- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 14
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 14
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 14
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 14 ปราสาทอัปแลนด์ส
หลังจากข้ามลำน้ำสาขาของแม่น้ำฮันนี่ไวน์ แซมเวลล์และพรรคพวกของเขาก็มาถึงปราสาทหินสีเทาสูงตระหง่าน มอสและเถาไอวี่เลื้อยปกคลุมกำแพงที่ถูกลมฝนกัดเซาะมาเป็นเวลานาน พร้อมกับร่องลอยของพายุหลายลูกที่ป้อมปราการโบราณแห่งนี้เคยเผชิญ บนยอดหอคอยสูงร้อยฟุตโบกสะบัดธงสีขาว ประดับด้วยภาพผีเสื้อสีดำ-ส้มที่พลิ้วไหว นี่คือสัญลักษณ์ของตระกูลมัลเลนดอร์ เจ้าแห่งปราสาทอัปแลนด์ส
และถ้าหากเดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้จากที่นี่อีกไม่นาน พวกเขาจะเข้าสู่เทือกเขาเรดเมาน์เทนส์ และถ้าหากแซมเวลล์สามารถก่อตั้งแว่นแคว้นใหม่ของตนในเทือกเขาเหล่านั้นได้ ตระกูลมัลเลนดอร์ก็จะกลายเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดของเขา ดังนั้นเพื่อสานสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านในอนาคต แซมเวลล์จึงไม่เลือกที่จะเดินทางผ่านไปเฉย ๆ แต่ให้กาวินส่งสารขอเข้าเฝ้าตระกูลมัลเลนดอร์อย่างเป็นทางการ
. . .
“แซมเวลล์ ซีซาร์” ลอร์ดมาร์ติน มัลเลนดอร์กล่าวออกมา พลางเผยรอยยิ้มเจือความขบขันขณะถือจดหมายของแซมเวลล์ไว้ในมือ “อัศวินผู้บุกเบิกที่ร่ำลือกัน ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสตรีงั้นหรือ?”
กาวินก้มศีรษะเล็กน้อย ตอบด้วยน้ำเสียงที่ทั้งไม่ต่ำต้อยและไม่อวดดีจนเกินไป “ท่านลอร์ด เซอร์ซีซาร์ได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินในนามของลอร์ดเมซ ไทเรลล์ โดยบุตรสาวของเขา ท่านหญิงมาร์เจอรี และปัจจุบันเป็นขุนนางในสังกัดของตระกูลไทเรลล์โดยสมบูรณ์”
ลอร์ดมาร์ตินแค่นเสียงเหยียดหยัน “ก็แปลว่าเป็น ‘อัศวินแต่งตั้งโดยสตรี’ อยู่ดีสินะ”
กาวินก้มหน้าต่อไปโดยไม่ตอบโต้
“ช่างเถอะ” ลอร์ดมาร์ตินถอนหายใจเอื่อย ๆ “ให้เขาเข้ามาเถอะ”
กาวินโค้งคำนับสั้น ๆ ก่อนหมุนตัวออกไป จากนั้น ลอร์ดมาร์ตินก็หันไปสั่งกับพ่อบ้านของเขา “บอกห้องครัวให้เตรียมอาหารค่ำ แต่อย่าหรูหราเกินไป เอาให้ดูสมศักดิ์ศรีก็พอ”
“รับทราบ ท่านลอร์ด”
“ท่านพ่อ นี่คือ ‘ลูกชายขี้แพ้’ ของตระกูลทาร์ลี่ใช่ไหม?” มาร์ก มัลเลนดอร์ บุตรชายคนโตของลอร์ดมาร์ตินเอ่ยถาม เขาเป็นชายหนุ่มสูงใหญ่ไหล่กว้าง มีเคราหนาทึบ บนไหล่ของเขามีลิงขาวดำตัวหนึ่งเกาะอยู่ และมันก็กำลังจดจ่ออยู่กับการแทะเปลือกถั่ว
“ถูกต้องแล้ว” ลอร์ดมาร์ตินตอบ “แรนดิลล์ ทาร์ลี่เป็นชายที่น่านับถือ แต่เขากลับมีลูกชายอย่างเจ้านี่ . . . ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจตัดแซมเวลล์ออกจากการสืบทอดตำแหน่ง แต่ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะถึงกับเนรเทศเจ้าหมอนั่นไปเป็น ‘อัศวินบุกเบิก’ แบบนี้ ซึ่งมันพอ ๆ กับส่งไปกำแพงเลยไม่ใช่รึ?”
