- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 74
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 74
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 74
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 74 เพลิงนรก
“บุก!”
เสียงตะโกนคำสั่งดังก้อง ขณะที่เหล่าทหารดอร์นเปิดฉากโจมตีแนวป้องกันสุดท้ายที่อีเกิลส์พอยต์อีกครั้ง แต่คราวนี้การต่อสู้กลับยากเย็นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด
กำแพงหินเรียบลื่นไร้รอยเกาะ ทำให้พวกเขาต้องพึ่งพาเชือกตะขอ บันได และอุปกรณ์โจมตีป้อมเพื่อปีนขึ้นไป และในครั้งนี้การต่อต้านของพวกรีชก็รุนแรงกว่าที่เคย หอกนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาจากด้านบนประหนึ่งพายุแทงทะลุเนื้อจนเลือดกระเซ็น
เหนือกำแพงเหล่าทหารรีชใช้ดาบและขวานฟันเชือกและบันไดทิ้ง พลางโยนหินซุงและเศษไม้ลงมาเพื่อขัดขวางการปีนของพวกดอร์น แน่นอนว่าแม้ในสถานการณ์ดุเดือดเช่นนี้ พวกเขาก็ยังไม่ลืมที่จะโยนถังไวน์ใส่ศัตรูด้านล่าง ราวกับว่ากลยุทธ์ประหลาดนี้คือหัวใจสำคัญของการป้องกันของพวกเขา
ไวน์ใสสีอำพันไหลนองไปทั่วกำแพงและพื้นด้านล่าง ผสมปนเปกับเลือดกลายเป็นภาพอันน่าสะพรึง
อุลริคยืนมองฉากตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์ การต่อสู้ที่รุนแรงถึงเพียงนี้ในที่สุดก็เป็นไปตามที่เขาคาดหวังไว้ การกระทำประหลาดก่อนหน้านี้ของฝ่ายศัตรูทำให้เขาระแวง แต่เมื่อได้เห็นทหารของตนล้มตายอย่างต่อเนื่อง เขากลับรู้สึก ‘โล่งใจ’ เพราะนี่คือความสูญเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการศึกแบบตีเมือง ผู้บัญชาการต้องมีความอดทน และใจแข็งพอจะรับการสูญเสียนี้ให้ได้
สิ่งเดียวที่ยังคงกวนใจเขาคือถังไม้เหล่านั้นที่ศัตรูยังคงโยนลงมาไม่หยุด เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ก็เหมือนเดิมอีกนั่นแหละ ตั้งแต่ต้นศึกมาพวกรีชก็ประหลาดมาตลอด ทำให้อุลริคสงสัยว่า ซีซาร์ ขุนศึกแห่งอีเกิลส์พอยต์ อาจใช้กลยุทธ์ประหลาดเหล่านี้เพื่อลวงให้เขาลังเลใจ ไม่กล้าเปิดฉากบุกอย่างเต็มกำลัง แต่ถ้านั่นคือแผนของซีซาร์ก็ถือว่าเขาคิดผิดอย่างร้ายแรง!
