- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 62
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 62
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 62
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 62 การเสียสละ
แม่น้ำทอร์เรนไทน์ไหลมาจากใจกลางเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์ คดเคี้ยวลงใต้เป็นระยะทางนับพันไมล์ก่อนจะบรรจบกับทะเลซัมเมอร์ เมื่อสายน้ำเชี่ยวกรากปะทะกับท้องทะเล มันก็พลันสงบลงจากเส้นทางอันปั่นป่วน กลายเป็นความเงียบสงบอันน่าพิศวง
เหนือผืนน้ำสีแซฟไฟร์ เรือสำเภาลำหนึ่งกำลังแล่นทวนกระแสน้ำขึ้นไป
นาตาลียืนอยู่ที่หัวเรือ ดวงตาสีม่วงของนางเปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความหวาดหวั่น นางจ้องมองเงาราง ๆ ของปราสาทที่อยู่ลิบ ๆ ด้วยหัวใจที่เต้นแรง
วันนี้นางมิได้สวมผ้าคลุมหน้า ทำให้โฉมหน้างดงามของนางปรากฏให้เห็นอย่างเต็มตา เสื้อคลุมขนสัตว์ถูกแทนที่ด้วยชุดกระโปรงสีน้ำเงิน เบื้องใต้ชายกระโปรงขาเรียวยาวของนางเปล่งประกายดุจหินอ่อนยามต้องแสงอาทิตย์
คาตู ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังแซมเวลล์พยายามรักษาท่าทีที่สำรวม พร้อมรับคำสั่งจากเจ้านายของเขา ทว่าดวงตาของเขากลับเผลอเหลือบไปที่เรียวขาของหญิงสาวอยู่เนือง ๆ เด็กหนุ่มคนเถื่อนผู้นี้ไม่เคยเห็นสตรีใดงามถึงเพียงนี้มาก่อน ทำให้เขาถึงกับตะลึงงันราวต้องมนตร์!
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของคาตู นาตาลีก็หันขวับมาจ้องเขาเขม็งแล้วแค่นเสียงฮึดฮัด “มองอะไร เจ้าเด็กน้อย!”
คาตูรีบหันหน้าหนี แก้มของเขาแดงก่ำราวผลทับทิม ก่อนที่ไม่นานนัก เขาจะพึมพำอย่างดื้อรั้น “ข้าอายุสิบสี่แล้ว ข้าไม่ใช่เด็กน้อย!”
ทว่านาตาลีกลับมิได้ใส่ใจเขาอีก นางเท้าคางกับมือของตนเองพลางเอ่ยถามอย่างครุ่นคิด “ท่านคิดว่าตระกูลเดย์นจะจัดงานเลี้ยงเต้นรำต้อนรับท่านหรือไม่?”
แซมเวลล์เหลือบมองหญิงสาวข้างกายแล้วคลี่ยิ้ม “ทำไม เจ้าอยากไปร่วมงานหรือ?”
“ข้าแค่สงสัยเท่านั้น”
“ถึงจะมีงานเต้นรำ มันก็มีไว้สำหรับสุภาพสตรีสูงศักดิ์เท่านั้น!” คาตูอดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นมา ดูเหมือนเขาจะต้องการดับฝันของนางเสียก่อนที่มันจะเตลิดไปไกล
นาตาลีหันขวับมาจ้องคาตูอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ก้มหน้าลงอย่างหดหู่ แน่นอนนางเป็นเพียงเด็กสาวคนเถื่อน จะมีสิทธิ์อะไรไปฝันถึงงานเต้นรำของชนชั้นสูง?