มาร์กไหวไหล่ “ถ้าให้ข้าเลือก ข้าคงเลือกไปบุกเบิกดินแดนดีกว่าไปติดแหง็กอยู่ที่กำแพงนั่น”
ลอร์ดมาร์ตินเหลือบตามองลูกชายและหัวเราะเบา ๆ “เจ้าคิดว่าการบุกเบิกมันง่ายนักหรือ?”
“ข้ารู้ว่ามันไม่ง่าย” มาร์กยอมรับ “แต่กำแพงน่ากลัวกว่ามาก หนาวยะเยือก แล้วยังมีพวกผีดิบที่ฆ่าไม่ตายอีก”
“ผีดิบ?” ลอร์ดมาร์ตินหัวเราะหยัน “เรื่องเล่าขู่เด็กชัด ๆ หลายพันปีมานี้ ใครเคยเห็นพวกมันบ้าง? อีกอย่าง ตอนนี้ยังเป็นฤดูร้อน กำแพงเหนือก็คงไม่หนาวเท่าไหร่หรอก”
“แต่ว่าฤดูหนาวต้องมาถึงเข้าสักวัน”
“ใครจะรู้?” ลอร์ดมาร์ตินตอบ “ฤดูร้อนครั้งนี้ยืดเยื้อจนน่าหงุดหงิด อาจจะยาวนานกว่านี้อีกก็ได้ พวกคนเถื่อนทางเหนือที่บูชาไม้พวกนั้นก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึง ‘ฤดูหนาวกำลังจะมา’ เหมือนเป็นคำสวดศักดิ์สิทธิ์”
มาร์กครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “ท่านพ่อ หรือว่านี่อาจเป็น ‘ฤดูร้อนอันเป็นนิรันดร์’ ตามที่เทพทั้งเจ็ดได้ทรงสัญญาไว้? โลกที่ไม่มีฤดูหนาวอีกต่อไป?”
“ตามคำสอนของศาสนาเจ็ดเทพ ฤดูร้อนนิรันดร์จะมาถึงก็ต่อเมื่อมนุษย์ชำระล้างบาปของตนจนหมดสิ้น เจ้าคิดว่ามันเกิดขึ้นแล้วหรือ?”
มาร์กส่ายหน้าพิงคางกับมือของตน ขณะที่ลิงบนไหล่ของเขาก็เริ่มเกาหัว ราวกับครุ่นคิดตามเจ้านายของมัน
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าทหารเดินขบวนก็ดังขึ้นจากภายนอกปราสาท
“ท่านพ่อ! มาดูนี่สิ!” มาร์กตะโกนเรียก
ลอร์ดมาร์ตินเดินไปที่ระเบียงอย่างเชื่องช้า “อะไรหรือ?”
“ท่านแน่ใจนะว่าแซมเวลล์เป็นลูกชายที่ถูกขับไล่?” มาร์กถามอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ทันใดนั้นลอร์ดมาร์ตินเองก็ต้องอึ้งไปเช่นกัน เพราะภาพของทหารสองร้อยนายที่จัดแถวอย่างเป็นระเบียบ พร้อมอาวุธครบมือเบื้องล่าง ทำให้เขาไร้คำพูดไปชั่วขณะ
การฝึกฝนตลอดสองเดือนของแซมเวลล์ให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง อดีตกรรมกรท่าเรือที่ถูกเกณฑ์มา บัดนี้เคลื่อนไหวด้วยท่าทีมีระเบียบวินัยราวกับทหารผ่านศึก แน่นอนว่าความจริงแล้วพวกเขายังไม่เคยสัมผัสความโหดร้ายของสนามรบจริง ที่ซึ่งข้อบกพร่องของพวกเขาจะถูกเปิดเผย แต่ด้วยการลงทุนของแซมเวลล์ทั้งในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารประจำวัน กองทหารเหล่านี้จึงดูมีศักยภาพมากพอจะข่มขวัญผู้พบเห็นได้
ดังนั้นสำหรับลอร์ดมาร์ตินแล้ว ‘ลูกชายขี้แพ้ที่ถูกขับไล่’ คนนี้กลับสามารถรวบรวมกองกำลังที่ดูเหมือนเป็นทหารชั้นยอดจำนวนถึงสองร้อยนายได้ มันจึงไม่ใช่เพียงขบวนคุ้มกันเล็ก ๆ อีกต่อไป อย่าลืมว่าปราสาทอัปแลนด์สเองก็มีกองทหารประจำการเพียงแค่สามร้อยกว่านายเท่านั้น
