เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 14

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 14

ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 14


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 14 ปราสาทอัปแลนด์ส

หลังจากข้ามลำน้ำสาขาของแม่น้ำฮันนี่ไวน์ แซมเวลล์และพรรคพวกของเขาก็มาถึงปราสาทหินสีเทาสูงตระหง่าน มอสและเถาไอวี่เลื้อยปกคลุมกำแพงที่ถูกลมฝนกัดเซาะมาเป็นเวลานาน พร้อมกับร่องลอยของพายุหลายลูกที่ป้อมปราการโบราณแห่งนี้เคยเผชิญ บนยอดหอคอยสูงร้อยฟุตโบกสะบัดธงสีขาว ประดับด้วยภาพผีเสื้อสีดำ-ส้มที่พลิ้วไหว นี่คือสัญลักษณ์ของตระกูลมัลเลนดอร์ เจ้าแห่งปราสาทอัปแลนด์ส

และถ้าหากเดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้จากที่นี่อีกไม่นาน พวกเขาจะเข้าสู่เทือกเขาเรดเมาน์เทนส์ และถ้าหากแซมเวลล์สามารถก่อตั้งแว่นแคว้นใหม่ของตนในเทือกเขาเหล่านั้นได้ ตระกูลมัลเลนดอร์ก็จะกลายเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดของเขา ดังนั้นเพื่อสานสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านในอนาคต แซมเวลล์จึงไม่เลือกที่จะเดินทางผ่านไปเฉย ๆ แต่ให้กาวินส่งสารขอเข้าเฝ้าตระกูลมัลเลนดอร์อย่างเป็นทางการ

. . .

“แซมเวลล์ ซีซาร์” ลอร์ดมาร์ติน มัลเลนดอร์กล่าวออกมา พลางเผยรอยยิ้มเจือความขบขันขณะถือจดหมายของแซมเวลล์ไว้ในมือ “อัศวินผู้บุกเบิกที่ร่ำลือกัน ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสตรีงั้นหรือ?”

กาวินก้มศีรษะเล็กน้อย ตอบด้วยน้ำเสียงที่ทั้งไม่ต่ำต้อยและไม่อวดดีจนเกินไป “ท่านลอร์ด เซอร์ซีซาร์ได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินในนามของลอร์ดเมซ ไทเรลล์ โดยบุตรสาวของเขา ท่านหญิงมาร์เจอรี และปัจจุบันเป็นขุนนางในสังกัดของตระกูลไทเรลล์โดยสมบูรณ์”

ลอร์ดมาร์ตินแค่นเสียงเหยียดหยัน “ก็แปลว่าเป็น ‘อัศวินแต่งตั้งโดยสตรี’ อยู่ดีสินะ”

กาวินก้มหน้าต่อไปโดยไม่ตอบโต้

“ช่างเถอะ” ลอร์ดมาร์ตินถอนหายใจเอื่อย ๆ “ให้เขาเข้ามาเถอะ”

กาวินโค้งคำนับสั้น ๆ ก่อนหมุนตัวออกไป จากนั้น ลอร์ดมาร์ตินก็หันไปสั่งกับพ่อบ้านของเขา “บอกห้องครัวให้เตรียมอาหารค่ำ แต่อย่าหรูหราเกินไป เอาให้ดูสมศักดิ์ศรีก็พอ”

“รับทราบ ท่านลอร์ด”

“ท่านพ่อ นี่คือ ‘ลูกชายขี้แพ้’ ของตระกูลทาร์ลี่ใช่ไหม?” มาร์ก มัลเลนดอร์ บุตรชายคนโตของลอร์ดมาร์ตินเอ่ยถาม เขาเป็นชายหนุ่มสูงใหญ่ไหล่กว้าง มีเคราหนาทึบ บนไหล่ของเขามีลิงขาวดำตัวหนึ่งเกาะอยู่ และมันก็กำลังจดจ่ออยู่กับการแทะเปลือกถั่ว

“ถูกต้องแล้ว” ลอร์ดมาร์ตินตอบ “แรนดิลล์ ทาร์ลี่เป็นชายที่น่านับถือ แต่เขากลับมีลูกชายอย่างเจ้านี่ . . . ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจตัดแซมเวลล์ออกจากการสืบทอดตำแหน่ง แต่ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะถึงกับเนรเทศเจ้าหมอนั่นไปเป็น ‘อัศวินบุกเบิก’ แบบนี้ ซึ่งมันพอ ๆ กับส่งไปกำแพงเลยไม่ใช่รึ?”

