- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 31
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 31
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 31
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 31 ศิลปะแห่งการกลั่นไวน์
ห้องที่ปิดประตูและหน้าต่างแน่นหนาอบอวลไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ เสียงเดือดปุด ๆ ของของเหลวที่กำลังถูกต้มดังอยู่ในอากาศ
“ออกมาแล้ว! ออกมาแล้ว!” กาวินอุทานขึ้น ขณะมองของเหลวสีอำพันไหลออกมาจากหม้อกลั่นทองแดง
แซมเวลล์ยังคงสงบนิ่ง แม้สายตาของเขาจะจับจ้องไปที่ปลายท่อ ราวกับถูกดึงดูดโดยกระบวนการที่เขาเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนในชาติก่อน
เมื่อของเหลวไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง กาวินก็อดใจไม่ไหวอีกต่อไป “นายท่าน ข้าขอลองชิมได้ไหม?”
“ตามสบาย”
เมื่อได้รับอนุญาตกาวินก็รีบคว้าถ้วยเล็ก ๆ ตักไวน์กลั่นสดใหม่ขึ้นมาจิบด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ของเหลวแตะลิ้น ดวงตาของเขาหยีลง ใบหน้าบิดเบี้ยว และร่างกายสั่นสะท้านก่อนจะสำลักออกมาเป็นชุด
“แค่ก . . . แค่ก . . . นายท่าน นี่มันแรงจริง ๆ!”
แซมเวลล์รินไวน์ใส่ถ้วยเล็ก ยกขึ้นสูดดม ก่อนจะลองจิบหนึ่งคำ ทันใดนั้นรสชาติเข้มข้นก็พุ่งพล่านราวกับเปลวไฟ แผดเผาทุกตุ่มรับรส
แม้ว่าไวน์ที่กลั่นใหม่จะยังหยาบและขาดกลิ่นหอมที่ซับซ้อน แต่แซมเวลล์กลับหัวเราะออกมาอย่างพอใจ ไวน์ดิบนี้คือสิ่งที่เขาต้องการ!
เมื่อผ่านการผสมและบ่มในถังไม้โอ๊ก ไวน์นี้จะซึมซับกลิ่นไม้และพัฒนาเป็นรสชาติที่ซับซ้อน กลายเป็นบรั่นดีที่มีเอกลักษณ์ เขามั่นใจว่ารสชาตินี้จะต้องถูกใจเหล่าขุนนางแห่งเวสเทอรอส และกลายเป็นเครื่องดื่มที่คู่ควรแก่การเฉลิมฉลอง รวมถึงเป็นสมบัติล้ำค่าประจำห้องเก็บไวน์ของพวกเขา
เมื่อพึงพอใจกับผลลัพธ์แล้ว แซมเวลล์จึงหันไปถามกาวิน “ลูกชายของบูโซเข้าร่วมกองรักษาการณ์หรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้วนายท่าน ข้าจัดการเอง”
“ดี”
กาวินดูมีท่าทีลังเลเล็กน้อยก่อนยอมรับว่า “ข้า . . . เอ่อ . . . พาคนอีกคนเข้ากองไปด้วย . . .”
“ใคร?” แซมเวลล์ถามด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก
“ชายคนเถื่อนคนหนึ่ง ชื่ออูชะ . . . มาจากหมู่บ้านเขี้ยวพยัคฆ์” กาวินเริ่มกระสับกระส่าย
“จากหมู่บ้านเขี้ยวพยัคฆ์?”
“ใช่ นายท่าน”
“บอกข้ามา ทำไมเจ้าถึงรับเขาเข้าไป?”
อันที่จริงแล้วแซมเวลล์ไม่ได้โกรธกาวินเลย ท้ายที่สุดแล้วกาวินเคยเป็นสหายผู้ติดตามของเขา และตอนนี้ก็เป็นผู้ดูแลดินแดนของเขา เป็นมือขวาที่เขาไว้วางใจ ดังนั้นการมีอภิสิทธิ์บางอย่างก็เป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งกาวินก็ยังเลือกที่จะบอกเขาตรง ๆ
“คือว่า . . . เขามีน้องสาวชื่ออูน่า . . . นางดีกับข้ามาก นางยังมอบถุงมือขนสัตว์ให้ข้าด้วย . . .”
