- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 64
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 64
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 64
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 64 ความฝัน
ดวงจันทร์และหมู่ดาวสะท้อนกลับหัวลงบนผิวน้ำที่เรียบสงบดุจกระจก เรือโยกเบา ๆ ไปมาตามจังหวะของคลื่น คล้ายอ้อมแขนอ่อนโยนที่กล่อมให้ทุกคนบนเรือหลับใหล
ทันใดนั้นแซมเวลล์ก็รู้สึกถึงเสียงเรียกประหลาดจากท้องฟ้า ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด บางสิ่งดูเหมือนจะเชื้อเชิญจิตวิญญาณของเขาให้ล่องลอยขึ้นไปด้านบน
เขาเริ่มออกวิ่ง จากเดินช้า ๆ กลายเป็นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ฝีเท้ายืดยาวออก ลมทะเลเย็นเฉียบหวีดผ่านข้างหู กระซิบกระซาบบางอย่างที่จับใจความไม่ได้ แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามวิ่งเร็วแค่ไหน ท้องฟ้าก็ยังคงห่างไกลเกินเอื้อมถึง
ทันใดนั้นแซมเวลล์ก็หยุดกะทันหันและก้มลงมอง เบื้องล่างคือท้องทะเลกว้างใหญ่ที่สะท้อนภาพหมู่ดาวทั้งผืนฟ้า และบนผิวน้ำนั้นมีเรือลำน้อยลอยอยู่ราวกับมดตัวจิ๋ว
เขากำลังบิน!
แซมเวลล์ตระหนักขึ้นมาในพริบตา ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงต่ำพุ่งเฉียดผ่านผิวน้ำ ทันใดนั้นยอดเขาสูงชันก็ปรากฏขึ้นข้างหน้า หน้าผาหินแดงราวกับกรงเล็บเปื้อนเลือด ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น
ฟิ้ววว!
เขาดิ่งลงสู่ป่าทึบ กลิ่นหอมของดินและพืชนานาชนิดโถมเข้าใส่ ความรู้สึกของเขาคมชัดขึ้นจนรับรู้ได้ถึงกระรอกที่ซ่อนอยู่ในโพรงไม้ งูที่ขดตัวใต้พุ่มไม้ กวางที่สะดุ้งตื่นอยู่ในถ้ำใกล้ ๆ สัญชาตญาณดิบภายในตัวปลุกเร้าให้เขาล่าเหยื่อ แต่แซมเวลล์ก็ต่อต้านความรู้สึกนั้นแล้วมุ่งหน้าต่อไป
ผืนป่าและเนินเขาแผ่กว้างออกไปสุดสายตาค่อย ๆ จางหายไปในม่านหมอกของขอบฟ้า ความรู้สึกใหม่นี้ช่างน่าหลงใหลและแปลกประหลาด สายลมพัดแรงขึ้น ต้นไม้เริ่มบางลง ทันใดนั้นต้นวีร์วูดขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ใบสีเขียวชอุ่มของมันแผ่ร่มเงา กลบทุกสิ่งให้มืดลงราวกับมีลางบอกเหตุ และดวงตาคู่ใหญ่บนใบหน้าที่ถูกแกะสลักไว้บนต้นไม้ก็เปิดขึ้น
ตูม!
แซมเวลล์สะดุ้งตื่นราวกับถูกสายฟ้าฟาด เขาผุดลุกขึ้นนั่งทันที
“แฮ่ก แฮ่ก . . .”
เขาหายใจหนักหน่วง รู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นที่ชุ่มทั่วร่าง
ความฝัน . . . มันสมจริงจนน่าเหลือเชื่อ!
แซมเวลล์พยายามตั้งสติ แต่เขารู้ดีว่าในตอนนี้ไม่มีทางจะหลับต่อได้อีกแล้ว เขาจึงลุกขึ้นรินน้ำดื่ม แล้วเปิดประตูห้องออกไปเดินบนดาดฟ้าเรือ
ยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงเสียงคลื่นกระทบลำเรือเบา ๆ เท่านั้นที่ดังแว่วมา เขาเดินทอดน่องไปตามดาดฟ้า พลางคิดทบทวนถึงความฝัน และเมื่อเดินผ่านหัวเรือ เขาสังเกตก็เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ที่ราวกั้น
นาตาลี!
