- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 39
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 39
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 39
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 39 เหมืองเงิน
“ใช่แล้ว นายท่าน นี่คือสินแร่เงินแน่นอน หากจะให้ระบุให้ชัด มันคือ ‘อาร์เจนไทต์’” วีโต้และบูโซกล่าวหลังจากศึกษาลักษณะผลึกของหินที่ขุดได้จากถ้ำ
ใบหน้าของแซมเวลล์สว่างขึ้นด้วยความตื่นเต้น “พวกเจ้ารู้วิธีถลุงอาร์เจนไทต์หรือไม่?”
วีโต้ลูบเคราด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะส่ายหัวอย่างขอโทษ “ข้าเกรงว่าคงไม่นายท่าน ไฮการ์เดนไม่มีเหมืองเงิน เราจึงไม่เคยเรียนรู้กระบวนการถลุงมัน”
“แล้วข้าจะหาคนที่รู้วิธีถลุงแร่เงินได้จากที่ไหน?”
“เมสเตอร์แห่งป้อมซิทาเดลน่าจะมีความรู้ในเรื่องนี้”
“เมสเตอร์ . . .” แซมเวลล์รู้สึกฉุกคิดขึ้นมาทันที ถ้าหากเขาไม่ได้ข้ามายังโลกนี้ ตัวตนเดิมของแซมเวลล์คงจบลงด้วยการเป็นเมสเตอร์เสียเอง ‘ดูเหมือนว่าข้าต้องไปเยือน โอล์ดทาวน์ แล้วสินะ’
“เข้าใจแล้ว เจ้าไปได้”
“รับทราบ นายท่าน”
แซมเวลล์ไม่ได้สั่งให้ทั้งสองปิดเรื่องเหมืองเงินเป็นความลับ เพราะการทำเหมือง การถลุง และการผลิตเงินนั้นเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บเรื่องนี้ให้เงียบสนิท
นอกจากนี้ในเวสเทอรอสการทำเหมืองเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง หากแซมเวลล์คิดจะเสี่ยงขนาดนั้น เขาคงยอมรับข้อเสนอของท่านหญิงโอเลนน่าและออกล่าพวกโจรสลัดไปแล้ว เพราะโทษที่ได้รับหากถูกจับได้แทบไม่ต่างกัน
แต่ในเมื่อเหมืองนี้อยู่ในดินแดนของเขาเองก็ไม่มีใครสามารถมาแย่งมันไปจากเขาได้ อย่างไรก็ตามหากต้องการทำเหมือง เขาก็จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากกษัตริย์ก่อน
แร่เงินส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เพียงแค่ทำเครื่องประดับหรือเครื่องใช้ราคาแพง แต่ถูกนำไปใช้หลัก ๆ ในการ ผลิตเหรียญเงิน ซึ่งเป็นสกุลเงินของเวสเทอรอส ดังนั้นสิทธิ์ในการผลิตเงินตราเป็นสิ่งที่ราชสำนักควบคุมอย่างเข้มงวดมาก และตามกฎหมายแซมเวลล์ต้องได้รับอนุญาตจากกษัตริย์ก่อนถึงจะสามารถผลิตเหรียญเงินได้
นอกจากนี้กษัตริย์ยังจะส่งคนมาตรวจสอบกระบวนการผลิต และเรียกเก็บส่วนแบ่งจากกำไรของเหมืองเป็นภาษีอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นแซมเวลล์ก็ยังคงได้รับส่วนแบ่งผลกำไรจากเหมืองเงินในปริมาณที่มากพอสมควร
เหตุผลที่ตระกูลแลนนิสเตอร์ร่ำรวยที่สุดในเจ็ดอาณาจักร ไม่ได้เป็นเพียงเพราะพวกเขาครอบครองที่ดินจำนวนมหาศาล แต่เป็นเพราะพวกเขามีเหมืองทองคำใต้คาสเตอร์ลีร็อก!
แม้ว่าเหมืองเงินจะไม่อาจเทียบได้กับเหมืองทอง และเขายังไม่แน่ใจว่าปริมาณสำรองของแร่นี้มากเพียงใด แต่การค้นพบมันก็ถือเป็นโชคลาภอันยิ่งใหญ่สำหรับเขา
จนถึงตอนนี้ทุกคนต่างเชื่อว่าเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์เป็นดินแดนกันดาร ไร้ซึ่งทรัพยากรมีค่า แม้แต่แซมเวลล์เองก็ยังวางแผนพึ่งพา การผลิตบรั่นดีเป็นรายได้หลัก แต่ตอนนี้ด้วยเหมืองเงินแห่งนี้ อัตราการเติบโตของดินแดนเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอน
ก่อนหน้านี้เขากังวลเกี่ยวกับปัญหาจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้เขารู้สึกมั่นใจขึ้นมากว่าจะสามารถรองรับพวกเขาได้ และด้วยเหมืองเงินแห่งนี้ เขาจะมีแต้มต่อที่แข็งแกร่งขึ้นในการดึงดูด ‘นักลงทุน’!
