- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 40
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 40
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 40
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 40 แบรนดอน คาย
ซันเฮาส์เป็นที่ตั้งของตระกูลคาย โดยว่ากันว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากชาวแอนดาล และได้รับที่ดินผืนนี้จากตระกูลการ์ดเนอร์เมื่อกว่าสี่พันปีก่อน ตราประจำตระกูลคายคือกุหลาบสีเหลืองหกดอกบนพื้นสีน้ำเงิน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสัญลักษณ์ของตระกูลไทเรลล์ แต่ในความเป็นจริงพวกเขาเป็นข้ารับใช้ของตระกูลไฮทาวเวอร์แห่งโอลด์ทาวน์
ลอร์ดแห่งซันเฮาส์คนปัจจุบันคือ แบรนดอน คาย เขาเป็นชายร่างสูงวัยกลางคน ผมดำที่เริ่มแซมสีเทาดูเรียบร้อย พร้อมด้วยการแต่งกายที่หรูหรา ลอร์ดแบรนดอนนั่งอยู่ในห้องโถงหลักด้วยสีหน้าจริงจัง
“เซอร์ซีซาร์ เจ้าไม่เป็นอย่างที่ข้าจินตนาการไว้เลย”
แซมเวลล์ยกไวน์ขึ้นจิบก่อนยิ้มบาง ๆ “แล้วท่านจินตนาการว่าข้าเป็นอย่างไรหรือ ท่านลอร์ด?”
ลอร์ดแบรนดอนยิ้มตอบ วางท่าทางเคร่งขรึมลงเล็กน้อย “ข้าได้ยินมาว่า . . . เจ้าค่อนข้างอ้วนทีเดียว”
แซมเวลล์ยักไหล่พลางยิ้มเจื่อน “การออกรบอย่างหนักคือวิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุด”
นับตั้งแต่มาถึงดินแดนนี้ แซมเวลล์ผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างที่เคยหนาใหญ่บัดนี้กลายเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพลัง เขามีคิ้วเรียวได้รูป ดวงตาลึกที่ดูสงบนิ่งราวกับทะเลก่อนพายุ พลังอำนาจและความมั่นใจแผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างไม่ต้องพยายาม
แบรนดอนเคยพบชายมานับไม่ถ้วนในชีวิต แต่เขากลับอ่านชายหนุ่มผู้นี้ออกได้ยากทั้งที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีดี เขานึกย้อนถึงแซมเวลล์ในวัยเยาว์ เด็กหนุ่มที่เคยเป็นตัวตลกในหมู่ขุนนางแห่งรีช ผู้ที่ใครต่อใครต่างคิดว่าจะหนีไปเป็นอัศวินพเนจรในสักวันหนึ่ง แต่บัดนี้แซมเวลล์ตรงหน้าดูแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เหมือนกับดั่งคมดาบที่ถูกเก็บไว้ในฝัก สงบเงียบและสุขุม แต่แผ่ซ่านไปด้วยความแกร่งกล้า
ซึ่งความมั่นใจและความนิ่งเฉียบที่เกิดจากการผ่านสมรภูมิรบนี้ แบรนดอนเคยพบเห็นเพียงในเหล่านักรบชั้นยอดไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือ แรนดิลล์ ทาร์ลี่
แบรนดอนเคยออกรบในสงครามกบฏของโรเบิร์ต และเขาไม่มีวันลืมภาพของแรนดิลล์ที่เป็นดั่งยักษ์อันเกรี้ยวกราดในสนามรบ แม้แต่โรเบิร์ต บาราเธียนผู้กล้าหาญก็ยังไม่อาจเทียบได้ และบัดนี้เขากลับเห็นเงาของแรนดิลล์ในตัวบุตรชายของเขา
แรนดิลล์ ทาร์ลี่ ทนขับไล่ลูกชายเช่นนี้ไปได้อย่างไร?
