- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 71
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 71
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 71
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 71 ความมั่นใจ
“ท่านหญิงนารา ท่านมีเรื่องใดอยากจะพูดคุยกับข้าหรือไม่?”
แซมเวลล์กล่าวขึ้นหลังจากเพิ่งกล่าวต้อนรับเหล่าทหารใหม่จบ เขารับไวน์จากผู้ติดตามมาจิบหนึ่งคำ ก่อนจะมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสนใจ
นาราเอื้อมมือปัดปอยผมที่ตกลงมาข้างแก้ม แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “ลอร์ดซีซาร์ ข้าได้ยินมาว่าตระกูลเดย์นแห่งสตาร์ฟอลล์กำลังเตรียมการโจมตีอีเกิลส์พอยต์ ใช่หรือไม่?”
“ใช่” แซมเวลล์พยักหน้า “เนื่องจากเผ่าครอว์ไม่ได้อยู่ใต้การปกครองของข้าโดยตรง หากพวกท่านต้องการจะจากไป ข้าก็จะไม่ห้าม”
พูดจบเขาก็หันหลังเตรียมจะไปต่อ ตอนนี้เวลามีอยู่น้อย และเขาไม่ต้องการจะเสียไปกับการห่วงใยเผ่าครอว์ ซึ่งมีจำนวนไม่มากพอจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนักในแผนของเขา
แต่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อได้ยินเสียงของนาราดังตามมาด้วยความหนักแน่น “ท่านลอร์ด ท่านเข้าใจผิด พวกเราเผ่าครอว์ไม่ลืมบุญคุณที่ท่านมีต่อพวกเรา หากอีเกิลส์พอยต์กำลังตกอยู่ในอันตราย พวกเราจะไม่เพิกเฉย”
แซมเวลล์มองหญิงสาวข้างกายด้วยความแปลกใจ ก่อนจะตอบกลับอย่างจริงจัง “ข้าซาบซึ้งในความช่วยเหลือของพวกท่านในยามยากลำบากนี้ ข้าก็จะไม่ลืมเรื่องราวในครั้งนี้เช่นกัน”
“มันคือหน้าที่ของพวกเรา อย่างไรก็ดี เด็ก ผู้หญิง และคนชราของเผ่าจะอพยพออกไปยังหมู่บ้านนอกหุบเขาพร้อมกับคนอื่น ๆ ข้าเองพร้อมกับนักรบของเราอีก 185 คน จะอยู่ที่นี่เพื่อร่วมป้องกันดินแดนนี้”
“ดี!” แซมเวลล์พยักหน้าอย่างพอใจ แต่ก็สังเกตว่านาราดูเหมือนจะยังมีบางอย่างอยากพูดออกมา ซึ่งเขาก็รออย่างอดทน แต่ในที่สุดนาราก็เพียงแต่โค้งคำนับแล้วหันหลังจากไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม
แซมเวลล์มองนางจากไป พลางรู้สึกเหมือนจะเดาได้ว่าหญิงสาวลังเลจะพูดเรื่องใด แต่เมื่อนางเลือกที่จะเงียบ เขาก็ไม่คิดจะรบเร้า เพราะต่อให้นาราเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง มันก็คงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรในสงครามนี้
ลูกนอกสมรสแห่งตระกูลเดย์นแห่งสตาร์ฟอลล์ย่อมไม่ละทิ้งความทะเยอทะยานเพราะหญิงที่ ‘ตายไปแล้ว’ กว่าสิบปี และทหารของตระกูลเดย์นก็ย่อมไม่ยอมวางอาวุธเพียงเพราะมีใครอ้างตัวว่าเป็น ‘อาชารา เดย์น’ โดยไม่มีหลักฐานใดรองรับ
แน่นอนนั่นไม่ได้แปลว่าหน้าตาของอาชาราไร้ค่าเสียทีเดียว เปรียบได้กับการที่โรเบิร์ต บาราเธียนขึ้นครองบัลลังก์เหล็ก ไม่ใช่เพียงเพราะเขามีสายเลือด ‘มังกร’ แต่เพราะเขาชนะสงครามกบฏ และสายเลือดของบาราเธียนก็ทำให้ขุนนางที่ภักดีต่อทาร์แกเรียนรู้สึกว่าตนไม่ได้ผิดสัตย์ เพราะอย่างน้อยโรเบิร์ตก็มีสายเลือดทาร์แกเรียนเจือปนอยู่
ในทำนองเดียวกันหน้าตาของอาชารา เดย์น อาจไม่มีอิทธิพลในตอนนี้ แต่หากแซมเวลล์ชนะสงคราม มันจะมีความหมายทันที
บรรดาอาณัติต่าง ๆ ของตระกูลเดย์นอาจไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อตระกูลสูงศักดิ์จากเดอะรีช แต่หากพวกเขาต้องสวามิภักดิ์ต่ออาชารา พวกเขาอาจหลอกตัวเองได้ว่านั่นคือสิ่งที่ชอบธรรม และส่วนใหญ่ก็จะเลือกมองข้ามว่าเบื้องหลังนางนั้นมีใครยืนอยู่
แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแซมเวลล์ชนะสงครามนี้ก่อน!