แต่สำหรับแซมเวลล์ คุณค่าของเหมืองเงินไม่ได้อยู่ที่ความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว จากทฤษฎีที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้ เขาคาดว่าต้นเหตุที่ทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นนั้นมาจากปริมาณเงินที่มีอยู่ในหญ้าใบเงิน ดังนั้นแล้วทำไมเขาไม่ลองบริโภค ‘เงิน’ โดยตรงเลยล่ะ?
แซมเวลล์แสยะยิ้มอย่างครุ่นคิด เขาเคยกินหญ้าใบเงินไปมากแล้ว และได้รับปริมาณแร่เงินสูงพอสมควร แต่กลับไม่รู้สึกถึงผลข้างเคียงใด ๆ นอกจากพละกำลังที่เพิ่มขึ้น ราวกับร่างกายของเขาดูเหมือนจะสามารถ ‘แปรรูป’ เงินได้
ดังนั้นเขาจึงหยิบเศษสินแร่เงินก้อนเล็ก ๆ ขึ้นมา พลางพิจารณาว่าควรลองกัดมันหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าไม่ควรเสี่ยง แร่อาร์เจนไทต์ยังไม่ได้ถูกถลุง และเต็มไปด้วยสิ่งเจือปน ดังนั้นแทนที่จะกินมันตรง ๆ เขาหยิบเหรียญเงินออกมาจากกระเป๋า แล้วโยนเข้าปากแทน
“อึก . . .”
เหรียญแข็งบาดคอของเขาอย่างเจ็บปวด แต่ในวินาทีถัดมาแซมเวลล์กลับลืมความเจ็บปวดไปสิ้นเชิง เพราะค่าความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้น 0.01!
มันคือเงินจริง ๆ!
นั่นหมายความว่าหญ้าใบเงินประมาณห้าต้นมีปริมาณเงินเทียบเท่ากับเหรียญเงินหนึ่งเหรียญ แล้วกุ้งหางทองล่ะ? ก่อนหน้านี้เขาเคยตรวจสอบกุ้งชนิดนี้และพบว่ามันเป็นของขึ้นชื่อแห่งไบรท์วอเตอร์คีพ โดยกุ้งพวกนี้พบได้เฉพาะในทะเลสาบที่เชื่อมกับแม่น้ำฮันนี่ไวน์
ดังนั้นสิ่งนี้ทำให้แซมเวลล์สงสัยในตอนนี้ก็คือ . . . บางทีใต้ทะเลสาบแห่งนั้นอาจมี ‘เหมืองทอง’ ซ่อนอยู่!
หางของกุ้งที่เป็นสีทอง น่าจะเกิดจากการสัมผัสกับอนุภาคทองคำในตะกอนเป็นเวลานาน ทำให้โลหะสะสมอยู่ในร่างกายของมัน อย่างไรก็ตามแม้จะมีแหล่งทองคำอยู่ใต้ทะเลสาบจริง ๆ ก็คงไม่มีประโยชน์สำหรับเขา เพราะทะเลสาบแห่งนั้นอยู่ในดินแดนของตระกูลฟลาวเวอร์ส
แม้ว่ามารดาของแซมเวลล์จะเป็นคนตระกูลฟลาวเวอร์ส แต่ทรัพย์สินของตระกูลนี้ไม่ได้ตกมาถึงเขา ถึงอย่างนั้นเขายังมีวิธีทดสอบทฤษฎีของตัวเองด้วยการกินทองคำโดยตรง
แซมเวลล์หยิบเหรียญทองมังกรออกมาแล้วกลืนลงไป ผ่านไปครู่หนึ่งค่าความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นอีก และคราวนี้เพิ่มขึ้นถึง 0.02!
‘ฮ่า ๆ! ข้ากลายเป็นผู้เล่นสาย ‘จ่ายเพื่อชนะ’ ไปแล้วสินะ!’ แซมเวลล์ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเงินกับทองใช้ได้ แล้วโลหะอื่น ๆ ล่ะ? แซมเวลล์หยิบเหรียญทองแดงออกมาแล้วกลืนตามลงไป แต่หลังจากรอสักพักมันกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด
‘ดูเหมือนทองแดงจะใช้ไม่ได้แฮะ . . .’