เด็กสาวพิงราวเรือ ก้มหน้ามองพระจันทร์เสี้ยว แสงดาวอ่อน ๆ เน้นให้เห็นโครงหน้าละเอียดอ่อนของนาง
“นอนไม่หลับหรือ?” แซมเวลล์ถามพลางเดินเข้าไปหา
นาตาลีเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนี พร้อมกับพ่นลมหายใจออกเบา ๆ อย่างขัดใจ
“โอ้? ยังโกรธเรื่องเมื่อวานอยู่อีกเหรอ?”
นางฮึดฮัดอีกครั้ง ชัดเจนว่าไม่อยากพูดกับเขา
“เจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึงไม่พาเจ้าไปเยี่ยมปราสาทของตระกูลเดย์น?”
ครั้งนี้นางไม่ตอบ แต่แซมเวลล์รับรู้ได้ถึงความสงสัยของนาง นางอยากรู้เหตุผล แต่ก็ไม่อยากเอ่ยปากถาม
“เพราะเจ้าสวยเกินไป” แซมเวลล์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เขารู้วิธีปลอบใจผู้หญิงเป็นอย่างดี และแน่นอนนาตาลีถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะแอบเหลือบมองเขาเร็ว ๆ แล้วหันหน้าหนี “โกหก”
“ในฐานะอัศวิน ข้าไม่เคยโกหก” แซมเวลล์พูดด้วยสีหน้าจริงจัง แม้ว่าคำพูดนั้นจะเป็นคำโกหกก็ตาม
สีแดงเรื่อปรากฏขึ้นบนแก้มนาตาลี ก่อนที่นางจะหันกลับมามองเขา แล้วถามด้วยน้ำเสียงขวยเขิน “แต่ถ้าข้าสวยเกินไป ทำไมถึงเข้าไปในปราสาทไม่ได้ล่ะ?”
“แล้วทำไมเจ้าและแม่ของเจ้าถึงต้องสวมผ้าคลุมหน้าอยู่ตลอด?”
“เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของพวกผู้ชาย . . .” นางพูดเบาลง ก่อนจะชะงักไปเมื่อเข้าใจความหมายของเขา แล้วเม้มปากอย่างไม่พอใจ “แต่ข้าน่าจะใส่ผ้าคลุมหน้าแล้วตามไปกับท่านได้นี่”
“นั่นจะเป็นการเสียมารยาท” แซมเวลล์ส่ายหน้า “อีกอย่าง เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงหรือไง ถึงกล้าสวมผ้าคลุมหน้าต่อหน้าลอร์ดของตระกูลเดย์น?”
นาตาลีก้มหน้าลงอย่างน้อยใจ แม้จะรู้ว่าเขาพูดถูก แต่ก็อดรู้สึกเจ็บใจไม่ได้ แต่แปลกที่ภายในใจของนางกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
‘เขากลัวว่าตระกูลเดย์นจะพรากข้าไป . . . หรือว่า . . . ไม่! เขาเป็นขุนนาง ส่วนข้าเป็นเพียงสาวคนเถื่อน พวกเราไม่มีวันอยู่ร่วมกันได้! แต่ว่า . . . บางที . . . ข้าเคยได้ยินเรื่องของขุนนางที่ตกหลุมรักหญิงสาวคนเถื่อน . . .’
หัวใจของนาตาลีเต้นแรงไปด้วยความรู้สึกปั่นป่วน ทั้งดีใจ เขินอาย และหวั่นวิตกไปพร้อมกัน โดยที่แซมเวลล์ไม่รู้ตัวเลยว่าเขาได้ก่อให้เกิดพายุความคิดเล็ก ๆ ขึ้นในใจของนาตาลีโดยไม่ได้ตั้งใจ และเขาก็ยังคงจ้องมองไปยังชายฝั่ง
“ว่าแต่ เจ้าหรือคนจากเผ่าครอว์ของเจ้า เคยไปทางนั้นไหม?” แซมเวลล์ชี้ไปยังชายฝั่ง
“หืม?” นาตาลีที่กำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ใช้เวลาสักพักกว่าจะตอบสนอง
“พวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาต่อเทพเจ้าองค์เก่าไม่ใช่หรือ? เจ้ารู้จักป่าแถว ๆ นั้นที่มีต้นวีร์วูดยักษ์ที่ถูกแกะสลักหน้าไว้หรือเปล่า? เผ่าของเจ้าเป็นคนทำหรือ?”