แบรนดอนจิบไวน์อีกครั้ง ดึงตัวเองออกจากภวังค์ “แล้วภารกิจของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าได้ยินว่าพวกคนเถื่อนในเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์เป็นศัตรูที่ยากจะรับมือ”
“ใช่ พวกคนเถื่อนสร้างปัญหาไม่น้อย” แซมเวลล์ขมวดคิ้วเล็กน้อย “อันที่จริง ข้าจับเชลยมาได้มากเสียจนเริ่มไม่รู้จะเอาพวกเขาไปไว้ที่ไหนแล้ว”
“แค่ก ๆ!” แบรนดอนแทบสำลักกับคำกล่าวที่เหมือนไม่มีอะไรของแซมเวลล์ ก่อนที่เขาจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนถามต่อ “เจ้าว่าอะไรนะ? เชลยเท่าไหร่กัน?”
“กว่าหนึ่งหมื่นคน”
“กี่คนนะ?” แบรนดอนคิดว่าตัวเองคงฟังผิดไป
“ประมาณหนึ่งหมื่นสองพันเห็นจะได้ เดือนที่แล้วข้าสู้กับพวกคนเถื่อนสองครั้ง และด้วยความเมตตาของเจ็ดเทพ ข้าชนะอย่างขาดลอยทั้งสองครั้ง ตอนนี้สิบสี่เผ่าในบริเวณนี้สวามิภักดิ์ต่อข้าแล้ว และพวกเขาก็เป็นประชาชนของข้า”
ใบหน้าของแบรนดอนตึงเครียดขึ้น เขาเริ่มสงสัยว่าแซมเวลล์อาจกล่าวเกินจริง ทำให้ความนับถือที่เขามีให้ชายหนุ่มก็ลดลงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังถามต่อ “แล้วเจ้ามีกำลังพลแค่ไหนในการรบครั้งนี้?”
“ตระกูลไทเรลล์ส่งทหารมาให้ข้าหนึ่งร้อยนาย และข้ารวบรวมทหารใหม่ได้อีกกว่าร้อยนายเอง ส่วนคนที่อยู่ด้านหลังข้าคือ เซอร์ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส อัศวินคนสนิทของข้า และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในศึกครั้งนี้”
เซอร์ท็อดที่ยืนอยู่ด้านหลังแซมเวลล์พยักหน้าให้ลอร์ดแบรนดอนอย่างสุภาพ
ตอนแรกเมื่อได้ยินว่าแซมเวลล์มีทหารเพียงสองร้อยนาย ครึ่งหนึ่งยังเป็นพลทหารใหม่ แบรนดอนยิ่งมั่นใจว่าเขาต้องโกหกแน่ ๆ แต่เมื่อเขาเหลือบมองไปที่ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส เขากลับเริ่มไม่แน่ใจ เขาเคยได้ยินเรื่องของท็อดด์ ฟลาวเวอร์สมาก่อน อัศวินที่ภักดีต่อตระกูลไทเรลล์ และเป็นบุตรนอกสมรสจากเกาะกรีนเชด
อัศวินที่มีความสัมพันธ์กับตระกูลไทเรลล์ คงไม่มีเหตุผลที่จะสนับสนุนคำโกหกของแซมเวลล์หากมันไม่เป็นความจริง หรือว่าอัศวินหนุ่มผู้นี้ จะเก่งกาจอย่างที่เห็น? หรือว่าเดอะรีชจะให้กำเนิดนักรบผู้เก่งกล้าคนใหม่ เทียบเท่ากับแรนดิลล์ ทาร์ลี่?
แซมเวลล์เหมือนจะสังเกตเห็นความลังเลในแววตาของแบรนดอน เขาจึงพยักหน้าให้ชายที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งชิมันก็เข้าใจความหมาย เขาก้าวไปข้างหน้า พร้อมกล่องไม้ในมือ ก่อนวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าลอร์ดแบรนดอน
“นี่คืออะไร?”
“ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับท่านลอร์ด”
แบรนดอนเปิดกล่อง และดวงตาก็เบิกกว้างทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน เพราะข้างในนั้นคือศีรษะของมนุษย์!