อุลริคตั้งใจมั่นแล้วว่าจะต้องชนะศึกนี้ให้เด็ดขาดเพื่อให้เจ้าชายโดรานประทับใจ และยอมรับว่าเขาคู่ควรกับการสืบทอดสตาร์ฟอลล์
เมื่อเห็นคลื่นการบุกระลอกแรกเริ่มชะลอลง อุลริคจึงส่งทหารชุดใหม่เข้าเสริมเพื่อไม่ให้ฝ่ายป้องกันได้พักแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเสียงโห่ร้องรบก็กึกก้องอีกครั้งเมื่อทหารดอร์นบุกขึ้นกำแพงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ถูกผลักลงมาทุกครั้ง ร่างไร้วิญญาณเริ่มกองพะเนินรอบฐานกำแพง เลือดที่นองจนแผ่นดินอ่อนยุ่ยและส่งกลิ่นคาวเหล็กคลุ้ง รวมเข้ากับกลิ่นไวน์จนแทบสำลัก
ในขณะที่ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แสงสุดท้ายก็สาดส่องลงบนอีเกิลส์พอยต์ราวกับภาพวาดน้ำมัน อุลริคฟังรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างหน้าตาไร้ความรู้สึก และยอมรับว่าวันนี้คงยึดปราสาทไม่ได้
ทหารของซีซาร์นั้นมีฝีมือไม่ใช่น้อย แต่ฝีมือก็มักจะมีขีดจำกัดเสมอ เพราะมันมีหลายครั้งในวันนี้ที่พวกดอร์นเกือบจะทะลวงแนวป้องกันได้แล้ว ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าหากบุกอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ พวกรีชจะต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน
อุลริคมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แล้วสั่งให้ทหารถอยกลับ แต่ในจังหวะที่เสียงแตรล่าถอยดังขึ้น จู่ ๆ ก็มีเงาหนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดกำแพงปราสาท ชายคนนั้นยกอาวุธขนาดใหญ่ที่กำลังลุกเป็นไฟขึ้นเหนือหัว แต่นั่นไม่ใช่คบเพลิง มันคือค้อนสงครามสองมือ หัวค้อนขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีส้มแดงที่โหมกระหน่ำ
ทันใดนั้นอุลริคก็รู้ทันทีว่านั่นคือเจ้าแห่งอีเกิลส์พอยต์ แซมเวลล์ ซีซาร์! และในวินาทีนั้นเขาและทหารดอร์นรอบข้างก็ได้เห็นภาพที่ไม่มีวันลืมตลอดชีวิต อัศวินแห่งรีชแกว่งค้อนเพลิงเป็นวงแสง ก่อนจะทุบมันลงบนทหารดอร์นคนหนึ่งที่เพิ่งปีนถึงขอบกำแพง
ตูม!
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ทหารดอร์นคนนั้นระเบิดกระจาย ราวกับแตงโมที่ถูกบดขยี้ในพริบตา เลือด กระดูก และเศษเนื้อถูกเปลวเพลิงเผาผลาญทันที แหลกกระจายราวดอกไม้ไฟในภาพอันงดงามแบบสยองขวัญ
สนามรบทั้งสนามราวกับหยุดนิ่ง ทุกสายตาจับจ้องไปยังร่างสูงตระหง่านที่ถือค้อนสงครามเพลิงยืนอยู่เหนือกำแพงด้วยความสง่างาม และเมื่อละอองเปลวไฟจากแรงกระแทกโปรยปรายลงมา มันก็ตกกระทบกับผนังกำแพงและชุดเกราะของทหารดอร์นซึ่งเปียกโชกไปด้วยไวน์
บึ้ม!
เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นทันที แผ่ขยายราวดอกไม้ไฟผลิบานในยามราตรี และก่อนที่พวกดอร์นจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตะเกียงไฟจำนวนมากก็ถูกโยนลงมาจากบนกำแพง จุดระเบิดสนามรบเบื้องล่างในพริบตา
“เกิดอะไรขึ้นกัน!?”
อุลริคยังคงยืนอึ้งจากฉากการประหารสุดสยองของอัศวินผู้หนึ่ง และยิ่งตกตะลึงยิ่งขึ้นเมื่อเห็นไฟลามรวดเร็วราวกับฝันร้าย ซึ่งอัศวินข้างกายเขาก็เบิกตากว้างไม่สามารถให้คำตอบใดได้เลย
“เร็ว! ถอยทัพ! สั่งถอยเดี๋ยวนี้!” อุลริคคว้าทหารส่งสารคนหนึ่งมาแล้วตะโกนใส่หู
“ขะ . . . เข้าใจแล้วขอรับ!”