แซมเวลล์ยิ้มอย่างรู้ทัน “ดูท่าว่าเจ้าจะพอใจแม่นางคนนี้สินะ?”
กาวินโล่งใจและพยักหน้า “ขอบคุณ นายท่าน”
“ดี! เลือกวันมา แล้วข้าจะเป็นผู้ทำพิธีแต่งงานให้เอง”
“ขอบคุณ นายท่าน!”
“หลังแต่งงาน อูน่าจะเป็นผู้ดูแลโรงกลั่นนี้”
“รับทราบ นายท่าน!” กาวินเข้าใจความหมายแฝงทันที “ข้าจะให้แน่ใจว่านางเก็บเรื่องนี้เป็นความลับอย่างเคร่งครัด”
เนื่องจากคนที่เขาไว้วางใจมีจำกัด แซมเวลล์จึงจำเป็นต้องดึงตัวภรรยาของกาวินมาช่วยงาน
“สำหรับวัตถุดิบ เราต้องใช้องุ่นป่าภูเขา ให้ชาวบ้านช่วยกันเก็บมาก่อน แต่เราควรเริ่มวางแผนปลูกไร่องุ่นขนาดใหญ่ เจ้าคงไม่มีความรู้เรื่องนี้ใช่ไหม?”
กาวินส่ายหัว
“งั้นลองถามพวกคนเถื่อนดู บางทีอาจมีคนมีประสบการณ์ . . .” แซมเวลล์คิดใหม่ “จริงสิข้าลืมไป ข้าจะสอนพวกเขาเอง”
“ขออภัยที่ทำให้ท่านลำบากด้วย นายท่าน”
แซมเวลล์โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ให้ผู้หญิงที่เพิ่งแต่งเข้ามาจากหมู่บ้านคนเถื่อนมารวมกัน ข้าจะสอนพวกนางปลูกองุ่น ดูแลการเก็บเกี่ยว บีบคั้น และหมักบ่ม ส่วนการกลั่นให้อูน่ารับผิดชอบไปก่อน แล้วค่อยหาผู้ช่วยเพิ่มเติมในภายหลัง สำหรับการบ่มข้าจะให้ช่างถังไม้ทำถังโอ๊ก แล้วเจ้าจัดคนมาดูแลคลังเก็บให้ดี”
หลังจากแจกแจงคำสั่งเสร็จ แซมเวลล์ก็เสริมว่า “และอีกอย่าง ให้แต่ละคนทำงานแค่ขั้นตอนของตนเอง และพยายามอย่าให้เครือญาติมาทำงานในขั้นตอนเดียวกัน”
“รับทราบ นายท่าน” กาวินจดทุกอย่างลงไป แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลของแซมเวลล์
“วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่ใครจะเข้าใจกรรมวิธีทั้งหมด” แซมเวลล์อธิบายสั้น ๆ
ไม่ใช่ว่าเขาคาดหวังให้ใครสามารถลอกเลียนการผลิตบรั่นดีได้ง่าย ๆ แม้ว่ากระบวนการจะดูตรงไปตรงมา แต่รายละเอียดปลีกย่อยภายในนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน การปรับแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ต้องอาศัยประสบการณ์หลายปีถึงจะทำได้ถูกต้อง คนที่ไม่รู้ย่อมต้องลองผิดลองถูกไปอีกนาน
ยิ่งไปกว่านั้นแซมเวลล์ยังคงกุมกุญแจสำคัญของทั้งหมดไว้ การออกแบบโรงกลั่น! เขาไม่มีทางปล่อยให้บูโซช่างตีเหล็ก ออกจากที่ดินของเขาไปง่าย ๆ แน่นอน
กาวินเองก็สัมผัสได้ถึงความรอบคอบของแซมเวลล์ จึงเสนอว่า “นายท่าน เกี่ยวกับช่างตีเหล็ก . . . ถ้าเขาจะกลับไปยังอัปแลนด์ในอีกปีหนึ่ง . . .”