แต่แซมเวลล์ไม่ได้สังเกตเห็นความเศร้าของนาง สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สตาร์ฟอลล์ซึ่งกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และจมอยู่กับความคิดของตนเอง
จุดประสงค์ของเขาในการมาเยือนตระกูลเดย์นครั้งนี้ คือการขัดขวางแผนการของลิตเติ้ลฟิงเกอร์ที่พยายามยุยงให้เกิดความขัดแย้ง แน่นอนว่าแผนการดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยสิ้นเชิง
เมื่ออีเกิลส์พอยท์เติบโตแข็งแกร่งขึ้น ย่อมสร้างความกังวลให้แก่เหล่าขุนนางดอร์น โดยเฉพาะเจ้าเมืองแห่งสตาร์ฟอลล์ มันอาจนำไปสู่สงคราม แต่แซมเวลล์ก็ไม่มีความคิดจะระงับความหวาดระแวงของขุนนางดอร์นโดยสิ้นเชิง เขาต้องการเพียงแค่ถ่วงเวลาเท่านั้น
หลังจากที่เขาได้รับเงินทุนและเสบียงมหาศาลจากการเดินทางจากซันสเปียร์ไปยังอาร์เบอร์และโอลด์ทาวน์ ดินแดนของเขาก็กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด อีกเพียงสี่ถึงห้าเดือน ปราสาทของเขาก็จะใกล้เสร็จสมบูรณ์
เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะได้รับการยอมรับเป็นขุนนางแห่งเดอะรีชอย่างเป็นทางการ และอีเกิลส์พอยท์ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตเดอะรีช และหากดอร์นคิดจะรุกราน ณ จุดนั้นมันจะถือเป็นการประกาศสงครามต่อเดอะรีชโดยตรงทันที และลอร์ดเมซ ไทเรลล์ จะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ไม่ได้อีกต่อไป
ดังนั้นเป้าหมายหลักของแซมเวลล์ในการมาเยือนสตาร์ฟอลล์ คือการทำให้เจ้าเมืองที่ปกครองอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะด้วยการเจรจา การชักจูง หรือการบิดเบือนข้อมูล ละเว้นจากการจ้องเล่นงานอีเกิลส์พอยท์ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเจ้าเมืองสตาร์ฟอลล์คนปัจจุบันเป็นเพียง ‘แซนด์’ มิใช่คนจากตระกูลเดย์นโดยสายเลือดบริสุทธิ์ เขาคงไม่มีทั้งอำนาจและแรงจูงใจมากพอที่จะประกาศสงครามโจมตี นอกจากนี้ถ้าหากเขาถ่วงเวลาไปได้อีกไม่กี่เดือน ดอร์นก็คงไม่อยากเปิดศึกแล้ว
ถึงแม้ว่าดอร์นจะเชี่ยวชาญด้านการรบแบบตั้งรับ แต่หากเลยเขตป้องกันธรรมชาติของเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์และทะเลทรายที่พวกเขาคุ้นเคยออกไป กองทัพของพวกเขาก็มิอาจเทียบชั้นกับเดอะรีชได้ เพราะทรัพยากรและกำลังคนของเดอะรีชนั้นเหนือกว่าทุกอาณาจักร
เมื่อช่วงเวลานี้ผ่านพ้นไป แซมเวลล์ก็จะสามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาดินแดนของตน ทำการค้าเพื่อสะสมผลกำไร และค่อย ๆ ปราบปรามเผ่าคนเถื่อนในเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์
ส่วนแผนการช่วยเหลือท่านหญิงโอเลนน่าในการรุกรานดอร์นผ่านแม่น้ำทอร์เรนไทน์ เรื่องนั้นยังพอมีเวลาให้เตรียมการในภายหลัง โดยแซมเวลล์คำนวณว่า หากต้องมีสงครามกับดอร์นก็ควรเป็นในจังหวะที่เหมาะสม
ซึ่งบางทีอาจเป็นหลังจากที่กษัตริย์โรเบิร์ตสิ้นพระชนม์ หรือหลังจากที่เอ็ดดาร์ด สตาร์ค ตายไปแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองหลวงจะเข้าสู่ความโกลาหล และไม่มีฝ่ายใดสนใจเรื่องของเดอะรีช
นอกจากนี้เขายังอาจใช้ความขัดแย้งนี้เบี่ยงเบนความสนใจของเดอะรีชไปที่ดอร์น ป้องกันไม่ให้ตระกูลไทเรลล์รีบตัดสินใจเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในช่วงต้นของสงครามห้ากษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากไทม์ไลน์เดิม และถ้าหากแผนของเขาประสบความสำเร็จ มาร์เจอรี ไทเรลล์ อาจไม่ต้องแต่งงานกับเรนลีย์เลยก็เป็นได้
