- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 66
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 66
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 66
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 66 ธันเดอร์สไตรค์
เมื่อเห็นรายงานเกี่ยวกับการผลิตเงินรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นรอบโต๊ะ ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่แซมเวลล์จัดการประชุมครั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนมีความมั่นใจ! เขาต้องการให้พวกเขาเชื่อว่าดินแดนใหม่แห่งนี้มีศักยภาพที่แท้จริง!
หลังจากการอัปเดตเกี่ยวกับเหมืองเงิน หัวหน้าช่างฝีมือวีโต้ก็รายงานเกี่ยวกับการก่อสร้างปราสาท ด้วยแรงงานที่เพียงพอและแรงจูงใจจากระบบคะแนนการทำงาน ดังนั้นทุกคนต่างแข่งขันกันเพื่อมีส่วนร่วม ทำให้การก่อสร้างก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ฐานรากเสร็จสมบูรณ์แล้ว และกำแพงรอบนอกสูงขึ้นถึงสามฟุต ด้วยความเร็วนี้อีกประมาณสี่เดือน โครงสร้างหลักของปราสาทก็จะเสร็จสมบูรณ์
เมื่อถึงตอนนั้นแซมเวลล์จะสามารถยื่นคำร้องต่อท่านลอร์ดเมซ ไทเรลล์ เพื่อให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางอย่างเป็นทางการได้ ทำให้ตอนนี้แซมเวลล์แทบจะมองเห็นภาพในอนาคตแล้ว
‘ลอร์ดแซมเวลล์ ซีซาร์ ลอร์ดแห่งอีเกิลส์พอยท์’ เพียงแค่คิดก็ทำให้เขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
หลังจากวีโต้รายงานเสร็จก็ถึงคราวของหัวหน้าช่างตีเหล็กบูโซรายงานบ้าง เนื่องจากอีเกิลส์พอยท์ไม่มีเหมืองเหล็ก แซมเวลล์จึงไม่ได้มอบหมายให้ช่างตีเหล็กของเขาสร้างอาวุธเหล็ก เพราะมันคุ้มค่ากว่าที่จะซื้อมาโดยตรงแทนที่จะขนแร่เหล็กมาถลุงใหม่ ดังนั้นงานหลักของช่างตีเหล็กจึงเป็นการช่วยไคเบิร์นผลิตเหรียญเงิน
อย่างไรก็ตามอีเกิลส์พอยท์ถึงแม้จะขาดแร่เหล็ก แต่กลับมีหนังสัตว์จำนวนมาก ดังนั้นแซมเวลล์จึงมอบหมายให้พวกเขาผลิตเกราะหนังสำหรับทหารของเขาแทน และแซมเวลล์ยังได้สั่งให้บูโซสร้างอาวุธชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษ ค้อนรบที่ออกแบบเฉพาะตัวเขาเอง!
เมื่อพละกำลังของเขาเพิ่มขึ้น แซมเวลล์ก็รู้สึกว่าดาบเหล็กธรรมดาไม่เหมาะกับตัวเขาอีกต่อไป และค้อนรบจะเหมาะกับพลังของเขามากกว่า
“ท่านลอร์ด ค้อนรบของท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านสามารถทดสอบได้ทุกเมื่อที่สะดวก” บูโซรายงานด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย แน่นอนว่าเขาไม่ได้สงสัยในฝีมือของลอร์ดหนุ่ม แต่เพราะค้อนรบที่แซมเวลล์สั่งให้นั้นหนักกว่าที่เขาเคยตีมาทั้งหมด เขาเคยพยายามโน้มน้าวให้แซมเวลล์เปลี่ยนใจหลายครั้ง แต่ลอร์ดหนุ่มก็ยืนยันหนักแน่น บูโซจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าแซมเวลล์อาจทำให้ตัวเองขายหน้า
“ยอดเยี่ยม!” แซมเวลล์ตื่นเต้นและชมเชยบูโซอย่างจริงใจ พร้อมสัญญาว่าจะทดสอบสมดุลของค้อนหลังการประชุม
จากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านทั้งสิบสี่แห่งก็รายงานเกี่ยวกับพื้นที่ของตน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไรใหม่ให้รายงาน คนเถื่อนท้องถิ่นเกือบทั้งหมดถูกดึงดูดมายังอีเกิลส์พอยท์เพื่อทำงานเป็นคนงาน ช่างต้มไวน์ หรือคนงานเหมือง บางคนก็เข้าร่วมกองกำลังของแซมเวลล์ ขณะที่คนชรา ผู้หญิง และเด็กถูกจัดให้อยู่ในศูนย์สวัสดิการ ส่งผลให้หมู่บ้านหลายแห่งแทบจะร้างผู้คน และเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านอาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
ซึ่งหัวหน้าหมู่บ้านเองก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ และระหว่างรายงานของพวกเขา พวกเขาก็พยายามแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานะของตนเองที่เพิ่งได้รับในฐานะผู้ติดตามของแซมเวลล์
แน่นอนว่าแซมเวลล์มองออกทันทีและใช้โอกาสนี้ประกาศว่า หัวหน้าหมู่บ้านทั้งสิบสี่คนจะถูกย้ายเข้ามาที่อีเกิลส์พอยท์เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ ขณะที่หมู่บ้านจะอยู่ภายใต้การดูแลของนายอำเภอและเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีเพียงสองคน
หลังจากสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนแล้ว แซมเวลล์ก็เปิดโอกาสให้ทุกคนเสนอความคิดเห็นหรือถามคำถาม ซึ่งมันก็มีช่วงเงียบงันเล็กน้อย เพราะส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับการอภิปรายแบบ ‘ประชาธิปไตย’ เช่นนี้ และมักรอให้ลอร์ดเป็นผู้สั่งการ
จนกระทั่งท้ายที่สุดผู้จัดการกาวินก็เป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ “ท่านลอร์ด คนเถื่อนไม่ได้ทำไร่ไถนา หรือออกล่าสัตว์อีกต่อไป พวกเขาทำงานให้ท่านอย่างเดียว แล้วพวกเขาจะจ่ายภาษียังไง?”
แซมเวลล์ยิ้มอย่างสงบ เพราะเขาคาดการณ์ถึงปัญหานี้ไว้แล้ว แถมตอนนี้ยังอยู่ในช่วงปลอดภาษีสามเดือนตามที่เขาสัญญาไว้ ดังนั้นเขายังไม่ต้องจัดการกับมัน
“ง่ายมาก พวกเขาจะจ่ายภาษีเป็นคะแนนการทำงาน”
“คะแนนการทำงาน?” กาวินขมวดคิ้ว
“ใช่ ข้าให้ค่ากับหนึ่งคะแนนเท่ากับหนึ่งเหรียญทองแดง คะแนนการทำงานจะมีค่าเสมือนเงินตรา เมื่อช่วงปลอดภาษีสิ้นสุด พวกเขาสามารถจ่ายภาษีด้วยคะแนนเหล่านี้ได้”
“อ้อ เข้าใจแล้ว” กาวินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ระบบอัน ‘ชาญฉลาด’ นี้ยังคงเป็นสิ่งที่เกินความเข้าใจของกาวินอยู่ แซมเวลล์จึงปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไป
เมื่อกาวินเป็นคนเริ่ม คนอื่น ๆ ก็เริ่มพูดอย่างเปิดเผยมากขึ้น ทั้งให้คำแนะนำและตั้งคำถาม ทำให้การประชุมดำเนินไปอีกสองสามชั่วโมงก่อนจะสิ้นสุดลง
หลังการประชุม แซมเวลล์ก็ตามบูโซไปที่โรงตีเหล็กเพื่อลองอาวุธใหม่ของเขา
“ท่านลอร์ด นี่คืออาวุธของท่าน” บูโซยกผ้าคลุมออกเผยให้เห็นค้อนรบ แต่ก่อนที่เขาจะพูดต่อ เขาก็ลังเลไปชั่วครู่ก่อนกล่าวว่า “โปรดระวังด้วย . . . มันหนักถึงเจ็ดสิบปอนด์!”
ใช่แล้ว เจ็ดสิบปอนด์!