แซมเวลล์ตัดสินใจพักการทดลองกับโลหะอื่นไปก่อน เพราะกลัวว่ามันจะส่งผลกระทบต่อกระเพาะของเขา นอกจากนี้เขาก็ไม่คิดว่าจะได้ผลอะไรเพิ่มเติม เพราะถึงอย่างไรแล้วพลัง ‘จ่ายเพื่อชนะ’ นี้ก็ต้องมีขอบเขตของมันอยู่ดี
เมื่อแซมเวลล์มั่นใจแล้วว่าเงินและทองเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มความแข็งแกร่ง เขาก็พบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับปัญหาที่น่าปวดหัวอีกอย่าง ถึงแม้ว่าโลหะพวกนี้จะไม่ได้หายากนัก แต่พวกมัน . . . แพงมาก!!
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเงินกับทองหรอก แต่มันเป็นเพราะกระเป๋าเงินของข้าเองที่ไม่หนาพอ!
เขาจำเป็นต้องหาทางสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ได้โดยเร็วที่สุด!
เมื่อคิดถึงการเพิ่มพลังง่าย ๆ แค่กลืนเงินกับทองเข้าไป เขาก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา หากไม่นับกฎของ ผลตอบแทนที่ลดลง[1] ทางทฤษฎีแล้วแค่ทองคำ 100 เหรียญมังกรก็น่าจะเพิ่มค่าความแข็งแกร่งของเขาได้ถึง 2.0!
แน่นอนว่าในความเป็นจริงมันคงไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น เพราะเมื่อบริโภคโลหะเดิมซ้ำ ๆ ร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิต้านทาน และผลของมันจะค่อย ๆ ลดลง ถึงอย่างนั้นทองกับเงินก็เป็นของมีค่า แต่ไม่ได้หายาก หากเขาสามารถสะสมพวกมันได้เรื่อย ๆ สักวันหนึ่งเขาอาจจะแข็งแกร่งพอที่จะล้มมังกรได้เลยก็เป็นได้!
เหมืองเงินที่เพิ่งค้นพบจะเป็นก้าวแรกของเขา และตอนนี้เขาแค่ต้องหาทางถลุงมันให้ได้!
เดิมทีเขาวางแผนจะเดินทางไปอาร์เบอร์อย่างรวดเร็ว แต่ตอนนี้เขาต้องไปโอล์ดทาวน์ด้วย เพื่อหาทางโน้มน้าวให้เมสเตอร์จากซิทาเดลมาเข้าร่วมกับเขา
ในช่วงสองวันต่อมาแซมเวลล์ออกตรวจเยี่ยม 13 หมู่บ้านที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ เขาปลอบขวัญประชาชน แต่งตั้งผู้นำหมู่บ้าน ผู้ดูแลภาษี และนายอำเภอ รวมถึงจัดการปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ เขาก็ออกเดินทางออกจากดินแดนของตนเอง โดยครั้งนี้เขาพา ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ และ ชิมัน ติดตามไปด้วย พร้อมด้วยองครักษ์อีก 20 นาย
ส่วนเหตุผลที่ต้องพาชิมันไปด้วยก็เพราะแซมเวลล์ไม่ไว้ใจ ‘หมาบ้า’ คนนี้ ดังนั้นจึงดีกว่าถ้าจะจับเขาไว้ใกล้ตัว ส่วน ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ แม้ว่าเขาจะยังไม่น่าไว้ใจเต็มร้อย แต่แซมเวลล์ก็ไม่คิดว่าเขาจะก่อปัญหาใด ๆ และที่เขาพาไปด้วยเพราะท็อดด์เป็นบุตรนอกสมรสที่มีสายสัมพันธ์กับอาร์เบอร์
คณะเดินทางของแซมเวลล์ เดินทางไปตามชายฝั่งตอนเหนือของทะเลซัมเมอร์ พวกเขาออกจากเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์อย่างรวดเร็ว และมาถึงดินแดนของตระกูลคายแห่งเมืองซันเฮาส์
เดิมทีแซมเวลล์ไม่ได้คิดจะหยุดที่นี่ เขาต้องการเดินทางตรงไปยังอาร์เบอร์ทันที แต่ตอนนี้ประชากรในดินแดนของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาขาดแคลนอาหารเริ่มรุนแรงขึ้น ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถรอการขนส่งเสบียงจากอาร์เบอร์ได้อีกต่อไป และจึงตัดสินใจแวะที่ซันเฮาส์เพื่อซื้อเสบียงเพิ่มเติม และเมื่อเขากำลังจะเข้าสู่เมือง เขาก็ส่งทหารล่วงหน้าไปมอบจดหมายแสดงความเคารพต่อตระกูลคาย ตามธรรมเนียมของขุนนาง
[1] เป็นแนวคิดที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้ผลิตเพิ่มปัจจัยการผลิตผันแปรจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเพิ่มปัจจัยการผลิตผันแปรจนถึงจุดหนึ่งจะไม่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่จะลดลงอย่างต่อเนื่องแทน