ด้วยความคิดนี้แซมเวลล์จึงตั้งสมาธิอีกครั้ง และเดินต่อผ่านกลุ่มผู้ติดตามที่กำลังทำงานวุ่นวาย ซึ่งพวกเขาทักทายเขาด้วยความเคารพ ส่วนเขาก็พยักหน้าตอบ พลางสังเกตสีหน้าของพวกเขาอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะรู้สึกโล่งใจที่ไม่เห็นความหวาดกลัวหรือความตื่นตระหนกปรากฏอยู่เลย
ซึ่งมันก็สมเหตุสมผล พวกคนเถื่อนเหล่านี้แทบไม่รู้จักพลังของตระกูลเดย์น สำหรับพวกเขาความจงรักภักดีและความศรัทธาทั้งหมดมีต่อแซมเวลล์เพียงผู้เดียว แถมในสายตาของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าลอร์ดซีซาร์ผู้ชนะศึกครั้งแล้วครั้งเล่าจะต้องพาพวกเขาคว้าชัยอีกครั้งแน่นอน โดยที่พวกเขาหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วลอร์ดของพวกเขานั้นไม่ได้มั่นใจนัก
เพราะแซมเวลล์รู้ดีว่า กองทัพของตระกูลเดย์นนั้นต่างจากพวกคนเถื่อนที่เขาเคยเผชิญมาโดยสิ้นเชิง อาวุธ ชุดเกราะ และการฝึกฝนนั้นอยู่คนละระดับกัน และที่เลวร้ายไปกว่านั้นพวกเขายังมีจำนวนมากกว่าอีกด้วย เว้นแต่ว่าจะเกิดปาฏิหาริย์จาก ‘น้ำยาพิเศษ’ ของเมสเตอร์ไคเบิร์นที่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ เพราะตอนนี้โอกาสรอดของอีเกิลส์พอยต์นั้นริบหรี่เต็มที และด้วยแนวป้องกันในตอนนี้ พวกเขาจะแพ้แน่นอน!
อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องแสร้งทำเป็นควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะหากปล่อยให้ความหวาดหวั่นแพร่กระจายไปทุกอย่างจะพังทันที
หลังจากนั้นไม่นานแซมเวลล์ก็เดินมาถึงห้องของเมสเตอร์ไคเบิร์น และเมื่อเปิดประตูเข้าไป กลิ่นฉุนแรงของแอลกอฮอล์ก็ลอยมาตีจมูกทันที
“ว่าไง? คืบหน้าแค่ไหน?” แซมเวลล์ถามด้วยน้ำเสียงพยายามให้คงที่
“ดีกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก” ไคเบิร์นตอบ พลางยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ และโยนชุดเกราะของดอร์นลงบนพื้น
ด้วยความร้อนจัดของทะเลทรายและแสงแดดที่แผดเผา นักรบดอร์นจึงมักสวมเกราะโลหะเพียงเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลวก ชุดนี้จึงเป็นเกราะหนังที่เสริมเหล็กเฉพาะจุดสำคัญเท่านั้น
ไคเบิร์นหยิบขวดน้ำยาขึ้นมาแล้วราดลงบนเกราะหนังก่อนจะถอยหลังออกไป จากนั้นเขาโยนเทียนจุดไฟใส่เกราะ
ฟูมม!
เปลวไฟสีน้ำเงินลุกโชนขึ้นทันที โอบล้อมเกราะไว้ทั้งชิ้น
ทันใดนั้นแววตาของแซมเวลล์ก็สว่างวาบ เขารีบถอดเสื้อคลุมออกแล้วฟาดใส่เกราะเพื่อพยายามดับไฟ ซึ่งเปลวไฟก็มอดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังไม่ดับสนิท ไม่นานเสื้อคลุมของเขาก็เริ่มติดไฟบ้าง ทำให้เขาต้องโยนมันทิ้ง และทันทีที่เขาหยุดพยายามดับไฟ เปลวเพลิงก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้งบนเกราะ
แซมเวลล์พยักหน้าอย่างพอใจ “แล้วถ้าใช้น้ำล่ะ?”