นี่เป็นอาวุธที่หนักที่สุดที่บูโซเคยตีขึ้นมา และเขาแทบไม่อยากเชื่อว่าจะมีใครใช้มันในสนามรบได้จริง ๆ
แต่แซมเวลล์กลับไม่สะทกสะท้าน เขารู้ดีว่าความชอบของเขาในเรื่องอาวุธนั้นผิดแปลกจากคนทั่วไป และปกติแล้วคงไม่มีใครเลือกใช้อาวุธที่หนักขนาดนี้
แต่เขาไม่เหมือนคนอื่น เพราะด้วย ‘การลงทุน’ อย่างขยันขันแข็ง ไม่ว่าจะเป็นเหรียญเงิน หรือเหรียญทอง ทำให้คุณสมบัติความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 4.02 แล้ว!
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านระดับ 4 มาได้ เขาก็พบว่าการพัฒนาต่อไปนั้นยากขึ้นมาก ตอนนี้แค่จะเพิ่มพลังอีก 0.01 ก็ต้องใช้ถึงสามสิบเหรียญทอง หรือสองร้อยเหรียญเงิน!
โดยเขาจึงสงสัยว่าต่อให้ใช้เหรียญทองทั้งหมดที่เพิ่งตบตาขโมยมาจากตระกูลแลนนิสเตอร์ก็คงยังไปไม่ถึงระดับ 5 ดังนั้นเมื่อมาถึงจุดนี้การใช้ทองเพื่อเพิ่มพลังคงไม่คุ้มค่าอีกต่อไป และมันคงจะดีกว่าหากนำไปลงทุนพัฒนาดินแดนและเสริมความแข็งแกร่งให้กองกำลังของตน
เขายังสังเกตเห็นว่าเงินเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าสำหรับการเพิ่มความแข็งแกร่ง แม้ว่าในแง่ของการเสริมพลัง หนึ่งเหรียญทองจะเทียบได้กับหกหรือเจ็ดเหรียญเงิน แต่ในอัตราแลกเปลี่ยนทั่วไป มันอยู่ที่ 1:210 และเนื่องจากอีเกิลส์พอยท์มีเหมืองเงิน การลงทุนใน ‘เงิน’ จึงเป็นแนวทางที่ชาญฉลาดกว่า และเมื่อถึงจุดที่ประสิทธิภาพของเงินลดลง เขาค่อยเปลี่ยนกลับไปใช้ทองสำหรับขั้นต่อไปก็ยังไม่สาย
อย่างไรก็ตามระดับพละกำลัง 4.02 ก็ถือว่าน่าประทับใจแล้ว ตอนนี้เขาไม่แน่ใจขีดจำกัดของตนเอง แต่การถือดาบธรรมดารู้สึกเหมือนไม่ต่างจากการหยิบกิ่งไม้ ดังนั้นเขาจึงต้องการอาวุธที่หนักกว่า
ค้อนรบเล่มนี้ดูน่าเกรงขามสมกับน้ำหนักของมัน หัวค้อนขนาดมหึมาปกคลุมไปด้วยหนามเกลียวแหลมคม ส่องประกายเย็นยะเยือกภายใต้แสงไฟ เพียงแค่เห็นก็คงทำให้ศัตรูขวัญผวา
แซมเวลล์ก้าวไปข้างหน้า ยกมันขึ้นด้วยมือข้างเดียวอย่างง่ายดาย และเมื่อทดสอบน้ำหนักแล้ว เขาก็พยักหน้าพึงพอใจ จากนั้นจึงจับด้ามด้วยมือทั้งสองข้างและเหวี่ยงลงสู่พื้น
ตูม!
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินสั่นสะเทือนไปทั่ว ทำให้ทุกคนในโรงตีเหล็กถึงกับตะลึงงัน มองแซมเวลล์ราวกับว่าเขาเป็นเทพเจ้าจากตำนาน
ผ่านไปครู่หนึ่งบูโซจึงเรียกสติกลับมาได้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพและนับถือ “ท่านลอร์ด ท่านมีพลังของเทพเจ้าโดยแท้! ได้โปรดช่วยตั้งชื่อให้มันด้วย!”
แซมเวลล์ยกค้อนขึ้นพาดบ่า ก่อนเผยรอยยิ้มออกมา “เรียกมันว่า ธันเดอร์สไตรค์!”