แม้ว่าตระกูลมัลเลนดอร์จะมีอัศวินภักดีราวสิบกว่านาย และหากจำเป็น ลอร์ดมาร์ตินสามารถระดมพลได้ถึงสามพันนายจากส่วนใหญ่ที่เป็นชาวนา เขาย่อมไม่หวาดกลัวกองกำลังสองร้อยนายของแซมเวลล์
แต่ลอร์ดมาร์ตินเป็นถึงขุนนางเจ้าแห่งปราสาทอัปแลนด์ส ขณะที่แซมเวลล์เป็นเพียงอัศวินบุกเบิกที่ไม่มีแม้แต่ที่ดินเป็นของตนเอง แม้ว่าเขาจะชนะ ก็ยังเป็นเรื่องที่ต่ำศักดิ์เกินไปสำหรับเขา
“เจ้าหมอนี่ไปขุดเอาทหารฝีมือดีมาจากนรกขุมไหนกันแน่?” ลอร์ดมาร์ตินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พึมพำอย่างหงุดหงิด ความดูแคลนที่เขามีตอนแรก ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความหมั่นไส้และริษยา
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มาร์กก็เสนอความเห็น “หรือว่าลอร์ดแรนดิลล์ ทาร์ลี่จะเป็นคนให้ทหารพวกนี้กับเขา?”
“เจ้ารู้ไหมว่าตระกูลทาร์ลี่มีทหารประจำการอยู่น้อยแค่ไหน? ไม่มีทางที่เขาจะยอมเสียกำลังคนมากขนาดนี้ให้ลูกชายที่ถูกตัดออกจากตระกูลหรอก!”
มาร์กเกาศีรษะ แม้ว่าเขาไม่เคยไปเยือนดินแดนของตระกูลทาร์ลี่ แต่ก็รู้ว่าตระกูลนั้นแม้จะแข็งแกร่งกว่าตระกูลมัลเลนดอร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับมีกำลังมากพอจะเสียทหารไปกับการบุกเบิกของลูกชายที่ถูกขับไล่ หากต้องสูญเสียทหารไปมากมายในเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์ มันคงทำให้ตระกูลทาร์ลี่อ่อนแอลงไม่น้อย
“หรือว่าตระกูลไทเรลล์จะเป็นคนให้ทหารพวกนี้แก่เขา?”
มีเพียงความมั่งคั่งและอำนาจของตระกูลไทเรลล์เท่านั้นที่ดูจะสามารถจัดหากองกำลังเช่นนี้ให้ ‘ลูกชายขี้แพ้’ อย่างแซมเวลล์ได้
ลอร์ดมาร์ตินกลอกตา “ขนาดลอร์ดเมซยังไม่ยอมแต่งตั้งอัศวินให้เขาด้วยตนเองเลย เจ้าคิดหรือว่าเขาจะมอบกองทัพให้?”
มาร์กพยักหน้าเห็นด้วยและเกาศีรษะแรงขึ้น ส่วนเจ้าลิงของเขาก็กระโดดไปมา พลางดึงขนตัวเองราวกับกำลังขบคิดเช่นกัน
ลอร์ดมาร์ตินจ้องมองกองทหารของแซมเวลล์ด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวเดินลงบันได ทำให้มาร์กรีบตามไปทันที
เมื่อสองพ่อลูกมาถึงประตูปราสาท พ่อบ้านและบรรดาคนรับใช้ก็รออยู่พร้อมกับขนมปังและเกลือ
ในเวสเทอรอส ขนมปังและเกลือเป็นสัญลักษณ์ของ ‘สิทธิ์แห่งแขก’ อันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อแขกรับประทานขนมปังและเกลือของเจ้าบ้าน ทั้งสองฝ่ายจะต้องไม่ทำอันตรายต่อกัน มิฉะนั้นจะถือเป็นการละเมิดต่อทั้งเทพเจ้าเก่าและเทพเจ้าใหม่
แซมเวลล์หยิบขนมปังชิ้นเล็ก ๆ จุ่มลงในเกลือก่อนรับประทาน จากนั้นวางมือทาบหน้าอกแล้วโค้งคำนับเล็กน้อยให้ลอร์ดมาร์ติน
“ท่านลอร์ดมาร์ติน ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ!”
ลอร์ดมาร์ตินยิ้มอบอุ่น พลางตอบกลับว่า “เซอร์ซีซาร์ ยินดีต้อนรับสู่ปราสาทอัปแลนด์ส”
——