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เข้าใจดีว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ คงไม่เป็นไปตามที่เขาคาดหวังทั้งหมดหรอก แม้แต่นักวางแผนที่เจ้าเล่ห์ที่สุดในเกมแห่งบัลลังก์ ก็ไม่อาจคาดหวังให้ทุกคนปฏิบัติตามบทที่พวกเขากำหนดได้ทั้งหมด ซึ่งแซมเวลล์เองก็ไม่ได้คิดเป็นอื่นเช่นกัน และเขาก็รู้สึกได้ว่าแผนการของลิตเติ้ลฟิงเกอร์ยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่
หากปีเตอร์ เบลิชต้องการปลุกปั่นสงครามระหว่างเดอะรีชกับดอร์น เขาย่อมไม่หยุดอยู่แค่จุดนี้แน่ ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต่างจากแซมเวลล์ ลิตเติ้ลฟิงเกอร์ไม่มีความรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับหายนะที่กำลังจะมาถึง
ดังนั้นจากมุมมองของแซมเวลล์ถ้าหากลิตเติ้ลฟิงเกอร์ไม่สามารถทำให้สตาร์ฟอลล์และอีเกิลส์พอยท์ปะทะกันได้ในเร็ววัน ความขัดแย้งก็จะลดลงทันทีที่ปราสาทของแซมเวลล์สร้างเสร็จ ทำให้สงครามในอนาคตกลายเป็นเรื่องไม่แน่นอน
ด้วยเหตุนี้แซมเวลล์จึงมั่นใจว่าลิตเติ้ลฟิงเกอร์ยังมีแผนอื่นอีกแน่ แต่เขาแค่ยังมองไม่ออกเท่านั้นว่ามันคืออะไร
“ท่านลอร์ดซีซาร์”
เสียงของกัปตันเรือดังขึ้นจากท้ายเรือ ขัดจังหวะความคิดของแซมเวลล์
“พวกเรากำลังจะเทียบท่าแล้ว!”
. . .
เรือแล่นผ่านใต้รูปปั้นไททันแห่งบราวอสอันสูงตระหง่าน ลอดไปตามลำคลองอันคึกคัก ก่อนจะเทียบท่าที่เช็คเกอร์บอร์ดคีย์
ปีเตอร์ ‘ลิตเติ้ลฟิงเกอร์’ เบลิช ก้าวลงจากเรือ และไม่เสียเวลาชื่นชมตลาดอันวุ่นวายรอบตัวรีบพุ่งตรงไปยังเกาะแห่งทวยเทพทันที
ในฐานะเหรัญญิกแห่งบัลลังก์เหล็ก เขาคุ้นเคยกับนครเสรีแห่งนี้เป็นอย่างดี เขาเดินไปยังวิหารแห่งหนึ่งโดยไม่ลังเล วิหารแห่งนี้ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงประตูไม้บานมหึมาตั้งตระหง่านตรงหน้าแกะสลักอย่างวิจิตร ประตูหนึ่งสร้างจากไม้วีร์วูดสีซีดดุจกระดูก อีกบานเป็นไม้อีโบนีสีดำลึกล้ำราวเหวลึก ทำให้เมื่อรวมกัน ประตูทั้งสองบานจึงก่อให้เกิดภาพพระจันทร์เสี้ยวแกะสลักอันวิจิตร
นี่คือวิหารของเทพไร้หน้า ‘บ้านดำและขาว’!
ลิตเติ้ลฟิงเกอร์เคาะประตูสองครั้งก่อนก้าวถอยหลัง ไม่นานนักประตูก็เปิดออก พร้อมกับชายหนุ่มผู้สวมอาภรณ์ขาวดำก้าวออกมา สายตาของเขาว่างเปล่า สีหน้าเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ ราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้
ลิตเติ้ลฟิงเกอร์ไม่ได้เหลือบมองใบหน้าของชายผู้นั้นแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่านักฆ่าบุรุษไร้หน้าแห่งบ้านดำและขาวสามารถสวมใส่ใบหน้าใดก็ได้ และไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร
เหล่านักฆ่าบุรุษไร้หน้ารับใช้เทพไร้หน้า หรือที่รู้จักกันอีกนามหนึ่งว่า ‘เทพแห่งความตาย’ พวกเขาคือนักฆ่าผู้เก่งกาจที่สุด พวกเขาเชื่อว่า ‘ความตาย’ คือการปลดปล่อยที่เมตตา และตราบใดที่มีผู้จ่ายค่าตอบแทน พวกเขาก็พร้อมจะพรากชีวิตใดก็ตามเพื่อถวายแด่พระเจ้า
“สรรพสิ่งต้องมอดดับ” ลิตเติ้ลฟิงเกอร์โค้งคำนับเล็กน้อย
“สรรพสิ่งต้องรับใช้” นักฆ่าบุรุษไร้หน้าตอบกลับ “เจ้าต้องการสิ่งใด?”