“ไม่ต้องห่วง เขาไม่ไปไหนแน่” แซมเวลล์ยิ้มมั่นใจ “จริง ๆ แล้ว ทุกคนที่มาถึงอีเกิลส์พอยท์ จะเป็นคนของข้าตลอดไป”
“แต่ลอร์ดมาร์ตินแห่งอัปแลนด์อาจไม่เห็นด้วย . . .”
“เขาจะเห็นด้วยแน่นอน ข้าจะยื่นข้อเสนอที่เขาปฏิเสธไม่ได้”
กาวินเกาหัว รู้สึกได้ว่านายท่านของเขามีแผนบางอย่าง แต่เลือกที่จะไม่ซักถามต่อ
แซมเวลล์พูดต่อ “อีกสามวัน ข้าจะเดินทางไปยังเกาะอาร์เบอร์ จนกว่าจะถึงตอนนั้น เจ้าต้องดูแลกิจการที่นี่ไปก่อน”
“รับทราบ นายท่าน” กาวินตอบ แม้จะฟังดูไม่ค่อยมั่นใจ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ดูแลดินแดนแล้ว แต่เขาก็คุ้นชินกับการทำตามคำสั่งมากกว่าการบริหารจัดการด้วยตัวเอง
“อย่ากังวลไป” แซมเวลล์ให้กำลังใจ “แค่รักษาสภาพทุกอย่างให้เป็นเหมือนเดิม ถ้ามีปัญหาอะไรก็รอข้ากลับมา”
“เข้าใจแล้ว นายท่าน” กาวินพยักหน้า ก่อนจะถามด้วยความกังวล “แต่ถ้าพวกคนเถื่อนบุกระหว่างที่ท่านไม่อยู่ล่ะ? ข้ากลัวว่า . . .”
“งั้นก็ให้แน่ใจว่าข่าวการเดินทางของข้าแพร่ออกไป”
“หา?!” กาวินกะพริบตา ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานเขาจะค่อย ๆ เข้าใจ “นายท่าน . . . ท่านไม่ได้จะไปจริง ๆ ใช่ไหม? นี่เป็นกับดักล่อให้พวกมันออกมา?”
“ถูกต้อง ถ้าพวกมันฉลาด ก็คงอยู่นิ่ง ๆ แต่ถ้าพวกมันประมาทพอที่จะลงมือ นั่นก็จะเป็นโอกาสที่ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้สิ้นซาก”
กาวินถอนหายใจโล่งอก “เข้าใจแล้ว ข้าจะกระจายข่าวให้ทั่ว”
แซมเวลล์เสริมว่า “จริง ๆ แล้ว เหตุผลหลักที่ข้าจะไปเกาะอาร์เบอร์ก็คือ เสบียงของเราเริ่มร่อยหรอ และเมื่อมีชาวบ้านย้ายมาเพิ่มขึ้น เราจำเป็นต้องมีแหล่งเสบียงที่มั่นคง”
กาวินพยักหน้าเข้าใจทันที “ท่านวางแผนจะขนเสบียงทางทะเลจากอาร์เบอร์ใช่ไหม?”
“ใช่ ดินแดนเราตั้งอยู่ในเทือกเขาเรดเมาน์เทน การขนส่งทางบกมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เส้นทางทะเลจะคุ้มค่ากว่าเยอะ”
ที่จริงแล้วแซมเวลล์ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องไปเกาะอาร์เบอร์ เขาต้องการพบปะพูดคุยกับลอร์ดของที่นั่น เอิร์ลแพกซ์เตอร์ เพราะแผนลักลอบขนสินค้าของโอเลนน่า ไทเรลล์ ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับเรือและกะลาสีของแพกซ์เตอร์แน่นอน
ตอนนี้แซมเวลล์ไม่มีความจำเป็นต้องใช้โจรสลัดอีกต่อไป แต่เขาสนใจที่จะเจรจาเรื่องการลงทุนกับแพกซ์เตอร์ นอกจากนี้เกาะอาร์เบอร์ ยังสมชื่อของมัน เป็นแหล่งผลิตไวน์ที่โด่งดังที่สุดในเวสเทอรอส และเป็นเวทีที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเปิดตัวบรั่นดีของเขา