- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 72
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 72
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 72
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 72 สงครามเริ่มต้นขึ้น
ในยามรุ่งสาง อุลริค แซนด์ ขึ้นเรือของเขา และเมื่อมองย้อนกลับไปเขาก็เห็นธงหลากสีโบกสะบัดตามแรงลม และทหารเป็นแถวเป็นแนววิ่งขึ้นเรือที่เรียงรายอยู่ริมท่าเรือ แม้ในช่วงเวลาตึงเครียดเช่นนี้ กองทัพก็ยังคงรักษาระเบียบพื้นฐานไว้ได้ หลีกเลี่ยงความโกลาหลจากการแย่งชิงขึ้นเรืออย่างบ้าคลั่ง
เกราะหนังสีเข้ม ดาบโค้งสีดำมันวาว และโล่สีเหลืองหม่นแผ่กลิ่นอายของความดุดันและกระหายเลือด
นี่คือกองกำลังชั้นยอดของตระกูลเดย์น!
อุลริคสูดลมหายใจลึก อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นโลหะจาง ๆ หัวใจของเขาพลุ่งพล่านไปด้วยความทะเยอทะยาน
สิ่งเดียวที่บั่นทอนความตื่นเต้นของเขาคือการขาดกำลังเสริมจากไฮเฮอร์มิเทจ เพราะอิทธิพลของ ‘ดาร์คสตาร์’ เซอร์เจอรอลด์ เดย์น ผู้น่ารังเกียจ ทำให้เหล่าอัศวินใต้สังกัดบางคนของตระกูลเดย์นปฏิเสธคำเรียกพลของเขา
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ในฐานะสาขาย่อยที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลเดย์น พวกจากไฮเฮอร์มิเทจไม่มีทางหนุนหลังเขา พวกเขาอาจถึงขั้นหวังให้เขาพ่ายแพ้ เพื่อที่ตระกูลเดย์นแห่งไฮเฮอร์มิเทจจะได้มีโอกาสครอบครองสตาร์ฟอล
‘แต่ข้าจะไม่มีวันแพ้!’ อุลริคแค่นหัวเราะในใจอย่างเย้ยหยัน
แม้การรุกรานครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วน แต่มันไม่ใช่ความหุนหันพลันแล่นไร้แผน เขาคิดคำนวณไว้แล้วอย่างรอบคอบ และเคยสอดแนมสถานการณ์ที่อีเกิลพอยต์มาแล้ว ซึ่งแซมเวลล์มีทหารที่พร้อมรบเพียงสองร้อยคน ขณะที่เขามีกองทหารชั้นยอดเกือบสองพันคนอยู่ในบัญชา
นอกจากนี้ปราสาทของอีเกิลพอยต์ก็ยังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ นี่จึงคือโอกาสดีที่สุดในการลงมือ หากเขาไม่รีบทำลายที่นั่นตอนนี้ พอมันเสร็จสมบูรณ์ สตาร์ฟอลจะต้องติดหล่มอยู่ในสงครามยืดเยื้อที่สิ้นเปลืองและน่าหงุดหงิด
“นายท่าน ทหารทุกนายขึ้นเรือครบแล้ว!”
“ดี!” อุลริคหันไปทางอีเกิลพอยต์ พลางชูมือขึ้นอย่างมุ่งมั่น “ออกเรือ!”
“ขอรับนายท่าน!”
เพียงคำสั่งเดียวใบเรือกว่าร้อยผืนก็แผ่ออกรับลมจนพองคล้ายดวงจันทร์เสี้ยว ปลายเรืออันแหลมคมเฉือนคลื่นน้ำขับเคลื่อนไปยังอีเกิลพอยต์ เสียงอึกทึกนั้นทำให้ฝูงนกทะเลตกใจบินวนอยู่เหนือกองเรือ พร้อมส่งเสียงกรีดร้องระงม
แน่นอนว่าไม่มีใครสังเกตเห็นว่าในหมู่พวกมันมีนกอินทรีตัวใหญ่ที่มีหางขาวสะอาดตาบินต่ำอยู่เหนือกองเรือ ดวงตาคมกริบของมันเป็นประกายประหลาด คล้ายมีสติปัญญาอย่างมนุษย์ ก่อนที่ในวินาทีต่อมานกอินทรีตัวนั้นจะตีปีกแรงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งเข้าสู่หมู่เมฆดั่งลูกศร ก่อนจะหายลับไป
. . .