มาร์กไหวไหล่ “ถ้าให้ข้าเลือก ข้าคงเลือกไปบุกเบิกดินแดนดีกว่าไปติดแหง็กอยู่ที่กำแพงนั่น”

ลอร์ดมาร์ตินเหลือบตามองลูกชายและหัวเราะเบา ๆ “เจ้าคิดว่าการบุกเบิกมันง่ายนักหรือ?”

“ข้ารู้ว่ามันไม่ง่าย” มาร์กยอมรับ “แต่กำแพงน่ากลัวกว่ามาก หนาวยะเยือก แล้วยังมีพวกผีดิบที่ฆ่าไม่ตายอีก”

“ผีดิบ?” ลอร์ดมาร์ตินหัวเราะหยัน “เรื่องเล่าขู่เด็กชัด ๆ หลายพันปีมานี้ ใครเคยเห็นพวกมันบ้าง? อีกอย่าง ตอนนี้ยังเป็นฤดูร้อน กำแพงเหนือก็คงไม่หนาวเท่าไหร่หรอก”

“แต่ว่าฤดูหนาวต้องมาถึงเข้าสักวัน”

“ใครจะรู้?” ลอร์ดมาร์ตินตอบ “ฤดูร้อนครั้งนี้ยืดเยื้อจนน่าหงุดหงิด อาจจะยาวนานกว่านี้อีกก็ได้ พวกคนเถื่อนทางเหนือที่บูชาไม้พวกนั้นก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึง ‘ฤดูหนาวกำลังจะมา’ เหมือนเป็นคำสวดศักดิ์สิทธิ์”

มาร์กครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “ท่านพ่อ หรือว่านี่อาจเป็น ‘ฤดูร้อนอันเป็นนิรันดร์’ ตามที่เทพทั้งเจ็ดได้ทรงสัญญาไว้? โลกที่ไม่มีฤดูหนาวอีกต่อไป?”

“ตามคำสอนของศาสนาเจ็ดเทพ ฤดูร้อนนิรันดร์จะมาถึงก็ต่อเมื่อมนุษย์ชำระล้างบาปของตนจนหมดสิ้น เจ้าคิดว่ามันเกิดขึ้นแล้วหรือ?”

มาร์กส่ายหน้าพิงคางกับมือของตน ขณะที่ลิงบนไหล่ของเขาก็เริ่มเกาหัว ราวกับครุ่นคิดตามเจ้านายของมัน

ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าทหารเดินขบวนก็ดังขึ้นจากภายนอกปราสาท

“ท่านพ่อ! มาดูนี่สิ!” มาร์กตะโกนเรียก

ลอร์ดมาร์ตินเดินไปที่ระเบียงอย่างเชื่องช้า “อะไรหรือ?”

“ท่านแน่ใจนะว่าแซมเวลล์เป็นลูกชายที่ถูกขับไล่?” มาร์กถามอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ทันใดนั้นลอร์ดมาร์ตินเองก็ต้องอึ้งไปเช่นกัน เพราะภาพของทหารสองร้อยนายที่จัดแถวอย่างเป็นระเบียบ พร้อมอาวุธครบมือเบื้องล่าง ทำให้เขาไร้คำพูดไปชั่วขณะ

การฝึกฝนตลอดสองเดือนของแซมเวลล์ให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง อดีตกรรมกรท่าเรือที่ถูกเกณฑ์มา บัดนี้เคลื่อนไหวด้วยท่าทีมีระเบียบวินัยราวกับทหารผ่านศึก แน่นอนว่าความจริงแล้วพวกเขายังไม่เคยสัมผัสความโหดร้ายของสนามรบจริง ที่ซึ่งข้อบกพร่องของพวกเขาจะถูกเปิดเผย แต่ด้วยการลงทุนของแซมเวลล์ทั้งในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารประจำวัน กองทหารเหล่านี้จึงดูมีศักยภาพมากพอจะข่มขวัญผู้พบเห็นได้

ดังนั้นสำหรับลอร์ดมาร์ตินแล้ว ‘ลูกชายขี้แพ้ที่ถูกขับไล่’ คนนี้กลับสามารถรวบรวมกองกำลังที่ดูเหมือนเป็นทหารชั้นยอดจำนวนถึงสองร้อยนายได้ มันจึงไม่ใช่เพียงขบวนคุ้มกันเล็ก ๆ อีกต่อไป อย่าลืมว่าปราสาทอัปแลนด์สเองก็มีกองทหารประจำการเพียงแค่สามร้อยกว่านายเท่านั้น