ลิตเติ้ลฟิงเกอร์ยื่นถุงเหรียญทองหนักอึ้งให้พลางกล่าวว่า “ข้าต้องการถวายสองชีวิตแด่เทพไร้หน้า”
นักฆ่าบุรุษไร้หน้ารับถุงเหรียญทองมา แต่สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ขณะกล่าวว่า “พระเจ้าของเราต้องการนามของพวกเขา”
ริมฝีปากของลิตเติ้ลฟิงเกอร์ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยชื่อออกมา “เอ็ดดริก เดย์น และ อัลลิเรีย เดย์น”
แต่ชายผู้สวมอาภรณ์ขาวดำกลับส่ายศีรษะ “มันยังไม่พอ”
“ไม่พอ?” สีหน้าของลิตเติ้ลฟิงเกอร์เคร่งขรึมขึ้น เขาผายมือไปทางถุงเหรียญทอง “เจ้าลองนับดูอีกทีสิ เหรียญทองเหล่านี้สามารถจ้างทหารรับจ้างทั้งกองทัพได้ ถ้าไม่ใช่เพราะข้าต้องการความลับ ข้าคงไม่ต้องมาขอพวกเจ้า”
“ไม่ . . . การถวายแด่พระเจ้าต้องเป็นสิ่งที่เจ้ารักที่สุด” นักฆ่าบุรุษไร้หน้ากล่าวเสียงเรียบ “สำหรับชายยากจน เหรียญเพียงเหรียญเดียวก็อาจเพียงพอ แต่สำหรับเจ้าเหรียญทองเหล่านี้ยังนับว่าน้อยเกินไป มันแลกได้เพียงหนึ่งชีวิต”
ลิตเติ้ลฟิงเกอร์ขมวดคิ้ว และเริ่มรู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจ “นี่มันแทบจะเป็นทรัพย์สมบัติทั้งหมดของข้าแล้ว! หรือเจ้าจะบอกว่านี่ยังไม่มากพอ?”
นักฆ่าบุรุษไร้หน้าส่ายศีรษะอีกครั้ง “แต่ทองคำไม่ใช่สิ่งที่เจ้ารักที่สุด”
ลิตเติ้ลฟิงเกอร์นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะตระหนักได้ว่าชายตรงหน้ารู้ตัวตนของเขาแน่นอน แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากโต้แย้ง ชายในชุดขาวดำก็กล่าวต่อ “เช่นนั้นแล้ว . . . จงแลกชีวิตกับชีวิต”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“มีเพียงชีวิตเท่านั้นที่สามารถแลกกับความตายได้” นักฆ่าบุรุษไร้หน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ช่วยชีวิตหนึ่งคน แล้วเราจะพรากชีวิตหนึ่งให้เจ้า”
“ใครที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ? และพวกเขาอยู่ที่ไหน?”
“จาเคน ฮาการ์ ถูกจองจำอยู่ในคุกมืดของเรดคีป”
คุกมืดแห่งเรดคีปเป็นคุกหลวง ใช้ขังอาชญากรผู้โฉดชั่ว แต่ชื่อที่ชายตรงหน้ากล่าวออกมากลับไม่คุ้นหูเอาเสียเลย
‘คงไม่ใช่คนสำคัญอะไร . . .’ ลิตเติ้ลฟิงเกอร์รู้สึกโล่งใจ และพยักหน้ารับเล็กน้อย “ตกลง แต่ข้าต้องการให้สองคนนั้นหายไปโดยเร็ว เจ้าต้องลงมือเร็วที่สุด!”
“ได้ ภายในหนึ่งเดือน พระเจ้าจะครอบครองสองนามนั้น”