ในพริบตานกอินทรีก็บินมาถึงเหนืออีเกิลพอยต์วนอยู่เหนือคฤหาสน์ของลอร์ด ซึ่งภาพนั้นดึงดูดความสนใจของชาวเมืองเบื้องล่างในทันที
ในตอนนั้นเองประตูไม้ของคฤหาสน์ก็เปิดออก พร้อมกับแซมเวลล์ที่ก้าวออกมาข้างนอก ก่อนที่นกอินทรีตัวนั้นจะร่อนลงมาเกาะบนบ่าของเขา
“ประชาชนของข้า! ศัตรูกำลังมา พวกเจ้าพร้อมจะรบกันหรือไม่?”
“เราจะสู้เพื่อลอร์ดซีซาร์!”
“ลอร์ดซีซาร์ไร้เทียมทาน!”
เสียงโห่ร้องกึกก้องลั่นรอบตัวเขา ในขณะที่นาราจ้องมองแซมเวลล์กับนกอินทรีบนบ่าด้วยแววตาคาดเดาไม่ออก
“ท่านแม่” นาตาลีกระซิบพลางโน้มตัวเข้ามาใกล้ “ลอร์ดซีซาร์ก็ได้รับพรจากเทพเจ้าเก่าใช่ไหม?”
นารายังคงจ้องแซมเวลล์ “ใช่”
นาตาลีเอียงคออย่างงุนงง “แต่ . . . เขาไม่ใช่อัศวินของเทพทั้งเจ็ดเหรอ?”
“แม่ก็ไม่รู้ . . .” นาราส่ายหน้าเบา ๆ น้ำเสียงเลื่อนลอย “แต่ถ้าเทพเจ้าประสงค์เช่นนั้น ย่อมต้องมีเหตุผลของพระองค์”
. . .
หลังเที่ยงไม่นานเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงสุดกลางฟ้า อุลริคก็ยืนอยู่ที่หัวเรือของเขามองเห็นอีเกิลพอยต์อยู่ลิบ ๆ บนขอบฟ้า แต่เมื่อเข้าใกล้มากขึ้น ชายฝั่งก็ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แต่คิ้วของเขากลับขมวดแน่น
“หือ? ลอร์ดอุลริค ดูเหมือนชาวรีชจะรู้ตัวแล้วว่าเรากำลังมา” ข้ารับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นภาพบนฝั่งอีเกิลพอยต์เช่นกัน
อุลริคพ่นลมหายใจอย่างดูแคลน “ดูท่าคนสอดแนมไม่กี่คนในสตาร์ฟอลจะรอดพ้นมือเราไปได้ แต่ช่างมันเถอะ จะเตรียมตัวกันให้ตายยังไง แค่ไม่กี่วันก็ไม่มีทางสร้างป้อมปราการเสร็จหรอก”
คำพูดนั้นทำให้เหล่าทหารที่อยู่ข้างหลังเขาหัวเราะออกมา ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้มองว่าการต่อต้านที่อีเกิลพอยต์เป็นเรื่องจริงจังนัก
ไม่นานนักสีหน้าของอุลริคก็เคร่งขรึมขึ้น และในขณะที่เรือเข้าใกล้ชายฝั่ง เขาก็สั่งการว่า “เป่าแตร เตรียมขึ้นฝั่ง!”
“ขอรับ นายท่าน!”