นาตาลีมองไปยังทิศที่เขาชี้ แล้วเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะส่ายหน้า “ข้าจำไม่ได้ว่าเผ่าของเราเคยไปที่นั่น หรือเคยเห็นต้นวีร์วูดมาก่อน แต่ในเทือกเขาเรดเมาน์เทน มีชนเผ่าอื่นที่นับถือเทพเจ้าองค์เก่าเช่นกัน บางทีอาจเป็นพวกเขาที่แกะสลักหน้าบนต้นไม้”
แซมเวลล์ดูผิดหวังเล็กน้อย
“ทำไมเจ้าถึงถามเรื่องนี้?” นาตาลีถามด้วยความสงสัย
แซมเวลล์สูดหายใจลึก ก่อนตอบ “ข้าฝัน . . . ฝันว่าตัวเองบินได้ และข้าเห็นต้นวีร์วูด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของนาตาลีก็ดูแปลกไปเล็กน้อย
ซึ่งแซมเวลล์ก็สังเกตเห็นทันที จึงถามขึ้นว่า “มีอะไรหรือ?”
“ตอนข้ายังเด็ก ข้าเองก็เคยฝันแบบนั้นเหมือนกัน”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
“เอ่อ . . .” นาตาลีเงียบไป ไม่ยอมพูดต่อ
แต่แซมเวลล์เริ่มเข้าใจบางอย่าง ในมหาศึกชิงบัลลังก์ แบรน สตาร์ค ก็เคยมีความฝันลักษณะเดียวกัน ซึ่งเขาส่งกระแสจิตเข้าไปควบคุมหมาป่ายักษ์ของเขาได้
สกินเชนเจอร์!
ผู้ที่สามารถส่งจิตสำนึกของตนเข้าไปควบคุมร่างของสัตว์ นี่คือพรสวรรค์ของสกินเชนเจอร์
ทันใดนั้นแซมเวลล์ก็เพิ่งตระหนักได้ว่าในความฝันนั้น เขาอาจจะเข้าไปอยู่ในร่างของนกตัวหนึ่ง! แต่ทำไมเขาถึงเพิ่งมีความสามารถนี้? เท่าที่เขารู้ผู้ที่มีสายเลือดของ ‘บุรุษไร้หน้า’ เท่านั้นจึงจะได้รับพรนี้ และส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ศรัทธาในเทพเจ้าองค์เก่า
ทันใดนั้นเขานึกถึงหญ้าผีที่เขากินตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ค่าสถานะ ‘พลังจิต’ ของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 1.75 หรือว่านี่คือสาเหตุ? ดูเหมือนสมมติฐานของเขาจะถูกต้องค่าสถานะ ‘พลังจิต’ นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังเหนือธรรมชาติ!
แม้ตอนนี้เขาจะยังควบคุมสัตว์ตามใจไม่ได้ แต่หากค่าสถานะนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขาอาจเชี่ยวชาญมันได้ในที่สุด ในขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นความลังเลของนาตาลีเมื่อตะกี้ ทำให้เขาสงสัยว่าบางทีเด็กสาวคนนี้อาจจะเป็น สกินเชนเจอร์ เหมือนกัน!
แซมเวลล์หันไปมองนาง ประสานสายตากับนาง ทำให้ดวงตาสีม่วงของนาตาลีสั่นไหวเล็กน้อย มีแววประหม่าแวบผ่านในเสี้ยววินาที
“ขะ . . . ข้าง่วงแล้ว ข้าจะไปนอนล่ะ ราตรีสวัสดิ์”
เมื่อพูดจบนาตาลีก็รีบวิ่งหนีไปทันที