แม้ว่าตระกูลมัลเลนดอร์จะมีอัศวินภักดีราวสิบกว่านาย และหากจำเป็น ลอร์ดมาร์ตินสามารถระดมพลได้ถึงสามพันนายจากส่วนใหญ่ที่เป็นชาวนา เขาย่อมไม่หวาดกลัวกองกำลังสองร้อยนายของแซมเวลล์

แต่ลอร์ดมาร์ตินเป็นถึงขุนนางเจ้าแห่งปราสาทอัปแลนด์ส ขณะที่แซมเวลล์เป็นเพียงอัศวินบุกเบิกที่ไม่มีแม้แต่ที่ดินเป็นของตนเอง แม้ว่าเขาจะชนะ ก็ยังเป็นเรื่องที่ต่ำศักดิ์เกินไปสำหรับเขา

“เจ้าหมอนี่ไปขุดเอาทหารฝีมือดีมาจากนรกขุมไหนกันแน่?” ลอร์ดมาร์ตินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พึมพำอย่างหงุดหงิด ความดูแคลนที่เขามีตอนแรก ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความหมั่นไส้และริษยา

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มาร์กก็เสนอความเห็น “หรือว่าลอร์ดแรนดิลล์ ทาร์ลี่จะเป็นคนให้ทหารพวกนี้กับเขา?”

“เจ้ารู้ไหมว่าตระกูลทาร์ลี่มีทหารประจำการอยู่น้อยแค่ไหน? ไม่มีทางที่เขาจะยอมเสียกำลังคนมากขนาดนี้ให้ลูกชายที่ถูกตัดออกจากตระกูลหรอก!”

มาร์กเกาศีรษะ แม้ว่าเขาไม่เคยไปเยือนดินแดนของตระกูลทาร์ลี่ แต่ก็รู้ว่าตระกูลนั้นแม้จะแข็งแกร่งกว่าตระกูลมัลเลนดอร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับมีกำลังมากพอจะเสียทหารไปกับการบุกเบิกของลูกชายที่ถูกขับไล่ หากต้องสูญเสียทหารไปมากมายในเทือกเขาเรดเมาน์เทนส์ มันคงทำให้ตระกูลทาร์ลี่อ่อนแอลงไม่น้อย

“หรือว่าตระกูลไทเรลล์จะเป็นคนให้ทหารพวกนี้แก่เขา?”

มีเพียงความมั่งคั่งและอำนาจของตระกูลไทเรลล์เท่านั้นที่ดูจะสามารถจัดหากองกำลังเช่นนี้ให้ ‘ลูกชายขี้แพ้’ อย่างแซมเวลล์ได้

ลอร์ดมาร์ตินกลอกตา “ขนาดลอร์ดเมซยังไม่ยอมแต่งตั้งอัศวินให้เขาด้วยตนเองเลย เจ้าคิดหรือว่าเขาจะมอบกองทัพให้?”

มาร์กพยักหน้าเห็นด้วยและเกาศีรษะแรงขึ้น ส่วนเจ้าลิงของเขาก็กระโดดไปมา พลางดึงขนตัวเองราวกับกำลังขบคิดเช่นกัน

ลอร์ดมาร์ตินจ้องมองกองทหารของแซมเวลล์ด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวเดินลงบันได ทำให้มาร์กรีบตามไปทันที

เมื่อสองพ่อลูกมาถึงประตูปราสาท พ่อบ้านและบรรดาคนรับใช้ก็รออยู่พร้อมกับขนมปังและเกลือ

ในเวสเทอรอส ขนมปังและเกลือเป็นสัญลักษณ์ของ ‘สิทธิ์แห่งแขก’ อันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อแขกรับประทานขนมปังและเกลือของเจ้าบ้าน ทั้งสองฝ่ายจะต้องไม่ทำอันตรายต่อกัน มิฉะนั้นจะถือเป็นการละเมิดต่อทั้งเทพเจ้าเก่าและเทพเจ้าใหม่

แซมเวลล์หยิบขนมปังชิ้นเล็ก ๆ จุ่มลงในเกลือก่อนรับประทาน จากนั้นวางมือทาบหน้าอกแล้วโค้งคำนับเล็กน้อยให้ลอร์ดมาร์ติน

“ท่านลอร์ดมาร์ติน ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ!”

ลอร์ดมาร์ตินยิ้มอบอุ่น พลางตอบกลับว่า “เซอร์ซีซาร์ ยินดีต้อนรับสู่ปราสาทอัปแลนด์ส”

——

จบบทที่ ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 14

คัดลอกลิงก์แล้ว