ทันใดนั้นเสียงแตรลึกต่ำก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของนักรบ เรือแต่ละลำถูกลมและคลื่นพัดเข้าสู่ฝั่งทีละลำ แม้ว่าเรือยังไม่จอดสนิท แต่เหล่านักรบดอร์นก็พากันกระโจนลงจากเรือเรียบร้อยแล้ว พวกเขาลุยน้ำลึกระดับเข่าพุ่งตรงเข้าหาชายฝั่ง
แต่แล้วพวกเขาก็ชะงักงันด้วยสีหน้าฉงน ศัตรูที่พวกเขาคาดว่าจะเจอกลับไม่มีวี่แววเลยสักนิด
ชายฝั่งเงียบสงัด . . . ก็เกือบจะเงียบสนิทนั่นแหละ เพราะในระยะไกลหลังแนวคูเพลิงและกำแพงไม้ พวกเขามองเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งแอบตัวอยู่หลังแนวป้องกันอย่างชัดเจน
แล้วไงต่อ? ควรบุกต่อดีไหม?
นักรบดอร์นมองหน้ากันไปมาด้วยลังเล เพราะคำสั่งที่พวกเขาได้รับคือ ‘ยึดชายฝั่ง’ แต่ไม่มีใครพูดถึงว่าจะต้องบุกเข้าใส่แนวป้องกันของศัตรูทันที
“พวกรีชนี่มันขี้ขลาดถึงขนาดนี้เลยหรือ?” อุลริคเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติบนฝั่งเช่นกัน
ในสถานการณ์แบบนี้วิธีที่ดีที่สุดของฝั่งป้องกันน่าจะเป็นการโจมตีขณะพวกเขากำลังขึ้นฝั่ง ตอนที่ทหารยังอ่อนล้าและไม่เป็นระเบียบจากการเดินทางและคลื่นทะเล แต่แทนที่จะสกัดพวกเขาบนชายหาด พวกรีชกลับซ่อนตัวอยู่หลังแนวป้องกัน ไม่มีความกล้าที่จะเข้าปะทะตอนที่ศัตรูยังเปราะบาง
พวกขี้ขลาด!
ความตื่นเต้นของอุลริคเริ่มจางหาย และเมื่อเห็นว่าชัยชนะดูจะง่ายเกินไป ความรู้สึกเร้าใจก็พลอยหมดไปด้วย
เนื่องจากเรือของเขาซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไม่สามารถเทียบท่าแบบเรือยาวลำเล็ก ๆ ได้ เขาจึงสั่งให้นำเรือมุ่งเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือ ซึ่งท่าเรือนั้นก็ยังไม่ถูกทำลายด้วยซ้ำ ทำให้อุลริคเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มาทำสงคราม แต่เหมือนแค่แวะมาเยี่ยมเยียน
“ท่านลอร์ด จะให้เราบุกเลยหรือไม่?” อัศวินคนหนึ่งเข้ามาถามทันทีที่เขาลงจากเรือ
อุลริคยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องรีบ บอกให้ทหารขึ้นฝั่งมาก่อน และให้พวกเขาพักกินข้าวเติมแรงให้เต็มที่”
“ขอรับ ท่านลอร์ด!”
ด้วยเหตุนี้เองศึกนี้จึงเริ่มต้นขึ้นในบรรยากาศแปลกประหลาดเช่นนี้ ไม่มีฝ่ายใดรีบร้อน หนึ่งฝ่ายหลบอยู่หลังแนวป้องกัน อีกฝ่ายก็ค่อย ๆ ลงจากเรือแบบไม่ทุกข์ร้อน และตั้งวงกินอาหาร ถ้าคนภายนอกมาเห็นอาจจะนึกว่านี่เป็นแค่การซ้อมรบจำลองไม่ใช่ศึกจริง
แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การซ้อม!
เวลาบ่ายสองโมงอุลริคก็ออกคำสั่ง ทำให้เหล่านักรบดอร์นจึงเริ่มการโจมตีระลอกแรก พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้อง นักรบสามร้อยนายสวมเกราะหนังถือดาบโค้งพุ่งเข้าหาแนวป้องกันของฝ่ายรีช เปิดม่านบทแรกของศึกนองเลือดในครั้งนี้