“นี่คือศีรษะของหัวหน้าเผ่าเขี้ยวพยัคฆ์” แซมเวลล์อธิบาย
เนื่องจากซันเฮาส์อยู่ใกล้กับเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์ ลอร์ดแบรนดอนจึงรู้จักเผ่าเขี้ยวพยัคฆ์เป็นอย่างดี มันเป็นเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในแถบนี้ และเมื่อเขาสังเกตเห็นสร้อยคอเขี้ยวที่วางอยู่ข้างศีรษะ เขาก็เริ่มเชื่อคำกล่าวอ้างของแซมเวลล์มากขึ้น
“ดูเหมือนเจ้าจะทำได้ดีในการปราบพวกคนเถื่อน! ข้าชอบของขวัญชิ้นนี้ไม่น้อย” แบรนดอนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม นึกขอบคุณที่ความพยายามของแซมเวลล์จะช่วยลดการบุกปล้นของพวกคนเถื่อนในดินแดนของเขาเอง
แต่เมื่อสังเกตว่าแบรนดอนยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดของของขวัญนี้ แซมเวลล์จึงยิ้มอย่างรู้ทันก่อนกล่าวเสริม “ท่านลอร์ด บางทีท่านอาจจำได้ว่าหัวหน้าเผ่าเขี้ยวพยัคฆ์ผู้นี้ เคยสังหารสมาชิกของตระกูลไฮทาวเวอร์เมื่อหลายปีก่อน”
“โอ้?” ดวงตาของแบรนดอนเบิกกว้างขึ้นเมื่อเขานึกถึงเหตุการณ์นั้น “จริงสิ! ตอนนั้นข้ายังเคยนำทหารของตระกูลข้าสองร้อยนายร่วมกับลอร์ดเลย์ตัน ออกติดตามตัวเจ้าพวกคนเถื่อนในเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์เพื่อไล่ล่าหัวหน้าคนนี้ที่กล้าหาญกล้าฆ่าคนของไฮทาวเวอร์ แต่เรากลับจับมันไม่ได้ มันหลบหนีไปได้เหมือนหนูขี้ขลาดที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แต่ตอนนี้ . . . เจ้าทำสำเร็จแล้ว!”
แซมเวลล์ยิ้ม “ในเมื่อข้ากำลังเดินทางไปเกาะอาร์เบอร์ ข้าก็เลยคิดว่าบางทีข้าอาจขอให้ท่านช่วยนำสิ่งนี้ไปส่งที่โอลด์ทาวน์แทนข้า และมอบให้กับลอร์ดไฮทาวเวอร์”
แม้ว่าเขาวางแผนจะไปเยือนโอลด์ทาวน์ด้วยตัวเองในไม่ช้า แต่แซมเวลล์รู้ว่าการให้แบรนดอนเป็นผู้ส่งมอบของขวัญนี้จะมีน้ำหนักมากกว่า เพราะเขาคือข้ารับใช้ของตระกูลไฮทาวเวอร์ และยังเคยร่วมล่าหัวหน้าเผ่าคนนี้มาก่อน ด้วยวิธีนี้แซมเวลล์จะสามารถมอบของขวัญชิ้นเดียวแต่ได้รับบุญคุณจากสองตระกูล
ทั้งตระกูลคาย และตระกูลไฮทาวเวอร์ จะต้องรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขา!
“ข้าจะจัดการให้!” ลอร์ดแบรนดอนกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นขึ้น มองแซมเวลล์ด้วยความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น
‘เด็กหนุ่มที่ฉลาด’ แบรนดอนคิด ‘กล้าหาญ เชี่ยวชาญในการรบ และสุขุมเยือกเย็น แล้วทำไมใคร ๆ ถึงคิดว่าแซมเวลล์ ทาร์ลี่ ไร้ค่า? พวกเขาตาบอดกันหมดหรืออย่างไร?’
ยิ่งแบรนดอนเฝ้ามองแซมเวลล์มากเท่าไร เขาก็ยิ่งชอบชายหนุ่มผู้นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นเขานึกถึงบุตรสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน และไม่อาจห้ามตัวเองจากความคิดบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัว
“เซอร์ซีซาร์ เจ้าเดินทางมาไกลคงเหนื่อยไม่น้อย ทำไมไม่พักผ่อนเสียหน่อย? ข้าได้จัดงานเลี้ยงไว้แล้ว และข้าจะรู้สึกเป็นเกียรติมากหากเจ้ายอมเข้าร่วมในค่ำคืนนี้”
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรของแบรนดอน แซมเวลล์ก็รู้ว่าของขวัญของเขา ‘ได้ผล’ แล้ว และการเจรจาหาทุนจากที่นี่คงเป็นเรื่องง่ายดาย
แซมเวลล์ลุกขึ้น ย่อตัวเล็กน้อยก่อนกล่าว “ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง!”