ้างก็ไม่ยอมทอดทิ้งพวกพ้อง

ที่แนวหน้า อัศวินบางคนในชุดเกราะแวววาวยังยืนหยัดอยู่กับที่ ปฏิเสธที่จะทอดทิ้งเกียรติของตนเองด้วยการหลบหนี

เมื่อแซมเวลล์เดินเข้ามาใกล้ หนึ่งในอัศวิน เด็กหนุ่มชาวดอร์นวัยประมาณสิบหกสิบเจ็ดปีก็ก้าวออกมาแล้วกล่าวกับเขา “เซอร์ซีซาร์ ข้าชื่อฮิวจ์ส เดย์น เป็นสไควร์ของลอร์ดอุลริค แซนด์ ในนามของทหารดอร์นที่ยังเหลืออยู่ ข้าขอยอมจำนน และขอวิงวอนให้ท่านยอมให้พวกเราซื้อชีวิตคืนด้วยเงินค่าไถ่”

แซมเวลล์เพ่งมองเด็กหนุ่มคนนั้น ขณะที่ในใจเริ่มคำนวณความเป็นไปได้ต่าง ๆ เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามสกุลเดย์น แต่กลับเป็นเพียงสไควร์ของแซนด์ แสดงว่าเขาน่าจะเป็นเพียงสาขาย่อยหรือสายรองของตระกูลเดย์น ซึ่งตำแหน่งเช่นนี้อาจมีประโยชน์ในภายภาคหน้า

แซมเวลล์วางค้อนลงบนพื้น จากนั้นหันไปทางท็อดด์และสั่งว่า “ไปจับพวกดอร์นที่พยายามหนีลงเรือซะ”

ในขณะที่ท็อดด์พาคนออกไปไล่จับพวกทหารที่หนี แซมเวลล์ก็หันกลับมาหาฮิวจ์สและเอ่ยว่า “ข้ายอมรับการยอมจำนนของพวกเจ้า แต่ก่อนอื่น ข้ามีคำถามหนึ่ง”

“ท่านถามมาได้เลยขอรับ”

“ข้าไม่มีความแค้นอะไรกับตระกูลเดย์น แถมยังเคยยื่นข้อเสนอทางธุรกิจที่น่าจะมีกำไรให้กับอุลริค แซนด์ แล้วเขาบุกมาโจมตีข้าทำไม? และทำไมพวกเจ้าทั้งหมดถึงยอมเดินตามบุตรนอกสมรสคนหนึ่งไปก่อศึก?”

ฮิวจ์สถอนหายใจ ก่อนตอบว่า “เซอร์ซีซาร์ ท่านอาจยังไม่รู้ แต่ลอร์ดเอ็ดดริก เดย์นแห่งสตาร์ฟอลล์ เพิ่งสิ้นชีวิตไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน”

แซมเวลล์กระพริบตา เริ่มต่อภาพในใจให้เข้ากันได้ “และท่านหญิงอัลลิเรีย เดย์น . . . ก็ตายไปด้วย . . . ลอร์ดอุลริคบอกเราว่าทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของแผนชั่วร้ายของท่าน . . .”

ในที่สุดทุกอย่างก็เริ่มปะติดปะต่อกัน แซมเวลล์เข้าใจแล้วว่าทำไมอุลริคถึงมุ่งร้ายใส่เขาอย่างไม่มีเหตุผล และเหตุใดบุตรนอกสมรสถึงสามารถรวบรวมทหารแห่งสตาร์ฟอลล์มาได้ แต่ในทันทีนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น

ลิตเติ้ลฟิงเกอร์!

แซมเวลล์สงสัยทันทีว่าต้องเป็นฝีมือของปีเตอร์ เบลิช ขุนคลังแห่งราชสำนักผู้เจ้าเล่ห์ นี่สินะแผนที่แท้จริงของเขาตลอดมา? ต้องยอมรับเลยว่าลิตเติ้ลฟิงเกอร์เจ้าเล่ห์สมชื่อจริง ๆ ทั้งโหดเหี้ยมและแนบเนียน

ด้วยเหตุนี้แซมเวลล์จึงสาบานในใจว่าวันหนึ่งเขาจะสะสางบัญชีนี้กับคนที่เคยใช้เขาเป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานให้ได้!

“การตายของเอ็ดดริกและอัลลิเรียไม่เกี่ยวกับข้าเลย” แซมเวลล์กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งแต่หนักแน่น “ข้าสาบานต่อหน้าทวยเทพทั้งเจ็ด”

ฮิวจ์สลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “ท่านลอร์ด ลอร์ดอุลริคบอกเราว่าท่านเคยแสดงภาพเหมือนของท่านหญิงอัลลิเรียให้เขาดู ตอนเยือนสตาร์ฟอลล์ครั้งสุดท้าย . . .”

“พวกเจ้าถูกหลอก” แซมเวลล์ตอบทันที “ภาพนั้นไม่ใช่ของท่านหญิงอัลลิเรีย”

เมื่อเห็นโอกาสที่จะฟื้นฟูอาชารา เดย์น คืนสู่สตาร์ฟอลล์ แซมเวลล์จึงกล่าวต่อ “หญิงในภาพนั้นคือท่านหญิงอาชารา เดย์น”

“ท่านหญิงอาชารา? แต่นางไม่ใช่ว่า . . . ตายไปหลายปีก่อนแล้วหรือ?”

คำพูดของฮิวจ์สค่อย ๆ เงียบลง ขณะที่แซมเวลล์หันไปพาสตรีผู้หนึ่งที่สวมผ้าคลุมหน้าออกมาจากฝูงชน ซึ่งแซมเวลล์ได้เตรียมคำพูดเอาไว้แล้ว แต่ยังไม่ทันเอ่ยอะไร หญิงผู้นั้น หรือที่แท้จริงคืออาชาราก็ยิ้มอ่อน พลางโน้มศีรษะกล่าวว่า “เซอร์ซีซาร์ เช่นนั้นท่านก็รู้ตัวตนที่แท้จริงของข้ามาตลอดสินะ”

“ดูเหมือนท่านจะไม่เคยสูญเสียความทรงจำจริง ๆ” แซมเวลล์ตอบด้วยรอยยิ้มบาง “ข้าไม่เคยคิดอยากเป็นศัตรูกับสตาร์ฟอลล์เลย”

“ไม่จำเป็นต้องอธิบายใด ๆ” อาชาราคุกเข่าลงคำนับอย่างสง่างาม “สตาร์ฟอลล์จะไม่เป็นศัตรูกับท่าน”

จบบทที่ ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 75

คัดลอกลิงก์แล้ว