แต่ก็สายไปเสียแล้ว ไฟกำลังลุกลามด้วยความเร็วอันน่าสะพรึง เพียงครู่เดียวกำแพงชั้นนอกก็ถูกไฟโอบล้อม ทหารดอร์นที่ยังปีนอยู่ถูกไฟคลอกทั้งเป็น ร้องโหยหวนพลางร่วงลงจากกำแพง ทำให้พื้นดินเบื้องล่างกลายเป็นทะเลเพลิงทันที ก่อนที่ดินที่ชุ่มไวน์ไว้นานนับวันก็ติดไฟทันทีที่เปลวไฟแตะต้องเผาผลาญทุกคนที่ยืนอยู่
เสียงกรีดร้องแห่งความทรมานดังกึกก้องไปทั่วสนามรบ ไม่ว่าพวกเขาจะกลิ้งเกลือกดิ้นพล่านเพียงใด ไฟก็ไม่มีทีท่าจะดับลง แม้จะถอดเกราะก็ไม่ช่วยให้รอดพ้นจากไฟนรก และไฟยังคงแผ่ขยายอย่างไม่หยุดยั้ง
ทหารดอร์นที่เหลืออยู่ต่างหวาดกลัวสุดขีด วิ่งหนีเอาชีวิตรอดโดยไม่รอคำสั่งใด ๆ แต่มันก็ไม่มีใครวิ่งหนีได้เร็วกว่าเปลวไฟ ตลอดสามแนวป้องกันก่อนหน้านี้พื้นดินถูกชโลมด้วยไวน์พิเศษอย่างทั่วถึง และบัดนี้มันได้จุดประกายขึ้นพร้อมกันทุกจุด
เสียงกรีดร้องแห่งความสิ้นหวังลอยกระจายเต็มอากาศ กลิ่นไวน์หนักหน่วงแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นเนื้อไหม้ที่ชวนอาเจียน
“ท่านลอร์ด! เราต้องหนีแล้ว!”
อุลริคยืนนิ่งเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นตะลึงงันกับภาพนรกเบื้องหน้า จนกระทั่งอัศวินคนหนึ่งมาดึงตัวและตะโกนใส่หู เขาจึงค่อย ๆ ได้สติ
สูงขึ้นไปบนยอดกำแพงแซมเวลล์ยืนอยู่อย่างเงียบสงบ พร้อมกับถือค้อนธันเดอร์สไตรค์ไว้ข้างตัวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ส่วนเบื้องหลังเขาทหารรีชต่างโห่ร้องด้วยความปิติ เสียงตะโกนรวมกันเป็นคำเดียว
“ซีซาร์!”
“ซีซาร์!”
“ซีซาร์!”
. . .
นาตาลีวิ่งไปสมทบฝูงชนผู้เปี่ยมความยินดี นางชูกำปั้นเล็ก ๆ ขึ้นฟ้า พลางส่งเสียงเชียร์ด้วยรอยยิ้มสดใส “ท่านแม่! เราชนะแล้ว! ชนะแล้วจริง ๆ! ซีซาร์สุดยอดไปเลย!”
แต่นารากลับยังคงยืนนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปยังเงาร่างของแซมเวลล์อย่างลุ่มหลง เบื้องหลังเขาสนามรบที่ลุกเป็นไฟทอดยาวออกไปราวกับแดนนรก ค้อนเพลิงในมือเขาเปล่งแสงตัดกับท้องฟ้ายามเย็น ควันดำหมุนวนรอบตัวเขา ประสานเข้ากับเสียงคลื่นกระทบฝั่ง และแสงสุดท้ายของวัน กลายเป็นภาพที่น่าขนลุกจับใจ
“โลหิตในหมู่ดาว ความมืดอยู่บนขอบฟ้า . . .”
เสียงของนาราเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาราวสายลม ขณะที่นางท่องถ้อยคำแห่งคำพยากรณ์โบราณที่สืบทอดในตระกูลเดย์น
“อาซอร์ อาไฮ จะถือกำเนิดใหม่จากดินแดนแห่งเกลือและควัน . . .”
“เขาจะปลุกมังกรจากหิน สะบัดคมดาบเพลิง . . .”
“นำพาทุกผู้คนไปสู่ชัยชนะเหนือความมืด และนำฤดูร้อนอันไร้สิ้นสุดมาสู่โลก . . .”