ไคเบิร์นยกกะละมังน้ำจากโต๊ะข้าง ๆ แล้วราดลงบนเกราะ
ซ่าาา!
เปลวไฟชะงักและมอดลงเล็กน้อย ก่อนจะลุกไหม้ขึ้นอีกครั้งในเวลาไม่นาน ต่อจากนั้นแซมเวลล์ก็ลองใช้ทรายกลบไฟ ซึ่งได้ผล ไฟดับลงสนิททันที
“น้ำกับทรายดับไฟได้ทั้งคู่” ไคเบิร์นกล่าวขึ้น “ซึ่งทำให้มันด้อยกว่าไวลด์ไฟร์ของจริงอยู่ไม่น้อย”
ถึงอย่างนั้นแค่นี้แซมเวลล์ก็พึงพอใจมากแล้ว บรั่นดีที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 40-50% นั้นติดไฟง่าย แต่ก็ดับง่ายเช่นกัน หากไม่มีการเสริมแต่ง มันก็แทบจะไร้ประโยชน์ในสนามรบ แต่ด้วย ‘ส่วนผสมพิเศษ’ ของไคเบิร์น มันอาจยังไม่ใช่ไวลด์ไฟร์ของจริง แต่ก็ใกล้เคียงพอจะตอบโจทย์ในตอนนี้
แม้จะสามารถดับได้ แต่พวกดอร์นซึ่งน่าจะไม่เคยเจอของแบบนี้มาก่อนย่อมไม่รู้วิธีจัดการแน่นอน แถมคนส่วนใหญ่เคยเห็นแต่ไวน์เจือจาง ย่อมไม่มีใครคาดคิดว่าแอลกอฮอล์จะกลายเป็นอาวุธได้ ซึ่งช่องว่างเล็ก ๆ ในความรู้นี้อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดของศึกนี้!
“ยอดเยี่ยม! เมสเตอร์ไคเบิร์น ข้าต้องการให้เปลี่ยนบรั่นดีทั้งหมดในดินแดนนี้ให้กลายเป็นของแบบนี้ให้เร็วที่สุด”
“ทั้งหมดเลยหรือ?” ไคเบิร์นถามด้วยสีหน้าตกใจ
เขารู้ดีว่าปริมาณบรั่นดีที่มีอยู่ในตอนนี้นั้นมากเพียงใด มันเป็นบรั่นดีที่ถูกเก็บมานานถึงสามเดือนเต็ม ซึ่งเดิมทีตั้งใจจะขายไปยังอาร์เบอร์ โอลด์ทาวน์ และไฮการ์เดย์น ถือเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล
“ทั้งหมด” แซมเวลล์ย้ำอย่างหนักแน่น น้ำเสียงไม่เปิดช่องให้ลังเล
แม้จะเจ็บใจที่ต้องสละทรัพย์สินล้ำค่าเช่นนี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่อาจยั้งมือได้ในยามที่ศัตรูร้ายกาจถึงเพียงนี้ เพราะถ้าหากเขาแพ้ เขาก็จะไม่เหลืออะไรเลย!
“จะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการผลิตทั้งหมด?”
ไคเบิร์นครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนตอบ “คาดว่าใช้เวลาสามถึงสี่วัน”
“ดี ขออะไรก็ได้ที่เจ้าต้องการ ให้ถือว่านี่คือภารกิจสำคัญที่สุดของเจ้า”
“ตามที่ท่านสั่ง นายท่าน”
เมื่อออกจากห้องของไคเบิร์น แซมเวลล์ก็ถอนหายใจยาว ด้วย ‘ไวลด์ไฟร์ฉบับประดิษฐ์’ ของไคเบิร์น เขาเริ่มรู้สึกถึงประกายของความหวังในศึกที่กำลังจะมาถึง แน่นอนเขาก็รู้เช่นกันว่าแผนการรบเดิมของเขาจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนทันที
“กาวิน!” แซมเวลล์เรียกขึ้น เมื่อเห็นเด็กหนุ่มผู้เป็นคนจัดการเสบียงกำลังวุ่นอยู่กับคลังพัสดุ